Custom Search

Dec 31, 2015

Happy New Year 2016

'ในหลวง'พระราชทานพรปีใหม่ พร้อมส.ค.ส.พสกนิกรชาวไทย
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทาน ส.ค.ส. ๒๕๕๙ 
และพระราชทานพรปีใหม่แก่ชาวไทย "ให้มีกำลังกายที่แข็งแรง 
มีกำลังใจที่เข้มแข็งหนักแน่น และมีสติรู้เท่าทันอยู่เสมอ" 
วันพฤหัสที่ 31 ธันวาคม 2558 เวลา 20:17 น.“
 | เดลินิวส์ |

อาลัยแด่ สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก




Nov 22, 2015

ไก่ - อัญชุลีอร บัวแก้ว



The Voice Thailand Season 4 รอบ Live Performance วันที่ 29 Nov 2015
ไก่ - อัญชุลีอร บัวแก้ว 
เพลง : คิดถึง
ทีมโค้ช : ก้อง สหรัถ



The Voice Thailand Season 4 รอบ Knock Out วันที่ 22 Nov 2015 
ไก่ - อัญชุลีอร บัวแก้ว 
เพลง : เจ็บนี้จำจนตาย



The Voice Thailand Season 4 รอบ Battle Round วันที่ 8 Nov 2015 
ไก่ - อัญชุลีอร บัวแก้ว VS นก - ธนิดา หิรัญพฤกษ์ 
เพลง : Too Much Heaven 
ทีมโค้ช : ก้อง สหรัถ




The Voice Thailand Season 4 รอบ Blind Auditions วันที่ 6 Sep 2015 
ไก่ - อัญชุลีอร บัวแก้ว
 เพลง : Summertime


อัญชุลี บัวแก้ว นักร้องยอดเยี่ยม การประกวดร้องเพลงถ้วยพระราชทานชิงชนะเลิศแห่งประเทศไทย ประจำปี 2532

วัยรุ่นอเมริกันคว้าเงินรางวัลกว่า 14 ล้านบาท กับคลิปอธิบาย ทฤษฎีสัมพัทธภาพพิเศษของ ไอน์สไตน์

http://www.techmoblog.com/teenager-wins-400000-his-video-explaining-einsteins-theory-relativity/
http://teetwo.blogspot.com/2007/12/100.html
http://teetwo.blogspot.com/2008/05/blog-post.html

เชื่อได้เลยว่า หลายๆ ท่านคงจะรู้จักกันอย่างแน่นอนกับ ทฤษฎีสัมพัทธภาพ ของนักวิทยาศาสตร์ชื่อดังระดับโลกอย่าง อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ กับสูตร E=mc2 ซึ่งเมื่อเร็วๆ นี้ ได้มีการจัดการแข่งขัน Breakthrough Junior Challenge เชิญชวนเด็กนักเรียนที่มีอายุระ หว่าง 13-18 ปี มาร่วมแบ่งปันความคิดทางด้านคณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ เชื่อหรือไม่ว่า มีเด็กนักเรียนรายหนึ่ง สามารถอธิบาย ทฤษฎีสัมพัทธภาพ ของไอน์สไตน์ ได้อย่างน่าทึ่ง จนสามารถคว้าเงินรางวัลกว่า 14 ล้านบาทไปครอง โดยวัยรุ่นรายนี้ มีชื่อว่า Ryan Chester อายุ 18 ปี ซึ่งอธิบายรายละเอียดของทฤษฎีดังกล่าว ในรูปแบบที่เข้าใจได้ง่าย โดย Ryan ได้เขียนสคริป, ถ่ายทำ, ตัดต่อเองทั้งหมด ซึ่งคลิปวีดีโอนี้ ได้อธิบายถึงสมมติฐานทั้งหมด 2 เรื่อง ซึ่งได้แก่ กฎทางฟิสิกส์ไม่แปรเปลี่ยนภายใต้การแปลงกรอบอ้างอิงเฉื่อย และ อัตราเร็วแสงในสูญญากาศนั้นจะมีค่าเท่ากัน สำหรับการแข่งขัน Breakthrough Junior Challenge นี้ มีผู้ลงสมัครกว่า 2,000 คน จาก 86 ประเทศ และคัดเหลือ 15 คนสุดท้าย ซึ่ง Ryan สามารถคว้าเงินรางวัลมาได้ มูลค่ากว่า $400,000 หรือราวๆ 14 ล้านบาทเลยทีเดียว โดยแบ่งเป็น ทุนการศึกษา 250,000 เหรียญสหรัฐฯ, เงินรางวัลสำหรับ Richard Nestoff อาจารย์ผู้สอน 50,000 เหรียญสหรัฐฯ และ กองทุนสำหรับห้องวิทยาศาสตร์อีก 100,000 เหรียญสหรัฐฯ ส่วนคลิปวีดีโอที่ชนะเลิศการประกวด จนสามารถชิงเงินรางวัลกว่า 14 ล้านบาทได้นั้น จะเป็นอย่างไร ติดตามชมได้ที่ท้ายข่าวครับ

 

Nov 19, 2015

เจ็บไปเจ็บมา

 
The Voice Thailand Season 4 รอบ Battle Round วันที่ 8 Nov 2015
โบกี้ - พิชญ์สินี วีระสุทธิมาศ VS หมูแฮม - นราพงษ์ ปราโมทย์

เพลง : เจ็บไปเจ็บมา
คำร้อง โอภาส พันธุ์ดี

ไสสิว่าบ่ถิ่มกัน



The Voice Thailand Season 4 รอบ Knock Out วันที่ 15 Nov 2015
ไข่มุก - รุ่งรัตน์ เหม็งพานิช
เพลง : ไสว่าสิบ่ถิ่มกัน
ทีมโค้ช : โจอี้ บอย
ก้อง ห้วยไร่
ฮักกันมาแต่ดนแล้วบ่
มีวี่แววเปลี่ยนแปลงไป
ตั้งแต่ทางมีแต่ขี้ไหง่
แล้วจังได๋คือมาเป็นลายต่าง
สิบสิฮ่างหรือซาวสิฮ่าง
สิจับมือกันหย่างว่าซั่นว่า
หัวใจสะหวอยน้องบ่หัวซา
บัดสิว่าเฮาไปกันบ่ได้

* ไสว่าสิบ่ถิ่มกัน ไสว่าสิมีกันและกัน
ไสว่าสิฮักแพงกัน ไสว่าสิมีกันตลอดไป
ไสว่าสิบ่ถิ่มกัน ไสว่าสิมีกันเรื่อยไป
ไสว่าสิบ่แบ่งใจ ไสว่าสิมีแค่..เฮา

น้ำตาพังลงหย่าวๆ
 ย้อนผุสาวเปลี่ยนใจไห้จนเซ
บ่คิดบ่ฝันว่าฮักจะฮ้างสิเพ
สะเลเตดอกนี้ไร้กลิ่นหอม
เฮ็ดจังได๋หัวใจบ่พร้อม
หรือต้องยอมฮับความเป็นจริงอิหลี
ไห้สาเด้อ ให้ตายมื้อนี้ ให้คนที่ลืมสัญญา
/ * / ทวงสัญญา คองถ่าจนจ่อย ไปมิดจ้อยบ่หวนคืนมา...
/ * / ไสว่าสิบ่ถิ่มกัน... โหะโอ..... อู้วฮู้.... ไสว่าสิบ่ถิ่มกัน

Joe Hisaishi - Summer



Oct 22, 2015

Jul 19, 2015

Batman v Superman: Dawn of Justice (19.7.2015)












Story of Stuff


 How Things Work, About Stuff





http://camera2ndhand.blogspot.com/2015/01/panasonic-lumix-ft3-waterproo-serial.html

Canon EOS 400D

Three years ago, Canon shocked the camera market
with the introduction of the 8 Megapixel EOS 300D. 
It was a price breakthrough that would prove
very important for the DSLR market. 
Suddenly, a digital SLR camera had become available 
for the novice photographer. And things didn't end there; 
since this event,digital SLR models have been in high demand.
After a year and a half, Canon introduced the EOS 350D,
which easily matched the success of its predecessor.
It was a pretty safe bet that the successor of the EOS 350D
would once again follow a year and a half later.
Such was indeed the case. Canon's latest DSLR camera,
the successor of the EOS 350D,
turns out to be the Canon EOS 400D,
a ten Megapixel model.

Canon 400D - 2.5 inch LCD display
The frequency of the introductions may cause one to
think the differences between the EOS types aren't all that big.
Canon's rival Nikon, for instance,
introduce their models
at a more leisurely pace;
which means the differences between,
let's say, the D70 and the D80 seem considerably more significant.
However, if we put the EOS 300D next to the EOS 400D,
we note a comparably large difference.
The Canon EOS 400D is still a very compact DSLR camera,
and upon first glance it certainly does resemble the EOS 350D.
The camera's back side, however, shows a main difference;
the Canon 400D is equipped with a noticeably larger monitor,
which has increased in size from 1.8-inch to 2.5-inch.
Consequently, the small LCD display on top of the camera
has disappeared. Canon have solved this issue by displaying
the information on the large monitor, which is something
we encounter quite frequently with many other competing models.

Canon 400D - EOS Integrated Cleaning System
A striking difference between the EOS 350D and
the new EOS 400D concerns the image sensor.
However, it doesn't have all that much to do with the fact
that the amount of pixels has increased to 10 Megapixels;
the difference compared to 8 Megapixels isn't even that significant.
The increase of Megapixels has likely been applied
to ensure the camera keeps up with the competition;
a marketing tool if you will. The Canon EOS 400D is
the first Canon to feature a dust reduction system:
EOS Integrated Cleaning System. We must say Canon
take quite a clever approach to this issue.
They start off with the area surrounding the sensor,
the mirror housing and the bayonet.
The parts that are used here have been designed in a way,
and made from a certain type of material,
that ensures dust will not stick to it quite as easily.
After all, if dust isn't around in the first place,
it won't come back to bother you later.
A simple, yet very logical line of thought.
The lid for the bayonet too has been made from
a different material that attracts less dust.
The surface of the sensor itself features an anti-static coating;
which means dust is a lot less likely
to stick to the valuable image sensor.

Canon EOS 400D digital SLR camera review
If despite these precautionary measures,
you still find dust in your image,
it can be easily removed through software.
Simply capture an image of a white sheet of paper.
This allows easy detection of dust;
after all, the dust becomes black.
The camera will then turn
this into a so-called "Dust Delete Data";
a map which contains all the dust.
At this stage, you can use Digital Photo Professional
to remove the dust. Every file,
even the standard JPEG format,
will include this map.
It seems Canon have finally come to
acknowledge one of the main obstacles
when working with a DSLR:
dust. Although the differences
between the new camera
and its predecessor might seem small at first,
the Canon EOS 400D
is in fact an entirely new DSLR camera with several
very interesting improvements.
We had the Canon 400D camera
in our office for a considerable amount of time.
Read the full review at LetsGoDigital.

Jul 5, 2015

"ประสิทธิภาพตลาด" ลดมนต์ขลัง

วรากรณ์ สามโกเศศ
มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ Varakorn@dpu.ac.th
มติชนรายวัน วันที่ 04 พฤศจิกายน พ.ศ. 2547 ปีที่ 27 ฉบับที่ 9734



ความเชื่อทางเศรษฐศาสตร์อันหนึ่งที่พร่ำสอนกันมายาวนานและมีผลกระทบต่อชีวิตคนเดินถนนอย่างลึกซึ้ง
กำลังถูกทอดทิ้งมากขึ้นทุกทีเพราะขัดแย้งกับความเป็นจริงในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา
ในงานสัมมนาเป็นเกียรติแก่การเกษียณอายุของ Eugene Fama แห่งมหาวิทยาลัยชิคาโก
บิดาของสิ่งที่มีชื่อว่า Efficient-Market Hypotheses(EMH)
เขาได้เสนอบทความที่ดูจะยอมรับว่าความเชื่อดั้งเดิมของเขามีข้อบกพร่องEMH ปรากฏตัวในโลกในปี 1965 ด้วยบทความของ Fama
ที่ชี้ให้เห็นว่าตลาดทำงานอย่างมีประสิทธิภาพเสมอ ตลาดจะกลั่นกรองข้อมูลใหม่ทั้งหลายด้วยความรวดเร็วอย่างยิ่ง
และให้ค่าประมาณการของมูลค่าที่แท้จริงของหุ้นที่อยู่ในตลาดที่ดีที่สุดพูดอีกอย่างหนึ่งว่าในตลาดซึ่งมีกลไกเคลื่อนไหวอย่างเสรีนั้น
ไม่ว่าเวลาใดก็ตามราคาของหลักทรัพย์จะสะท้อนซึ่งมูลค่าที่แท้จริงของมันเสมอแนวคิดนี้ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางเป็นไฟไหม้ป่าในเวลาต่อมา
มันถูกขยายออกไปกินความถึงประสิทธิภาพของตลาดอื่นที่ไม่ใช่ตลาดหุ้นด้วย และเป็นสาเหตุสำคัญส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิด
ความเชื่อมั่นในประสิทธิภาพของกลไกตลาดมากขึ้นเป็นลำดับในเวลา 40 ปีที่ผ่านมา
จนมีส่วนทำให้เศรษฐกิจเสรีเป็นที่ชื่นชมของทั้งโลก อย่างไรก็ดี ใน 20 ปีเศษที่ผ่านมา ได้เกิดแนวคิดที่เรียกว่า Behaviorist(กลุ่มพฤติกรรม) ขึ้นมาท้าทาย EMH
จนล่าสุดแนวคิด Behaviorist ดูจะได้รับการยอมรับมากขึ้น จน EMH ต้องยอมถอยร่นEMH ของ Fama
เป็นผลพวงของความเชื่อของ Milton Friedman แห่งมหาวิทยาลัยเดียวกัน
 ยักษ์ใหญ่ของวงการเศรษฐศาสตร์ผู้ได้รับรางวัลโนเบลและเป็นแชมเปี้ยนของแนวคิดตลาดเสรีและประชาธิปไตย
แนวคิดที่เรียกว่าฝ่ายขวาสุดโต่งนี้เชื่ออย่างแน่วแน่ในประสิทธิภาพของกลไกตลาด เชื่อในการไม่แทรกแซงของภาครัฐ
แนวคิดนี้มีอิทธิพลต่อความคิดของประธานาธิบดีเรแกน นางมาร์กาเร็ต แทตเชอร์ และสองพ่อลูกตระกูล BUSH
และผู้นำความคิดอีกจำนวนมากมายในโลก ในดีกรีที่แตกต่างกันตลอดเวลากว่า 40 ปีที่ผ่านมาอย่างมีผลกระทบที่กว้างไกลยิ่งต่อชีวิตของคนเดินถนนEMH
ทำให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า Stock-Index Mutual Fund
เป็นครั้งแรกในโลกในปี 1976 กล่าวคือเงินที่ประชาชนออมได้และนำไปซื้อหุ้นกองทุนรวม(Mutual Fund) นั้น
ผู้จัดการกองทุนรวมจะนำไปซื้อหุ้นต่างๆ ในตลาดหลักทรัพย์ โดยกระจายน้ำหนักไปตามส่วนประกอบของดัชนีของราคาตลาดหลักทรัพย์
ดังนั้นมูลค่าของหุ้นของกองทุนรวมที่ประชาชนถือไว้ก็จะขึ้นลงตามดัชนีตลาดหลักทรัพย์เมื่อ EMH
เชื่อว่าราคาของหุ้นในตลาดในเวลาใดเวลาหนึ่งจะสะท้อนมูลค่าหุ้นที่แท้จริงเสมอ การลงทุนในลักษณะนี้จึงเท่ากับว่าลงทุน(ซื้อหุ้น)
ในราคาที่ถูกต้องและมูลค่าหุ้นกองทุนรวมก็จะขึ้นลงอย่างเป็นไปตามดัชนีของตลาด หรือพูดอีกอย่างหนึ่งว่าเล่นตามตลาด คนที่เชื่อ EMH
จะบอกว่าเล่นหุ้นแบบอื่นจะไม่มีวันกำไร เพราะตลาดสะท้อนราคาจริงของหุ้น ดังที่ได้ยินกันบ่อยๆ ว่าไม่มีทางเอาชนะตลาดได้ถ้าเชื่อใน EMH
ก็หมายความว่าเชื่อว่ามนุษย์นักลงทุนมีเหตุมีผล กระทำทุกสิ่งไปอย่างใช้เหตุและผล เพราะทุกคนย่อมกระทำในสิ่งที่ก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ตนเองเป็นสำคัญ
เมื่อตลาดหุ้นสะท้อนความเป็นจริงของมูลค่าหุ้นทั้งหลายในตลาด ดังนั้น หากลงทุนในตลาดหุ้นก็ไม่อาจจะหวังเก็งกำไรซื้อหุ้นที่ราคาต่ำกว่าความเป็นจริงและขายในราคาที่สูงกว่าในเวลาต่อมาได้
ยกเว้นในบางช่วงเวลาสั้นๆ ที่ตลาดย่อยข้อมูลตามไม่ทันจึงพอมีช่องทางหากำไรได้บ้างในปี 1979 Daniel Kahneman
นักจิตวิทยาเสนอแนะแนวคิดในเรื่องเศรษฐศาสตร์ พฤติกรรมมนุษย์(ต่อมาเป็นผู้นำคนหนึ่งของกลุ่มพฤติกรรม) โดยเสนอทฤษฎีสำคัญที่เรียกว่า Prospect Theory
ซึ่งทำให้เกิดข้อสงสัยในความมีเหตุมีผลของพฤติกรรมมนุษย์ ตัวอย่างหนึ่งของทฤษฎีนี้ก็คือ มนุษย์เจ็บปวดจากการสูญเสียมากกว่าการได้รับความสุขจากเงินจำนวนเดียวกัน
ซึ่งเมื่อประยุกต์กับตลาดหุ้นแล้วก็หมายความว่ามนุษย์จะมีพฤติกรรมที่ไม่สม่ำเสมอ ไม่คงเส้นคงวา ในเรื่องการรับความเสี่ยง
เช่นจะอนุรักษนิยมเมื่อขายหุ้นดีเพื่อให้ได้กำไรไว้ก่อน แต่เมื่อจะหลีกหนีการขาดทุนก็จะกอดหุ้นที่ขาดทุนไว้ไม่ยอมขาย
โดยหวังว่าเมื่อราคาสูงขึ้นแล้วจึงค่อยขายพฤติกรรมเช่นนี้หมายความว่าเวลาตลาดปั่นป่วนจะรีบพากันขายหุ้นเพราะกลัวขาดทุน
แต่เมื่อตลาดหุ้นดีขึ้นก็ยังไม่เข้าไปซื้อในระดับเดียวกับที่ขาย เพราะยังกลัวขาดทุน พฤติกรรมที่ไม่มีเหตุผลเช่นนี้ทำให้ตลาดหุ้นปั่นป่วนกว่าที่เป็นจริง
ดังนั้น กลุ่มพฤติกรรมจึงโจมตีว่า EMH ห่างไกลจากความเป็นจริงเพราะราคาหุ้นในเวลาใดเวลาหนึ่งไม่ได้สะท้อนมูลค่าที่แท้จริงของหุ้นนั้น
แต่ที่ราคาผันผวนก็เพราะมนุษย์ไม่ได้มีเหตุมีผลเหมือนที่พวก EMH ซึ่งศรัทธาประสิทธิภาพของตลาดเชื่อกันในปี 1985 Richard Thaler
ซึ่งต่อมาเป็นคู่ปรับทางวิชาการคนสำคัญของ Fama ก็ได้เสนอหลักฐานว่า นักลงทุนมักจะมีปฏิกิริยาตอบโต้ที่เกินกว่าความเป็นจริง
กลุ่มพฤติกรรมหรือกลุ่มที่เชื่อว่า มนุษย์ไม่มีพฤติกรรมที่มีเหตุมีผล และคงเส้นคงวาเสมอไปมีผู้คล้อยตามมากขึ้น
เมื่อมีงานวิจัยที่มาจากการทดลองในห้องแล็บมาสนับสนุน ยิ่งเมื่อเกิดหุ้นตกต่ำหนักในปี 1987 ก็ยิ่งมีผู้เชื่อ EMH น้อยลง
และเมื่อเกิดวิกฤตกาลหุ้น NASDAQ(หุ้นเทคโนโลยี) ตกต่ำอย่างรุนแรงในปี 2000 EMH ก็หมดบารมีไปมากในปี 2002
กลุ่ม Behaviorist ก็ดังยิ่งขึ้นเมื่อหัวโจกคนหนึ่งคือ Daniel Kahneman ได้รับรางวัลโนเบลจาก Prospect Theory
และงานวิจัยทดลองพฤติกรรมนุษย์ในเชิงเศรษฐศาสตร์Robert Shiller สมาชิกคนหนึ่งของกลุ่ม Behaviorist
ได้ตีพิมพ์หนังสือชื่อว่า Irratioal Exuberance ซึ่งหมายถึงความรู้สึกยินดีปรีดาอย่างยิ่งแต่เป็นไปอย่างขาดเหตุผลเมื่อตลาดหุ้นอยู่ในช่วงขาขึ้นการต่อสู้ระหว่าง EMH
และ Behaviorist ยังไม่จบ แต่การสนับสนุน EMH ดูจะยากขึ้นทุกวัน เมื่อเห็นหลักฐานที่เกิดขึ้นจากการบูม
และตกต่ำของตลาดหุ้น และพฤติกรรมของนักลงทุน ที่ขาดเหตุผลหวือหวาจนตลาดไม่ได้สะท้อนความเป็นจริงของมูลค่าหุ้นคำถามสำคัญก็คือ เมื่อรู้ว่า EMH
ไม่ใกล้ความจริงแล้วจะมีผลกระทบอย่างไรต่อชีวิตคนเดินถนน? เมื่อ EMH กำลังรุ่งนั้น นัยสำคัญที่สื่อออกไปในโลกในทศวรรษ 1980 และ 1990
ก็คือ กลไกตลาดเป็นสิ่งมีประสิทธิภาพ เศรษฐกิจเสรีเป็นสิ่งพึงปรารถนา การแทรกแซงควบคุมกำกับของภาครัฐเป็นสิ่งพึงหลีกเลี่ยง
เพราะรังแต่จะทำให้ตลาดขาดประสิทธิภาพ ฯลฯ แต่เมื่อ EMH มีปัญหา ผู้กำหนดนโยบายในประเทศต่างๆ จึงให้ความสนใจในเรื่องประสิทธิภาพของกลไกตลาดหุ้น
และเลยออกไปถึงความเชื่อมั่นในกลไกตลาดโดยทั่วไปน้อยลงไปด้วยความไม่เชื่อถือใน EMH
มีความหมายในระดับบุคคลว่าจะต้องระวังในเรื่องการลงทุนในตลาดหุ้น ไม่ว่าจะเป็นกองทุนรวมหรือซื้อหุ้นเอง เนื่องจากราคาของหุ้นมิได้สะท้อนมูลค่าที่แท้จริงของหุ้น
นอกจากนี้ นักลงทุนส่วนใหญ่มีพฤติกรรมที่ขาดเหตุผล จนอาจทำให้นักลงทุนอื่นๆ เจ็บตัวไปด้วยได้นอกจากนี้ 
ในระดับรวมก็หมายถึงว่าตลาดมิได้มีประสิทธิภาพมากดังที่เคยเข้าใจกัน เพราะบุคคลที่ซื้อขายหุ้นโดยทั่วไปนั้นมีพฤติกรรมที่ขาดเหตุและผล
ถ้ายอมให้บุคคลใช้เงินออมบางส่วนที่ได้มาจากการออมแบบบังคับ(หักเงินเดือนแบบบังคับทุกเดือนสำหรับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ)
ไปลงทุนในตลาดหุ้นเอง แทนที่ภาครัฐจะเก็บเงินนี้ไว้ทั้งหมดแล้ว ก็จะเป็นผลเสียต่อบุคคลนั้นเองในที่สุด
เพราะเขาไม่อาจใช้ราคาตลาดเป็นข้อมูลในการตัดสินใจลงทุนได้อย่างถูกต้อง ทั้งนี้ เนื่องจาก EMH ไม่เป็นจริงถึงแม้ว่ากระแสความเชื่อใน EMH
จะลดลงไป เพราะแม้แต่เจ้าของไอเดียเองก็ถอยร่นยอมรับว่า นักลงทุนบางคนที่มีข้อมูลไม่สมบูรณ์มีพฤติกรรมที่ขาดเหตุผลจน
อาจนำไปสู่การออกนอกลู่นอกทางของตลาดได้ ซึ่งตรงกับที่กลุ่มพฤติกรรมได้กล่าวไว้นานแล้ว แต่คงจะเป็นไปได้ยากว่าผู้คนจะหมดความเลื่อมใสในกลไกตลาดจน
ทำให้กระแสของโลกในเรื่องการเปิดกว้างของระบบเศรษฐกิจ และการสนับสนุนตลาดเสรีหยุดชะงักลงได้

ไอเดียเก่าอาจถูกต้องใช้ได้ในขอบเขตหนึ่งในอดีต แต่เมื่อถูกท้าทาย และลบล้างด้วยไอเดียใหม่อย่างน่าเชื่อถือในเวลาต่อมา
ก็เป็นธรรมดาอยู่เองที่จะต้องมีการแก้ไขปรับเปลี่ยนต่อไปเรื่อยๆ อย่างไม่มีวันสิ้นสุด และนี่แหละคือสัจธรรมของวิชาการ

Jun 29, 2015

บุ๊ค บุญสมิทธิ์ พุกกะณะสุต 'อาหารไม่มีถูกมีผิดมันอยู่ที่ความคิดและจินตนาการ'


ที่มา http://www.megazy.com
"อาหารไม่มีถูกมีผิดมันอยู่ที่ความคิดและจินตนาการ’
บ่ายแก่ๆ วันอาทิตย์ นอนทอดอารมณ์อยู่บ้านมือก็กดเปลี่ยนช่องโทรทัศน์ไปเรื่อยๆ แล้วก็มาหยุดสายตากับความน่ารักของสุนัขของสุนัขพันธุ์บุเกิ้ลในรายการหนึ่งซึ่งเป็นรายการอาหาร สุนัขกับรายการอาหารเนี่ยนะ! เผลอแป๊บเดียวรายการจบแล้วสนุกจัง! การสร้างสรรค์อาหารในแบบ ฟิวชันการคิดค้นเมนูออกมาอย่างน่าสนใจมีการให้ความรู้เรื่องโภชนาการควบคู่ไปด้วย และคุ้นๆ ว่าพิธีกรคุณบุ๊ค บุญสมิทธิ์ คือ 50 หนุ่มโสดในฝันปี 2005แล้วไปไงมาไงถึงได้มาทำรายการอาหารแบบนี้ รวมถึงอยากรู้จักน้องไข่ดาวขวัญใจเราด้วย
จุดเริ่มต้น....
ผมก็ใช้ชีวิตเป็นคนปกติ เรียนจบก็ทำงาน ช่วงนึงเราเปลี่ยนงานบ่อยๆ เราอยากทดลองทำอะไรใหม่ๆ แล้วก็มีโอกาสได้ลองไปทำงานที่ร้านอาหารญี่ปุ่นบอกเลยว่าทำงานร้านอาหารเหนื่อยมากเหนื่อยกว่าทำงานออฟฟิศ แต่ว่าในความเหนื่อยก็กลับไม่เบื่อ บางวันทำงาน 12 ชั่วโมง ขาแทบไม่มีแรงแต่เช้ามาวันรุ่งขึ้นก็ไปอีก กลับสนุกไม่เบื่อ ผมจึงค้นพบว่าผมรักการทำอาหาร ผมทำงานร้านอาหารประมาณ 2 เดือนก็ออกมาเปิดร้านของตัวเอง แล้ววันหนึ่งก็มีผู้กำกับโทรมานัดสัมภาษณ์เป็นการเทสต์หน้ากล้องเขาบอกผมว่าคนที่ทำรายการอาหารแล้วพูดเก่งๆ มีเยอะ แต่คนที่ทำรายการอาหารแล้วพูดมากขนาดนี้เพิ่งเคยเจอ 555"




Jun 2, 2015

วันวิสาขบูชา ๒๕๕๘

วิสาขบูชาคำกลอน
พระผู้มี พระภาค พระองค์ใด
เป็นหลักชัย ให้พึ่ง ซึ่งเราผอง
ประกาศธรรม นำศาสน์ สุขครรลอง
ประชาซ้อง จอมปราชญ์ ศาสดา

ประสูติดี ศรีมนุษย์ อริยกะ
ศากยะ กษัตริย์องค์ เลิศวงศา
มัชฌิมะ ชนบท วสุธา
สมัญญา โคตมะ พระโคตรวงศ์

เสด็จออก บรรพชา จากสกุล
พระทรงคุณ ตรัสรู้ กู้ภัยหลง
จตุรา-ริยสัจจ์ โพธิพงษ์
มรรคมีองค์ แปดเอก อุดมชัย

อนุตตร สัมมาสัม โพธิญาณ
ธ เบิกบาน เลิศสัตถา โลกาสัย
เทพพรหมมาร แม้นมนุษย์ หมู่สัตว์ใด
ได้แจ้งใจ ไกลทุกข์ สบสุขตาม

ในหมู่สัตว์ สมณะ แลพราหมณ์นั้น
แม้นเทวัญ พันธุ์มนุษย์ สุดโลกสาม
พระผู้มี พระภาคเจ้า เชาวน์วิราม
คุณะนาม อรหันต์ สัมพุทโธ

ทรงมีชัย ไกลกิเลส ตรัสรู้
ธรรมวิญญู แจ้งโลกล้ำ นำสุโข
ทรงถึงพร้อม ด้วยวิชชา พาภิญโญ
อิ่มมโน จรณะ ประเสริฐชัย

ทรงเป็นยอด อุตตมะ ศาสดา
ของเทวา แลมนุษย์ สุดเลื่อมใส
สารถี ฝึกบุรุษ ดุจฤทัย
หามีใคร ใดเปรียบ หาญเทียบทัน

เป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ชื่นเบิกบาน
ล้ำประมาณ โชคประเสริฐ เลิศถวัลย์
ประกาศธรรม ที่ค้ำจุน คุณอนันต์
ที่ยึดมั่น เสริมปัญญา วิชชาเชาวน์

พระธรรมนั้น ชินสีห์ ตรัสดีแล้ว
ดั่งดวงแก้ว ส่องใส ให้หายเขลา
โดยศึกษา ปฏิบัติ และขัดเกลา
ด้วยตัวเรา เห็นผล สากลกาล

เป็นสิ่งควร ชวนท่าน ดูกันเถิด
ธรรมบรรเจิด เลิศดี ศรีวิศาล
สอนตนให้ ใจเกษม สุขสราญ
วิญญูขาน รู้ได้เหมาะ เฉพาะตน

อีกปวงสงฆ์ สาวก ภควัต
ปฏิบัติ ด้วยดี ศรีกุศล
สงฆ์สาวก ภควันต์ อนันต์พล
เต็มกมล ปฏิบัติ เคร่งครัดมา

สงฆ์หมู่ใด เลื่อมใส ภควาน
แสวงญาณ ผ่านพ้นทุกข์ เปี่ยมสุขา
สงฆ์หมู่ใด ในพระ ศาสดา
ทรงปัญญา จรรยาเลิศ ประเสริฐการ

ท่านเหล่านี้ คือสี่ คู่วิสุทธิ์
แปดบุรุษ เอกอุตม์นำ ธรรมวิสาร
เป็นสาวก โชดกสงฆ์ องค์พยาน
กิดาการ โลกนาถ ศาสดา

เป็นผู้ควร มวลบูชา มาคำนับ
ของต้อนรับ ทุกอย่างล้วน ควรสรรหา
เป็นผู้ควร อภิรักษ์ ทักษิณา
ทั้งควรค่า อภินันท์ อัญชลี

นี้จึงเป็น นาบุญ คุณยิ่งใหญ่
ที่เกริกไกร ให้ผล ไพศาลศรี
บุญญเขต เลิศโลก โชคทวี
ธรรมภาคี อริยะ สังฆะพล.

พระเจดีย์ ศรีสถูป รูปพระพุทธ
งามพิสุทธิ์ สมสถาน บันดาลผล
ปราชญ์อุทิศ ด้วยเลื่อมใส ในกมล
ผองเรายล อิ่มมนัส ทัศนา

เป็นสถาน เตือนสังเวช เจตสำนึก
พึงระลึก เหตุปัจจัย ในสังสาร์
ไม่ประมาท บำเพ็ญบุญ สุนทรา
ปิ่มปัญญา ปริทรรศน์ วิวัฒน์ชัย

มงคลกาล ประจวบมา ณ บัดนี้
ปุณณะมี วิสาขะ อดิศัย
ประสูติ กาล เสมอฤกษ์ เกริกวิไล
จวบจอมไตร ตรัสรู้ สู่ นิพพาน

พระจันทร์เพ็ญ เด่นสรวง ดวงสว่าง
แจ่มกระจ่าง พร่างนภา ผ่องกสานติ์
วันสำคัญ โลกน้อมรับ ปฏิการ
สุขุมาล ปฏิบัติ ธรรมบูชา

เราทั้งหลาย หมายพร้อม ประชุมแล้ว
ยึดตามแนว ศีลธรรม นำสิกขา
จักน้อมมา ปฏิบัติ ด้วยปัญญา
ปิ่มสัทธา บูชาเทิด เลิศวลัญชน์

ถือธูปเทียน บุปผา คารวะ
สักการะ จิตกายา เกษมสันต์
ประทักษิณ ปฏิมา ภควันต์
ระลึกมั่น เจดีย์ ที่รวมใจ

ข้าแต่องค์ ทรงธรรม ชินสีห์
โดยอตี-ตารมณ์ สมวิสัย
ประจักษ์แจ้ง ในพระคุณ อบอุ่นใจ
สามรอบไซร้ ประทักษิณ มุนินทร

ขอพระองค์ ทรงรับ สักการะ
อันข้าพระ พุทธเจ้า อนุสรณ์
ทรงสถิต โดยพระคุณ สถาพร
ชนนิกร เกษมสันต์ นิรันดร์กาล.

พระภาสกร ภูริวฑฺฒโน ภาวิไล (ภภภ)
รจนาถวายเป็นพุทธบูชา
เนื่องในโอกาส
วันวิสาขบูชา ๒๕๔๕

May 17, 2015

พระเทพวิทยาคม (คูณ ปริสุทฺโธ)


เกิด4 ตุลาคม พ.ศ. 2466
มรณภาพ16 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

http://teetwo.blogspot.com/2010/11/blog-post_17.html

ผมเป็นคนไทย…… . ประมาณปี 35 หรือปี 36 ผมไม่แน่ใจ ตอนนั้นผมยังรับใช้หลวงพ่อคูณที่วัด หลวงพ่อจะถวายเงิน 72 ล้านตามอายุของในหลวง ซึ่งก็มี ข้าราชการมาเตรียม คำพูด สอน คำราชาศัพท์มากมาย จนวันหนึ่งพระเทพฯ ก็ได้มาหาหลวงพ่อ แล้วก็ทรงถามอะไรมากมาย แต่หลวงพ่อคูณไม่ได้ตอบอะไร จนในที่สุดพระเทพฯท่านก็ทรงถามว่า ทำไม หลวงพ่อ ไม่พูดกับหนูล่ะคะ หลวงพ่อคูณก็ตอบ แล้วก็พรางชี้ไปที่ นายอำเภอว่า ………… ก็ไอ้นี่ มัน ไม่ให้ กู พูดคำว่า กู กับมึง 55555 พระเทพ ขำ น้ำตาซึม . แล้วพอ มา ถึงวันงาน ที่ในหลวงเสด็จมา เหล่าบรรดา สส. สว. สจ. นายอำเภอ หน้าแหยๆกัน เพราะกล้วว่า หลวงพ่อคูณจะพูด กู มึง กับในหลวง . แล้วหลวงพ่อคูณท่านพูดว่า กูก็เคยเรียน ภาษาไทยเนอะ รู้น่า ไม่ต้องห่วงด๊อก …ไอ้นาย (หลวงพ่อคูณ พูดกับ ราชการผู้ใหญ่) . จนในที่สุด ในหลวงท่านเสด็จมา ผมเองก็มีโอกาสเห็นในหลวง ใกล้ที่สุดๆๆๆๆ ชิด พระวรกาย เลย ซึ่งในหลวงท่านถามว่า หากิน ลำบากไหม (ผมน้ำตาไหล พราก) แล้วพระองค์ก็เดินจากไป คนแน่นวัด ท่านถามแบบบนี้ ทุกคน ถามถึงเรื่องการทำมาหากิน และความลำบาก พอท่านเสด็จกลับ…. . หลวงพ่อคูณท่านก็เข้าวัด ท่านยิ้มแก้มปริ จนเวลาผ่านไป ผมก็ แอบไปถามท่านว่า … ตอนที่เดินบนโบสถ์ ผมถามจริงเถอะหลวงพ่อ คุยอะไรเล่าให้ผมฟังหน่อย … . แล้วคำแรก ที่หลวงพ่อ กล่าวคือ… มึงรู้ไหม มือพระองค์ เป็นมือ คนทำงาน อย่างก๊ะ ชาวไร่ ชาวนา ..แข็งกะด้าง มากๆ . แล้วผมก็ถามหลวงพ่อว่า หลวงพ่อใช้คำ เรียกว่าอะไร … หลวงพ่อท่านเงียบ แล้วก็ตอบว่า . พระองค์ พูดประโยคแรกว่า …….. “หลวงพ่อครับ พูดตามปกติ นะครับ ผมเป็นคนไทย” . ขอบคุณข้อมูลจากเพจ 1 king 1 heart #DemocratTH #พรรคประชาธิปัตย์

May 5, 2015

Mar 22, 2015

“ลี กวน ยู” อดีตนายกฯคนแรกของสิงคโปร์ ถึงแก่อสัญกรรมแล้วในวัย 91




หมายเหตุ : บทความนี้เขียนโดย คุณวิกรม กรมดิษฐ์ และตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์เมื่อวันที่ 21 มิ.ย.2555 เมื่อเอ่ยถึงสิงคโปร์สิ่งแรกที่เราต่างนึกถึงคือ “ลีกวนยู” เพราะตลอดระยะเวลากว่า 30 ปีที่เขาดำรงตำแหน่งผู้นำสิงคโปร์เขาได้นำพาความเจริญรุ่งเรือง
ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ มายังเกาะเล็กๆ แห่งนี้จนทำให้กลายเป็นผู้นำที่โดดเด่นมากที่สุดคนหนึ่งในโลก “ม้วนเดียวจบ” เมื่อบุตรชายของเขาคือนายลีเซียนลูง เข้ารับช่วงตำแหน่งต่อจากนายโก๊ะจ๊กตง ทุกอย่างเป็นไปด้วยความเรียบร้อย 
ไม่ปรากฏความไม่พอใจจากคนสิงคโปร์หรือจากผู้ร่วมงานในรัฐบาล
เลย ลีกวนยู คือผู้นำของโลกที่สามารถครองอำนาจได้นานที่สุดคนหนึ่งของโลกและเลือกเวลาก้าวลงจากอำนาจได้อย่างสวยงามแบบ ผู้ชนะ เพราะเขาเป็นผู้นำที่ รู้จักการวางตัวให้เหมาะสมทั้งในเรื่องของผลประโยชน์
ความโปร่งใส จนทั่วโลกต่างยกย่องว่า สิงคโปร์เป็นประเทศที่มีการคอร์รัปชันน้อยที่สุดและน่าลงทุนมากที่สุดในโลก เมื่อปี ค.ศ.1999 สิงคโปร์ได้รับฉายา “สวิตเซอร์แลนด์แห่งตะวันออกไกล” ที่มีรายได้ต่อหัวกว่า 22,000 เหรียญสหรัฐต่อปี โดยใช้เวลาเพียง 30 กว่าปีก็สามารถเปลี่ยนแปลงประเทศที่ยากจนกว่าไทย แม้กระทั่งน้ำยังไม่พอใช้ ไม่มีทรัพยากรธรรมชาติใดๆ เลย ผมมองว่าหากปราศจากลีกวนยูแล้วสิงคโปร์คงไม่มีแบบนี้ในวันนี้แน่

ลีกวนยู คือใคร ลีกวนยู เป็นชาวจีนแคะรุ่นที่สาม ซึ่งบรรพบุรุษของเขาได้อพยพมาจากมณฑลฮกเกี้ยน ประเทศจีน เข้ามาตั้งรกรากในสิงคโปร์เมื่อ 100 ปีกว่าที่แล้ว ลีกวนยูเป็นลูกชายคนโตของครอบครัวที่คุณพ่อของเขาคือ
ลีซินคุณซึ่งเคยทำงานกับบริษัทน้ำมันเชลล์และต่อมามีอาชีพเป็นพนักงานในร้านขายนาฬิกาและเครื่องเพชรแถวถนนไฮสตรีทใน สิงคโปร์ คุณแม่ของลีกวนยู ชื่อ นางชัวจิมเหนียว เป็นครูสอนการทำอาหารจีนและมาเลย์ ที่มีชื่อเสียง

ลีกวนยู ลืมตาดูโลกเมื่อวันที่ 16 กันยายน พ.ศ.2466 พ่อของเขามีอายุเพียง 20 ปี ส่วนแม่ก็มีอายุเพียง 16 ปีเท่านั้น เขาเกิด ณ บ้านเลขที่ 92 ถนนกำปงยะวา สิงคโปร์ ตอนเด็กๆ ลีกวนยูเป็นเด็กหนุ่มที่มีอายุน้อยที่สุดในสิงคโปร์ที่ได้รับทุนเรียนที่ Raffles College
เพราะเขาเป็นเด็กที่มีผลการเรียนยอดเยี่ยมจนเขาได้ไปศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัยที่ London School of Economics ในประเทศอังกฤษและได้โอนไปเรียนกฎหมายต่อที่มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์จนได้รับเกียรตินิยมในปี ค.ศ.1949 

การเรียนที่เคมบริดจ์ทำให้เขาได้พบกับภรรยาชื่อ กวาเกี้ยกซู และมีบุตรร่วมกัน 3 คน คนโตคือ ลีเซียนลูง ลูกสาวชื่อ ลีไวหลิง และคนสุดท้องคือ ลีเสียนยาง

ลีกวนยู นับเป็นปัญญาชนอย่างแท้จริงทั้งในด้านบุคลิกภาพ ภาษาอังกฤษของเขาคล่องแคล่วอย่างหาตัวจับได้ยากและเป็นนักคิดที่สมองฉับไว พูดได้ทั้งภาษามาเลย์ ภาษาทมิฬ ภาษากวางตุ้ง ภาษาแมนดาริน ภาษาฮกเกี้ยน และภาษาญี่ปุ่น
เมื่อเขาเรียนจบเขากลับมาเริ่มอาชีพนักกฎหมายในปี ค.ศ.1950 กับสำนักกฎหมายชื่อ Laycoch and Ong เขารู้สึกว่าตัวเองมีความสนใจและชอบการเมือง ปี ค.ศ.1954 จึงได้ตั้ง “พรรคกิจประชาชน” (People’s Action Party) อีก 5 ปี เขารับตำแหน่งเป็นผู้นำสิงคโปร์ในเมื่ออายุเพียง 35 ปี

ชีวิตวัยหนุ่มของลีกวนยู เป็นคนรักพวกพ้องและเป็นคนที่มีความเชื่อมั่นในตัวเองสูง พูดจาโผงผาง แข็งกร้าวต่อพวกที่บ่อนทำลายชาติ ต่อต้านคอมมิวนิสต์ ตัดสินใจเด็ดขาด ขยันขันแข็ง อดทนและบึกบึนแต่ก็ละเอียดอ่อนมาก ทำทุกอย่างด้วยความตั้งใจให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดในทุกๆ เรื่อง แม้การขัดรองเท้าก็จะต้องสะอาดและเป็นมันเงาที่สุด
ลีกวนยู เป็นนักคิดที่คิดอย่างมีเหตุผล สามารถวิเคราะห์สถานการณ์ต่างๆ ได้อย่างแม่นยำและต่อเนื่อง มีวิสัยทัศน์โดยธรรมชาติของเขาเองเป็นคนที่มีเลือดนักสู้เพื่อแก้ปัญหาให้ลุล่วงไปได้อย่างมีเหตุผล ไม่ได้ต่อสู้อย่างเลื่อนลอย เขาไม่ใช่ปัญญาชนสูงส่งประเภทที่ว่าอยู่บนหอคอยงาช้าง หรือพวกไฮโซแต่อย่างใด แต่เขาก็มีนิสัยจุกจิกจู้จี้พอสมควร เป็นคนละเอียดทำอะไรเรียบร้อย ไม่ชอบอะไรมั่วๆ หยาบๆ โดยเฉพาะในด้านความสะอาด เรียกได้ว่ามือของเขาต้องสะอาดแบบมือ ต้องเกลี้ยงเกลาอยู่ตลอดเวลา
ลีกวนยู ชอบพักผ่อนหย่อนใจด้วยการอ่านหนังสือ ชอบอยู่โดดเดี่ยว กว่าจะเป็นเพื่อนกับใครสักคนได้ต้องใช้เวลาพอประมาณและมักจะระแวงคนที่เป็นกันเองกับใครง่ายๆ ชอบที่จะดูนิสัยคนที่คบด้วยไปนานๆ ก่อนจะลงความเห็นแต่ละคนเป็นอย่างไรและควรปฏิบัติต่อคนเหล่านั้นอย่างไร แต่อย่างไรก็ตาม เขาก็เป็นคนมีอารมณ์ขันพอสมควร
ลีกวนยู เป็นคนที่ให้ความสำคัญกับสุขภาพอนามัยเออกกำลังกายทุกเช้า รวมทั้งการวิดพื้น กระโดดเชือก ยกน้ำหนักบริหารกล้ามเนื้อ เขากินอาหารเช้าเล็กน้อยเท่านั้น จิบชาจีนตลอดวัน กินอาหารเย็นเป็นอาหารหลักประจำวัน แต่ก็กินไม่มากนัก และชอบดื่มไวน์สักแก้วสองแก้วในตอนเย็น และที่สำคัญว่ากันว่าเขาชื่นชอบการเล่นกอล์ฟมาก จนอาจกล่าวได้ว่าเขาเป็นนายกรัฐมนตรีที่เล่นกอล์ฟดีที่สุดในโลก
ลีกวนยู มีลักษณะผสมระหว่างความเป็นนักนิยมความจริงอย่างลึกซึ้ง ปรัชญาการบริหารการปกครองของเขาก็ตั้งอยู่บนพื้นฐานแห่งความเคารพต่อกฎหมายกับการมุ่งสู่เป้าหมายอย่างมั่นคง

ด้านการเมือง เมื่อเผชิญหน้ากับคู่ต่อสู้ ลีกวนยู แก้ปัญหาต่างๆ เฉพาะหน้าได้เด็ดขาด เขาเคยเอาชนะพรรคคอมมิวนิสต์ทั้งในการเลือกตั้งทั่วไปและการออกเสียงประชามติ จนปัจจุบันคู่ปรปักษ์ทางการเมืองของเขาส่วนใหญ่เลิกราจากเวทีการเมืองไป

ด้านการพัฒนาสังคม - รณรงค์การกำจัดวัฒนธรรมต่างชาติที่ไม่พึงปรารถนา เช่น สั่งปิดโรงระบำโป๊ ห้ามตู้เพลง หนังสือโป๊และสมาคมลับต่างๆ, การส่งเสริมให้มีความรู้สึกเป็นหนึ่งเดียวใน
ความเป็นชาวสิงคโปร์มีความรักชาติ




Lee Hsien Loong
STATEMENT FROM THE PRIME MINISTER’S OFFICE
The Prime Minister is deeply grieved to announce the passing of Mr Lee Kuan Yew, the founding Prime Minister of Singapore. Mr Lee passed away peacefully at the Singapore General Hospital today at 3.18 am. He was 91.
Arrangements for the public to pay respects and for the funeral proceedings will be announced later.
. . . . .
PRIME MINISTER’S OFFICE
SINGAPORE
23 MARCH 2015

คนไม่ธรรมดา...

เรวัต พุทธินันทน์ชีวิตที่มีดนตรีในหัวใจ...

เขาสูงล้ำค้ำฟ้าตระหง่าน เหล่าภัยพาลคืบคลานเป็นเงา ยิ่งสูงยิ่งหนาว ยอดเขายังห่างอยู่บนทางนึกหวั่น นึกพรั่น ความหนาว...
                



คุณผู้อ่านหลายท่านคงได้ยินบทเพลงนี้จนคุ้นชิน เพราะมันเป็นบทเพลงที่สะท้อนให้เห็นสัจธรรมหลายๆ อย่างบนโลกใบนี้ที่มีแต่การแก่งแย่งชิงดีชิงเด่น และมีการหวังผลประโยชน์จากฝ่ายตรงข้ามเสมอ...
ยิ่งสูงก็ยิ่งทำให้เราหวั่นๆ ว่าแต่ละคนที่เข้ามาคบหา
เราต้องการอะไรแต่ในอีกมุมหนึ่ง
เพลงๆ นี้ก็จะทำให้คุณผู้อ่านนึกถึงคนๆ หนึ่งที่ไว้หนวดเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวบวกกับน้ำเสียงนุ่มๆ ซึ้งๆ ที่เมื่อได้ยินบทเพลงของเขาทีไรทำให้เราเคลิบเคลิ้มได้ทุกที หลายท่านคงยังนึกไม่ออก ผู้เขียนขอเฉลยเลยแล้วกันว่าเขาผู้นั้นคือ เรวัต พุทธินันทน์หรือ พี่เต๋อนั่นเอง ...
ลองมาอ่านประวัติคร่าวๆ ของชายมีหนวดคนนี้กันดีกว่า
                เต๋อ...เรวัต พุทธินันทน์เกิดเมื่อวันที่ 5 กันยายน 2491 เป็นบุตรของนาวาตรีทวี และนางอบเชย พุทธินันทน์ ชีวิตในวัยเด็กก็เป็นเช่นเดียวกับคนทั่วๆ ไป คือมีหน้าที่เรียนจนกระทั่งมาฉายแววการเป็นนักดนตรี ก็อีตอนที่เรียนอยู่ในชั้นมัธยมศึกษา เพราะได้มีการรวมกลุ่มกับเพื่อนๆ ที่มีชื่อกิ๊บเก๋ว่า Dark Eyes ซึ่งจะรับเล่นตามงานสังสรรค์ในกลุ่มเพื่อนๆ เท่านั้น และต่อมาไม่นานได้เปลี่ยนชื่อวงเป็น Mosrite เมื่อเข้าประกวดวงดนตรีของสมาคมดนตรีแห่งประเทศไทย แถมยังคว้ารางวัลชนะเลิศได้ถึง 2 ปีซ้อน (ปี 2508-2509) เป็นไงเจ๋งไหมล่ะ
                เท่านั้นยังไม่พอ เพื่อเป็นการตอกย้ำว่าเขาและดนตรีมีความผูกพันกันขนาดไหน จึงตั้งวงดนตรีขึ้นมาในรั้วมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มีชื่อวงว่า Yellow Red ...อ้อ! หลายท่านอาจสงสัยว่าเค้าเรียนสาขาดนตรีหรือเปล่าหนอ? ผู้เขียนขอตอบว่าเปล่าเลย เขาเรียนสาขาการเงินการธนาคาร คณะเศรษฐศาสตร์ (หลายท่านอาจจะร้องออกมาว่าไม่เห็นจะเกี่ยวกับวงดนตรี) ใช่ไม่เกี่ยวกับสาขาที่เรียน แต่เกี่ยวกับความผูกพันมากกว่า
                หลังจากที่วง Yellow Red สลายตัว เขาก็ไม่ยอมหยุดอยู่แค่นั้น เป็นตัวตั้งตัวตีเพื่อตั้งวงดนตรีขึ้นมาอีกครั้ง แต่ในครั้งนี้ใช้ชื่อวงว่า The Thanks สมาชิกในวงก็ไม่ใช่ใครที่ไหนก็เพื่อนๆ ในจุฬาและธรรมศาสตร์นั่นแหละ ซึ่งในวงจะเป็นการสร้างวงดนตรีสมัยใหม่ ทำให้เป็นที่ชื่นชอบของเหล่านิสิตนักศึกษาในสมัยนั้น เรียกได้ว่ามีชื่อเสียงในระดับหนึ่งเลยทีเดียว ซึ่งนอกจากนี้ยังมีโอกาสได้ไปแสดงสลับกับวงที่มีชื่อเสียงโด่งดังเปรี้ยงปร้างในสมัยนั้น อย่างเช่น สุนทราภรณ์ และ The Impossible อีกด้วย
                เล่ามาถึงตรงนี้ ผู้เขียนรู้สึกขนลุกซู่ขึ้นมาทันที ก็แหมมันน่าทึ่งหรือเปล่าล่ะ ที่วงดนตรีโนแนมที่รู้จักเฉพาะกลุ่มนิสิตนักศึกษาจุฬาและธรรมศาสตร์ แต่มีโอกาสได้เล่นสลับกับวงดังๆ อย่างนั้น
                ต่อมาหลังจากจบการศึกษาในรั้วมหาวิทยาลัย ด้วยความที่มีความโดดเด่นทางด้านดนตรี บวกกับพรสวรรค์ทำให้ได้รับการติดต่อจากวง The Impossible ให้เดินทางไปเล่นที่ฮาวาย ประเทศ U.S.A. โน้น แถมยังไปในตำแหน่งร้องนำและมือคีย์บอร์ด จากนั้นก็ตระเวนร้อยเอ็ดเจ็ดย่านน้ำในแถบยุโรป สแกนดิเนเวีย และครั้งหลังสุดก็คือที่ประเทศไต้หวัน กรุงไทเป ตระเวนเล่นอย่างนั้นอยู่ 4 ปี กับวง The Impossible
                ปี 2520 หลังจากวง The Impossible ยุบตัวลงก็ได้รับการชักชวนจากวินัย พันธุรักษ์ ตั้งวงดนตรีขึ้นชื่อ The Oriental Funk ซึ่งก็เดินสายเล่นแถวๆ ยุโรปและอเมริกา ทำวงอยู่ได้ประมาณ 4 ปี ก็รู้สึกว่ามันสุดๆ แล้ว สมาชิกแต่ละคนก็แยกย้ายกันไปตามความฝันอย่างอื่นบ้าง ส่วนพี่เต๋อนะเหรอ ก็ผันตัวเองมาอยู่เบื้องหลัง และร่วมกันก่อตั้งบริษัททำเพลงประกอบโฆษณา และเพลงประกอบภาพยนตร์ร่วมกับวินัย พันธุรักษ์ (แหมก็หนีไม่พ้นงานเพลงอยู่ดี)
                ด้วยพรสวรรค์ที่เปี่ยมล้น พวกกับประสบการณ์ที่สั่งสมมานานนับ 10 ปี ทำให้มีมุมมองที่ก้าวไกลโดยมีวัตถุประสงค์หลัก เพื่อให้เพลงไทยได้มาตรฐานและเป็นที่ยอมรับจากนานาประเทศ จึงตัดสินใจลงขันหุ้นกับอากู๋ ไพบูลย์ ดำรงชัยธรรม (Boss ใหญ่แกรมมี่ในปัจจุบัน) ตั้งบริษัท แกรมมี่ เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ จำกัด ในปี 2526 ซึ่งสรรค์สร้างผลงานเพลงต่างๆ ให้เป็นที่ยอมรับ พร้อมทั้งผลักดันวงการดนตรีที่คนดูถูกให้กลายเป็นที่ยอมรับ เป็นธุรกิจในรูปของศิลปะอีกแขนงหนึ่งนั่นเอง
                ด้วยความที่เป็นคนที่มีใจรักทางด้านนี้ จึงได้สร้างสรรค์ผลงานของตัวเองออกมา ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นอัลบั้มเดี่ยวอัลบั้มแรกก็เป็นได้ ใช้ชื่อว่า เต๋อ 1 ได้รับการตอบรับอย่างท่วมท้น จนทำให้มีผลงานเพลง เต๋อ 2 และ เต๋อ 3 และชอบก็บอก รวมเป็น 4 อัลบั้มหลักออกมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งแต่ละอัลบั้มล้วนแล้วแต่เป็นที่ยอมรับทั้งสิ้น
                แต่ละเพลงที่ถ่ายทอดออกมาจะแฝงไปด้วยแนวคิด และเกร็ดคุณค่าของชีวิตที่เมื่อฟังกี่ครั้งก็ยังไม่ล้าสมัยอยู่ดี อย่างเพลง ยิ่งสูงยิ่งหนาว, เจ้าสาวที่กลัวฝน ฯลฯ คงไม่มีใครปฏิเสธว่าไม่รู้จัก
                พี่เต๋อนอกจากสวมบทบาทนักร้องแล้วยังมีโอกาสแสดงภาพยนตร์ที่โด่งดังมาก ที่เห็นจะหนีไม่พ้นเรื่องน้ำพุ (ผู้เขียนเองก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าได้ดูหรือเปล่า แต่พ่อกับแม่เล่าให้ฟังว่า สมัยก่อนดังมากๆ) นอกจากสาขาการแสดงแล้วยังเป็นเจ๊ดัน เอ๊ย!...ไม่ใช่ผู้ผลักดัน นักร้องรุ่นแรกของแกรมมี่อย่าง นันทิดา แก้วบัวสาย, แหวน ฐิติมา สุตสุนทร หรือแม้กระทั่ง Super Star ตลอดกาลอย่างพี่เบิร์ด ธงไชย แมคอินไตย (โห!...สุดยอดคนดังๆ ทั้งนั้น)
                อ้อ!...ลืมเล่าไปว่าพี่เต๋อแต่งงาน ก็แฟนสาวที่คบกันตั้งแต่เรียนอยู่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เธอผู้นั้นคือ คุณอรุยา สิทธิประเสริฐ มีโซ่ทองคล้องใจที่เราคุ้นชินกันดีคือ แพ็ท สุทธาสินี พุทธินันทน์ และ พีช สิดารัศมิ์ พุทธินันทน์
                แต่แล้วสิ่งที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น เมื่อเขาต้องจบชีวิตลงด้วยวัยเพียง 48 ปี เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2539 โดยจากไปอย่างสงบ ท่ามกลางความโศกเศร้าของคนรอบข้าง และก็เป็นการจบตำแหน่งสุดท้ายของประธานกรรมการบริษัท แกรมมี่ เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ จำกัด (มหาชน)
                แต่อย่างไรก็ตาม ถึงแม้พี่เต๋อจะจากไปแล้ว แต่ผลงานเพลงต่างๆ ของเขาก็ยังมีคนนำมาร้อง เพื่อให้ระลึกถึงอยู่เสมอ... อย่างเช่น เพลงตะกายดาว ที่แต่งให้กับพี่ติ๊นากับพี่ตู่ร้อง ที่หลายๆ เวทีเมื่อทำการประกวดร้องเพลงเวทีใดก็ตาม ก็จะมีคนหยิบมาร้องทุกครั้ง ผู้เขียนฟังแล้วก็ยังมีกำลังใจที่จะทำงานต่อไปเลย ยิ่งเมื่อไรที่ฟังท่อนที่บอกว่า

                อยากจะเป็น จะมุ่งไป เป็นอะไรดีดีสักอย่าง คงจะมีหนทางก็ฝันกันไป
                อยากจะเป็นคนสำคัญ คงสักวันจะก้าวไกล ไปเป็นดวงดาวใหญ่จะโด่งจะดัง
                แม้จะล้มก็คิดจะคลาน เหงื่อจะซ่านกระเซ็น ก็คิดแล้วคุ้มจะขอไปเป็นอย่างหวัง
                จะร้อนหรือหนาวก็พร้อมจะทน จะไปเป็นคนยิ่งใหญ่ ค้นกันไปหนทาง
                ก็อยากจะดังมันจึงต้องไป ในเมื่อใจมันเอาซะอย่าง ยอมทำทุกทางตะเกียกตะกาย

                ผู้เขียนรู้สึกว่ามันแฝงไปด้วยพลังบวกกับกำลังใจที่ทำให้คนเรารู้สึกว่า อย่าท้อกับปัญหาที่จะพบเจอ ถึงแม้ล้มก็ยังสามารถคืบคลานได้ เพื่อฝันข้างหน้า นี่แหละคือแง่คิดของคนธรรมดาที่ไม่ธรรมดา อย่าง เต๋อ เรวัต พุทธินันทน์
               
แหล่งข้อมูล:
http://www.ter-rewat.th.gs/

เรียบเรียงโดย : ศิริพร กองเปง  E-mail : Siriporn@fpmconsultant.com