Custom Search

Nov 26, 2006

พ่อสอนลูก

นายทวี บุณยเกตุ

วันที่ 7 กรกฎาคม 2493

บู๊ ลูกรัก


ในจดหมายฉบับก่อนที่พ่อสอนมา หวังว่าลูกคงได้อ่านตลอดแล้วและปฏิบัติตามนั้นได้ ในฉบับนี้พ่อจะได้สอนถึงเรื่อง “กรรมดี” ต่อไป
คำว่า “กรรม” นี้แปลว่า “การกระทำ การประพฤติหรือการปฏิบัติ” ฉะนั้นคำว่า “กรรม ดี” ก็แปลว่า “การกระทำในสิ่งที่ดีการประพฤติตัวดี หรือการปฏิบัติตนดี” นั่นเอง
คนเราเกิดมาเหมือนกันหมด จะแตกต่างกันอยู่มากก็ใน (1) รูปสมบัติ (2) ชาติตระกูล หรือความมั่งคั่งสมบูรณ์และความเฉลียวฉลาด เท่านั้น

ผู้ที่ได้ทำกรรมดีไว้มากในชาติก่อน ในชาตินี้ก็อาจเกิดมาเพียบพร้อมไปด้วยคุณสมบัติทั้ง 3 ประการ (คือทั้งมีรูปสมบัติดีมั่งคั่งสมบูรณ์และตระกูลดี และมีปัญญาเฉลียวฉลาด) บางคนอาจเกิดมามีคุณสมบัติเพียง 2 ประการ หรือ 1 ประการเท่านั้นก็ได้ทั้งนี้ก็สุดแต่กรรมที่ตนได้ทำไว้ในชาติก่อน อันเป็นกรรมเก่าว่ามีมากน้อยเพียงใด ส่วนบุคคลใดได้ประกอบกรรมชั่วไว้มากในชาตินี้ก็อาจเกิดมาเป็นคนไม่สมประกอบ มีร่างกายพิการหรือทุพพลภาพหรือมีรูปร่างหน้าตาขี้ริ้วขี้เหร่ ยากจนและโง่เขลาเบาปัญญา ทั้งนี้เราไม่สามารถจะแก้ไขได้เพราะเป็นเรื่องของกรรมเก่า แต่เราจะอาศัยกรรมเก่าอย่างเดียวเท่านั้นหาได้ไม่ ต้องทำกรรมดีในชาตินี้ด้วย กรรมนั้นจึงจะส่งเสริมให้เราได้ดี มีความสุขความเจริญและมั่งคั่งสมบูรณ์

แม้กรรมเก่าจะได้ส่งเสริมให้เราเกิดมาดีแล้วก็ตาม แต่ถ้าในชาตินี้เราไม่ทำกรรมดีต่อ ก็จะหาความสุขความเจริญได้ยาก อุปมาได้เช่นเดียวกับคนที่ได้รับมรดก ถ้าไม่รู้จักใช้ ไม่รู้จักหาเพิ่มเติมมีแต่ทำลายล้างผลาญแล้ว ในไม่ช้ามรดกที่ได้มานั้นก็จะหมดไปและจะกลายเป็นคนยากจน ทรัพย์มรดกอาจหมดลงได้ด้วยการล้างผลาญฉันใด กรรมดีที่เป็นกรรมเก่าก็อาจหมดลงได้ด้วยการไม่สร้างกรรมดีต่อในชาตินี้ฉันนั้น เรื่องเช่นนี้ได้มีตัวอย่างให้เราเห็นมาแล้วมากหลาย เช่นคนที่เกิดมามีรูปสวย รวยทรัพย์ ทั้งมีปัญญาเฉลียวฉลาด แต่เมื่อได้เกิดมาแล้วก็ประกอบแต่กรรมชั่ว คือประพฤติตัวไม่ดี มีนิสัยเลว เช่นกินเหล้าเมายาเป็นอาจิณ ชอบเล่นการพนันจนติดเป็นนิสัย ชอบเที่ยวผู้หญิง คบคนไม่ดีและอยู่ในสังคมที่เลวไม่มีความขยันหมั่นเพียร ไม่มีมานะอดทน ฯลฯ อะไรต่างๆ กรรมชั่วเหล่านี้ก็จะฉุดเขาลงไปสู่ความหายนะ เช่นผู้ที่เคยมีรูปสวย ก็อาจเป็นโรคถึงกับทำให้พิการหรือทุพพลภาพ (เช่นเป็นโรคผู้หญิงทำให้จมูกโหว่ ตาบอด ปากแหว่ง ฯลฯ อะไรต่างๆ เหล่านี้เป็นต้น) ความมั่งคั่งสมบูรณ์ในทรัพย์สมบัตินั้นเล่า แม้จะมีมากมายสักเพียงใดก็ตาม แต่เมื่อไม่รู้จักใช้ ไม่รู้จักเก็บ ไม่รู้จักแสวงหาเพิ่มเติม มีแต่ใช้ไปผลาญไปแล้ว ในไม่ช้าก็จะหมดตัว ความเฉลียวฉลาดที่มีอยู่ก็จะเอาไปใช้ในทางที่ผิดเพราะการมั่วสุมและคบกับคนชั่ว ในที่สุดก็จะไม่มีใครคบ ซ้ำยังจะเป็นที่รังเกียจของสังคมที่ดีทั่วไปอีกด้วย และอาจถึงต้องติดคุกติดตะรางในที่สุด แต่ตรงกันข้าม คนที่เกิดมาโดยกรรมเก่ามิได้ส่งเสริมให้ดีมาแต่กำเนิด เช่นเกิดมามีรูปร่างหน้าตาน่าเกลียด ขี้ริ้วขี้เหร่และเกิดในตระกูลที่ขัดสนยากจน ทั้งมีความโง่เขลาเบาปัญญา แต่ถ้าในชาตินี้เขาได้ทำกรรมดี คือประพฤติตัวดี ฝึกหัดตนให้เป็นคนมีนิสัยดี มีความขยันหมั่นเพียรมานะอดทน และคอยศึกษาค้นคว้าแสวงหาความรู้อยู่เสมอแล้ว กรรมที่เขาทำดีในชาตินี้ก็จะส่งเสริมให้เขาเป็นคนดี มั่งคั่งสมบูรณ์ มีความสุขความเจริญ และมีคนนับหน้าถือตาเขาได้ และก็ได้มีตัวอย่างให้เราเห็นแล้วมากรายเหมือนกัน ฉะนั้นกรรมดีจึงเป็นสิ่งจำเป็นที่สุดที่ลูกจะต้องปฏิบัติในชาตินี้และให้เริ่มแต่บัดนี้ ในวันนี้เป็นต้นไป เพื่อกรรมดีนี้จะได้ส่งเสริมให้ลูกมีความสุขความเจริญและมั่งคั่งสมบูรณ์

กรรมดีตามความหมายของพ่อในที่นี้ได้แก่การกระทำ 3 ประการ คือ

1. ประพฤติตัวดี และมีนิสัยดี
2. มีความขยันหมั่นเพียร และมานะอดทน
3. รู้จักศึกษาค้นคว้าแสวงหาความรู้

1. ประพฤติตัวดี และมีนิสัยดี
คนประพฤติอย่างไรจึงจะได้ชื่อว่าประพฤติตัวดี และมีนิสัยดีนั้น
ถ้าจะจาระไนกันให้ละเอียดแล้วก็ต้องเขียนกันยืดยาวมาก ฉะนั้นพ่อจะขออธิบายแต่เพียง
ย่อๆ ว่า คนที่ประพฤติตัวดีและมีนิสัยดีนั้นต้องเป็นผู้ที่ปฏิบัติตนอยู่ในโอวาทคำสั่งสอนของ
พ่อแม่ พี่ ป้า น้า อา และครูบาอาจารย์ ฉะนั้นถ้าลูกปฏิบัติตนได้ตามคำสั่งของพ่อก็จะได้ชื่อ
ว่า ประพฤติตัวดี และมีนิสัยดี กล่าวคือ

1.1 มีความสุภาพเรียบร้อยและอ่อนน้อมกับคนทั่วไป โดยไม่ต้องเลือกว่าเขาผู้นั้นจะเป็นใคร
และ ต้องมีความเกรงใจ คือที่เรียกว่า มีจรรยามารยาทดีนั่นเอง

1.2. มีวาจาอ่อนหวาน ไม่โฮกฮากตึงตังและหยาบโลน

1.3 พูดแต่น้อย ให้ฟังคนอื่นพูดมากกว่าพูดเอง และให้พูดแต่เรื่องที่เรารู้จริง เรื่องใดรู้ไม่จริง
หรือเพียงแต่สงสัยก็อย่าพูด

1.4. รู้จักโอภาปราศรัยกับคนโดยทั่วไป มีการทักทายและพูดคุยตามโอกาสที่ควรพูด

1.5 รู้จักใช้คำพูด และรู้จักเลือกเวลาและสถานที่ ๆ ควรพูดเพราะคำที่ไม่ควรพูด ถ้าเราไปพูด
เข้าก็ตาม ไม่ใช่เวลาควรพูดถ้าเราไปพูดเข้าก็ตาม ไม่ใช่สถานที่ๆ จะพูดถ้าเราไปพูดเข้าก็
ตามเหล่านี้จะเป็นผลเสียหายมากกว่าเป็นผลดี

1.6 รู้จักวางตัวให้คนรักใคร่เคารพนับถือ

1.7 มีความกตัญญูรู้คุณคน อีกทั้งมีความซื่อสัตย์สุจริต คือซื่อต่อตนเอง ต่องานที่ตนทำและต่อ เพื่อนฝูง

1.8 ไม่เอาเปรียบคน ไม่เห็นแก่ตัว เมื่อถึงคราวจำเป็นแล้วก็ยอมเสียสละประโยชน์ส่วนตัวให้แก่ ส่วนรวมได้

1.9 ไม่อวดดี ถือตัว หรือเย่อหยิ่ง จองหองดูถูก เหยียดหยามคนอื่น แต่จะต้องรู้จักเจียมตัว ไม่
ทำตัวให้สูงเกินกว่าฐานะที่เป็นจริง

1.10 ทำตัวเป็นคนโง่ อย่าทำตัวเป็นคนฉลาด อย่าคุยโว อวดรู้อวดฉลาด อวดร่ำอวดรวย หรือ
อวดในความเก่งกาจแม้เราจะรู้จริง ฉลาดจริง รวยจริง หรือเก่งจริงก็ตาม และต้องเป็นคน
ยอมแพ้คน เว้นแต่การยอมนั้นจะกระทบกระเทือนถึงเกียรติยศชื่อเสียงและประโยชน์
หรือผลได้เสียของเรา

1.11 เป็นคนทำอะไรทำจริง (คือพูดจริงทำจริง) และเป็นคนปากกับใจตรงกัน

1.12 มีความสามัคคีกลมเกลียวในหมู่คณะ ไม่ว่าเราจะไปอยู่ในสังคมใด ต้องเป็นผู้ที่คอย
ประสานและก่อให้เกิดความสามัคคีขึ้นในหมู่คณะเสมอ

1.13 เป็นคนรักญาติพี่น้องเพื่อนฝูงและหมู่คณะ ทั้งมีใจเมตตากรุณาโอบอ้อมอารี

1.14 รู้จักค่าของเงิน คือไม่ใช่เป็นคนขี้เหนียว แต่ก็ไม่ใช่เป็นคนสุรุ่ยสุร่าย

1.15 เป็นคนมีความยุติธรรมและเที่ยงตรง ทั้งเป็นคนเปิดเผยไม่ลับลมคมใน

1.16 มีหน้าตายิ้มแย้มแจ่มใสและร่าเริง

1.17 มีใจหนักแน่นและเยือกเย็น ไม่เป็นคนฉุนเฉียวโกรธง่าย

1.18 เป็นคนพูดจาเชื่อถือได้ คือมีวาจาสัตย์ ไม่เหลวไหลเหลาะแหละ เมื่อรับปากกับใครไว้
อย่างไร ก็ต้องทำให้ได้ตามที่รับปากไว้

1.19 เป็นคนรักเกียรติยศของตน (Self -respect) และเคารพในเกียรติของคนอื่น

1.20 เป็นคนมีความหวังดีต่อเพื่อนมนุษย์

1.21 ไม่เป็นคนปากบอน พูดจายุแหย่เสี้ยมสอนหรือส่อเสียดทั้งไม่นินทาว่าร้ายหรือตำหนิคน
อื่นโดยเห็นคนอื่นเลวไปเสียหมด

1.22 ไม่เป็นคนมีใจอิจฉาริษยา ทั้งต้องไม่มีใจพยาบาทด้วย

1.23 เป็นคนเสมอต้นเสมอปลาย คือเคยอย่างไรก็อย่างนั้น แม้เราจะได้ดีหรือมีฐานะมั่งคั่ง
สมบูรณ์ขึ้นอย่างไรก็ต้องไม่ลืมตัว

1.24 ไม่เสียในเรื่องการเงิน คือต้องไม่ใช่เป็นคนชอบกู้หนี้ยืมสิน ถ้ามีความจำเป็นจะต้องยืม
จากใคร ก็ต้องรีบใช้เขาโดยด่วน

1.25 ไม่เป็นคนชอบเล่นการพนันจนติดเป็นนิสัย

1.26 ไม่เป็นคนเจ้าชู้ชนิดพร่าผู้หญิง

1.27 ไม่เป็นคนกินเหล้า เมาหยำเปจนครองสติไม่อยู่ และติดเป็นนิสัย

1.28 ไม่เป็นคนเกะกะเกกมะเหรก อันได้ชื่อว่าเป็นคนพาลหรือทำตัวเป็นนักเลง

1.29 ไม่เป็นคนหูเบาเชื่อคนง่าย และไม่เป็นคนขี้ระแวงสงสัยเห็นคนอื่นเป็นศัตรูจนกว่าจะรู้แน่

1.30 ทำอะไรสะอาดมีระเบียบ ไม่มักง่ายและต้องรวดเร็วว่องไว อีกทั้งต้องเป็นคนตรงต่อเวลา

1.31 รู้จักรักษาความลับ ใครเล่าอะไรให้ฟัง ถ้าเขาบอกว่าเป็นความลับก็ตาม หรือที่เราเห็นว่า
น่าจะเป็นความลับก็ตาม จงอย่าพูดต่อไปอีก

1.32 ให้นึกอยู่ในใจเสมอว่าคนอื่นเขาฉลาดกว่าเรา จงอย่ายกตนข่มท่าน โดยเห็นคนอื่น
เลวกว่า ตน แม้เราจะดีกว่าเขาก็ตาม

1.33 เป็นคนกว้างขวาง อย่าเป็นคนคับแคบ และทำตัวให้เป็นคนตามสมัย อย่าทำอะไรนำสมัย
เลยเป็นอันขาด

1.34 อย่าทำอะไรเอาหน้า อย่าประจบสอพลอ ต่อหน้าทำอย่างไร ลับหลังเราก็ทำอย่างนั้น

1.35 อย่าทำอะไรเอาแต่ใจและนึกว่าเราทำถูกเสมอไป ให้ฟังความคิดเห็นและคำทักท้วงของ
คนอื่นบ้าง คืออย่าดื้อและอย่ารั้น

1.36 เป็นคนมีศีลธรรมดี ยึดมั่นอยู่ในศีล 5 เป็นประจำ

1.37 เป็นคนรู้จักรับผิดเมื่อทำผิด อย่ามีทิฐิในทางที่ผิด

ถ้าลูกทำได้ตามนี้ก็จะได้ชื่อว่า เป็นคนมีความประพฤติดีและมีนิสัยดี จะเป็นที่ยกย่องสรรเสริญและรักใคร่นับถือของญาติพี่น้องและเพื่อนฝูง ทั้งจะเป็นที่ต้อนรับของสังคมทั่วไปด้วย

2.มีความขยันหมั่นเพียรและมานะอดทน
2 คำนี้เป็นของคู่กัน เป็นสิ่งสำคัญและจำเป็นที่สุดของคนเรา เพราะมันเป็นปัจจัยที่นำมาซึ่งความสำเร็จ เราจะมีเพียงอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่นนี้ความขยัน แต่ขาดความอดทน เช่นนี้เราก็ยังทำอะไรให้สำเร็จลุล่วงไปด้วยดีไม่ได้ เพราะ 2 สิ่งนี้เป็นส่วนประกอบซึ่งกันและกัน ถ้าจะเปรียบด้วย ร่างกายของคนเราก็อุปมาได้ เช่นเดียวกับแขนซ้าย และแขนขวา

ไม่ว่าจะเป็นการศึกษาเล่าเรียน การทำงาน การต่อสู้ การประดิษฐ์คิดค้นหรือการใดๆ ทั้งสิ้น เราจะมีความสำเร็จได้ก็ต้องอาศัยความขยันหมั่นเพียร และมานะอดทนเป็นที่ตั้ง สิ่งใดยากก็ต้องใช้ความเพียรและความอดทนมาก สิ่งใดง่ายก็ใช้น้อย

ยกตัวอย่างการตกปลายังต้องนั่งคอยอยู่นานๆ บางทีเป็นชั่วโมงๆ กว่าปลาจะมากินเบ็ด นี่เพียงแต่การตกปลาซึ่งเป็นของง่ายๆ ก็ต้องใช้ความเพียร และความอดทน ผึ้งหรือปลวกกว่ามันจะสร้างรังของมันขึ้นมาได้ ก็ต้องใช้เวลานาน นี่ก็แสดงให้เห็นอีกเหมือนกันว่า แม้แต่สัตว์เล็กๆ ก็ยังมีความขยันหมั่นเพียรและมานะอดทนถึงเพียรนี้ ฉะนั้นความสำเร็จใดๆ ของคนเราก็จะหนีความขยันหมั่นเพียรและความมีมานะอดทนไปไม่ได้ รถยนต์ที่มีเครื่องดี แต่ขาดน้ำมันเชื้อเพลิงและไม่มีแบตเตอรี่จะวิ่งไม่ได้ฉันใด คนที่มีความประพฤติและนิสัยดี แต่ขาดความขยันหมั่นเพียรและมานะอดทนก็จะเอาตัวรอดยังไม่ได้ฉันนั้น

3. รู้จักศึกษาค้นคว้าแสวงหาความรู้
ความรู้เป็นสิ่งสำคัญยิ่งอย่างหนึ่ง เพราะเท่ากับเป็นเครื่องมือที่จะนำไปใช้ในการประกอบอาชีพ คนเราแม้จะมีความประพฤติดี มีนิสัยดี และมีความมานะอดทน แต่ถ้าไม่มีความรู้แล้ว ถึงจะไม่อดตายก็ยังจะเป็นคนที่มีความสุขอันสมบูรณ์ไม่ได้ ถ้าจะอุปมาเปรียบเทียบให้เห็นง่ายๆ ก็เหมือนกับช่างไม้ แม้จะเป็นผู้มีฝีมือดี มีความมานะอดทน แต่ถ้าขาดเครื่องมือเสียแล้ว ก็จะไม่สามารถปฏิบัติงานในอาชีพของตนให้สำเร็จไปได้ด้วยดี ฉะนั้นความรู้ก็เปรียบได้เท่ากับเครื่องมือหากินนั่นเอง

ตัวของลูกนี้ นับว่าเป็นบุญอยู่มากแล้ว ที่มีพ่ออยู่ช่วยให้การศึกษาอบรม และยังมีญาติพี่น้องคอยว่ากล่าวตักเตือนสั่งสอน เด็กคนอื่น ๆ ซึ่งกำพร้าพ่อกำพร้าแม่ ทั้งไม่มีญาติพี่น้องคนใดเป็นที่พึ่ง ยังมีอีกมากนักที่กลางวันไปเรียนหนังสือ กลางคืนต้องหาบขนมขาย บางคนต้องเดินไปโรงเรียนหนทางไกลๆ ตั้งชั่วโมงกลางวันก็ต้องอดมื้อกินมื้อ เสื้อผ้าก็ต้องใส่ปุๆ ปะๆ และต้องทำความพากเพียรพยายามและมานะอดทน มีความประพฤติและนิสัยดีในที่สุดเขาก็เรียนสำเร็จมีความรู้ออกมาทำงานได้ดิบได้ดี มีฐานะมั่งคั่งสมบูรณ์ มีคนนับหน้าถือตาเคารพรักใคร่

พ่อขอสรุปว่า
(1) การประพฤติตัวดี และมีนิสัยดี
(2) การมีความขยันหมั่นเพียร และมานะอดทน และ
(3) การรู้จักศึกษาค้นคว้าแสวงหาความรู้

ทั้ง 3 ประการนี้เรียกว่า “กรรม ดี” ที่จะต้องปฏิบัติให้ได้ ถ้าลูกทำความดีทั้ง 3 ประการนี้ได้ดังคำสอนของพ่อแล้ว ก็จะมีความสุขความเจริญมั่งคั่งสมบูรณ์ มีคนนิยมรักใคร่และยกย่องสรรเสริญ

ขอให้เอาคำสอนของพ่อออกมาอ่านเสมอๆ เมื่อมีเวลาว่างแล้วจดจำและปฏิบัติตาม อะไรที่ลูกยังไม่ได้ทำหรือยังทำไม่ได้ตามคำสอนของพ่อ ก็ให้พยายามฝึกหัดทำให้ได้ ก่อนนอนทุกคืนให้สำรวจตัวเอง และถามตัวเองในใจว่า ลูกทำตามคำสั่งสอนของพ่อได้ครบถ้วนหรือยัง ถ้ายังก็ให้พยายามทำและทำให้ได้

หวังว่าลูกคงอยู่สบายดี พ่อและแม่อยู่เป็นสุขตามปรกติ คิดถึงลูกมาก

รักและคิดถึงมาก


จาก
พ่อ

นายทวี บุณยเกตุ (10 พ.ย. 2447 -3 พ.ย. 14) นายกรัฐมนตรีคนที่ 5 (รัฐบาลที่ 12) หนึ่งในขบวนการเสรีไทยและผู้แต่งหนังสือเรื่อง พ่อสอนลูก





Nov 23, 2006

ระวัง 'กระต่าย ขาว' กัด : Dr. Varakorn Samakoses


วรากรณ์ สามโกเศศ

มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์

(http://www.dpu.ac.th)

13 มิถุนายน พ.ศ. 2545


ได้ยินการประกาศปาวๆ ว่าจะไม่มีการโฆษณาขายเบียร์
เพราะไม่มีการโฆษณา คั่นกลาง
ของเบียร์ตราช้างระหว่างแข่งขันฟุตบอลโลก
แล้วพลันก็ให้นึกถึง การที่เด็กเอาป้าย ไปปักบนดิน
แล้วบอกว่าตรงนี้สมบัติไม่ได้ซ่อนอยู่
เพราะทั้งสองกำลังสื่อ
ในทางตรงกันข้าม
เรื่อง "กระต่ายขาว" ที่จะเขียนถึงในวันนี้
ได้เคยพูดถึงในหลายโอกาส ในตลอดหลายปีที่ผ่านมา
แต่ยังไม่เคยเขียนเป็นเรื่องเป็นราวสักที

ขอเริ่มว่าเรื่องการ "ไม่โฆษณา"
ของเบียร์ตราช้างดังกล่าว
และป้ายบอกว่า ไม่มีสมบัติซ่อนอยู่ของเด็ก
ก็คือเรื่องของ "กระต่ายขาว"
เมื่อพูดถึงกระต่ายขาวขึ้นมา
ก็ขอถามท่านผู้อ่านว่า
ถ้าผมไม่เอ่ยถึงกระต่ายขาวขึ้นมาในที่นี้
ท่านจะนึกถึงมันขึ้นมาหรือไม่

ใจมนุษย์คิดถึงสิ่งของเรื่องราวร้อยแปดในหนึ่งวัน
แต่ผมค่อนข้างมั่นใจว่า
กระต่ายขาวมิได้เป็นสิ่งหนึ่งที่ท่านนึกถึงในวันนี้
หรือแม้แต่ตลอดเดือนที่ผ่านมา แต่เมื่อผมเอ่ยถึงมัน
ท่านก็นึกถึงภาพมัน ขึ้นมาในใจทันที

การบอกว่าเบียร์ช้างไม่มีการโฆษณา
ระหว่างแข่งขันฟุตบอลโลก
โดยแท้จริงแล้วก็คือ การเตือนให้นึกถึงเบียร์ช้างนั่นเอง
และนี่ก็คือการโฆษณา เช่นเดียวกับการบอกว่า
สมบัติมิได้ซ่อนอยู่ตรงนี้ ก็คือการเตือนใจ
ให้นึกสงสัยว่า สมบัติซ่อนอยู่ตรงนั้นนั่นเอง

หลายปีก่อนมีข่าวลือว่า
ยมบาลจะมาเอาคนแก่ที่อยู่ตามบ้านไป
จำได้ว่า เคยเห็นบางบ้าน
เอาป้ายกระดาษมาปิดไว้หน้าบ้านว่า
"บ้านนี้ไม่มีคนแก่จ๊ะ" ฟังดูน่ารัก แต่ก็ไม่คิดว่า
ยมบาลจะถูกหลอกได้ เพราะเข้าข่ายเดียวกับ
เรื่องสมบัติไม่ได้ซ่อนอยู่ตรงนี้

ถ้ากระดาษไม่ปิดไว้หน้าบ้าน
ก็คงไม่มีใครจะสงสัย (แม้แต่ยมบาล)
ว่าบ้านนี้มีคนแก่อยู่หรือไม่ แต่นี่ก็คือกระต่ายขาวอีกตัวหนึ่ง

โรคกระต่ายขาวนี้เป็นโรคน่ากลัวหากไม่ระวัง
เพราะจะเตือนใจให้คนอื่นรู้โดยนัย
หรือให้เขาตระหนักถึงเรื่องที่เรามิได้ตั้งใจ
หรือทำให้คนอื่นเข้าใจเราผิดๆ
เกินกว่าที่ควรจะเป็นก็เป็นไปได้

ขอเล่าเรื่องการสนใจติดตามดาราท่านหนึ่งของผม
ที่กลายเป็นเรื่องของกระต่ายขาว
ในระดับหนึ่ง ผมสนใจติดตาม
คุณจินตหรา สุขพัฒน์ หรือคุณแหม่ม
และผลงานของเธอมายาวนาน
เห็นว่าเธอเป็นนักแสดงหน้าตาดีและมีบทบาทเยี่ยมยอด
(ผมเคยบอกข้อความเช่นนี้กับ
คุณพ่อของเธอเมื่อกว่า 10 ปีมาแล้ว
...คิดดูก็แล้วกันว่าผมนั้นขนาดไหน)
แต่วันหนึ่งเธอก็ปล่อย "กระต่ายขาว" ออกมา

ผมอ่านบทสัมภาษณ์คุณแหม่ม
ในหนังสือผู้หญิงเล่มหนึ่ง
เธอบอกว่า เธอเป็นคนมีใบหูกาง
ทุกทีที่เล่นละคร หรือแสดงหนัง
จะต้องพยายามเอาผม มาบังใบหูไว้
เพื่อมิให้น่าเกลียด

เชื่อไหมครับ นับแต่นั้นเป็นต้นมา
ทุกครั้งที่คุณแหม่มปรากฏบนจอทีวี
ผมจะต้องมองหาใบหูของเธอก่อนอื่น
(ทั้งๆ ที่เธอมีใบหน้าที่น่าชวนมอง มากกว่ามากนัก)
ว่าวันนั้นจะเห็นความกางของมันไหม
ทั้งๆ ที่ก่อนหน้าที่เธอจะบอกคนอ่าน ผมไม่เคยเห็นว่า
เธอจะมีจุดบกพร่อง บนใบหน้าของเธอแต่อย่างใดเลย

ผมถามตัวเองว่าทำไมจึงสนใจความกางของใบหูของเธอ
คำตอบก็คือเพราะเธอเป็นคนบอกเอง
ดังนั้นมันคงจะจริงเป็นแน่
ถ้าคนอื่นบอก ก็อาจเชื่อบ้างไม่เชื่อบ้าง
เพราะเป็นการกล่าวหากัน
แต่นี่เจ้าของบอกของเขาเอง
ถ้าไม่เชื่อแล้วจะไปเชื่อใคร

ข้อเตือนใจจากเรื่องของคุณแหม่ม
ก็คือการปล่อยกระต่ายขาวออกมา
ถึงแม้จะเป็นความจริงใจ ตรงไปตรงมาอย่างน่ารักก็ตาม
แต่ก็เป็นสิ่งที่พึงหลีกเลี่ยง
จุดอ่อนข้อผิดพลาด ข้อบกพร่อง ฯลฯ
ของใครก็ตามมิใช่เรื่องที่พึงโฆษณา ให้คนอื่นทราบ
เพราะอาจถูกขยายในใจ ขึ้นอีกหลายเท่า
จนเกิดความเข้าใจผิด ขึ้นมาใหญ่โตก็เป็นได้

ถ้าบอกใครว่า
เป็นคนไม่ค่อยอยากลุกขึ้นไปทำงานตอนเช้า
อยากนอนต่อ รู้สึกขี้เกียจไปทำงาน
(ใครๆ ก็รู้สึกอย่างนี้ทั้งนั้นในวินาทีแรก)
จะเตือนใจให้คนอื่นคิดว่า ตนเองเป็นคนขี้เกียจ
และถ้าภรรยาหรือสามีของท่าน
ถามว่า รักแฟนเก่ามากไหม
โดยท่านกำลังอยู่ในอารมณ์ "จริงใจ" แต่ซื่อจนเซ่อ
ก็อาจตอบไปว่า "ก็รักมากเหมือนกัน"
รับรองได้ว่าเป็นเรื่อง
เพราะเธอจะเกิดความรู้สึกขึ้นมาทันที
และตลอดไปอีกนานว่า
คำตอบก็คือ "รักมากๆๆๆ"
เพราะคุณเป็นคนบอกเองแหละ
แล้วจะไม่เชื่อได้อย่างไร

คำสอนของทนายความในการให้การในศาล
ก็คือตอบเท่าที่จำเป็น
อย่าตอบเกินกว่าที่ถูกถาม
เพราะคำตอบอาจเตือนใจให้นำไปสู่คำถามอื่นๆ
และอาจเปิดประเด็นลามไปสู่เรื่องอื่นๆ
ที่อาจเสียเปรียบได้ คำแนะนำนี้
โดยแท้จริงแล้วก็คือ
การระวังโรคกระต่ายขาวนั่นเอง การได้ยินเพลง
ในอดีตที่ตรงกับเหตุการณ์บางตอนในชีวิต
ก็คือกระต่ายขาวลักษณะหนึ่ง
เพราะสะกิดใจให้เกิดความรู้สึก เป็นสุขหรือเศร้าขึ้นมาได้
กระต่ายขาวจึงมิได้เป็นสิ่งที่เลว หากบางสิ่งเตือนใจ
ให้นึกถึงความผิดพลาดในอดีต จนเอามันมาเป็นบทเรียน
และตั้งใจว่าจะไม่ให้มันเกิดขึ้นอีกก็ถือได้ว่า
กระต่ายขาวตัวนี้เป็นสิ่งที่มีประโยชน์

ไม่ใช่กงการของตัวเอง ที่พึงโพนทะนาข้อบกพร่อง
หรือความผิดพลาดของตนเอง
(เว้นแต่ตั้งใจจริงให้เป็นบทเรียนกับคนอื่น
โดยยอมรับผลกระทบที่จะเกิดตามมา) ให้คนอื่นรู้
เพราะ "กระต่ายขาว" อาจขยายความเกินจริงได้
จงให้คนอื่นค้นหา สิ่งเหล่านั้นเอาเอง
กระต่ายขาวที่คุณปล่อยออกไป
ขนาดของมันมักขยายใหญ่กว่า
กระต่ายสีธรรมดาตัวจริงของคุณเองเสมอ



video

Egypt Central : White Rabbit

Nov 18, 2006

มองโลกใบกลมอย่างอารมณ์ดี กับ ศุ บุญเลี้ยง

>>> เฉลียง <<<


บทความจากหนังสือ "แผนที่ความสุข"

"ผมไม่ใช่คนอารมณ์ดีอะไรหรอก
เพียงแต่ผมเป็นคนที่คนรู้จักเยอะ
มีสื่อนำเสนอบ้าง เมื่อเขานำเสนอ
จะเห็นผมในกิริยาไม่หลากหลายนัก คือ
จะเห็นแค่ตอนผมยิ้มหัวเราะ
เลยดูเหมือนอารมณ์ดีอยู่ตลอดเวลา

ซึ่งจริงๆแล้วผมจะบอกว่า ผมเป็นคนอารมณ์ปกติมากกว่า
เพียงแต่มุมมองในการมองอะไรหลายๆอย่าง
ผมจะไม่พยายามมองแล้วทำให้ตัวเองเกิดทุกข์เท่านั้นเอง"
ศุ บุญเลี้ยง หรือ จุ้ย ชายหนุ่มผู้ได้รับสมญานามว่า
ศิลปินอารมณ์ดี ที่หลายคนชมชอบ

เปิดบทสนทนาอย่างรื่นรมย์
จุ้ย บอกว่า ทัศนคติที่ดี มีส่วนทำให้ความรู้สึกต่อสิ่งแวดล้อม
ที่พบเจอในชีวิตประจำวัน

เป็นไปในแง่บวกมากขึ้น
แต่การเป็นคนที่มีทัศนคติที่ดี ต้องอาศัย
การสั่งสมจากสิ่งรอบข้าง และใช้ระยะเวลาพอสมควร
"คนที่ต้องเติบโตมาท่ามกลางเสียงก่นด่า
ต้องกินข้าวเช้าในรถ กินไปฟังพ่อแม่บ่น

และสบถกับ สภาพจราจร รอบข้างทุกวัน
กับอีกคนที่โตมากับทะเล

ได้วิ่งเล่นบนชายหาด เช้า เย็น ฟังพ่อเป่าขลุ่ยตอนกลางคืน
ผมเชื่อว่าเด็ก 2 คนนี้
ต้องมีทัศนคติในการมองโลกแตกต่างกัน แน่นอน"

เขายังเชื่อว่า คนที่มีทัศนคติไม่ดี
หากแม้ได้อยู่ใกล้คนที่มีทัศนคติที่ดี

หรืออยู่ท่ามกลางสิ่งแวดล้อมที่แตกต่าง คนๆนั้น
ก็อาจจะเปลี่ยนแปลงความรู้สึกไปในทางที่ดีได้


เพราะมนุษย์น่าจะมีรังสีแห่งการเชื่อมโยงอยู่ระหว่างกัน
ขึ้นอยู่กับว่าของรังสีใครจะแผ่ออกมากลบของอีกคนได้มากกว่ากัน
ท่ามกลางสภาพสังคม สิ่งแวดล้อมที่เต็มไปด้วยความกดดัน
ผู้คนรอบข้างแก่งแย่งแข่งขัน ภาวะมลพิษ ความหวาดกลัว
จากเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ โจรผู้ร้าย โรคภัยไข้เจ็บ ฯลฯ เหล่านี้
ล้วนทำให้เกิดความเครียด และเป็นทุกข์


แต่ จุ้ย มองต่างไปว่า ในเหตุการณ์ และสถานการณ์ ที่ว่ามานี้
หลายๆคน ก็อยู่ในสังคมนี้ อย่างมีความสุขได้ จุ้ย มองว่า
เราไม่ควรเอาเรื่องเหล่านี้มาเป็นกังวล อยู่คนเดียว จนพาล
ทำให้ตัวเองเป็นทุกข์เพราะเรื่องเหล่านี้เกิดขึ้นกับทุกคน


บางทีเราก็ควบคุมได้ บางทีเราก็ควบคุมไม่ได้

ถ้าเราอยากอยู่อย่างมีความสุข หรือไม่มีทุกข์มากเราต้องคิดถึง
ปัจจัยที่เราควบคุมได้ก่อน อย่างเช่น
การออกกำลังกายให้แข็งแรงสร้างภูมิคุ้มกันให้ตัวเอง
อันนี้เป็นปัจจัยที่เราควบคุมได้

ส่วนเรื่องฝนตก แดดจัดเกินไป อันนี้เราควบคุมไม่ได้

เมื่อควบคุมได้กับควบคุมไม่ได้มาเจอกัน อย่างน้อยที่สุด
มันก็จะเกิดสมดุลย์ คือ เราตากฝนแต่เราไม่เป็นหวัด

อันนี้เป็นหลักการง่ายๆ จุ้ย บอกด้วยว่า
เรื่องการเข้าใจกติกามารยาทของสังคม
รวมทั้งการวางเฉย
ก็เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เราอยู่ในสังคมอย่างมีความสุขได้


เช่น การขับรถชนกันบนถนน ถ้าเราเข้าใจว่า
รถเยอะ คนเยอะ โอกาสจะชนกันก็มี
มิฉะนั้นจะมีบริษัทประกันภัยไปทำไมกัน
"เรื่องของการวางเฉยเหมือนคำพระท่านว่า

มีเมตตา กรุณา มุทิตา แล้วต้องมีอุเบกขา
เรื่องนี้สำคัญและต้องอาศัยการฝึกพอสมควร รู้ว่าดีใจ
รู้ว่าเป็นทุกข์เสียใจแต่ให้รู้จักระงับ
อย่าสุดโต่งเกินไปจนควบคุมตัวเองไม่ได้ คือต้องมีสตินั้นเอง
เสียใจได้แต่อย่าเสียศูนย์"

ครั้งหนึ่งมีข่าวตามหน้าหนังสือพิมพ์ว่า
พ่อแม่เอาเด็กมาทิ้งบนสะพานลอย

จุ้ยบอกว่า หลายคนเป็นทุกข์กับข่าวนี้
และพากันรุมด่า พ่อ แม่ของเด็กคนนั้นว่าใจร้าย

บางคนก็มาเป็นทุกข์ว่า
สังคมนี้เป็นอะไรไปเสียแล้วทำไมจึงมีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้น


"แต่ถ้ามามองอีกแง่หนึ่งว่า
ดีนะที่เขามาทิ้งไว้บนสะพานลอยไม่เอาไปทิ้งในถังขยะ
พ่อแม่เด็กอาจจะมีความจำเป็นบางอย่างและคิดว่า
การเอาเด็กมาทิ้งไว้บนสะพานลอย
จะต้องมีคนมาเห็นและเก็บไปเลี้ยงอย่างแน่นอน
ขณะที่หากเอาไปทิ้งถังขยะ
เด็กอาจจะถูกมดกัดตายก็ได้
คิดแบบนี้แล้วเราจะรู้สึกดีขึ้น ดีขึ้นใช่มั้ย"
เขาถามพลางยิ้ม
"แล้วอย่างคนไม่มีงานทำ
คนยากจนอดอยากไม่มีจะกิน
จะมีความสุขได้อย่างไร

มีคนบอกเหมือนกันว่า
ไม่มีงานทำอดอยาก ไม่มีจะกินก็มีความสุขได้
ซึ่งผมไม่เชื่อเท่าไหร่
เพราะบางเรื่องมันไม่ใช่ว่าจะถูกต้องทั้งหมดเสมอไป
ขึ้นอยู่กับจังหวะ การที่เราไม่มีเงิน
แต่สุขใจได้ อาจเป็นเพราะเรารู้อยู่ว่า มีญาติพี่น้อง มีเพื่อนฝูง
เดินไปหาใครเขาก็เรียกให้กินข้าว เป็นแบบนี้มากกว่า
คนไร้โอกาสจะอยู่อย่างมีความสุขได้หรือเปล่า
"

จุ้ย เปิดยิ้มแล้วบอกว่า ต้องดูว่า
ตอนที่คนๆนั้นยังมีโอกาสอยู่
เขาเคยให้โอกาสคนอื่นบ้างไหม
หรือว่าเขาให้โอกาสตัวเองมากพอหรือยัง
"ผมยังไม่เคยเห็นคนมุมานะแล้วไม่ประสบความสำเร็จเลย
เรื่องนี้ผมมองว่าหลายๆคนมักตัดโอกาสตัวเองมากกว่า
เช่น มีเวลาว่างอยู่ 2 ชั่วโมง
ให้เลือกไปเรียนพิมพ์ดีด กับไปกินเหล้า
จะเลือกอะไร บางคนบอกว่า
ไม่มีเงินซื้อหนังสือมาอ่าน
จึงเลือกที่จะเดินเล่นในห้าง
ขณะที่บางคนเข้าไปอ่านหนังสือในห้องสมุด
เพราะไม่มีเงินซื้อหนังสือ
บางคนอยากทำหนังสือ อยากเป็นนักเขียน
แต่ไม่อ่านหนังสือมาเลยเหล่านี้
เป็นเรื่องของการพยายามให้โอกาสกับตัวเอง
แล้วไปโทษสิ่งรอบตัวก็เป็นทุกข์ได้เหมือนกัน"


เมื่อถามว่าระหว่างความพยายาม ที่จะผ่านสิ่งใดสิ่งหนึ่ง

ไปสู่ความสำเร็จนั้นมักมีอุปสรรค
และเป็นช่วงเวลาที่มีความทุกข์เข้ามารบกวนจิตใจเสมอ


จุ้ยตอบไม่อ้อมค้อมว่า ใช่ แต่ไม่ใช่เสมอไปและ
ขอเรียกความทุกข์ส่วนนี้ว่าเป็นบททดสอบ

ซึ่งใครที่ผ่านบททดสอบแล้วความสุขย่อมถามหาเสมอ

video

video

Nov 15, 2006

คาถากัน หนี้สินล้นพ้นตัว : Dr. Varakorn Samakoses


วีรกร ตรีเศศ

มติชน

วันที่ 15 สิงหาคม 2545



ไม่ว่า ชอบหรือไม่ก็ตาม อิทธิพลของกระแสเอเชีย ในเรื่องการออมต่ำ ใช้จ่ายกันสนุกมือ มีชีวิตอยู่อย่างไม่พอเพียง สุขสุขอย่างทันด่วน มีหนี้สินส่วนบุคคล เป็นส่วนหนึ่งของชีวิต ฯลฯ กำลังคืบคลาน เข้ามาหาคนบ้านเรา อย่างน่าเป็นห่วงยิ่ง


การใช้บัตรเครดิต ในการใช้จ่ายไปก่อน แล้วจ่ายภายหลัง หรือได้รับสินเชื่อ หรือเงินกู้ สำหรับผ่อน สิ่งอำนวยความสะดวก อย่างง่ายดาย และรวดเร็ว กำลังกลายเป็นส่วนหนึ่ง ของการดำรงชีวิต ของคนไทย เฉกเช่นเดียวกับคนเกาหลีใต้ คนไต้หวัน คนฮ่องกง คนมาเลเซีย คนฟิลิปปินส์ คนสิงคโปร์
คนเกาหลีใต้ ที่มีอายุเกิน 20 ปี และบางส่วนต่ำกว่า มีบัตรเครดิตเฉลี่ยคนละ 4.3 ใบ ในช่วงเวลา 2 ปีที่ผ่านมา คนเกาหลีมีหนี้สินครัวเรือน เพิ่มขึ้นร้อยละ 50 พร้อมกับยอดการใช้จ่ายผ่าน บัตรเครดิตเพิ่มขึ้น 5 เท่าตัว ในเวลา 2 ปี จำนวนกรณีของ การไม่สามารถชำระหนี้ เพิ่มขึ้นร้อยละ 25 ในเดือนพฤษภาคมปีนี้ เมื่อเทียบกันเดือนเดียวกันของปีก่อน


คนฮ่องกง มีประสบการณ์ ในการใช้บัตรเครดิต ก่อนเพื่อนคนอื่น ๆ ในเอเชีย ในรอบ 5 ปีที่ผ่านมา จำนวนกรณี ของการล้มละลาย ของบุคคลเพิ่มขึ้นอย่างน่าตกใจ จาก 1,000 รายในปี 1997 เพิ่มเป็นมากกว่า 20,000 รายในปีนี้ ในปี 2001 หนี้สินค้างจ่ายเฉลี่ยของผู้ล้มละลาย เท่ากับ 42 เท่าของเงินเดือน ซี่งเป็น หนึ่งเท่าตัวของ กรณีล้มละลายบุคคลของคนสหรัฐอเมริกา
เรื่องราวของความปวดร้าว จากหนี้ การฆ่าตัวตาย การแตกสลาย ของครอบครัว การทำสิ่งซึ่งไร้เกียรติ ไร้ศักดิ์ศรี ฉ้อฉลคดโกง เพื่อหาเงินมาใช้หนี้ มีอยู่ดาษดื่น ในหน้าหนังสือพิมพ์ของประเทศนี้


ประเทศไทย เพิ่งเข้าสู่ขั้นตอนแรก ของการเพิ่มขึ้นของหนี้ส่วนบุคคล โดยเฉพาะอย่างยิ่ง จากการใช้บัตรเครดิต สัดส่วนของหนี้บัตรเครดิต ในหนี้ครัวเรือนทั้งหมดของไทย เท่ากับร้อยละ 4 ในขณะที่เกาหลีใต้ เท่ากับร้อยละ 16 ฟิลิปปินส์ ร้อยละ 13 ฮ่องกง และไต้หวัน ร้อยละ 7
ถึงแม้ ในปัจจุบัน หนี้จากบัตรเครดิต ยังไม่ใช่เรื่องน่าห่วง เพราะธนาคารแห่งประเทศไทย เพิ่งประกาศ ปรับเปลี่ยนเงื่อนไข ของการให้เครดิตการ์ด ของสถาบันการเงินเมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมา จนคนมีเงินเดือน 7.500 บาท ก็มีเครดิตการ์ดได้ แต่สินเชื่อเงินผ่อน สำหรับผู้มีรายได้น้อยของบางบริษัท ได้เริ่มมานานพอควร จนผู้คนจำนวนไม่น้อยเริ่มเดือดร้อน และเป็นปัญหา เป็นที่เชื่อได้ว่า ในเวลาไม่นาน หนี้สินครัวเรือน จะเป็นปัญหาสังคมที่ใหญ่โต อีกปัญหาหนึ่ง ของสังคมไทย

มีข้อเท็จจริงบางอย่าง เกี่ยวกับการจัดการเรื่องการเงิน ที่ผู้ที่จะเข้าสู่ สงคราม หนี้สินส่วนบุคคล ควรรับทราบ เพื่อป้องกันปัญหาต่าง ๆ ดังกล่าวที่อาจเกิดขึ้นได้
ประการแรก เงินนั้นเป็นได้ทั้งเพื่อน และศัตรูของเรา หากมันเป็นเพื่อนของเรา กล่าวคือ เป็นเงินของเรา ที่หาได้ และเก็บไว้ มันก็จะงอกเงยในธนาคาร หรือออกดอกผล จากการลงทุนเพื่อเรา ไม่ว่าเราหลับ หรือตื่น มันก็ทำงานให้เราอย่างชื่นใจอยู่ตลอดเวลา แต่ในทางตรงกันข้าม ถ้าเรากู้ยืมเงินเขามา ถึงมันจะสร้างความพอใจให้กับเรา เพราะทำให้เราได้บางอย่างที่ประสงค์มาทันที แต่เงิน ก็เป็นศัตรูกับเรา เพราะทุกวินาที มันจะทิ่มตำเราด้วยดอกเบี้ยไม่ว่าเรา จะหลับหรือตื่นก็ตาม

ดังนั้น ความสมดุล ของการมีเพื่อน และศัตรู จึงเป็นเรื่องสำคัญมาก ถ้าเรากู้ยืมมามาก เกินฐานะของเรา เราก็จะถูกทิ่มตำมากเกินไป จนในเวลาหนึ่งอาทิตย์ เราอาจต้องทำงานเพื่อคนอื่น (เจ้าหนี้) ถึง 1-2 วัน เพื่อหาเงินมาจ่ายเป็นดอกเบี้ยก็เป็นได้

การตะหนักถึงความเป็นมิตร และศัตรูของเงินเป็นเรื่องสำคัญ ที่บางครั้งเรามองข้ามไป การมีหนี้คือ การเอาเงินในอนาคตมาใช้ในปัจจุบัน เวลาใช้คืน ก็ต้องใช้คืนเงินต้น และดอกเบี้ย การจ่ายดอกเบี้ย โดยแท้จริงแล้วเป็นเรื่องน่าเศร้า (ถ้ากู้ยืมมา แล้วไม่ต้องใช้คืน จะเป็นเรื่องน่ายินดีอย่างยิ่ง) เพราะถ้าเราไม่เอาเงินในอนาคต มาใช้แล้วไซร์ ส่วนหนึ่งของเงิน ที่เราทำมาได้ ต่อไปก็ไม่ต้อง ไปเป็นดอกเบี้ย หากเป็นเงินออมของเรา ที่พร้อมจะออกดอกผล ให้เราในอนาคต เป็นฐานไปสู่ ดอกผลขั้นลูกหลานเหลนโหลน ต่อเนื่องกันไป อีกหลายชั่วคน

ประการที่สอง เงินนั้นมีแขนขา เดินไปได้ด้วยตัวของมันเอง ถ้าเรามีเงินออม (ส่วนของรายได้ที่เหลือ จากรายจ่าย จากการบริโภค) เงินออม ก็จะรับใช้เรา สามารถสร้างความมั่งคั่งให้เราได้ ในอนาคต ด้วยแขนขาของมัน กล่าวคือ ออกดอกออกผลต่อเนื่องพันกันไป เงินออมไปสะสมความมั่งคั่ง และมั่งคั่งก่อให้เกิดรายได้ และเงินออมพอกพูนสะสมกันไปตลอด ซึ่งตรงข้ามกับ คนที่ไม่มีเงินออม มีรายได้เท่าใด ก็ใช้หมด ถึงแม้จะไม่มีหนี้ แต่ก็ไม่อาจทำให้เงินมีแขนขาเติบโตต่อไปได้
ดังนั้น การออมอย่างสม่ำเสมอ จึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง ที่จะทำให้เงินสามารถทำงานรับใช้เราได้ มีแขนขางอกตัวไปอย่างไม่รู้จบ การมีรายได้พอดีกับรายจ่าย (คือไม่มีเงินออม) ก็นับว่าหนักหนาสาหัสแล้ว เพราะทำให้อนาคตมืดมน แต่การกู้ยืม ซึ่งคือการเอาเงินในอนาคต มาใช้ไปก่อน ยิ่งหนักหนาขึ้นไปอีก เพราะรายได้ส่วนหนึ่งของเรา ในอนาคต ต้องแปรร่าง เป็นดอกเบี้ยจ่าย แทนที่จะเป็นเงินออมของเรา

ถ้าการกู้ยืมเป็นไปเพื่อสร้างรายได้ในอนาคต ยังพอทำเนา เพราะถือได้ว่าเป็นการลงทุน แต่ถ้าหากการกู้ยืมเป็นไปเพื่อการบริโภคแล้ว ก็ยิ่งหนักหนายิ่งขึ้น เพราะราคาของสิ่งที่เราบริโภคนั้น โดยแท้จริงแล้ว จะต้องบวกเอาดอกเบี้ยเข้าไปด้วย และต้นทุนที่แพงที่สุดก็คือ
โอกาสที่สูญไป ไม่สามารถนำเงินต้น และดอกเบี้ยจำนวนนั้น ไปทำอย่างอื่น
ที่มีประโยชน์กว่าได้

ประการที่สาม ข้อมูลข่าวสาร เกี่ยวกับเงื่อนไขการจ่ายคืนเงินกู้ และดอกเบี้ย อัตราดอกเบี้ยที่จ่าย และบทลงโทษ หากไม่สามารถชำระได้ตรงเวลา รวมทั้งอัตราดอกเบี้ยในช่วงถูกลงโทษ ฯลฯ ผู้กู้ยืมจะต้องศึกษาให้ครบถ้วน ก่อนตัดสินใจมีบัตรเครดิต หรือใช้บริการของการผ่อนส่ง เพื่อป้องกันการถูกเอาเปรียบ จากเจ้าหนี้ หรือผู้ให้บริการ คนส่วนใหญ่จะรู้สึก ลิงโลดที่มีบัตรเครดิตใช้ จนไม่อ่านเงื่อนไข ในสัญญาอย่างแจ่มแจ้ง มักนึกในใจว่า คนอื่นเขาก็มีบัตรเครดิตเหมือนกับเรา ถ้าเงื่อนไขมันแย่ เอาเปรียบเรา คงไม่มีใครเอาบัตรเครดิตเป็นแน่ ต่างคนต่างคิดอย่างนี้จนไม่มีใครอ่านให้ดี จนเสียเปรียบพร้อมกันอย่างถ้วนหน้า

ประการที่สี่ คนไทยเรา เฉกเช่นเดียวกับคนชาติอื่นๆ ที่มักลงทุนในบ้านที่อยู่อาศัย และรถยนต์มากเกินไปจนขาดความเหมาะสม อย่าลืมว่า ในชีวิต 30 ปีของการทำงานของทุกคน จะได้เงินมาจำนวนหนึ่ง หากจัดสรรเงินไปกับบ้าน และรถยนต์มาก ก็เหลือเพื่อการลงทุนอื่นได้น้อย ถ้ากู้ยืมมาเพื่อบ้านหลังใหญ่เกินไป และรถยนต์ที่หรูเกินเหตุ ก็จะทำให้มียอดดอกเบี้ย ที่ต้องรับภาระมากขึ้น เป็นเงาตามตัว และยิ่งดอกเบี้ยยิ่งมาก โอกาสในการสะสมความมั่งคั่ง เพื่อให้เงินทำงานรับใช้เราก็ลดน้อยลงไป

การกู้ยืมหนักมือเกินไป ในเรื่องบ้าน และรถยนต์ ในตอนต้นชีวิตการทำงาน จะทำให้อัตราการพอกพูน ความมั่งคั่งช้าลง เพราะเงินที่ควรจะเป็นเงินออม ต้องกลายเป็นดอกเบี้ยไป ดังนั้นการคำนึงถึง ความสมดุลระหว่างหนี้สิน และความสามารถในการหารายได้ และการสะสมความมั่งคั่ง จึงเป็นเรื่องจำเป็นที่พึงพิจารณา อย่างรอบคอบ อย่างปราศจากซึ่ง EGO
ความหน้าใหญ่ ความต้องการหน้าบาน ความต้องการอวดร่ำอวดรวย
ความต้องการเลียนแบบเพื่อนฝูง ฯลฯ
ไม่มีใครช่วยคิดในเรื่องนี้ได้ นอกจากตนเอง และครอบครัว ความพอดี และดุลยภาพ
ของแต่ละครอบครัวนั้นไม่เหมือนกัน

คาถาที่สำคัญที่สุด ในการป้องกันตนเอง ให้หลุดพ้นจากภาระหนี้สินล้นพ้นตัว ในยุค หนี้สินท่วม ที่กำลังคืบคลานเข้าหาสังคมเราก็คือ อำนาจเหนือเงิน หรืออำนาจในการควบคุม ความต้องการของตนเอง ให้อยู่ในความพอดี มีความพอเพียงในการดำรงชีวิต อยู่กินอย่างต่ำกว่าฐานะของตนเอง จะซื้อสิ่งของใด ก็ใคร่ครวญพระราชกระแสดำรัส ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ว่า จงซื้อของเพราะเห็นว่าเป็นสิ่งจำเป็น ไม่ใช่ซื้อเพราะอยากได้