Custom Search

Oct 28, 2007

อาจารย์นิธิ สถาปิตานนท์ ศิลปินแห่งชาติ : A49.COM

บทสัมภาษณ์ >
“ตอนเด็กๆ ผมชอบเรียนออกแบบ ชอบเขียนรูป
ผมจบมัธยมก็ตัดสินใจไม่ลังเลว่าจะไปเข้าสถาปัตย์”
อ.นิธิ สถาปิตานนท์ ศิลปินแห่งชาติ
สาขาศิลปะสถาปัตยกรรม(แบบร่วมสมัย)ปี 2545
กล่าวถึง ที่มาที่ไปใน “งานแห่งชีวิต” ของเขา

คำคม:
“(ค่า Fee) 2% นี้ น้อยมากเลย น้อยที่สุดในโลกสำหรับค่าออกแบบของราชการ
ที่ให้สถาปนิกนี่ ต่ำที่สุดในโลก ไม่มีที่ไหนอีกแล้วครับที่จะต่ำเท่านี้”

“บางคนมาแบบ โอ้โห อยากได้แบบบ้านโรมันทั้งหลัง ผมก็ปฏิเสธทันทีผมทำให้ไม่ได้
เพราะหนึ่ง ผมไม่ค่อยชำนาญด้วย และผมก็คิด
เฮ้ย อะไรกัน คนไทยทำไมต้องไปทำแบบโรมัน”

“สนามบินนี้ ผมมั่นใจเลยว่า คนไทยทำได้ ไม่ใช่ผมนะ
หมายถึง ใครก็ได้ถ้าให้โอกาสเขา … สนามบินหนองงูเห่า
ไม่ใช่ของยาก ความจริง(ขนาด)มันก็เท่าๆ กับ
ที่ผมเคยออกแบบฟิวเจอร์พาร์ครังสิต”

“อย่างคุณบอกว่า ไปกระทรวงต่างประเทศแล้วมันสวย
อันนั้นผมใช้ความพยายามอย่างสุดฝีมือที่จะออกแบบ …
ในงบประมาณที่ไม่เท่าไหร่ออกมาให้มันน่าอยู่ … ตกแต่งข้างใน
เราก็ใส่ความเป็นไทยเข้าไป … มันก็ออกมาเป็นหน้าตาของประเทศ”

“สถาปัตยกรรมนี่ ดูยังไงถึงจะสวยงาม สำหรับผม ความงามคือความพอดี
พอเราทำอะไรที่มันพอดีแล้ว มันคือความสวยงาม”

“งานสถาปัตยกรรมที่ดูสวย คือ งานสถาปัตยกรรมที่มีความสมดุล
กับธรรมชาติ … กับท้องฟ้าและผืนดิน … ตรงนี้สถาปนิกต้องมองให้เห็นอ่านให้ออก”
______________________________________________







nithi Leisure Drawings
& Architectural Drawing

นิธิ สถาปิตานนท์

สำนักพิมพ์ Corporation 4d Ltd.

พิมพ์ที่ ประเทศไทย
ราคา 895 บาท



ถ้าจะย้อนกลับไปเมื่อซัก 5-6 ปีก่อน หนังสือเล่มหนึ่งที่โด่งดังมาก
นักศึกษาทางด้านสถาปัตยกรรมแทบทุกคนต้องเคยเปิดดู
และหลายคนมีไว้ในครอบ ครองก็คือ
หนังสือ "ลายเส้น" จากวันนั้นถึงวันนี้
นิธิ สถาปิตานนท์ สถาปนิกผู้ประสบความสำเร็จมากที่สุด
ท่านหนึ่ง ของเมืองไทยก็ได้รวบรวมผลงานใหม่ๆ
ของท่านมาจัดพิมพ์เผยแพร่อีกครั้ง
ในชื่อว่า nithi Leisure Drawings & Architectural Drawing
หนังสือ เล่มนี้ซื้อหนึ่งเหมือนได้สอง ตั้งแต่การจัดวาง ART WORK
ที่สามารถ เปิดดูได้จากทั้ง 2 ด้าน เรื่องราวภายในที่แบ่งเป็น 2 ส่วน คือ
ส่วน หนึ่งเป็น งานที่คุณ นิธิ ได้สเก็ตช์ภาพจากสถานที่ต่างๆ ที่ได้
ไปเยี่ยม เยียนในระยะ 4-5 ปีที่ผ่านมา มีทั้งรูปทิวทัศน์ โบราณสถาน
ตลอดจนภาพ ต้นไม้ ดอกไม้ ของใช้ ต่างๆที่ประทับใจ
ส่วนที่สองเป็นงานทัศนียภาพด้วย ลายเส้นที่คุ้นตากันดีว่าเป็น Nithi Style
ภาพ ส่วนใหญ่ก็จะเป็นโครงการที่คุณนิธิมี ส่วนร่วมในการออกแบบ แล้วก็นึก
อยาก เขียนขึ้นมา งานทั้งสองส่วนนอกจากจะมีภาพที่สวยงามให้ดูแล้ว
ยังมี บทความบรรยายถึงสถานที่ในภาพ เทคนิคการเขียน และความประทับใจ
หรือ concept จากตัวคุณนิธิเอง ประกอบอยู่ด้วยเสมอ
เรียกว่าได้ทั้งความงามและ ความรู้ไปในตัว

>วัดหนองป่าพง >โบสถ์วัดป่าสุนันทวนาราม



Oct 10, 2007

หลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ


เมื่อวันที่ 10 ตุลาคมว่า เวลาประมาณ 9.00 น.เศษ วันที่ 10 ตุลาคม
พระพรหมมังคลาจารย์ หรือที่รู้จักกันดีทั่วไปคือ หลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ
เจ้าอาวาสวัดชลประทานรังสฤษดิ์ อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี
ได้มรณภาพลงที่โรงพยาบาลศิริราช
หลังจากที่เข้ารับการรักษาอาการอาพาธตั้ง
เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา สิริอายุ 96 ปี

ประวัติ
พลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ เกิดที่ตำบลคูหาสวรรค์
อ.เมืองพัทลุง จ.พัทลุง เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2454
เดิมมีนามว่า ปั่น เสน่ห์เจริญ
หลังใช้ชีวิตฆราวาสจนมีอายุได้ 18 ปี
ได้บรรพชาเป็นสามเณรที่วัดอุปนันทนาราม จ.ระนอง
โดยมีพระระณังคมุนีเป็นพระอุปัชฌาย์

เมื่ออายุครบ 20 ปีบริบูรณ์จึงได้อุปสมบทเป็น
พระภิกษุที่วัดนางลาด อ.เมือง จ.พัทลุง
โดยมีพระจรูญกรณีย์เป็นอุปัชฌาย์เมื่อปี พ.ศ. 2474

พระพรหมมังคลาจารย์ (ปัญญานันทภิกขุ) เดิมชื่อ
ปั่น นามสกุล เสน่ห์เจริญ เป็นบุตรของนายวัน-นางคล้าย เสน่ห์เจริญ
มีพี่ชาย 1 คน พี่สาว 2 คน และน้องสาว 1 คน

วัยเด็ก

เริ่มเข้าเรียนที่โรงเรียนประจำอำเภอเมือง จังหวัดพัทลุง

จากนั้นย้ายไปศึกษาต่อที่โรงเรียนประจำจังหวัดพัทลุง
จนจบชั้น ม.3ในสมัยนั้น แล้วไม่ได้ศึกษาต่อ
เพราะมีอุปสรรคทางบ้าน บิดาป่วย ต้องลาออกเพื่อช่วยเหลือครอบครัว

วัยหนุ่ม
ติดตามหลวงลุงไปประเทศมาเลเซีย
แล้วกลับมาทำงานเหมืองแร่และสวนยางที่ภูเก็ต
อายุ 18 ปี บรรพชาเป็นสามเณร
ที่วัดอุปนันทาราม ตำบลเขานิเวศน์ จังหวัดระนอง
ได้เป็นครูใหญ่ในโรงเรียนประชาบาล เงินเดือนๆ ละ 25 บาท
และได้เรียนนักธรรมไปด้วย
สอบนักธรรมตรีได้ที่ 1 ทั้งมณฑลภูเก็ต
หัวข้อกระทู้ธรรมในการสอบครั้งนั้น คือ
'น สิยา โลกวฑฺฒโน-ไม่ควรเป็นคนรกโลก'
อายุ 20 ปี อุปสมบทเป็นพระภิกษุ
ที่วัดนางลาด ตำบลเขาเจียก อำเภอเมือง จังหวัดพัทลุง
โดยมี พระครูจรูญกรณีย์ เป็นพระอุปัชฌาย์

เทศน์ครั้งแรก
ที่วัดปากนคร จังหวัดนครศรีธรรมราช
ร่วมธุดงค์ไปเผยแพร่พระพุทธศาสนา
ที่ประเทศพม่ากับพระภิกษุชาวอิตาเลี่ยนชื่อ 'พระโลกนาถ'
ไปจำพรรษาที่สวนโมกขพลาราม
ตำบลพุมเรียง อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี
ได้ศึกษาและปฏิบัติธรรมกับท่านพุทธทาส
(พระธรรมโกศาจารย์) ปัจจุบันมรณภาพแล้ว)
และท่าน บ.ช.เขมาภิรัต
(พระราชญาณกวี อดีตเจ้าคณะจังหวัดชุมพร ปัจจุบันมรณภาพแล้ว)
เป็น 'สามสหายธรรม' ร่วมงานเผยแพร่พระพุทธศาสนากันมาตั้งแต่บัดนั้น
ศึกษาภาษาบาลีที่วัดสามพระยา กรุงเทพมหานคร
จนสอบได้ประโยค 4แล้วเกิดสงคราม มหาเอเซียบูรพา
จึงไม่ได้เรียนต่อประโยค 5 ไปจังหวัดเชียงใหม่
เมื่อ 13 เมษายน 2492 เริ่มเผยแพร่พระพุทธศาสนาด้วยการปาฐกถาธรรม
โดยสร้างโรงมุงใบตองตึงขึ้นในที่ของชาวบ้าน
เทศน์ทุกวันอาทิตย์และวันพระ
ออกเทศน์ตามหมู่บ้านโดยรถยนต์ติดเครื่องขยายเสียง
และเขียนเรื่องลงหนังสือพิมพ์ชาวเหนือ
จนมีชื่อขึ้นที่เชียงใหม่ในนาม ("ภิกขุ ปัญญานันทะ")
ผู้สนับสนุนคนสำคัญคือ เจ้าชื่น สิโรรส
ท่านเผยแพร่ธรรมะอยู่ที่เชียงใหม่
โดยจำพรรษาอยู่ที่วัดอุโมงค์
นานถึง 11พรรษา (พ.ศ.2492-2502)
เดินทางไปเผยแพร่ธรรมยังทวีปยุโรป
และร่วมประชุมกับขบวนการศีลธรรมโลก (M.R.A.)
ที่เมืองโคช์ ประเทศสวิสเซอร์แลนด์
ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์ เป็นที่ "พระปัญญานันทมุนี"
เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2499
กรมชลประทานอาราธนานิมนต์มาเป็น
เจ้าอาวาสวัดชลประทานรังสฤษฏ์
ที่อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี

23 พฤษภาคม 2503 - ทำพิธีเปิดวัด
อัญเชิญพระประธานขึ้นประดิษฐานบนแท่นในพระอุโบสถ
และเจ้าคณะจังหวัดนนทบุรีประกาศแต่งตั้ง "พระปัญญานันทมุนี"
เป็นเจ้าอาวาส วัดชลประทานรังสฤษฏ์
เริ่มปฏิรูปพิธีกรรมทางศาสนาให้เป็นไปเพื่อส่งเสริมสติปัญญา
ตามหลักการที่ว่า 'เป็นระเบียบ เรียบง่าย ประหยัด และได้ประโยชน์'
3 สิงหาคม 2503 แสดงพระธรรมเทศนา
ถวายแด่สมเด็จพระราชชนนีศรีสังวาลย์
ณ พระตำหนักจิตรลดารโรฐาน
ได้รับแต่งตั้งเป็นพระอุปัฌาย์ และได้บวช ม.ล.ชอบ อิศรศักดิ์
เป็นคนแรก เมื่อ 6 พฤษภาคม 2506
12 สิงหาคม 2512 -เริ่มเปิดสอน
พุทธศาสนาวันอาทิตย์แก่เยาวชน
โดยอาศัยสถานที่ของโรงเรียนชลประทานสงเคราะห์
จนกระทั่งปี พ.ศ.๒๕๒๗
เมื่ออาคารโรงเรียนพุทธศาสนาวันอาทิตย์สร้างเสร็จแล้ว
จึงได้ย้ายมาเรียนมาสอนกันภายใน
วัดชลประทานรังสฤษฏ์
ได้รับพระราบทานสมณศักดิ์
เป็นที่ "พระราชนันทมุนี" เมื่อ 5 ธันวาคม 2514
ได้แสดงธรรมเทศนาถวายแด่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี
เนื่องในวันคล้ายวันพระราชสมภพ ๒ เมษายน ๒๕๑๘
ณ วัดชลประทานรังสฤษฏ์
19 ธันวาคม 2518 -ได้แสดงพระธรรมเทศนา
ถวายแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว,
สมเด็จพระนางเจ้า พระบรมราชนีนาถ, องคมนตรี
และรัฐมนตรีทุกท่าน ในพระราชพิธี
พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ รามาธิบดีอันมีศักดิ์
ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท
ได้รับรางวัล 'สังข์เงิน' เป็นเกียรติในฐานะ
พระภิกษุผู้เผยแพร่ธรรมะยอดเยี่ยมประจำปี 2520
จากสมาคมนักประชาสัมพันธ์แห่งประเทศไทย
ได้รับรางวัล "นักพูดดีเด่น" ประจำปี 2520
ประเภทเผยแพร่ธรรม
จากสมาคมฝึกการพูดแห่งประเทศไทย
เมื่อ 27 พฤษภาคม 2521
เริ่มแสดงปาฐกถาธรรม ทุกวันอาทิตย์ต้นเดือน
สถานีวิทยุกระจายเสียง แห่งประเทศไทย
ถ่ายทอดทั่วประเทศ ตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2521
ได้รับปริญญาพุทธศาสตร์ดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ (สาขาครุศาสตร์)
จากมหาจุฬาลงกรณ์ ราชวิทยาลัย
เมื่อ 9 มกราคม 2524เริ่มโครงการ "พระธรรมทายาท"
อบรมพระภิกษุให้เป็นนักเผยแผ่ธรรมะที่ดี
เป็น "ธรรมทายาท" มิใช่ "อามิสทายาท" ของพระบรมศาสดา
ได้รับถวายปริญญาสังคมศาสตร์ดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ (สาขาครุศาสตร์)
จากมหาวิทยาลัยรามคำแหง เมื่อ 30 สิงหาคม 2530
ได้รับปริญญาคุรุศาสตร์ดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ (สาขาครุศาสตร์)
จากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทรวิโรฒ
เมื่อ 30 สิงหาคม 2532 และ มหาวิทยาลัยอื่น ๆ อาทิ
จุฬาฯ, ธรรมศาสตร์ ฯลฯ.
ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์
เป็นที่ "พระธรรมโกศาจารย์" เมื่อ 5 ธันวาคม 2517
เป็นเจ้าคณะภาค 18 เมื่อปี พ.ศ.2540
ศึกษาหาหลักธรรมหลังจากอุปสมบทได้ไม่นาน
ได้เดินทางไปศึกษาหาหลักธรรมในบวรพุทธศาสนา
หลายจังหวัดที่มีสำนักเรียนธรรมะ เช่น
นครศรีธรรมราช สงขลา และกรุงเทพมหานคร
จนหลวงพ่อปัญญานันทภิกขุสามารถสอบได้นักธรรมชั้นตรีเป็นที่ 1
ของสังฆมณฑลภูเก็ต และสามารถสอบได้นักธรรมชั้นโท
และเอกในปีถัดมาที่ จ.นครศรีธรรมราช
จากนั้นท่านได้เดินทางไปศึกษาต่อด้านภาษาบาลี
จนสามารถสอบเปรียญธรรม 4 ประโยค
ที่สำนักเรียนวัดสามพระยา กรุงเทพมหานคร
แต่เนื่องจากเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2
ทำให้หลวงพ่อต้องหยุดการศึกษาไว้เพียงเท่านั้น
แล้วเดินทางกลับพัทลุงภูมิลำเนาเดิม
และได้เริ่มแสดงธรรมในพื้นที่ต่างๆ ของภาคใต้
รวมทั้งเดินทางไปจำพรรษาที่วัดสีตวนาราม
และวัดปิ่นบังอร รัฐปีนัง ประเทศมาเลเซีย
ในระหว่างที่จำพรรษาอยู่นี้ก็ได้ศึกษาทั้งภาษาอังกฤษและภาษาจีน
เพื่อเป็นพื้นฐานในการเผยแพร่ธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าต่อไป
เผยแพร่พระพุทธศาสนาในต่างประเทศพ.ศ. 2475
หลวงพ่อมีโอกาสร่วมเดินทางไปประเทศพม่า
กับพระโลกนาถชาวอิตาลีสหายธรรม
ร่วมเดินทางแสวงบุญไปประเทศอินเดียและทั่วโลก
โดยผ่านทางประเทศพม่าด้วยเท้าเปล่าเพื่อเป็นพุทธบูชา
แต่เมื่อเดินทางถึงประเทศพม่าก็ต้องเดินทางกลับ
ระหว่างปี พ.ศ. 2475-2476
หลวงพ่อได้มีโอกาสเดินทางไปเผยแพร่พระพุทธศาสนา
ในต่างประเทศหลายประเทศ จนหลวงพ่อได้ชื่อว่า
เป็นพระสงฆ์รูปแรกของไทย
ที่ได้เดินทางไปประกาศธรรมในภาคพื้นยุโรป
สหายธรรมของท่านพุทธทาสภิกขุพ.ศ. 2477
หลวงพ่อได้เดินทางไปจำพรรษากับพระธรรมโกศาจารย์ (พุทธทาสภิกขุ)
ที่สวนโมกขพลาราม อ.ไชยา จ.สุราษฎร์ธานี
และร่วมเป็นสหายธรรมดำเนินการเผยแพร่หลักธรรมที่แท้จริง
ตามหลักคำสอนขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา
ประกาศธรรมแก่ชาวบ้านที่เชียงใหม่ในปี พ.ศ. 2492
หลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ
ได้รับอาราธนานิมนต์ให้ไปจำพรรษาที่วัดอุโมงค์ จ.เชียงใหม่
และได้เริ่มแสดงธรรมในทุกวันอาทิตย์
และวันพระที่พุทธนิคม จ.เชียงใหม่
พร้อมกันนี้หลวงพ่อได้เขียนบทความต่างๆ
ลงในหนังสือพิมพ์และเขียนหนังสือธรรมะขึ้นจำนวนหลายเล่ม
นอกจากนี้ หลวงพ่อได้เดินทางไปประกาศธรรมแก่ชาวบ้าน
ชาวเขาโดยใช้รถติดเครื่องขยายเสียง
จนชื่อเสียงของหลวงพ่อดังกระฉ่อนไปทั่ว จ.เชียงใหม่
ในนาม "ภิกขุปัญญานันทะ"
ในยุคนี้เองที่หลวงพ่อได้ก่อตั้งมูลนิธิ "เมตตาศึกษา"
ที่วัดเจดีย์หลวง จ.เชียงใหม่ และบำเพ็ญศีล
กิจกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมอีกมากมาย
วัดชลประทานรังสฤษฎ์ในปี พ.ศ. 2502
ม.ล.ชูชาติ กำภู อธิบดีกรมชลประทาน
ในสมัยนั้น ระหว่างที่ไปเยือนเชียงใหม่มีความประทับใจ
ในลีลาการสอนธรรมะแนวใหม่ของหลวงพ่อ
จึงเกิดความศรัทธาปสาทะในหลวงพ่อ
และในขณะนั้นกรมชลประทานได้สร้างวัดใหม่ขึ้น
ชื่อ "วัดชลประทานรังสฤษฎ์" ที่ ต.บางตลาด อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี
จึงได้อาราธนาหลวงพ่อไปเป็นเจ้าอาวาส
ตั้งแต่ พ.ศ. 2503 จนถึงปัจจุบัน
พระเดชพระคุณหลวงพ่อพระธรรมโกศาจารย์ (ปัญญานันทภิกขุ)
ได้ดำเนินการเผยแพร่พระพุทธศาสนา
โดยวิธีที่ท่านได้เริ่มปฏิวัติรูปแบบการเทศนาแบบดั้งเดิม
ที่นั่งเทศนาบนธรรมาสน์ถือใบลาน
มาเป็นการยืนพูดปาฐกถาธรรมแบบพูดปากเปล่าต่อสาธารณชน
พร้อมทั้งยกตัวอย่างเหตุผลร่วมสมัย ทันต่อเหตุการณ์
เป็นการดึงดูดประชาชนให้หันเข้าหาธรรมะได้เป็นเป็นอย่างมาก
ซึ่งในช่วงแรกๆ ได้รับการต่อต้านอยู่บ้าง
แต่ต่อมาภายหลังการปาฐกถาธรรมแบบนี้
กลับเป็นที่ยอมรับโดยทั่วไปจนถึงบัดนี้
เมื่อพุทธศาสนิกชนทราบข่าวว่า
หลวงพ่อปัญญานันทภิกขุจะไปปาฐกถาธรรมที่ใด
ก็จะติดตามไปฟังกันเป็นจำนวนมาก
จนในที่สุดหลวงพ่อได้รับอาราธนา
ให้เป็นองค์แสดงปาฐกถาธรรมในสถานที่ต่างๆ
และเทศนาออกอากาศทั้งทางสถานีวิทยุกระจายเสียง
และสถานีวิทยุโทรทัศน์ต่างๆ จนถึงปัจจุบัน
นอกจากนี้ หลวงพ่อยังได้รับอาราธนาไปแสดงธรรมในต่างประเทศ
เช่น สหรัฐอเมริกา อังกฤษ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ เป็นต้น
และยังได้รับเชิญเข้าร่วมประชุมและกล่าวคำปราศรัย
ในการประชุมองค์กรศาสนาของโลกเป็นประจำอีกด้วย

โดยที่หลวงพ่อท่านเป็นพระมหาเถระผู้มีชื่อเสียงของประเทศไทย
ได้สร้างงานไว้มากมายทั้งด้านศาสนาสังคมสงเคราะห์
ตลอดจนงานด้านวิชาการ ดังนั้นหลวงพ่อจึงได้รับการเสนอชื่อ
ให้เป็นผู้ได้รับรางวัลเกียรติคุณมากมาย
และเป็นประธานในการดำเนินกิจกรรมทั้งที่เป็นประโยชน์แก่
พระพุทธศาสนาและสังคม เช่น
สนับสนุนโครงการเผยแผ่พระพุทธศาสนาในต่างแดน
เป็นประธานจัดหาทุนสร้างตึกโรงพยาบาล กรมชลประทาน 80 ปี (ปัญญานันทะ)
และเป็นประธานในการดำเนินการจัดหาทุนสร้างวัดปัญญานันทาราม
ซึ่งกำลังดำเนินการอยู่
แม้ว่าคำสอนของหลวงพ่อจะเป็นคำสอนที่ฟังง่ายต่อการเข้าใจ
แต่ลึกซึ้งด้วยหลักธรรมและอุดมการณ์อันหนักแน่นในพระรัตนตรัย
หลวงพ่อปัญญานันทภิภขุ
เป็นหนึ่งในบรรดาภิกษุผู้มีชื่อเสียง และเปี่ยมด้วยคุณธรรมเมตตาธรรม
ผู้นำคำสอนในพระพุทธศาสนา ซึ่งเหมาะสมสำหรับชนทุกชั้นที่จะเข้าถึง
หลวงพ่อเป็นพระสงฆ์รูปแรกที่กล้า
ในการปฏิรูปพิธีกรรมทางศาสนา ของชาวไทย
ที่ประกอบพิธีกรรมหรูหรา ฟุ่มเฟือย โดยเปลี่ยนเป็นประหยัด
มีประโยชน์และเรียบง่าย
ดังนั้น หลวงพ่อจึงได้รับการขนานนามว่า
'ผู้ปฏิรูปพิธีกรรมของชาวพุทธไทย' ในปัจจุบัน
เหตุเกิดที่ ทำ...พูด...คิด (หลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ)
ความปกติทางร่างกายนั้น เกิดจากจิตปกติก่อน
ถ้าจิต ปกติแล้ว ร่างกายก็พลอยปกติไปด้วย อะไรๆ ในร่างกาย มันเรียบร้อย
ถ้าร่างกายไม่เรียบร้อย สมองทำงานไม่เรียบร้อย ตับไตไส้พุงก็ไม่เรียบร้อย
ล่อแหลมต่อการที่จะเป็นโรคประสาท
อันนี้มันเกิดจากความคิดผิดปกติของจิต
ที่ปล่อยให้สิ่งภายนอกครอบงำ ไม่เป็นไท
ไม่มีอิสรภาพ ไม่เป็นตัวเอง จึงต้องควบคุมไว้
มีสติรู้อยู่ตลอดเวลา เวลาทำงานก็รู้อยู่ที่งาน
เวลาหยุดงานก็รู้อยู่ที่จิตที่ความคิดของเรา
อะไรที่เป็นฝ่ายอกุศล เช่น ราคะ โทสะ โมหะ ริษยา อารมณ์อะไร
ที่เรียกว่า กิเลสประเภทต่างๆ เราควรจะรู้จักมันไว้... พออะไรเกิดก็รู้
เช่นจะโกรธแล้ว จะเกลียดอีกแล้ว จะริษยาอีกแล้ว คอยว่ามันไว้
พอมันจะเกิดขึ้น เราไม่เอา ไล่มันออกไปบ่อยๆ ทำนานเข้าจิตมันคล่อง
พอคล่องตัวแล้วมันไม่เกิดไม่กล้ามาแล้ว
มาทีไรถูกน็อกทุกที มันก็ถอยไป ไม่ยุ่งกับเราต่อไป
เราก็จะอยู่ได้สงบทุกกาลทุกเวลา
ไม่ว่าเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้น เรามีจิตใจสงบ
ใครจะมาด่าเราก็เฉยๆ เขาบอกว่าคนนั้นคนนี้นินทาไม่เป็นไร
เรื่องธรรมดา ไม่มีอะไร
ถ้าเราไม่โกรธไม่เกลียดใคร จะรู้สึกว่ามันมี
ความสุขสบายใจเหลือเกินในสภาพอย่างนั้น
ขณะที่เรามีใจสงบนั่นแหละ พระมีในใจของเรา ศาสนาอยู่กับเรา
การรักษาพระศาสนา ก็คือ
การรักษาตัวเราให้มีจิตใจสงบ
รู้เท่ารู้ทันต่อปัญหาของชีวิต
อะไรเกิดขึ้นเราก็แก้ได้
ไม่ต้องไปเที่ยวบนบานศาลกล่าว
ไม่ต้องไปขอให้ใครสะเดาะความทุกข์ความโศกให้เรา
เราเป็นหมอของเรา เอง เราแก้ของเราเองด้วยปัญญาของพระพุทธเจ้า
ไม่ต้องไปใช้ให้คนอื่นทำให้
คนที่ให้คนอื่นทำให้ คือ ยังไม่รู้ตัวว่าตัวเองเป็นอะไร
เลยต้องไปขอร้องให้สะเดาะเคราะห์สะเดาะโศกให้หน่อย อย่างนี้เป็นตัวอย่าง
เราสะเดาะของเราเองด้วยปัญญาของเรา ด้วยสติของเรา
แล้วสิ่งนั้นมันไม่มารบกวนให้เกิดปัญหาต่อไป
นี่แหละ คือ ประโยชน์ของพระศาสนา...
(เรียบเรียงจากส่วนหนึ่งของปาฐกถาธรรม วันที่ ๒๙ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๒๐)
(จากหนังสือพิมพ์ธรรมลีลา ฉบับที่ 78 เม.ย. 50
โดยพระพรหมมังคลาจารย์ (ปัญญานันทภิกขุ)
วัดชลประทานรังสฤษฎ์ จ.นนทบุรี)
คัดลอก: ผู้จัดการออนไลน์

ทำสิ่งที่หลวงพ่อปัญญาชอบ พระพยอมสอนชาวพุทธคิด
[11 ต.ค. 50 - 07:16]
พระพิศาลธรรมพาที หรือ พระพยอม กัลยาโณ เจ้าอาวาสวัดสวนแก้ว
กล่าววันนี้ (11 ต.ค.) ในรายการ "เรื่องเล่าเช้านี้"
ทางสถานีโทรทัศน์ช่อง 3 อสมท กรณีพระพรหมมังคลาจารย์
หรือ หลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ เจ้าอาวาสวัดชลประทานรังสฤฤษฏ์
มรณภาพด้วยโรคปอดอักเสบ และไตวายเฉียบพลัน
เช้าวานนี้ ว่า ทุกคนต้องอย่าตกใจว่าเราเสียแล้ว
แต่ต้องมองให้ได้ ต้องคิดร้ายให้กลายเป็นดี ว่า
จะได้อะไรตามมาอีกมากในเสียหนนี้ อาทิ
กระทรวงศึกษาธิการจะเสนอให้องค์การยูเนสโก
ประกาศยกย่องให้หลวงพ่อปัญญานันทภิกขุเป็นบุคคลสำคัญของโลก
หรือ การได้ฟังเทศน์ฟังธรรม ได้ซีดี เทป
หนังสือของหลวงพ่อทุกคืนที่ไปร่วมงานศพ
และได้ข้อคิดจากเทศน์ เทป หนังสือต่างๆเหล่านั้น
เจ้าอาวาสวัดสวนแก้ว กล่าวต่อว่า หลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ
ทำประโยชน์มามากเพียงพอแล้ว จึงไม่ควรไปทรมานสังขารท่าน
อาตมาก็จะตั้งหน้าตั้งตาเผยแผ่พระพุทธศาสนาต่อไป
จะไม่ไปเสียเวลาร่วมงานของท่านมากนัก
วันนี้จะกราบศพของหลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ
จากนั้นก็จะไปเทศน์ต่อ ทำงานสืบทอด อุทิศส่วนกุศลให้ท่าน
ไม่ไปเฝ้าศพท่าน โดยอาจจะไปเป็นเจ้าภาพสวดเทศน์สักคืน
จากนั้นเทศน์เผยแผ่พระพุทธศาสนาอุทิศส่วนกุศลให้ท่านทุกวัน
นี่คือสิ่งที่ท่านชอบที่สุด เราต้องทำสิ่งที่ท่านชอบที่สุด





Oct 7, 2007

ทันโลกด้วย "The World is Flat" : Dr. Varakorn Samakoses


อาหารสมอง
วีรกร ตรีเศศ

Varakorn@dpu.ac.th
มติชนรายสัปดาห์

วันที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2549


ในโลกของเราที่นอกจากไม่มีอะไรจะฟรีแล้ว
ยังแสนแคบอีกด้วยเพราะเทคโนโลยีเป็นสำคัญนั้น
มีตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมของความแคบให้เห็นอยู่หลายเรื่อง
อย่างน่าแปลกใจ และอย่างสามารถเอาไปคิดต่อให้เกิดประโยชน์


อินเดียและจีนสองยักษ์ใหญ่ของโลกด้วยประชากร 1,000 ล้านคน
และ 1,300 ล้านคนตามลำดับ เป็นแหล่งของ
outsourcing
(การจ้างไปผลิตบางส่วนของสินค้า
หรือการจ้างให้ทำบริการ) และ offshoring
(การจ้างผลิตสินค้าทั้งชิ้นนอกประเทศ)
ใหญ่ของสหรัฐอเมริกา บางประเทศในยุโรป ออสเตรเลีย ญี่ปุ่น ฯลฯ


เมืองบังกะลอร์ของอินเดีย (อยู่ใกล้เมืองที่ผู้นับถือท่านไสบาบาเขาไปกัน)
เป็นแหล่งของสองสิ่งข้างต้น โดยเฉพาะในเรื่อง IT
มีบริษัทใหญ่ของสหรัฐอเมริกาไปตั้งเคียงข้างบริษัทท้องถิ่น
ที่คนอินเดียร่วมทุนกับต่างประเทศ หรือคนท้องถิ่นเป็นเจ้าของเองอยู่มากราย
อินเดียในแต่ละปีมีคนจบมหาวิทยาลัย 2.5 ล้านคน
(มีวิศวกรอยู่ 350,000 คน) จบ MBA 90,000 คน


นัก IT ของอินเดียชั้นยอดอยู่ที่นี่ ส่วนใหญ่จบจาก
India Institute of Technology ที่มีชื่อเสียงซึ่ง
เข้าเรียนได้ยากเย็นแสนเข็ญ เพราะมีที่นั่งจำกัดแต่มีคนเก่งนับล้านคน
ต้องการเข้าเรียน ในแต่ละปี

หนึ่งในสามของคนที่จบจะไปเป็นวิศวกรในสหรัฐอเมริกา
จีนนั้นมีเมืองต้าเหลียน ซึ่งอยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของปักกิ่ง
เดินทางโดยเครื่องบินใช้เวลาหนึ่งชั่วโมง


ต้าเหลียนตั้งอยู่ใกล้ญี่ปุ่น มีผู้พูดภาษาญี่ปุ่นได้จำนวนพอควร
มีสถาบันอุดมศึกษา 22 แห่ง มีนักศึกษา 200,000 คน
หนึ่งในสามของนักศึกษาเรียนภาษาญี่ปุ่น
ต้าเหลียนเป็นเมืองที่กำลังรับงาน outsourcing
ในด้านบริการจากญี่ปุ่นมากขึ้นทุกวัน
ตัวอย่าง outsourcing และ offshoring
อันเป็นผลจากความแคบลงของโลกมีดังนี้

(1) ในปัจจุบันคนอินเดีย รับจ้างตรวจแบบภาษีเงินได้
ของคนอเมริกันกว่าปีละ 500,000 ราย
โดยบริษัทตรวจภาษีในอเมริกาส่งไฟล์ที่เป็นข้อมูล
ซึ่งลบชื่อเจ้าของมาให้แรงงานอินเดียตรวจแทน
ด้วยค่าจ้างต่ำกว่ากัน 3-5 เท่า โดยผู้จ้างไม่รู้แม้
แต่น้อยว่า คนอินเดียเป็นคนตรวจแบบให้


(2) คนอินเดียทำงาน call center ในบังกะลอร์ไม่ต่ำกว่า 300,000 คน
ทำหน้าที่รับคำบ่น ให้คำปรึกษา (ติดตามหากระเป๋าที่หาย จากไฟลต์การบิน)
สอนการใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ เสนอขายบัตรเครดิต
ติดตามการชำระเงิน จองร้านอาหาร ฯลฯ ตลอด 24 ชั่วโมง
ด้วยค่าจ้างที่ต่ำกว่าคนอเมริกันหลายเท่า
คนอเมริกันที่โทรศัพท์ฟรีเข้าไปติดต่อขอความช่วยเหลือ
จากบริษัทผู้ขายสินค้า และบริการ ไม่รู้ว่าตนเองกำลังโทร.ไปบังกะลอร์
และคนที่พูดด้วยนั้นคือ คนอินเดีย
(มีการฝึกหัดให้พูดสำเนียงอเมริกัน ถึงแม้จะไม่เหมือนทีเดียว
แต่ก็ให้ความรู้สึกดีกว่าสำเนียงอินเดีย)

(3) บริการเลขานุการจากอินเดียราคาเพียงเดือนละ
150 เหรียญสหรัฐ ช่วยทำ Power-Point ค้นหาข้อมูล
พิมพ์จดหมาย ทำกราฟข้อมูล จองตั๋วหนัง จองสนามกอล์ฟ ฯลฯ
ทั้งหมดนี้ทำได้แสนง่ายดายผ่านค่าโทรศัพท์ที่แสนถูก


(4) E-Tutoring หรือบริการสอนหนังสือเพิ่มเติมตัวต่อตัว
ให้แก่เด็กอเมริกันโดยครูอินเดียในค่าจ้างเพียงชั่วโมงละ 15-20 เหรียญสหรัฐ
(ถ้าเป็นครูอเมริกันก็ไม่ต่ำกว่าชั่วโมงละ 100 เหรียญสหรัฐ)
ทุกเย็นจะมีการสอนกันข้ามทวีปผ่านจอคอมพิวเตอร์
ช่วยอธิบายการบ้าน (ใช้ Voip หรือโทรศัพท์ผ่านคอมพิวเตอร์)
ให้การบ้านเพิ่มเติม ฯลฯ

(5) ภาพจาก CAT หรือ MRI สามารถอ่านข้ามทะเลโดยหมออินเดีย
หรือหมอออสเตรเลีย เพื่อเป็นความเห็นที่สอง
นอกเหนือจากหมออเมริกันที่อ่าน และวินิจฉัยแล้ว
เวลาอินเดียต่างจากตะวันออกของอเมริการาว 12 ชั่วโมง
ดังนั้น เมื่อส่งภาพไปอินเดียแล้วในขณะที่หมออเมริกัน
นอนหลับนั้นหมออินเดียก็ทำงาน และเมื่อหมออเมริกันตื่นขึ้น
งานก็วางอยู่บนโต๊ะเรียบร้อยแล้ว


(6) การวิเคราะห์ผลประกอบการของบริษัทขนาดกลาง
กระทำโดยพวกจบ MBA ของอินเดียให้แก่สื่ออเมริกัน
เพื่อให้สื่อมีเวลาเพียงพอ สำหรับการวิเคราะห์บริษัทขนาดใหญ่ได้ลึกซึ้ง
และทำให้สื่อสามารถรายงานวิเคราะห์การเงิน
ที่ครบถ้วนของทุกบริษัทที่อยู่ในความสนใจ

(7) สถาปนิกญี่ปุ่นจ้างคนจีนในต้าเหลียนให้รันโปรแกรม CAT
ซึ่งเป็นภาพสามมิติของบ้านที่ออกแบบแล้ว
ให้ลูกค้าดูด้วยต้นทุนที่ต่ำกว่าในญี่ปุ่นหลายเท่า


(8) หมอญี่ปุ่นวิเคราะห์ความเจ็บไข้ของคนป่วย
ด้วยการเขียนเป็นลายมือ และอัดเสียงพูดบนเทป
หากจะเขียนเป็นรายงาน ก็ต้องใช้เวลานานเป็นสัปดาห์
แต่เมื่อจ้างคนจีนข้ามประเทศพิมพ์ออกมา
พร้อมกับถอดคำพูดเป็นตัวพิมพ์ ก็สามารถทำได้สำเร็จ
ข้ามคืนในราคาที่แสนถูก
สหรัฐอเมริกาก็มีตัวอย่างของ outsourcing ที่น่าสนใจ
เช่น งานการจองตั๋วทั้งหมดของสายการบินโลว์คอสต์ Jet Blue
กระทำโดยแม่บ้าน 400 คน ที่ผ่านการอบรม
และทำงานอยู่ที่บ้านในเมือง Salt Lake City รัฐ Utah
แม่บ้านเหล่านี้ทำงานกันอาทิตย์ละ 25 ชั่วโมง
โดยไม่ต้องมีโต๊ะทำงาน สามารถทำงานบ้าน
และเลี้ยงลูกไป พร้อมกับรับโทรศัพท์จองตั๋ว

ปัจจุบันเรียกงานลักษณะแบบนี้ที่มีมากขึ้นทุกทีว่า Homesoureing
(ในอเมริกามีคนทำงานลักษณะนี้กันถึง 23.5 ล้านคน
หรือร้อยละ 16 ของแรงงานทั้งหมด)
มีสองสาเหตุสำคัญที่ทำให้ค่าโทรศัพท์ระหว่างประเทศ
ลดลงมากจนทำให้งานลักษณะที่กล่าวมา
สามารถทำข้ามประเทศได้ สาเหตุแรก
มีการลงทุนกันมากมายวางสายเคเบิลใยแก้วข้ามทวีป
ในทศวรรษ 1990 วางพาดลงไปในทะเลมหาสมุทร
และขึ้นมาบนบกไปทั่วสารทิศ จนมีมากเกินไปอย่างไม่พอดีกับการใช้
จนถึงกับทำให้ธุรกิจใหญ่หลายราย
ล้มละลายต้องตัดราคาการใช้แข่งกันเพื่อให้พออยู่ได้
ซึ่งนับว่าเป็นโชคดีของชาวโลกในปัจจุบัน
สาเหตุที่สอง เมื่อเกิดการพังทลายในตลาดหุ้นของหุ้น
ประเภทไฮเทคที่เรียกว่า Dot-com bust
อันเนื่องมาจากเก็งกำไรกันอย่างสุดสุด

ในยุคกลางทศวรรษ 1990 บริษัทที่ถูกกระทบ
ก็พยายามตัดค่าใช้จ่าย หันไปหันมาก็พบว่า outsourcing
หรือจ้างผลิตในอินเดียเป็นวิธีที่ประหยัดค่าใช้จ่าย
บริษัท GE (General Electric)
จึงเป็นผู้นำในปลายทศวรรษ 1990
ต่อมาบริษัทยักษ์ใหญ่ในอเมริกาก็ตามไปอินเดียกันเป็นแถว
เมื่อเกิดความกลัวเรื่อง Y2K ก่อนถึงปี 2000
กล่าวคือ เกรงว่าคอมพิวเตอร์จะก๊งเมื่อถึงปี ค.ศ.2000
เพราะคอมพิวเตอร์ส่วนหนึ่ง รู้จักเลข 99 ว่าคือปี 1999
แต่พอถึงปี 2000 ก็จะเป็นเลข 00 ซึ่งมันไม่รู้จัก
อาจเข้าใจว่าเป็นปี 1900 ก็จะเกิดปัญหารวนขึ้น
จนกลายเป็นเรื่องใหญ่โตได้
งาน Y2K นี้นัก IT อินเดียรับจ๊อบไปเต็มๆ
เพราะรับช่วงงานมาจากบริษัทอเมริกันอีกต่อหนึ่ง


ข้อมูลทั้งหมดที่ผมเขียนในวันนี้เอามาจากหนังสือชื่อ
The World is Flat (2005) โดย Thomas Friedman

หนังสือที่ดังระเบิดจนขายได้เกือบ 2 ล้านเล่มแล้ว

ขณะนี้มีเวอร์ชั่นภาษาไทยแล้ว คุณรอฮีม ปรามาท
แห่งมติชนเป็นผู้แปลอย่างน่าอ่านมาก
ถ้าใครอยากเข้าใจเรื่อง supply chain
หรือห่วงโซ่อุปทานอย่างสนุก ต้องไม่พลาดหนังสือเล่มนี้
ซึ่งมีการพูดถึงกรณีของ Wal-Mart (ร้านสรรพสินค้าที่ใหญ่ที่สุดในโลก)
หนังสือเล่มนี้ให้ข้อมูลอีกมากมายที่ทันสมัย
และหลายคนไม่เคยรู้มาก่อนเพื่อให้ก้าวทันโลก

Oct 1, 2007

ความชั่วไม่มีทางเอาชนะความดี




ความชั่วไม่มีทางเอาชนะความดี
และวันนี้ของ “นพดล เผือกโสมณ” รองผู้การกระดูกเหล็ก
วัสยศ งามขำ
ปกรณ์ พึ่งเนตร
สถาบันข่าวอิศรา สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย

เป็นเวลาร่วมเกือบ 4 เดือน แล้วที่ พล.ต.ต.นพดล เผือกโสมณ
รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนราธิวาส (รอง ผบก.ภ.จว.นราธิวาส)
เข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาลสงขลานครินทร์ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา
หลังจากเหยียบกับระเบิดของคนร้ายที่ อ.ตากใบ จ.นราธิวาส
เมื่อช่วงเช้าของวันที่ 18 เม.ย.ที่ผ่านมา แรงระเบิด
ทำให้นายตำรวจผู้นี้ได้รับบาดเจ็บสาหัส เสียขาไป 1 ข้าง
กระดูกมือซ้ายแหลกละเอียด และดวงตาเกือบจะมืดบอด
แต่ทีมแพทย์ของโรงพยาบาลสงขลานครินทร์ก็เยียวยาเขา
จนรอดชีวิตมาได้ราวปาฏิหาริย์


แม้วันนี้บรรยากาศที่ห้องพักฟื้นบนชั้น 12 ของอาคารเฉลิมพระเกียรติ
โรงพยาบาลสงขลานครินทร์ จะเงียบเหงาลงไปกว่าเดิมมาก
แต่ พล.ต.ต.นพดล ก็ยังคงเป็น “รองผู้การใจเพชร”
คนเดิมที่ไม่เคยทดท้อกับชะตาชีวิตของตัวเอง และทั้งๆที่ยังนอนอยู่บนเตียงคนไข้
แต่เขาก็ตั้งความหวังเอาไว้ว่าจะได้กลับไปปฏิบัติหน้าที่
ในดินแดนปลายสุดด้ามขวานที่เขาผูกพันอีกครั้ง
ทันทีที่ร่างกายพร้อมเต็มร้อย

“ตอนนี้ผมกำลังรอให้ขาขวาแข็งแรงพอที่จะเดินคู่กับขาเทียมข้างซ้ายได้คล่อง
จากนั้นก็คงออกจากโรงพยาบาลเพื่อไปพักฟื้นต่อที่บ้าน
ส่วนอาการบาดเจ็บตรงจุดอื่นๆ ก็ยังพบของแถมตามมาเรื่อยๆ
คือพวกสะเก็ดระเบิดที่ฝังซ่อนอยู่ พอเราเริ่มออกกำลังกาย
เริ่มขยับกล้ามเนื้อ มันก็จะโผล่ออกมา ก็ต้องผ่าตัดเพิ่มเติมอีกหลายครั้ง
เช่นเดียวกับตาข้างซ้ายที่ยังมีสะเก็ดระเบิดเล็กๆ ฝังอยู่รอบๆ

“หลังออกจากโรงพยาบาลผมคงไปทำงานที่ภาค 9 สักระยะ
(กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 จ.สงขลา) เพื่อปรับร่างกายให้พร้อมเต็มที่
เพราะถ้าเข้าไปทำงานในพื้นที่ทันทีอาจจะเป็นภาระกับคนอื่น
เราต้องดูร่างกายของเราด้วย เนื่องจากสามจังหวัดชายแดนภาคใต้
ต้องการคนที่มีความแข็งแกร่งทางร่างกายและจิตใจ
ไม่ใช่อาศัยแค่ใจอย่างเดียว แต่ผมไม่มีทางทิ้งงานในพื้นที่แน่นอน
เพราะเป็นพื้นที่ที่ผมรักและผูกพันมานาน”

พล.ต.ต.นพดล เล่าว่า เกือบตลอดชีวิตราชการของเขา
ปฏิบัติหน้าที่อยู่ในภาคใต้เสียเป็นส่วนใหญ่ ตั้งแต่ จ.ระนอง ไล่ลงมาถึง จ.สงขลา
และนราธิวาส เคยดำรงตำแหน่ง ผกก.สภ.อ.ระแงะ จ.นราธิวาส
ในช่วงที่เกิดวิกฤตการณ์ “โจรนินจา” จนตัวเองได้รับบาดเจ็บสาหัส
แทบเอาชีวิตไม่รอดมาครั้งหนึ่งแล้ว

ฉะนั้นไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น หรือสถานการณ์จะร้ายแรงสักเพียงใด
เขาก็พร้อมจะกลับไปปฏิบัติหน้าที่ในสามจังหวัด หากไม่ได้ลงไปบุกตะลุยเหมือนเดิม
ก็อาจหันไปทำงานใช้สมอง ใช้ประสบการณ์ความรู้ที่ได้รับการอบรมมาตลอด
ไปฝึกตำรวจรุ่นน้องๆ ในพื้นที่

เมื่อถามถึงสาเหตุที่ทำให้ไม่ยอมหมดหวังกับชีวิต พล.ต.ต.นพดล บอกว่า
เป็นเพราะถูกฝึกมาตั้งแต่เด็กๆ ไม่ให้ย่อท้อต่อความยากลำบากทุกชนิด

“ผมจะไม่ยอมแสดงความอ่อนแอให้ใครเห็น ผมผ่านการฝึกหนักมาหลายหลักสูตร
เหล้าไม่กิน บุหรี่ไม่สูบ ออกกำลังกายตลอด จึงมีความพร้อมทั้งร่างกายและจิตใจ
ที่จะเผชิญกับเหตุการณ์ทุกเหตุการณ์"

“ยิ่งไปกว่านั้นเมื่อผมได้รับบาดเจ็บ ก็ได้รับแรงใจจากพี่น้องประชาชนทั่วประเทศ
ทั้งสวดมนต์ให้ ส่งกระแสจิตมาให้ และที่สำคัญที่สุดคือพระมหากรุณาธิคุณของ
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ
และพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์ ทั้งหมดนี้เป็นกำลังใจที่ทำให้ผมสู้ต่อไป
และผมเชื่อว่าเป็นสิ่งที่ทำให้ผมรอดตายมาได้ยิ่งกว่าปาฏิหาริย์”
รองผู้การกระดูกเหล็ก กล่าว

ระหว่างรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล เกิดเหตุการณ์สำคัญเหตุการณ์หนึ่ง
ที่เกี่ยวพันกับ พล.ต.ต.นพดล โดยตรง ก็คือมีคนร้ายกลุ่มหนึ่ง
เหยียบกับระเบิดของตนเองเสียชีวิตและบาดเจ็บสาหัสในพื้นที่ อ.เมือง จ.นราธิวาส
จนนำไปสู่การกวาดล้างจับกุมแกนนำกลุ่มก่อความไม่สงบครั้งใหญ่
รวมถึงมือระเบิดคนสำคัญที่ชื่อ มะนาเซ ยา ซึ่งภายหลังมือระเบิดรายนี้ยอมรับว่า
เป็นผู้วางกับระเบิดที่เกือบคร่าชีวิต พล.ต.ต.นพดล

“ผมไม่ได้โกรธแค้นอะไรเขาเลยนะ” รองผู้การใจเพชรเผยความรู้สึก
“ผมคิดว่าสิ่งที่เขาทำมันเป็นหน้าที่ของเขา เราก็ทำหน้าที่ของเรา
ในการรบมันต้องมีความสูญเสีย ใครพลาดก็โดน
ไม่บาดเจ็บก็ต้องตาย เป็นเรื่องธรรมดา”

อย่างไรก็ตาม พล.ต.ต.นพดล บอกว่า รู้สึกดีใจที่การถูกลอบวางระเบิดของเขา
เป็นจุดเริ่มต้นของการจับกุมคนร้ายรายสำคัญกลุ่มนี้


“เวลาวางระเบิดคนอื่น ไม่เคยจับได้ พอมาวางระเบิดผม กลับโดนจับได้
มิหนำซ้ำชุดที่วางระเบิดยังเหยียบกับระเบิดตัวเอง และนำไปสู่การจับกุมครั้งใหญ่ด้วย
อย่างนี้ถือว่าเป็นกฎแห่งกรรม
ใครทำชั่วอะไรไว้ก็จะได้รับผลตามที่กระทำ อย่าไปโทษคนอื่น”

ส่วนการเปิด “ยุทธการพิทักษ์แดนใต้” ของ
กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (กอ.รมน.) ที่ปูพรมปิดล้อม ตรวจค้น
จับกุมในพื้นที่สีแดงทุกอำเภอ จะทำให้สถานการณ์ดีขึ้นในระยะยาวหรือไม่นั้น
พล.ต.ต.นพดล มองว่า ปัญหาภาคใต้ก็เหมือนกับการเป็นโรคชนิดหนึ่ง
เมื่อให้ยาแรงเข้าไป อาการของโรคก็จะชะงักไปสักระยะ
จากนั้นก็จะพยายามแสดงอาการใหม่

“ตอนนี้ฝ่ายโน้นคงกำลังหาทางอยู่ แต่ผมเชื่อว่าเขาจะอ่อนแอลงเรื่อยๆ
และสุดท้ายความชั่วไม่มีทางเอาชนะความดีได้
ผมคิดว่าถ้าเราเดินถูกทางแบบนี้ อีก 10 ปีสถานการณ์ในพื้นที่จะสงบ”


“ทุกวันนี้แม้ผมจะอยู่โรงพยาบาล แต่ก็ได้โทรศัพท์ติดต่อเพื่อนๆ และน้องๆ
ที่ทำงานอยู่ในพื้นที่อยู่เสมอ เพื่อให้กำลังใจและแนะนำว่า
ให้ปฏิบัติหน้าที่อย่างระมัดระวัง แต่อย่าไประแวง เพราะถ้าระแวง
เราอาจจะทำอะไรผิดพลาดได้”

เป็นคำเตือนทิ้งท้ายจาก พล.ต.ต.นพดล เผือกโสมณ
นายตำรวจใจเพชรจากสามจังหวัดชายแดนภาคใต้!