Custom Search

Nov 30, 2009

63 ปี "พระเจ้าอยู่หัว" ผู้นำที่ไม่เหมือนใครในโลก นำพาประเทศ "อยู่ดีมีสุข"


ดร.จิรายุ อิศรางกูร ณ อยุธยา
มติชน
วันที่ 01 ธันวาคม พ.ศ. 2552



ในช่วง 63 ปี ระหว่าง พ.ศ.2489-2552
ประเทศไทยมีจำนวนประชากรเพิ่มขึ้น
มากกว่า 3 เท่าตัว จากประมาณ 17 ล้านคน
เมื่อ พ.ศ.2489 มาเป็นประมาณ 63 ล้านคน
ในพ.ศ.2551
ทั้งนี้โครงสร้างทางเศรษฐกิจและสังคม
ของประเทศไทยได้เปลี่ยนแปลงไปมาก
โดยเฉพาะอย่างยิ่งมีแนวโน้ม
เปลี่ยนจากสังคมชนบทเป็นสังคมเมืองอย่างต่อเนื่อง
ขณะเดียวกัน เศรษฐกิจของไทยที่เคยพึ่งพิงการผลิตในภาคเกษตรกรรมเป็นหลัก
มีการปรับโครงสร้างเป็นภาคอุตสาหกรรมมากขึ้น
หลังจากดำเนินการตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 1
(พ.ศ.2504-2509) เป็นต้นมา
ซึ่งสินค้าอุตสาหกรรมเป็นสินค้าที่มีทักษะการผลิตสูง
และมีการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้น
ทั้งด้านการส่งออกและการผลิต
ทั้งนี้ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ ณ ราคาปีฐาน พ.ศ.2531 (GDP)
ของประเทศไทยมีการขยายตัวสูง เมื่อเทียบกับประเทศกำลังพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง
โดยเพิ่มขึ้นจากประมาณ 1.33 แสนล้านบาท
เมื่อ พ.ศ.2494 เป็นประมาณ 4.26 ล้านบาท
ใน พ.ศ.2550 คิดเป็นการเพิ่มขึ้นเกือบ 32 เท่า
(เป็นการขยายตัวที่คำนึงถึงอัตราเงินเฟ้อแล้ว)
นอกจากนี้ผลิตภัณฑ์ มวลรวมภายในประเทศต่อหัว
ณ ราคาปีฐาน พ.ศ.2531 ของประเทศไทย
เพิ่มขึ้นเป็นลำดับ โดยเพิ่มจาก 6,594 บาทต่อคนต่อปี
เมื่อ พ.ศ.2494 เป็น 64,500 บาทต่อคนต่อปี
ใน พ.ศ.2550 คิดเป็นอัตราการเพิ่มขึ้นเกือบ 10 เท่า
ขณะเดียวกันก็พบว่าประชากรที่อยู่ใต้เส้นความยากจน
มีจำนวนลดลงโดยลำดับ กล่าวคือ
ลดลงจากประมาณ 23.78 ล้านคน
เมื่อ พ.ศ.2529 เหลือเพียง 5.36 ล้านคน
ใน พ.ศ.2550 คิดเป็นสัดส่วนลดลงจาก
ร้อยละ 44.90 เป็นร้อยละ 8.50 ของจำนวนประชากรทั้งหมด
หรือลดลงในสัดส่วนมากกว่า 5 เท่าทั้งนี้
หากวัดกันตามมาตรฐานการพัฒนาที่ใช้โดยทั่วไปแล้ว
ประเทศไทยถือว่ามีความสำเร็จเป็นอย่างสูง
อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาในรายละเอียดของการเปลี่ยนแปลง
โครงสร้างทางเศรษฐกิจ
รวมถึงการเปลี่ยนแปลงด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม
จะพบว่ามี ความไม่สมดุล เกิดขึ้นในหลายมิติ ที่สำคัญ ได้แก่
1.ความไม่สมดุลด้านการกระจายรายได้
ซึ่งประเทศไทยนั้นเป็นระยะเวลากว่า 40 ปีแล้ว
ที่ความไม่เท่าเทียมกันของรายได้มีแนวโน้มที่กลับจะเพิ่มขึ้น
ดังเห็นจากการสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติ
พบว่ากลุ่มครัวเรือนที่มีรายได้สูงหรือกลุ่มคนรวยที่สุด 20% แรก
มีสัดส่วนของรายได้ลดลงจากร้อยละ 6.1
เหลือเพียงร้อยละ 4.4 ในช่วงเวลาเดียวกัน
โดยกลุ่มอาชีพที่ยากจนที่สุดเป็นกลุ่มเกษตรกร
ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ
2. ความไม่สมดุลในการใช้และการดูแลทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
การมุ่งพัฒนาเศรษฐกิจให้เติบโตในอัตราสูง
ทำให้มีการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างไม่คำนึงถึงขีดจำกัดเท่าที่ควร
และยังทำให้ทรัพยากรธรรมชาติที่เคยอุดมสมบูรณ์มีแนวโน้มร่อยหรอ
และเสื่อมโทรมลงอย่างรวดเร็วการขยายตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคอุตสาหกรรม
และภาคบริการด้านการท่องเที่ยว ก่อให้เกิดปัญหามลพิษในด้านต่างๆ
เช่น น้ำเน่าเสีย อากาศเสีย กากของเสีย เสียงรบกวน
และสารอันตรายที่มีปริมาณมากขึ้น
ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของประชาชนและชุมชนมากขึ้นตามลำดับ
3.ความ ไม่สมดุลของการพัฒนาเมืองและชนบท
กรุงเทพมหานครและปริมณฑลยังคงมีฐานเศรษฐกิจ
และอัตราการเจริญเติบโตที่รวด เร็วกว่าภาคอื่นๆ เช่น
ใน พ.ศ.2532 มูลค่าของผลผลิตรวมของกรุงเทพมหานคร
มีสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 42 ของผลผลิตรวมของประเทศ
ในขณะที่ภาคอื่นๆ มีสัดส่วนลดลงตามลำดับเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกัน
4.ปัญหาค่านิยมและ ศีลธรรมที่เสื่อมลง
การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางเศรษฐกิจของประเทศ
จากเศรษฐกิจการเกษตรมาสู่ เศรษฐกิจอุตสาหกรรม
เป็นเหตุให้สังคมไทยเปลี่ยนแปลงจาก
สังคมชนบทมาสู่ความเป็นสังคมเมืองอย่าง ต่อเนื่อง
ทำให้วิถีชีวิตและความเป็นอยู่แบบไทยดั้งเดิม
ต้องปรับเปลี่ยนเป็นการดำเนิน ชีวิตในรูปแบบสมัยใหม่
ที่เร่งรีบเผชิญภาวะการแข่งขัน และมีความกดดันสูง
ซึ่งส่งผลกระทบต่อสภาพจิตใจ วัฒนธรรม
และวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของคนไทยโดยส่วนรวม
นอกจากนี้ โลกาภิวัตน์ยังก่อให้เกิดกระแสวัตถุนิยม
ซึ่งการไร้ภูมิต้านทานที่ดีพอทำให้สังคมไทย
มีค่านิยมบริโภคเกินความจำเป็น ทั้งหมดนี้ทำให้ปัญหาต่างๆ
เช่น อาชญากรรม ยาเสพติด
ปัญหาหนี้สินและปัญหาคอร์รัปชั่น
มีแนวโน้มทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น
"พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว"
ทรงมีบทบาทที่สำคัญ คือ "พระราชทานคำปรึกษา"
"ทรงสนับสนุน" และ "ทรงตักเตือน"
พระราชทานคำแนะนำ ทรงเตือนสติ
ผ่านพระราชดำรัส และพระบรมราโชวาท
ในวาระโอกาสสำคัญแก่ผู้บริหารประเทศ
และประชาชนชาวไทยทุกคน
ถึงการเฝ้าระวังการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ
และสังคมครั้งใหญ่ๆ
ดร.จิรายุ อิศรางกูร ณ อยุธยา
ตลอดจนแนวทางแก้ปัญหา
เพื่อให้รอดพ้นจากวิกฤตเหล่านั้น
และแนวทางการพัฒนาเพื่อ
ให้เกิดความอยู่ดีกินดีของประชาชนดัง
เช่น พระบรมราโชวาทและพระราชดำรัส
ที่แสดงให้เห็นถึงแนวพระราชดำริในการเพิ่มความสมดุล
ในการพัฒนาประเทศและ ประชาชนอย่างชัดเจน ซึ่งมีว่า
การพัฒนาประเทศจำเป็นต้องทำตามลำดับขั้น
ต้องสร้างพื้นฐานคือความพอมีพอกิน
พอใช้ของประชาชนส่วนใหญ่เป็นเบื้องต้นก่อน
โดยใช้วิธีการและใช้อุปกรณ์ที่ประหยัด
แต่ถูกต้องตามหลักวิชา
เมื่อได้พื้นฐานมั่นคงพร้อมพอควรและปฏิบัติได้แล้ว
จึงค่อยสร้างค่อยเสริมความเจริญและ
ฐานะเศรษฐกิจขั้นที่สูงขึ้นโดยลำดับต่อไป
หากมุ่งแต่จะทุ่มเทสร้างความเจริญ
ยกเศรษฐกิจขึ้นให้รวดเร็วแต่ประการเดียว
โดยไม่ให้แผนปฏิบัติการสัมพันธ์กับสภาวะของประเทศ
และของประชาชนโดยสอดคล้อง ด้วย
ก็จะเกิดความไม่สมดุลในเรื่องต่างๆ ขึ้น
ซึ่งอาจกลายเป็นความยุ่งยากล้มเหลวได้ในที่สุด
ดังเห็นได้ ที่อารยประเทศหลายประเทศ
กำลังประสบปัญหาทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรงอยู่ในเวลา นี้...
"หรือ..."การช่วยเหลือสนับสนุนประชาชนในการประกอบอาชีพ
และตั้งตัวให้มีความพอกินพอใช้ก่อนอื่นเป็นพื้นฐานนั้น
เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งยวด
เพราะผู้ที่มีอาชีพและฐานะเพียงพอที่จะพึ่งตนเอง
ย่อมสามารถสร้างความเจริญก้าวหน้าระดับที่สูงขึ้นต่อไปได้โดยแน่นอน
ส่วนการถือหลักที่จะส่งเสริมความเจริญ
ให้ค่อยเป็นไปตามลำดับ ด้วยความรอบคอบระมัดระวังและประหยัดนั้น
ก็เพื่อป้องกันความผิดพลาด ล้มเหลว
และเพื่อให้บรรลุผลสำเร็จได้แน่นอนบริบูรณ์
เพราะหากไม่กระทำด้วยความระมัดระวัง
ย่อมจะหวังผลเต็มเม็ดเต็มหน่วยได้โดยยาก...
"และ...ที่พระราชทานอีกว่า..."
ความจริงเคยพูดเสมอในที่ประชุมอย่างนี้
ว่าการจะเป็นเสือนั้นไม่สำคัญ
สำคัญอยู่ที่เรามีเศรษฐกิจแบบพอมีพอกิน...
แบบพอมีพอกินนั้นหมายความว่า
อุ้มชูตัวเองได้ ให้มีพอเพียงกับตัวเอง..."
"เศรษฐกิจพอเพียงเป็น เสมือน
รากฐานของชีวิตรากฐานความมั่นคงของแผ่นดิน
เปรียบเสมือนเสาเข็มที่ถูกตอกรองรับบ้านเรือน ตัวอาคาร ไว้นั่นเอง
สิ่งก่อสร้างจะมั่นคงได้ก็อยู่ที่เสาเข็ม
แต่คนส่วนมากมองไม่เห็นเสาเข็มและลืมเสาเข็มเสียด้วยซ้ำไป..."
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเตือนล่วงหน้า
ถึงความไม่สมดุลของโครงสร้างทาง
เศรษฐกิจและสังคมของประเทศ
ที่จะนำมาซึ่งปัญหาแก่ประชาชนและประเทศชาติ
พระราชดำรัสที่ได้อัญเชิญมาข้างต้น
มิได้เป็นเพียงแนวคิด แต่พระองค์ได้ทรงนำมาปฏิบัติ
ให้เป็นรูปธรรมผ่านทางโครงการพัฒนานับพัน โครงการ
โดยการเสด็จพระราชดำเนินไปยังภูมิภาคต่างๆ
ทอดพระเนตรสภาพความเป็นจริง
เกิดเป็นแนวพระราชดำริเพื่อช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบ
จากความไม่สมดุลเหล่า นั้น
โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริต่างๆ
ที่ทรงคิดค้นขึ้นเพื่อลดความไม่สมดุลในสังคมไทยมายาวนาน
และต่อเนื่องกว่า 60 ปีนั้น ในปัจจุบันมีมากถึง 4,404 โครงการ
ซึ่งกระจายอยู่ทั่วทุกภาคของประเทศ โดยมีลักษณะร่วมที่สำคัญ
คือ แก้ปัญหาให้แก่คนส่วนใหญ่ของประเทศ
แก้ปัญหาวิกฤตเฉพาะที่ แก้ปัญหาทุกข์ภัยที่เกิดขึ้นนอกจากนี้
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวยังทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม
ให้จัดตั้ง "ศูนย์ศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ"
จำนวน 6 ศูนย์ทั่วประเทศ อันเป็นตัวแทนของสภาพแวดล้อม
ตามธรรมชาติแบบต่างๆ ที่มีอยู่ในแต่ละภูมิภาค
เพื่อเป็นศูนย์กลางการศึกษาดูงานของราษฎรที่มีความสนใจศึกษา
และนำความรู้ไปปรับใช้ในการประกอบอาชีพของตน
เสมือน "พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติที่มีชีวิต"
ในลักษณะการให้บริการอย่างรวมศูนย์ครบวงจร
ซึ่งเน้นการเผยแพร่องค์ความรู้ให้ประชาชนนำไปปฏิบัติเองได้
เป็นการวางรากฐานให้สังคมไทยพึ่งพาตัวเอง
และอยู่อย่างยั่งยืน ศูนย์ ทั้ง 6 ศูนย์ ได้แก่
ศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อน อันเนื่องมาจากพระราชดำริ
อ.พนมสารคาม จ.ฉะเชิงเทรา,
ศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองฯ ต.กะลุวอเหนือ อ.เมือง จ.นราธิวาส,
ศูนย์ศึกษาการพัฒนาอ่าวคุ้งกระเบนฯ อ.ท่าใหม่ จ.จันทบุรี,
ศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพานฯ อ.เมือง จ.สกลนคร,
ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้ฯ อ.ดอยสะเก็ด จ.เชียงใหม่
และศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยทรายฯ อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี
โครงการอันเนื่อง มาจากพระราชดำริ จาก 4,000 กว่าโครงการ
คือตัวอย่างอันเป็นรูปธรรมชัดแจ้งที่แสดงให้เห็น
ว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเป็น "นักปรัชญา"
จากการที่พระราชทานปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
ทรงเป็น "นักวิทยาศาสตร์" จากการที่ทรงค้นคว้า
ทดลองแนวทางแก้ปัญหาจนเมื่อเกิดผลสำเร็จได้อย่างแน่ชัด
จึงพระราชทานแนวพระราชดำริดังกล่าวต่อไป
ทรงเป็น "นักเผยแพร่" ทรงสนับสนุนให้เกิดโครงการต่างๆ ทั่วประเทศ
และทรงเป็น "ผู้นำ" ที่ทำให้เกิดการทำงานร่วมกันอย่างบูรณาการ
ระหว่างหน่วยงานราชการที่เกี่ยว ข้อง
สมดังที่ทรงได้รับการสดุดีพระเกียรติคุณ
จากโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) ที่ว่า
"พระองค์ทรงเป็นนักวิทยาศาสตร์ นักปรัชญา
นักเผยแพร่แนวคิดและนักปฏิบัติ ที่เป็นตัวอย่างที่ดีที่สุด
ทรงเป็นตัวอย่างที่โดดเด่นของผู้นำที่อาจไม่เหมือนใครในโลก
แต่สิ่งที่โลกสามารถเรียนรู้ได้จากพระองค์ คือ
ความรักและแรงบันดาลใจอันยิ่งใหญ่ในการทำทุกอย่าง
เพื่อความอยู่ดีมีสุขของพสกนิกรของพระองค์"
หน้า 20




Nov 29, 2009

เมื่อเกิดภาวะ ฉุกเฉินทางหัวใจ จะทำอย่างไรดี(1)



คอลัมน์ รู้ทันโรค

สรรพางค์

มติชน

วัน
ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552










แพทย์หญิงดาราวรรณ จันทร์ทัด


เมื่อดูจากสถิติ "โรคหัวใจ" ถือเป็นโรคฮ็อตฮิต
อันดับ ต้นๆ ที่คนไทยเป็นกันมาก โดยเฉพาะในปัจจุบัน
การดำรงชีวิตของผู้คนได้เปลี่ยนแปลงไปจากอดีตมาก
ทำให้คนเป็นโรคนี้กันมากขึ้น
อันตรายจากโรคหัวใจคงไม่ต้องพูดถึง
โดยเฉพาะหากเกิดภาวะฉุกเฉินทางหัวใจขึ้น
ก็จะยิ่งเพิ่มดีกรีความเสี่ยงต่อการ เสียชีวิต
เรื่องนี้ แพทย์หญิงดาราวรรณ จันทร์ทั
จากโรงพยาบาลเกษมราษฎร์ ประชาชื่น บอกว่า
ภาวะฉุกเฉินทางหัวใจคือภาวะการเจ็บป่วยที่เกิดขึ้น
อย่างเฉียบพลันและมีอาการ
รุนแรงที่มีสาเหตุมาจากโรคหัวใจ
และผู้ป่วยอาจเสียชีวิตได้
ถ้าไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที
ซึ่งอาการผิดปกติสำคัญที่บ่งชี้ว่า
น่าจะมีสาเหตุมาจากโรคหัวใจ
เช่น อาการเจ็บแน่นหน้าอกรุนแรง
อาการหอบเหนื่อยหรือหายใจลำบาก
อาการใจสั่นจากมีภาวะหัวใจเต้นเร็วและ
แรงผิดปกติร่วมกับมีอาการหน้ามืดหรือหมดสติ
ซึ่งอาการต่างๆ เหล่านี้อาจเกิดได้จากหลายสาเหตุเช่น
โรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด
หรือโรคกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน
โรคหัวใจล้มเหลว และโรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ เป็นต้น
บทความที่จะกล่าวต่อไปนี้จะพิจารณา
ในแง่ของโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเป็นหลัก
เนื่องจากเป็นโรคที่พบมากขึ้นเรื่อยๆ
และเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตจาก
โรคหัวใจที่สำคัญที่สุดในปัจจุบัน
ส่วนภาวะฉุกเฉินจากโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดนั้น
คุณหมอดาราวรรณกล่าวว่า
เนื่องจากหัวใจเป็นอวัยวะที่สำคัญที่สุดของร่างกาย
และหัวใจเป็นอวัยวะ
ที่ประกอบด้วยกล้ามเนื้อ
ซึ่งการที่หัวใจจะทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
จำเป็นต้องได้รับเลือดและสารอาหาร
โดยผ่านทางหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจอย่างเพียงพอ
ต่อความต้องการของหัวใจใน ขณะนั้นๆ
เช่นเดียวกันกับอวัยวะอื่นๆ
โรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด
หรือโรคหัวใจขาดเลือด
เกิดจากหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจตีบ
หรืออุดตันจากการที่มีคราบไขมันไปสะสม
ที่ผนังด้านในของหลอดเลือดหัวใจ
ส่งผลให้เลือดไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจไม่เพียงพอ
ต่อความต้องการของหัวใจในขณะนั้น
และทำให้การทำงานของหัวใจผิดปกติไป
ซึ่งอาจนำไปสู่ภาวะหัวใจล้มเหลว
หัวใจเต้นผิดจังหวะ หรือหัวใจวายเฉียบพลันได้ในที่สุด


อาการที่สำคัญของโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด
ได้แก่ อาการเจ็บหน้าอกหรือแน่นหน้าอกตรงกลาง
หรือหน้าอกด้านซ้าย โดยมักมีอาการ เจ็บแบบแน่นๆ บีบๆ
หรือเหมือนมีของหนักๆ กดทับที่หน้าอก
และอาจมีอาการเจ็บร้าวไปที่ขากรรไกรล่าง กราม
ไหล่หรือท้องแขนด้านซ้ายหรือทั้งสองข้างร่วมด้วย
อาการเจ็บหน้าอกถ้าเป็นไม่รุนแรงมักมีอาการ
ในขณะที่มีการออกแรงและเป็นอยู่
นานประมาณ 5 ถึง 10 นาทีแล้วหายไปได้เอง
แต่ถ้าเป็นรุนแรงอาจมีอาการเจ็บหน้าอกในขณะพักอยู่เฉยๆ ได้
และมีอาการนานกว่า 20 ถึง 30 นาทีขึ้นไป นอกจากนั้น
ผู้ป่วยอาจมีอาการอื่นๆ ร่วมด้วยเช่น เหงื่อแตกทั่วตัว ใจสั่น
เหนื่อยง่าย หายใจลำบาก คลื่นไส้ อาเจียน
หน้ามืดหรือเป็นลมหมดสติ เป็นต้น
ส่วนผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยงต่อการเกิ
ดโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเป็นใคร
ในครอบครัวป่วยเป็นโรคนี้ร่วมด้วย
2) ปัจจัยเสี่ยงที่สามารถเปลี่ยนแปลงและแก้ไขได้มีดังนี้


โรคประจำตัวหรือโรคที่พบร่วมด้วย เช่น โรค เบาหวาน
โรคความดันโลหิตสูง โรคไขมันในเลือดสูง โรคอ้วน เป็นต้น
และพฤติกรรมเสี่ยง ซึ่งได้แก่ การสูบบุหรี่
การไม่ออกกำลังกาย ภาวะเครียดเรื้อรัง
ฉบับหน้า คุณหมอดาราวรรณยังจะอยู่กับเรา
และจะมาไขข้อข้องใจ เกี่ยวกับภาวะฉุกเฉินทางหัวใจ


กันต่อที่สำคัญเราจะสังเกตได้อย่างไรว่ามี
อาการเจ็บป่วยจากภาวะฉุกเฉินจาก
โรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด
(หน้าพิเศษ Hospital Healthcare)


หน้า 6









Nov 28, 2009

State of play


คอลัมน์ เล่าเรื่องหนัง

ติสตู

มติชน

วันที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552


ในยุคที่สื่อสารมวลชนพัฒนาการ
ด้านเสรีภาพมากขึ้นเรื่อยๆ
พร้อมกับการถูกตั้งคำถามจริยธรรมการนำเสนอข่าว
มากขึ้นเป็นเงาตามตัว หลายครั้ง "สื่อ"
กลายเป็นตัวต้นเหตุของความขัดแย้ง

ดังเช่นที่ถูก มองกันอย่างระนาบที่ว่า
สื่อสารมวลชนไม่ควรพึงกระทำตัว
เป็นหนึ่งในกลไลควา
ม ขัดแย้ง
หรือเป็นต้นตอการสร้างข่าว
ที่ทำให้เกิดความขัดแย้งเสียเอง
แต่การนำเสนอข่าวให้ควรหาทางออกนั้นไว้ด้วย

นี่คือมิติที่มีการ เรียกร้องต่อการ
ทำหน้าที่สื่อโดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคนี้


ยุคที่เทรนด์ของโลกล้วนเต็มไปด้วย
ข้อขัดแย้งทั้งในระดับชาติ
นานาประเทศ ระหว่างประเทศ การทำหน้าที่สื่อสารมวลชน
นับวันยิ่งต้องเข้มข้นขึ้นตามประเด็นที่หนาแน่น
และลึกซึ้งซับซ้อนขึ้น การทำหน้าที่อย่างรอบคอบ
และคำนึงถึงผลกระทบที่ตามมาจึงถูกเรียกร้องจากสังคมโดยกว้าง


หนังอย่าง State of play กำลังจับเทรนด์กระแสที่ว่า
และต้องการจะบอกสิ่งนั้นโดยสะท้อนผ่านเรื่องราวใน
มุมของวิชาชีพสื่อสารมวลชนเช่นเดียวกัน
ผลลัพธ์ที่ออกมาน่าจะทำให้ State of play
ถือได้ว่าเป็นภาพยนตร์ที่สมควรนำไป
พูดถึงในแวดวงการทำหน้าที่ของสื่อยุคปัจจุบันได้อย่างทันกระแส
นับจาก All the President"s Men
หนังเก่าปี 1976 ที่เป็นหนังขึ้นหิ้งวงการสื่อ
สะท้อนการทำงานและสร้างค่านิยมดีงามให้แก่คนทำสื่อ
กระนั้นตำราเรียนผ่านภาพยนตร์ All the President"s Men
ก็ไม่อาจเพียงพอต่อวัฒนธรรมสื่อปัจจุบัน
เมื่อกระแสข้อมูลข่าวสารต่างๆ รอบตัวในโลกหมุนเร็วขึ้น
การที่สื่อต้องตามประเด็นให้ทันและ
ไม่หลงทิศหลงกระแสก็ไม่ใช่เรื่องง่าย
ภาพยนตร์อย่าง State of play
จึงมีบางด้านและบางแง่มุมที่กำลังตอบคำถามนี้
และน่านำไปขบคิดสำหรับสื่อยุคปัจจุบันต่อไป


ประเด็นของ State of play ที่ก้าวขยับไปกว่า
All the President"s Men หนังตำราสื่อนั่นคือ
แค่การมีแหล่งข่าวชั้นเยี่ยม การมีสัญชาตญาณที่ดีต่อเบาะแส
การเกาะติด ยังไม่พอต่อคนทำสื่อยุคปัจจุบัน
ยังมีสิ่งที่ควรต้องนำมาฝึกฝนที่เรียกว่า
ความเข้าใจต่อปรากฏการณ์และมองทะลุไปข้างหน้า
โดยไม่ถูกดึงออกจากประเด็นปลายทางในยุคที่ข่าวสารเกิดขึ้นได้
ทั้งจากกระแส ข่าวลวง หรือการสร้างกระแสหนึ่ง
เพื่อดับกระแสหนึ่ง หรือกระทั่งการเบี่ยงเบนประเด็น
สิ่งที่หนังเรื่องนี้พูดพาดพิงถึง คือข่าวแท้ๆ กับข่าวสาดโคลน
นี่คือคำถามที่ "คาล แมคคาฟฟีย์"
ตั้งคำถามต่อบรรณาธิการของเขา
หลังจากหนังสือพิมพ์ต้นสังกัดของตัวเองตกข่าว
ใหญ่ประจำวันเกี่ยวกับ
กรณีการเปิดเผยความฉาวโฉ่ของสมาชิกรัฐสภา
ที่เข้าไปพัวพันการมั่วสุมทางเพศ
แต่ "คาล" มองในมิติที่มากกว่านั้น
เขามองว่าสถานการณ์มีความซับซ้อนกว่า
ประเด็นที่ถูกปล่อยโยนออกมาให้สื่อ
กระโดดงับเพื่อเบี่ยงเบนประเด็นที่สำคัญและใหญ่กว่า
นั่นคือการฉ้อฉลในธุรกิจด้านการรักษาความปลอดภัย
และความมั่นคงที่เชื่อมโยงเป็นปัญหาระดับประเทศ
หนังเล่าเรื่องคู่ ขนานถึงการทำงานสไตล์เกาะติดของ "คาล"
นักข่าวหนังสือพิมพ์วอชิงตันโกล์บ
ที่ต้องมาทำข่าวฉาวโฉ่ของเพื่อนสนิทสมัยเรียนมหาวิทยาลัย
ซึ่งดำรงตำแหน่งเป็น ส.ส.แห่งสหรัฐอเมริกา
หลังถูกครหาเกี่ยวข้องเชิงชู้สาวกับ
กรณีการเสียชีวิตปริศนาของหญิงสาวข้าราชการการเมือง
ซึ่งเป็นหัวหน้าคณะทีมวิจัยในคณะกรรมาธิการศึกษา
เรื่องการจ้างบริษัทเอกชน ด้านรักษาความปลอดภัย
เข้ามาช่วยเสริมด้านบุคลากรในช่วงสงครามอิรัก
หรือพูดง่ายๆ คือการจ้างทหารรับจ้างเข้าร่วมรบในสงคราม
ซึ่งบริษัทธุรกิจด้านรักษาความปลอดภัยดังกล่าว
พัวพันไปถึงกรณีฝ่ายการเมือง
ที่คอร์รัปชั่นร่วมกับบริษัทเอกชนในการเข้าไปมีบทบาท
ซึ่งกระทบต่อนโยบาย
รักษาความมั่นคงปลอดภัยในประเทศ


นอกจากต้องไขข้อเท็จจริงเบื้องลึก เบื้องหลังข่าว
หนังยังนำเสนอการทำงานคู่ขนานของเทรนด์สื่อที่ถูกจับตามองอย่าง
"สื่อออนไลน์" ที่เข้ามาร่วมในกระบวนการเจาะข่าวด้วย
ซึ่งนั่นก็ทำให้เห็นสไตล์และรูปแบบของสื่อสองประเภท
ที่แม้จะมีกระบวนการ และวิธีนำเสนอต่างกัน
แต่หากวางแผนการทำงานก็สามารถเกื้อหนุน
และยังคงนิยามการทำงานตรวจสอบได้เช่น เดียวกัน


State of play มีแง่มุมที่ตั้งคำถามต่อการทำงานของคนข่าว
ผ่านปมเรื่องที่วางไว้ให้สื่อสารมวลชนต้องเกาะติดไล่ตาม
และแกะรอยโดยวางเรื่องซ้อนเรื่อง
เช่นเดียวกับการทำงานสื่อเองที่หลายประเด็น
ก็ถูกทำให้ซ้อนไขว้ไปมาจนอาจ
เบี่ยงเบนประเด็นสำคัญ
และที่สุดก็ตามไปไม่ถึงผลลัพธ์

หน้า 22


ชีวิตที่เกิดใหม่ (1)

เหมียว – วรัตดา ภัทโรดม


ถ้า คุณเป็นคนที่มีอีโก้สูง มั่นใจในตัวเองสุด ๆ
ไม่ต่างอะไรกับช้างป่าหรือลิงซน
ที่ไม่มีใครปราบให้อยู่หมัดได้ง่าย ๆ แล้วละก็
อยากบอกว่าชีวิตของเหมียวก็เคยเป็นเช่นนั้นมาก่อน
จนกระทั่งเหตุการณ์
ในวันหนึ่งมาเปลี่ยนแปลงชีวิตทั้งชีวิต
วันที่มองกระจกแล้วถึงกับ
ต้องถามตัวเองว่า คนที่เห็นนั้นเป็นใคร
วันนั้นเหมียวไปซื้อนาฬิกาที่ห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง
และบอกคนขายว่า “ขอดูนาฬิกาสีฟ้าหน่อยค่ะ”
คนขายไม่ฟัง เพราะมัวแต่คุย
แม้จะพูดซ้ำแล้วก็ยังไม่ฟัง
เหมียวเลยขึ้นเสียงดังมาก ๆ ว่า
“ขอดูนาฬิกาสีฟ้าหน่อยค่ะ” คนขายมองหน้า
แล้วหยิบนาฬิกาสีเขียวมาให้ คราวนี้โกรธมาก
เพราะพูดสามครั้งไม่ฟัง
พอหยิบก็หยิบผิดสี เลยดุเขา
เสียงดังลั่นร้านด้วยความโกรธว่า
“คุณตาบอดสีหรือไง... บอกให้หยิบสีฟ้า หยิบสีเขียวมาทำไม”
วันนั้นคงเป็นวันโชคดีมาก ๆ เพราะพอทำอย่างนั้นไปแล้ว
จู่ ๆ ก็ได้ยินเสียงตัวเองในใจว่า
แค่เขาหยิบนาฬิกามาผิดสี
ทำไมต้องว่าต้องโกรธเขาขนาดนี้ด้วย
พอคิดได้อย่างนี้จึงยกมือไหว้
เขาแล้วขอโทษ ขึ้นรถได้ก็ร้องไห้
หลังจากวันนั้นตั้งคำถามกับตัวเองว่า
ตลอดชีวิตที่ผ่านมาใช้ชีวิตอย่างไรหรือ
จึงเพาะเมล็ดพันธุ์เน่า ๆ ไว้ในตัวได้มากขนาดนี้
เป็นคำถามที่แม้แต่ตัวเองก็ยังต้องควานหาคำตอบ
หากจะพูดถึงการเลี้ยงดูของคุณพ่อคุณแม่
เหมียวถือว่าตัวเองโชคดี
เพราะคุณพ่อซึ่งทำงานการไฟฟ้าฝ่ายผลิตพระนครเหนือ
และคุณแม่เป็นอาจารย์ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ให้อิสระเราอย่างเต็มที่ตั้งแต่เด็ก ๆ
เติบโตมาท่ามกลางธรรมชาติเหมือนเด็กต่างจังหวัด
เพราะบ้านอยู่ในที่ทำการการไฟฟ้า จังหวัดนนทบุรี
เหมียวเป็นพี่สาวคนโตของน้องสาวอีก 2 คน ที่ซนมาก
มี “เดอะแก๊ง” ของตัวเอง ชอบปีนป่ายต้นไม้
เล่นตี่จับ แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นคนที่ได้รับการสอน
ให้รู้จักค่าของเงินและมีระเบียบ วินัยตั้งแต่เด็ก
จำได้ว่าเคยรับจ้างกวาดใบไม้ เก็บลูกเทนนิส
ขายขนมครกไข่ และขายไอศกรีมที่คุณแม่ทำ
เพื่อเก็บเงินไปซื้อของที่ตัวเองอยากได้
สิ่งที่ทำตอนนั้นไม่ได้คิดว่าเป็นความยากลำบาก
กลับรู้สึกสนุกเสียด้วยซ้ำ
เหมียว เป็นคนที่ไม่ยอมทำตามกฎที่มองไม่เห็นเหตุผล
สมัยเรียนสาธิตจุฬาฯ มีกฎให้นักเรียนผูกโบสีเรียบร้อย
แต่เหมียวใช้สีรุ้ง อาจารย์เรียกแม่ไปพบ
แต่แม่กลับไม่ว่าอะไร สำหรับท่าน
ถ้าลูกไม่แรด ไม่โดดเรียน
โรงเรียนก็ไม่ต้องมายุ่งกับถุงเท้าและโบของลูกฉัน
แม่เป็นแม่ที่รู้ว่าลูกกำลังเป็นวัยรุ่น
และต้องการแสดงออกเพื่อความเป็นตัวของตัวเอง
เหมียว โตมาแบบนี้ เรื่องเรียนไม่ได้เก่งกาจเลย
แต่เป็นเด็กไฮเปอร์ ชอบทำกิจกรรม
พอเข้าเรียนคณะรัฐศาสตร์ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
จึงเป็นทั้งนักกีฬาฟุตบอล วอลเลย์บอล พุ่งแหลน
รวมทั้งเป็นเชียร์ลีดเดอร์ตอนเรียนปีที่ 2
ถ้ามีใครถามว่าใจจริงอยากเป็นอะไรกันแน่
เหมียวจะบอกว่าอยากเป็นวิศวกรนิวเคลียร์ฟิสิกส์
เพราะเป็นคนที่ชอบเรียนเลขกับฟิสิกส์
แต่คุณพ่อไม่แนะนำให้เรียน
ท่านบอกว่าวิศวะเป็นโลกของผู้ชาย
เขาไม่ยอมรับผู้หญิง และถ้าเราเรียนสาขานี้จริง ๆ
เวลาทำงานจะลำบาก
ถึงวันนี้เหมียวเข้าใจในสิ่งที่คุณพ่อพูดอย่างถ่องแท้
เพราะต่อให้ผู้หญิงเก่งแค่ไหน
ก็ยังมีผู้ชายบางส่วนไม่ยอมรับอยู่ดี
พอจบปริญญาตรี เหมียวเรียนต่อระดับปริญญาโท
ด้านไดเร็คท์มาร์เก็ตติ้งที่สหรัฐอเมริกา
คุณแม่ไปอยู่ด้วยก่อน 4 – 5 เดือน
เพื่อดูว่าลูกควรจะขึ้นรถเมล์สายอะไร
พักที่ไหน และลูกจะอยู่ได้ไหม
ท่านทุ่มเทเพื่อเราอย่างเต็มที่
ในช่วงที่ไปเรียนต่อเหมียวเพิ่งอกหัก
ตลอดสองปีที่เรียนอยู่ที่นั่นเสียใจตลอด แต่ก็ผ่านมาได้
หลังจากเรียนจบกลับมาทำงานเมืองไทย
เหมียวประสบความสำเร็จเร็วมาก
จนเพื่อน ๆ ต่างชื่นชมว่า
โอ้โห อายุแค่ 25 ทำงานได้เงินเดือนเป็นแสน
พออายุ 29 เหมียว มีรายได้เดือนละประมาณสามแสนบาท
และกลายเป็นนักการตลาดที่มีแต่คนชื่นชม
ช่วงที่ทำงานบริษัทมีคนเชิญไปเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยด้วย
ทำให้ใคร ๆ เรียกว่าอาจารย์
เหมียวจึงรู้สึกว่าความสำเร็จมาเร็วมาก
ยิ่งตอนมาทำงานและได้
ก่อตั้งแผนกไดเร็คท์มาร์เก็ตติ้งให้ลีโอเบอร์เนทท์จนเริ่มบูม
เหมียวต้องพรีเซ้นต์งานเยอะมาก
คนที่จะพรีเซ้นต์งานหรือ
ต้องออกไปยืนพูดอยู่หน้าเวทีได้ดีต้องมีอีโก้สูง
ต้องมั่นใจในตัวเองมาก
และโดยไม่รู้ตัวจึง
สะสมอีโก้เข้าไปในตัวทีละน้อย ๆ
ด้วยความที่เป็นคนขี้โมโห
และหงุดหงิดง่ายมาตั้งแต่วัยรุ่น
แต่ไม่เคยรู้ตัวเลย
แค่มีคนขับรถช้าเกะกะอยู่ข้างหน้า
หรือมีคนขับรถปาดหน้าก็หงุดหงิดแล้ว
ในแต่ละวันจึงมีเรื่อง
ให้ต้องหงุดหงิดโมโหไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง
หรือเวลาแม่บ้านเอา
เสื้อผ้าตัวใหม่ไปซักแล้วสีผ้าตัวอื่นตกใส่
ก็โกรธเป็นฟืนเป็นไฟ
คิดแต่ว่าแม่บ้านคนนี้ทำเสื้อเราพัง
ถ้าเป็นที่ทำงาน
ลูกน้องทำงานไม่ได้ดังใจจะโกรธเสียงดังใส่เขา
เวลาโกรธแล้วไม่รู้ตัวเลยว่าได้ทำอะไรลงไปบ้าง
รู้แต่ว่าโกรธโทษคนนั้นคนนี้
มัวแต่ไปโฟกัสที่คนอื่นและ
สิ่งอื่นภายนอก โดยไม่มีมุมมองอื่นเลย
เป็นอย่างนี้มาเรื่อย ๆ
จนกระทั่งอายุ 30 ปี ตอนนั้นทุกคนรอบตัวที่รักเรา
ทั้งพ่อ แม่ พี่ น้อง เพื่อน ๆ
ต่างก็บอกว่าเหมียวโมโหแรงขึ้นทุกวัน
แต่ก็ไม่เข้าใจ จนกระทั่งเหตุการณ์
ในวันที่ไปซื้อนาฬิกาในห้างสรรพสินค้า
มากระตุกความคิด อย่างรุนแรง
จนต้องถามตัวเองว่า...ทำไมถึงเป็นคนอย่างนี้
แล้วคำพูดของคนที่รักเราก็
เริ่มสะท้อนเข้ามาเป็นฉาก ๆ ว่า..เออ จริง ๆ
เขาเคยบอกแล้ว เราเปลี่ยนไปจริง ๆ
ถามตัวเองในกระจกรถว่า
“มึงเป็นใคร กูไม่ใช่คนแบบนี้มึงเป็นใครมาจากไหน”
วันนั้นพอกลับถึงบ้านก็เริ่มหา
สาเหตุที่ทำให้เราเปลี่ยนไปเป็นคนแบบนี้
เขียนลูกศรใหญ่มาก เขียนเลยว่า
ทำไมคนนี้ถึงเปลี่ยนเป็นอีนี่
พอเขียนแล้วได้คำตอบว่า เป็นเพราะเงินที่ได้เยอะขึ้น
ตำแหน่งหน้าที่การงานที่สูงขึ้น ชื่อเสียงที่มากขึ้น
การมีลูกน้องกว่า 200 คน และการเปิดบริษัทเอง
แต่ตอนนั้นก็ยังไม่เข้าใจคำว่า “อีโก้”
รู้แค่ว่าความเปลี่ยนแปลงในตัวเราเกิดเพราะสิ่งเหล่านี้
คน อื่นที่อยู่ในภาวะเดียวกับ
เหมียวอาจไม่เป็นอย่างนี้ก็ได้
แต่สำหรับเหมียวถึงขั้น...หลุด
โชคดีว่ายังรู้ตัวว่า สิ่งที่ทำไปไม่ถูก
วันนั้นตัดสินใจทันทีเลยว่า “ไม่เอาแล้ว”
วันรุ่งขึ้นไปบอกเพื่อนว่าจะปิดบริษัท
แต่กว่าจะปิดได้ต้องทำอย่างค่อยเป็นค่อยไป ใช้เวลาเป็นปี
จากนั้นก็เดินออกจากชีวิตคนทำงาน
กลายมาเป็นนักเดินทางแทน
เหมียวเดินทางอยู่ถึง 2 ปี เต็ม ๆ
การเดินทางให้อะไรเราหลายอย่าง
บางคนอาจจะชอบเพราะ
ได้ความสุข ความสนุก ได้ลองอาหารอร่อย ๆ
ได้เห็นสถานที่แปลก ๆ และ
ได้ภาพถ่ายมาเตือนความทรงจำ
แต่สำหรับคนที่เดินทางเพื่อหาคำตอบอะไรบางอย่าง
การเดินทางมีความหมายมากกว่านั้น
แม้ว่าเหมียวจะมีโอกาสเดินทางบ่อยตั้งแต่เด็ก ๆ
เพราะไม่ว่าจะไปไหนทั้งในประเทศและต่างประเทศ
คุณพ่อคุณแม่ต้องหอบลูกทั้งสามคนไปด้วยทุกครั้ง
แต่กลับเพิ่งเริ่มรู้จักความหมายของการเดินทางจริง ๆ
ก็ช่วงที่เดินทางแบกเป้ไปเที่ยวยุโรป
เป็นการเดินทางแบบไม่คาดหวังอะไร นอนบนรถไฟ
อาบน้ำที่สถานีรถไฟ รับประทานอาหารในร้านบ้าง
ซื้อขนมปังและผลไม้ทานบ้าง
ทำให้เราได้ผจญภัย ได้เสี่ยง
และได้เรียนรู้ว่าเพื่อนร่วมเดินทางดี ๆ ที่ไม่หงุดหงิด
ไม่โกรธหรือโทษกันเมื่อตัดสินใจผิดพลาด หายากมาก
แต่โชคดีที่เพื่อนเหมียวน่ารักทุกคน
เจอปัญหาก็ช่วยกันแก้ไข
แก้ไม่ได้ก็หัวเราะกันจนน้ำตาไหล
เหมียวอาจจะเหมือนใครหลายคน
ที่ท่องเที่ยวมาแล้วแทบทั่วโลก
เห็นอะไรมากมาย ทำให้เรามีความรู้มากขึ้น
เห็นชีวิตที่มีวิถีทางต่าง ๆ กัน
เห็นผู้คนในเมืองที่เจริญในวัตถุมาก
และเห็นชีวิตผู้คนที่ยากจนแสนเข็ญ
เมื่อก่อนเหมียวเคยคิดว่าตังเองเจ๋งเรื่องเที่ยว
ไม่แพ้ใครเหมือนกัน
เมื่อได้เข้าสู่เส้นทางธรรมกลับรู้สึกจ๋อยไปเลย
เพราะที่ว่าเจ๋งแล้ว ความรู้ของเรา
ยังไม่ถึงเศษเสี้ยวของความรู้ ความเข้าใจ
และสติปัญญาที่ได้จากการท่องเที่ยวดูตัวเอง
ไม่น่าเชื่อว่าธรรมะจะช่วยให้เหมียวตาสว่าง เลิกเหล้า
และมองความรักด้วยความเข้าใจที่ลึกซึ้งมากขึ้นถึงเพียงนี้
สิ่งที่เหมียวค้นพบเป็นความมหัศจรรย์อย่างหนึ่งของชีวิต
ที่หากว่าใครรู้และ นำไปใช้
จะทำให้ชีวิตพบกับความสุขอย่างคาดไม่ถึง...































เหมือน "บูมเมอแรง"


คอลัมน์ แท็งก์ความคิด
นฤตย์ เสกธีระ

max@matichon.co.th

มติชน

วันที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552



สัปดาห์นี้มีเรื่องราวดีๆ
ในเดือนส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่มาฝากครับ

งานนี้มีชื่อยาวเหยียด เพิ่งแถลงข่าวไปเมื่อวันก่อน
ที่อาคารสำนักงานบริษัท ข่าวสด จำกัด

ชื่องานว่า "หนองคายกินดีอยู่ดี ไอซีทีเปิดประตูสู่อินโดจีน
Thailand Food Forward-SME Family Day 2009"

จำง่ายๆ สั้นๆ ว่า "หนองคายกินดีอยู่ดี"

งานนี้จัดกันที่ ศาลากลางจังหวัดหนองคาย
มีองค์การบริหารส่วนจังหวัดหนองคายเป็นเจ้าที่

มีกระทรวงไอซีที สถาบันอาหาร กระทรวงอุตสาหกรรม
และสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลาง
และขนาดย่อม ร่วมเป็นเจ้าภาพ

จัดกันระหว่าง วันที่ 7-10 ธันวาคม
พลิกเอกสารแถลงข่าวและรายละเอียดภายในงานแล้ว
...พลาดไม่ได้นะครับ

เพราะถ้าพลาดอาจเสียโอกาส

งานนี้ไอซีทีเตรียมทุนการศึกษาเอาไว้
แจกให้วันละ 10 ทุน ทุนละ 5,000 บาท

การสื่อสารแห่งประเทศไทย
เปิดจำหน่าย CDMA แบบซื้อ 1 แถม 1

ไปรษณีย์ไทยร่วมกับ สสว.
เปิดอบรมธุรกิจเอสเอ็มอีและอีคอมเมิร์ซ

ซิป้าอบรมให้ความรู้เยาวชนเกี่ยวกับ Digtal Content
นอกจากนี้ องค์การบริหารส่วนจังหวัดหนองคาย
ยังนำโอท็อป สุดยอดสินค้าท้องถิ่น
มาเปิดให้ผู้เข้าร่วมงานจับจ่ายซื้อของ

สถาบันอาหารนำอาหารราคาถูกสุดสุดมาขาย
แถมยังเปิดอบรมอาชีพทั้งการสร้างเว็บไซต์
การขายสินค้าผ่านทางอินเตอร์เน็ต
การทำกาแฟโบราณแบบบูรณาการ

รวมทั้งผัดไทยแชมป์โลก 4 สูตรเด็ด !
และอื่นๆ อีกมากมาย
หากบรรยายไปมากเดี๋ยวจะไม่ตื่นเต้น

คาดกันว่า งานนี้จะมีคนหนองคาย
และคนจังหวัดใกล้เคียงเดินทางไปร่วมกันคึกคัก

งานแบบนี้ไม่ควรพลาดนะครับ
เหตุเพราะเจ้าที่และเจ้าภาพที่จัดงานนี้ขึ้นมา
มีความตั้งใจเชื้อเชิญให้ชาวบ้านเข้าร่วมงานจริงๆ

ดูได้จากการประชาสัมพันธ์ชักชวนให้คนไปเที่ยวงาน
ทั้ง องค์การบริหารส่วนจังหวัดหนองคาย
ทั้งกระทรวงไอซีที ทั้งสถาบันอาหาร
และสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม
ไม่เพียงแต่ตระเตรียมองค์ความรู้
ที่อยากเผยแพร่สู่ประชาชนเท่านั้น

ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังใช้
กลยุทธ์เพื่อชักชวนให้คนมาเที่ยวงานด้วย

ทั้งลด ทั้งแลก ทั้งแจก ทั้งแถม และให้ความบันเทิง
ครบสูตร !
ทั้งหมดนี้ก็เพื่อให้คนสนใจและเข้ามาเที่ยวงานมากๆ
คนมาเที่ยวงานมากๆ จะได้มารับทราบความรู้
ที่หน่วยงานต่างๆ อยากเผยแพร่มากๆ

จัดงานจัดกิจกรรมให้แลดูน่าสนใจมากๆ
เพื่อให้สื่อมวลชนแขนงต่างๆ
นำเอาความรู้ที่ได้จากหน่วยงานต่างๆ ไปเผยแพร่มากๆ

ทุกอย่างก็เพื่อให้ประชาชนได้ประโยชน์มากที่สุด
งานแบบนี้ประชาชนที่เข้าชมงานจึงชอบ
ประชาชนชอบหน่วยงานที่จัดก็ได้ชื่อเสียง

หน่วยงานมีชื่อเสียง ผลงานเป็นที่รู้จัก
คนที่จัดก็พลอยได้รับคำชม

ทุกอย่างเริ่มต้นจากส่วนตัว
ที่คิดเพื่อคนส่วนใหญ่

แล้วผลที่ก่อประโยชน์ให้แก่
คนส่วนใหญ่ก็จะสะท้อนกลับมาถึงส่วนตัว

เป็นเหมือนการขว้าง "บูมเมอแรง"
ใช่แล้วครับ เป็นเหมือนบูมเมอแรงที่ชาวอะบอริจิน
ชนพื้นเมืองในทวีปออสเตรเลีย
ใช้ในการล่าสัตว์และจับนกมาเป็นอาหาร

ลักษณะของบูมเมอแรงหลายคนคงเคยเห็นนะครับ
ส่วนใหญ่จะเป็นรูปตัววี แต่มีคนบอกว่า
บูมเมอแรงรูปตัวที ตัวเอ๊กซ์ และตัววาย ก็มีเหมือนกัน

ความพิเศษของบูมเมอแรงคือ
เมื่อเราขว้างไปแล้ว
ตัวบูมเมอแรงจะวกกลับมาหาเรา

แต่จะกลับมาหาเรา
เมื่อไหร่ก็แล้วแต่วงรอบที่เราขว้างออกไป

คิดไปคิดมาก็คงเหมือนกรรมเวรที่เราก่อขึ้น
ถ้าทำสิ่งดีๆ ออกไป
ในที่สุดเราก็จะได้รับสิ่งดีๆ กลับคืนมา

ยิ้มให้เขา เขาก็จะยิ้มตอบ
มีน้ำใจต่อเขา เขาก็จะมีน้ำใจตอบกลับ
แต่บางครั้งสิ่งที่กลับคืนอาจจะช้า
หรือเร็ว ก็แล้วแต่คนที่เรามีปฏิสัมพันธ์ด้วย

บางคนที่มีพื้นฐานจิตใจดี คิดดีต่อเราอยู่แล้ว
เขาก็จะมีปฏิกิริยาดีๆ ตอบกลับเราเร็ว
บางคนที่คิดไม่ดีต่อเรา
กระทั่งเข้าใจเราผิด

กว่าเขาจะเข้าใจและ
มีปฏิกิริยากลับมาดีๆ ก็คงต้องใช้เวลา

เช่นเดียวกับการกระทำสิ่งไม่ดีเหมือนกัน
ทำสิ่งไม่ดีกับคนที่ไม่ไว้ใจเราอยู่แล้ว
เขาก็จะมีปฏิกิริยาตอบกลับมาเร็ว

แต่ถ้าทำสิ่งไม่ดีกับคนที่เขาไม่มีอคติอะไรต่อเรา
แรกๆ เขาก็คงยังไม่รู้เรื่อง
แต่พอเวลาผ่านไป เขาก็คงโต้กลับ

เหมือนบูมเมอแรงเช่นกัน
ดังนั้น ใครที่ทำดีกับใคร
แต่รู้สึกว่ายังไม่ได้รับผลดีต่อกลับ

แสดงว่าวงรอบของบูมเมอแรงมาไม่ถึง...อย่าเพิ่งท้อใจ
ส่วนใครที่ทำไม่ดีกับใครเอาไว้
แต่คนที่เราอาฆาตมาดร้ายยังไม่รู้สึกตัว

สิ่งที่ควรทำเป็นอันดับแรกก็คือ
หยุดการกระทำไม่ดีนั้นเสีย

การหยุดทำไม่ดี เท่ากับ
การลดแรงของบูมเมอแรงลง

บางทีบูมเมอแรงแห่งความเลวร้าย
อาจอ่อนแรงและ
ตกลงก่อนย้อนมาถึงตัวเราก็ได้

สวัสดี

หน้า 17




พระพุทธจริยาวัตร60ปาง ปางโปรดยสะ


คอลัมน์ รื่นร่ม รมเยศ

เสฐียรพงษ์ วรรณปก

มติชน

วันที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552




ความ จริงพระพุทธรูปปางโปรดยสะ ไม่มีเรียกดอก
ส่วนมากจะเรียกว่า ปางภัตตกิจ คือ
ปางเสวยพระ
กระยาหาร คือ เสวยภัตตาหาร
ที่บ้านบิดามารดาของยสะกุลบุตร
การบวชของยสะกุลบุตรนั้น
ทำให้พระพุทธศาสนาแพร่หลายรวดเร็ว
เพราะหลังจากยสะมาบวช สหายของท่านและบริวาร
ตามมาบวชด้วย จนเกิดมีพระอรหันต์สาวกขึ้น
จำนวนทั้งหมด 60 รูป ชั่วระยะเวลาไม่นาน

ยสะ เป็นบุตรเศรษฐีเมืองพาราณสี ชื่อเสียงเรียงไรไม่บอกไว้
มารดาของท่านนั้น คัมภีร์อรรถกถาว่าได้แก่นางสุชาดา
บุตรีแห่งนายบ้านอุรุเวลาเสนานิคมที่พุทธคยาโน่นแหละครับ
ไปยังไงมายังไงสุชาดาสาวสวยแห่งอุรุเวลาเสนานิคม
ซึ่งอยู่คนละเมืองกับพาราณสี ได้มาอยู่ที่พาราณสี
ดูเหมือนผมได้สันนิษฐาน (คือเดา) ไว้แล้วในที่อื่น จะไม่เขียนไว้ในที่นี้

เอาเป็นว่า นางเคยบนเทพที่ต้นไทรไว้ว่า ถ้าได้บุตรชายจะมาแก้บน
บนตั้งแต่ยังไม่แต่งงาน ต่อมาได้แต่งงาน (เดาเอาว่า)
กับเศรษฐีเมืองพาราณสี แล้วได้มาอยู่กับตระกูลสามี
มีลูกโตเป็นหนุ่มแล้ว เพิ่งนึกได้ว่าบนไว้ จึงกลับมาแก้บน
(ตอนที่เอาข้าวมธุปยาสไปถวายพระโพธิสัตว์นั้นแหละครับ)
แก้บนแล้วก็คงกลับเมืองพาราณสี

คืนวันหนึ่งลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของ เศรษฐีและคุณนายสุชาดา
ตื่นขึ้นมากลางดึก เห็นภาพเหล่าสตรีที่มาประโคมดนตรี ฟ้อนรำ
สร้างความสุขสนุกสนานให้ตามที่เคยปฏิบัติมา
นอนหลับมีอาการแปลกๆ เช่น บางนางก็นอนกรนเสียงดัง
น้ำลายไหล บางนางก็กัดฟันกรอดๆ ละเมอไม่เป็นส่ำ
บางนางผ้านุ่งห่มหลุดลุ่ย ปรากฏแก่ ยสะ
ดุจ "ซากศพในป่าช้า" ว่ากันอย่างนั้น

ยสะเห็นแล้วก็สลดสังเวชใจ เบื่อหน่ายเต็มที่
ถึงกับเปล่งอุทานว่า อุปัททูตัง วะตะ โก อุปสัฏฐัง วะตะ โก
ท่านแปลได้ความกระชับว่า
"ที่นี่วุ่นวายหนอ ที่นี่ขัดข้องหนอ"
ทนดูต่อไปไม่ไหว จึงเดินลงจากคฤหาสน์กลางดึก

ไม่มีจุดหมายครับ แล้วแต่เท้าจะพาไป
เข้าไปยังป่าอิสิปตนะมฤคทายวันโดยไม่รู้ตัว
ขณะนั้นก็จวนสว่างแล้ว ประมาณตีสี่
พระพุทธองค์ตื่นบรรทม เสด็จจงกรมอยู่
ยสะผู้เบื่อโลกก็อุทานมาตลอดทางว่า
"ที่นี่วุ่นวายหนอ ที่นี่ขัดข้องหนอ"

พระ พุทธองค์ตรัสว่า "อิทัง อะนุปัททูตัง อิทัง อะนุปะสัฏฐัง
= ที่นี่ไม่วุ่นวาย ที่นี่ไม่ขัดข้อง มานี่สิ เราจะแสดงธรรมให้ฟัง"
หนุ่มยสะผู้เบื่อโลก พลันสะดุ้งตื่นจากภวังค์
จึงถอดรองเท้า เข้าไปกราบถวายบังคม
แล้วนั่งเจี๋ยมเจี้ยม ณ ที่ควรข้างหนึ่ง

พระพุทธองค์ตรัสเทศนา อนุปุพพิกถา
เป็นการปูพื้นให้ยสะก่อนแล้ว ตามด้วยอริยสัจสี่ประการโดยพิสดาร
เมื่อจบพระธรรมเทศนา
ยสะดวงตาเห็นธรรม คือ บรรลุโสดาปัตติผล

ขอแวะตรงนี้นิดหน่อย อนุปุพพิกถา คือ
การแสดงธรรมที่ลึกลงไปตามลำดับ เริ่มตั้งแต่เรื่องง่ายๆ
แล้วก็ลึกลงไปเรื่อยๆ ง่ายๆ ที่ว่านี้คือง่ายที่คนทั่วไปจะทำได้ คือ
เริ่มด้วยทาน (การให้) ศีล (ความประพฤติที่ดีงาม)
สัคคะ (เรื่องสวรรค์ ความสุขที่พึงได้ด้วยการให้ทานรักษาศีล)
กามาทีนวะ (โทษของกามคุณ)
และเนกขัมมะ (การไม่หมกมุ่นในกามารมณ์)

เมื่อปูพื้นดังนี้แล้ว ก็ทรงแสดงอริยสัจครบวงจร เป็นอย่างไร
ดูเหมือนได้เล่าไว้แล้วในตอนโปรดปัญจวคีย์

กล่าวถึงมารดาบิดาของยสะ เมื่อลูกหายไป
จึงตามมาจนถึงป่าอิสิปตนะมฤคทายวัน พบพระพุทธองค์
ได้ฟังธรรมจากพระองค์ ขณะที่ยสะเองก็นั่งฟังอยู่ด้วย
แต่พ่อแม่ลูกมองไม่เห็นกัน เพราะอิทธาภิสังขาร
(การบันดาลฤทธิ์ของพระพุทธองค์ ไม่ต้องการให้เห็นกัน)
ขณะพ่อแม่ฟังธรรมอยู่ ยสะก็ส่งกระแสจิตไปตามพระธรรมเทศนานั้นด้วย
เมื่อจบพระธรรมเทศนา พ่อแม่ของยสะดวงตาเห็นธรรม
ถวายตนเป็นอุบาสก อุบาสิกา
ถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะตลอดชีวิต
ยสะได้บรรลุพระอรหัตตผล

หลังจากนั้นพระองค์ทรงคลายฤทธิ์ สามพ่อแม่ลูกพบหน้ากัน
ท่านเศรษฐีกล่าวกับยสะว่า ลูกรักตอนลูกหายไป
มารดาเจ้าร้องไห้รำพันถึงเจ้าอยู่ จงกลับบ้านเถอะ
พระพุทธองค์ตรัสว่า บัดนี้ยสะบรรลุอรหัตตผลแล้ว
ไม่สมควรครองเรือนอีก
มีแต่จะบวชครองสมณเพศต่อไป

เศรษฐีกราบทูลว่า ถ้าเช่นนั้นก็เป็นลาภอันประเสริฐของข้าพระองค์ทั้งสอง
แล้วทูลอัญเชิญพระพุทธองค์
ไปเสวยภัตตาหารที่บ้านตนในวันรุ่งขึ้น

นี้คือที่มาของ ปางภัตตกิจ ทำไมต้องเน้นช่วงนี้
ก่อนหน้านี้พระองค์มิได้เสวยภัตตาหารหรือ เสวยครับ
หลังตรัสรู้ ก็ได้เสวยสัตตุผง สัตตุก้อน
จากพ่อค้าสองพี่น้อง และจากที่อื่นด้วย
แต่การเสวยภัตตาหารที่คฤหาสน์เศรษฐีนี้
เป็นกิจนิมนต์เป็นกิจลักษณะ
เป็นครั้งแรกหลังจากเสด็จออกประกาศพระพุทธศาสนา

ครูบาอาจารย์กล่าว ว่า ประเพณีนิมนต์พระสงฆ์และพระบวชใหม่ไปฉันที่บ้าน
อันเรียกว่า ทำบุญฉลองพระใหม่
ที่ชาวพุทธไทยนิยมกระทำกันมานั้น
มาจากพุทธประวัติตอนนี้เอง
ว่ากันอย่างนั้น

อ้อ ลืมไป สองสามีภรรยา บิดามารดาท่านยสะเป็นอุบาสก
อุบาสิกาคู่แรกที่ถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะนะครับ
ก่อนนั้นพ่อค้าสองพี่น้อง
ถึงพระพุทธกับพระธรรมเป็นสรณะเท่านั้น


หน้า 6

Nov 27, 2009

รูปที่มีทุกบ้าน


คำร้อง : นิติพงษ์ ห่อนาค
ทำนอง : อภิไชย เย็นพูนสุข
เรียบเรียง : วีรภัทร์ อึ้งอัมพร

ตั้งแต่เล็กยังเคยได้ถามแม่ว่า
บนข้างฝาบ้านเรานั่นติดรูปใคร
ที่แม่คอยบูชาประจำก่อนนอน
ทุกคืนจะต้องไหว้
แม่ตอบว่าให้กราบรูปนั้นทุกวัน
ท่านเป็นเทวดาที่มีลมหายใจ
ที่เรายังพอมีกินอย่างวันนี้
ท่านดูแลคนไทยมานานเหลือเกิน
ให้จำไว้

เป็นรูปที่มีทุกบ้าน
จะรวยหรือจน

หรือว่าจะใกล้ไกล
เป็นรูปที่มีทุกบ้าน

ด้วยความรัก
ด้วยภักดี

ด้วยจิตใจ
เติบโตมากี่สิบปีที่ผ่าน

ภาพที่เห็นคือท่านทำงานทุกวัน
เมื่อไรเราอะไรที่เกิดท้อ
แค่มองดูรูปบนข้างฝา

จะได้กำลังใจจากรูปนั้น
เป็นรูปที่มีทุกบ้าน
จะรวย
หรือจนหรือว่าจะใกล้ไกล
เป็นรูปที่มีทุกบ้าน
ด้วยความรัก
ด้วยภักดี
ด้วยจิตใจ

จะขอตามรอยของพ่อ
ท่องคำว่าเพียงและพอ

จากหัวใจเป็นลูกที่ดีของพ่อ
ด้วยความรักด้วยภักดี

จะขอตามรอยของพ่อท่อง
คำว่าเพียงและพอ

จากหัวใจเป็นลูกที่ดีของพ่อด้วยความรัก
ด้วยภักดีจะขอตามรอยของพ่อ
ท่องคำว่าเพียงและพอจากหัวใจ
เป็นลูกที่ดีของพ่อ
ด้วยความรัก
ด้วยภักดี
ด้วยความรัก

ด้วยภักดี ตลอดไป






ต้นไม้ของพ่อ




".....การที่จะมีต้นไม้ไปชั่วกาลนานนั้น
สำคัญอยู่ที่การปลูกป่าและปลูกป่าบริเวณต้นน้ำ
ซึ่งเป็นยอดเขาและเนินสูงนั้นต้องมีการปลูกป่า
โดยไม้ยืนต้นและปลูกไม้ฟืนซึ่งไม้ฟืนนั้น
ราษฎรสามารถนำไปใช้ได้แต่ต้องมีการปลูกทดแทนเป็นระยะ
ส่วนไม้ยืนต้นจะช่วยให้อากาศมีความชุ่มชื้นเป็น
ขั้นตอนหนึ่งของระบบการให้ฝนตกแบบธรรมชาติ
ทั้งยังช่วยยึดดินบนเขาไม่ให้พังทลายเมื่อเกิดฝนตก
อีกด้วยซึ่งถ้ารักษาสภาพป่าไม้ไว้ดีแล้ว ท้องถิ่นก็จะมีน้ำใช้ชั่วกาลนาน...."

พระราชดำรัส เมื่อวันที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2520
เกี่ยวกับการอนุรักษ์ป่า ต้นน้ำลำธาร


“ต้นไม้ของพ่อ”
ศิลปิน: ธงไชย แมคอินไตย์
อัลบั้ม: ‘รวมใจถวายชัย ธ ครองไทย 50 ปี’
คำร้อง/ทำนอง: นิติพงษ์ ห่อนาค/อภิไชย เย็นพูนสุข
เรียบเรียง: อภิไชย เย็นพูนสุข

นานมาแล้ว พ่อได้ปลูกต้นไม้ไว้ให้เรา
เพื่อวันหนึ่งจะบังลมหนาวและคอยเป็นร่มเงา
ปลูกไว้ให้พวกเรา ทุกทุกคน
พ่อใช้เหงื่อแทนน้ำรดลงไป
เพื่อให้ผลิดอกใบออกผลให้เราทุกทุกคน
เติบโตอย่างร่มเย็นในบ้านเรา
ผ่านมาแล้ว ห้าสิบปี ต้นไม้นั้นสูงใหญ่
ลมแรงเท่าไรก็บรรเทาออกผลให้เก็บกิน
แตกใบเพื่อให้ร่มเงา
คอยดูแลเรา ให้เรายังมีวันต่อไป
จนวันนี้ ใต้เงาแห่งต้นไม้ต้นใหญ่
ลูกได้อยู่ได้คอยอาศัยแผ่นดินอันกว้างไกล
แต่เหมือนว่าหัวใจพ่อกว้างกว่า
ลูกที่เกิดตรงนี้นั้นยังอยู่
และยังอยู่เพื่อคอยรักษาจะรวมใจเข้ามา
จะมีเพียงสัญญาในหัวใจ
จากวันนี้สักหมื่นปี ต้นไม้ที่พ่อปลูก
ต้องสวยต้องงดงามและยิ่งใหญ่
สืบสานและติดตาม
จากรอยที่พ่อตั้งใจ เหงื่อ
เราจะเทไปให้ต้นไม้ของพ่อยังงดงาม
จากวันนี้สักหมื่นปี ต้นไม้ที่พ่อปลูก
ต้องสวยต้องงดงามและยิ่งใหญ่
สืบสานและติดตาม
จากรอยที่พ่อตั้งใจ เหงื่อเราจะเทไป
จากหัวใจเหงื่อเราจะเทไป
ให้ต้นไม้ของพ่อ ยังงดงาม










แบบประกวดแบบอาคารรัฐสภา 5 แบบสุดท้าย


แบบที่ 1 ของนายธีรพล นิยม ชื่อ "สัปปายะสภาสถาน"
โดยคำว่า สัปปายะ แปลว่า สบาย ในทางธรรม
หมายถึงสถานที่ประกอบกรรมดี ซึ่งเมื่อก่อนประเทศวิกฤต
กษัตริย์จะสร้างสถานที่เพื่อปลุกขวัญกำลังใจ
โดยการดำเนินชีวิตทางโลกียะ จะมีโลกุตระคือธรรมะกำกับ
ซึ่งวันนี้บ้านเมืองเกิดวิกฤตความเสื่อมศีลธรรม
จึงต้องฟื้นจิตใจของคนในชาติ
จึงนำหลักการสถาปัตยกรรมไทยแบบแผนไตรภูมิตามพุทธคติ
มาเป็นแรงบันดาลใจออกแบบ โดยมีอาคารเครื่องยอดสถาปัตยกรรมไทย
อยู่ตรงกลางอาคาร และเป็นโอกาสที่จะเป็นรัฐสภาระดับโลก
ฟื้นสันติภาพ พลิกฟื้นจิตวิญญาณของมนุษย์โลก
โดยการสถาปนาเขาพระสุเมรครั้งใหม่ในยุครัตนโกสินทร์



แบบที่ 2
ของบริษัทสถาปนิก 49 จำกัด
ออกแบบจากแนวคิดระบบการปกครองไทย
ที่มีสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา เพื่อถ่วงดุลซึ่งกันและกัน

ลักษณะอาคารจะเป็นอาคารสูงสองตึกด้านซ้ายและขวา
ตึกแรกเป็นที่ทำงานส.ส. ตึกที่สองเป็นที่ทำงานของส.ว.
โดยมีห้องประชุมตรงกลางสองห้องระหว่างอาคารทั้งสองคือ

ห้องประชุมรัฐสภา และห้องประชุมวุฒิสภา


แบบที่ 3
ของนายธรรมศักดิ์ อังศุสิงห์ ภายใต้แนวคิด
รัฐสภาเป็นสถาบันการปกครองที่สำคัญของไทย
รัฐสภาจึงควรเป็นสัญลักษณ์ของประเทศ
จึงนำดอกบัวที่เป็นดอกไม้ที่คนไทยใช้ไหว้พระ มาเป็นสัญลักษณ์
โดยตัวอาคารหลักมีลักษณะเป็นดอกบัว



แบบที่ 4 ของบริษัทดีไซน์ 103 อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด
แนวคิดจากการเปลี่ยนแปลงการปกครองของประเทศเมื่อปีพ. ศ. 2475
มีรัฐธรรมนูญฉบับแรก จึงนำเอาพานแว่นฟ้า ซึ่งเป็นพานที่รองรับรัฐธรรมนูญ
มาเป็นแรงบันดาลใจในการออกแบบ ซึ่งอาคารหลักก็จะมีลักษณะเป็นพานแว่นฟ้า




แบบที่ 5
ของผศ.วิเชษฐ์ สุวิสิทฐ์ อาจารย์ประจำคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์
มหาวิทยาลัยศิลปากร ลักษณะอาคารหลักเป็นอาคารสามเหลี่ยมหน้าจั่ว
มีลานด้านหน้า มีอาคารบริวาร 2 อาคาร สำหรับเป็นที่ทำงานของส.ส.และส.ว.
มีศิลปินแห่งชาติร่วมออกแบบด้วย นอกจากนี้ยังนำแนวคิดวิถีชีวิต
ความเป็นอยู่ของคนที่อาศัยอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา มีทั้งวัด บ้านเรือน

ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัยมาผสมผสาน



มติชน
วันที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

"นิคม" คาดรู้ผลประกวดแบบก่อสร้างตึกรัฐสภาใหม่วันนี้

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานวุฒิสภาคนที่1

ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการเที่ยงวันทันเหตุการณ์ ทางช่อง 3

เมื่อวันที่ 27 พ.ย. เกี่ยวกับเรื่องแบบก่อสร้างอาคารรัฐสภาใหม่ ว่า

ในขณะนี้มีดูๆ ไว้อยู่ 5 แบบ เน้นเรื่องการออกแบบให้อนุรักษ์พลังงาน

ให้มีพื้นที่สีเขียวร้อยละ 60 และส่วนอาคารรัฐสภาร้อยละ 40

พร้อมที่จอดรถไม่น้อยกว่า 2,000 คัน

เกณฑ์การเลือกแบบดูจากแนวความคิดในการวางผังแนวคิดมาจากอะไร

การตอบสนองความต้องการและประโยชน์ใช้สอยของห้องประชุม

การเข้าถึงของประชาชนรวมทั้งคนพิการ

รูปแบบหรือเอกลักษณ์ความเป็นไทย

การอนุรักษณ์ความงามและรักษาสิ่งแวดล้อม

โดยมีคณะกรรมการคัดเลือก 13 คน

นายนิคม กล่าวต่วอ่า

คาดว่าจะรู้ผลในช่วงเวลาประมาณ 21.00น. วันนี้ (27 พ.ย.)

อาคารรัฐสภาใหม่จะมีมูลค่า 12,000 ล้านบาท

บนเนื้อที่ 3 แสนตารางเมตร ก่อสร้างแล้วเสร็จในปี 2556



Nov 25, 2009

เพลงสรรเสริญพระบารมี





คำร้อง : สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์
ทำนอง : พระเจนดุริยางวงค์ (ปิติ วาทยะกร)

ข้าวรพุทธเจ้า เอามโนและศิระกราน
นบพระภูมิบาลบุญดิเรก เอกบรมจักริน
พระสยามินทร์พระยศยิ่งยง เย็นศิระเพราะพระบริบา

ผลพระคุณ ธ รักษา ปวงประชาเป็นสุขศานต์
ขอบันดาล ธ ประสงค์ใด
จงสฤษดิ์ดัง
หวังวรหฤทัย
ดุจถวายชัย ชโย


เพลงสรรเสริญพระบารมี มีเค้าโครงว่า ในสมัยกรุงศรีอยุธยา
ได้มีเพลงที่มีลักษณะคล้ายเพลงสรรเสริญพระบารมี
อยู่ก่อนแล้ว
จนในกระทั้ง
สมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
ขณะที่พระองค์ทรงเสด็จประพาสเกาะชวาในปี พ.ศ. 2
414
ขณะที่ทรงประทับอยู่ที่ประเทศสิงคโปร์นั้น

เหล่าทหารอังกฤษใด้ใช้เพลง God Save the Queen ในการรับเสด็จ
ต่อมา เมื่อทรงเสด็จไปยังเมืองปัตตาเวีย
ชาวฮอลันดาที่ตั้งอาณานิคมที่นั้น
ได้ถามถึงเพลงประจำชาติของไทย

เพื่อจะได้นำไปบรรเลงรับเสด็จ
กระนั้น จึงมีพระราชดำริแก่ครูดนตรีไทย
ให้แต่งเพลงแตรวงรับเสด็จ

ขณะนั้น ครูดนตรีไทย ได้เสนอเพลงสรรเสริญพระบารมี
ซึ่งมีการประพันธ์ไว้ในสมัย พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย

และทรงโปรดเกล้าฯ ให้พระยาศรีสุนทรโวหาร
แต่งคำร้องเพื่อประกอบทำนองเพลงเป็นโคลง
และให้
ปโยตร์ สซูโรฟสกี้ แต่งทำนองเพลงตามเพลง

God Save the Queen ซึ่งโปรดมาก
ครั้นที่ฟังที่สิงคโปร์

และยังได้สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุ
วัดติวงศ์
นิพนธ์หลายเนื้อร้องเพื่อขับร้องในกลุ่มต่าง ๆ กัน

ต่อมา เมื่อถึงสมัยของ พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว
ทรงได้นำเพลงสรรเสริญพระบารมี มาพระราชนิพนธ์คำร้องขึ้นใหม่

โดยทรงรักษาคำร้องเอาไว้ มีบทร้องขึ้นต้นว่าเช่นเดิม
แต่เปลี่ยนคำว่า ฉะนี้ ให้เป็น ไชโย และประกาศใช้
ในวันที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2456 และใช้กันจนถึงปัจจุบัน