Custom Search

Mar 31, 2007

คมภิญญ์ เข็มกำเนิด ผู้นำหนัง “ก้านกล้วย”


“ซน” คือ การ์ตูนซีรี่ส์เรื่องแรกที่กันตนาตั้งใจทำออกมาในแนวแอนิเมชั่น เพื่อพัฒนาประสบการณ์การทำงานเป็นทีม วิธีการเล่าเรื่อง และสร้างความมั่นใจให้กับทีมงานก่อนที่จะมาทำหนังใหญ่ ซึ่ง “ก้านกล้วย” จะเป็นภาพยนตร์แอนิเมชั่นเรื่องยาวเรื่องแรกของกันตนา โดยมี คมภิญญ์ เข็มกำเนิด เป็นผู้ถือหางเสือ คมภิญญ์ เป็นหนึ่งในคนไทยไม่มากนัก ที่เคยได้ไปร่ำเรียน และทำงานกับสตูดิโอระดับโลกอย่างดิสนีย์มาแล้ว


ก่อนที่จะมาร่วมบุกเบิกส่วนงานแอนิเมชั่นให้กับกันตนา งานหลักของคมภิญญ์ ในขณะนี้ คือ การกำกับภาพยนตร์เรื่องก้านกล้วย ที่ต้องดูแลตั้งแต่ pre production, เขียน scrip, ทำ story board, อัดเสียง ดูแลแอนิเมชั่น โดยตัวเขาจะลงไปทำเองในส่วนของเนื้อเรื่อง, เขียนบท, เขียนสคริป, เขียน story board, ดูแลตัดต่อ ทำ pre production ทั้งหมด แต่ในส่วน animation ได้ใช้ทีมงานที่เคยทำเรื่อง ซน มาก่อนเข้ามาทำงานร่วมกัน ซึ่งเขาจะต้องเป็นผู้กำหนดทิศทางว่าจะให้เรื่องดำเนินไปในแนวทางไหน ให้อยู่ในทิศทางเดียวกัน


“ที่มันเจ๋งมากก็คือ ตัวละครที่ดูแข็งๆ พอมันเริ่มมีชีวิต เรารู้สึกว่ามันเหนือการควบคุม เมื่อเริ่มดูว่ามันมีชีวิตของมันได้ ก็จะเริ่มมีกำลังใจ ซึ่งตอนนี้ยังไม่ไปถึงจุดนั้นซะทีเดียว” การทำหนังใหญ่ในแบบแอนิเมชั่นต้องใช้เวลานานถึง 4-5 ปี จึงต้องใช้ความอดทนมากกว่าการทำหนังโฆษณา หรือหนังฟิล์ม ซึ่งแน่นอนว่าผู้กำกับที่รับบทเป็นผู้ชี้ทิศทางให้ทีมงานดำเนินเรื่องไปในแนวเดียวกันจะต้องใช้ความสามารถในการดึงลักษณะพิเศษของทีมงานแต่ละคนออกมา เพื่อให้ได้งานที่ดีที่สุด ประสบการณ์ที่ได้ทำงานร่วมกับทีม Disney ในอเมริกา การสังเกตดูเพื่อนว่าสามารถดึงจุดเด่นของตัวเองออกมาได้อย่างไร ซึ่งการทำงานเป็นทีม อย่างแรกที่ต้องมีคือ ศรัทธา ใครสักคนอาจจะเป็นผู้นำในกลุ่ม มีฝีมือโดดเด่น แล้วอาศัยตรงนั้นเป็นแรงผลัก ให้ค้นหาตัวเอง รู้จักตัวเองมากขึ้น เพื่อดึงส่วนที่ดีที่สุดของตัวเองขึ้นมาได้เข้ามามีส่วนช่วยในการทำงานของเขา ด้วยความที่ชอบอ่านหนังสือและดูภาพยนตร์ จึงเป็นความใฝ่ฝันมาตั้งแต่เด็กว่าอยากทำหนัง อยากเขียนหนังสือ แต่ด้วยความที่เป็นคนเขียนหนังสือยังไม่เก่ง จึงใช้การเล่าเรื่องผ่านภาพแทน บวกกับในช่วงที่เรียนจบจาก ม.ศิลปากร คอมพิวเตอร์ กราฟิกได้เริ่มเข้ามาในเมืองไทยพอดี จึงได้มีโอกาสสานต่อความฝันด้วยการเล่าเรื่องผ่าน Computer Graphic ทดลองทำไปเรื่อยๆ จนได้มีโอกาสทำงานที่ใกล้ความฝันมากขึ้นเรื่อยๆ


“ตอนที่เลือกทำงานแอนิเมชั่น ก็ไม่ได้คิดว่าจะมีรายได้หรือเปล่า แต่ goal หลักๆ คือ ต้องการที่จะทำงานตรงนี้ ในช่วงที่ตัดสินใจไปเรียนต่อที่ CAL Arts ก็ไม่ได้คิดว่าเรียนมาแล้วจะทำให้มีรายได้หรือไม่ ตอนนั้นไปเพื่ออยากรู้ อยากไปเรียน ซึ่งในช่วงนั้นได้ทำงานมาแล้ว 5 ปี ด้าน computer graphic และ animation จึงได้นำเงินที่สะสมมาทั้งหมด กับเงินทุนจากทางบ้านทุ่มลงไปเพื่อเรียนต่อโดยที่ไม่รู้ว่ากลับมาจะมีงานทำหรือไม่ แต่ผมเชื่อว่าถ้าเราได้ทำอะไรอย่างที่ใจรัก มันจะมีความสุขกับมัน งานก็เริ่มดีขึ้น โอกาสก็เริ่มเข้ามาหา”


งานแอนิเมชั่นเป็นงานที่ทั้งยาก แพง ต้องใช้ความอดทนสูง ใช้เวลานาน คนที่จะมาทำอาชีพนี้จึงต้องรักงานหนัก ต้องมีความรักในสื่อตัวนี้ จากนั้นต้องลงมือทำ อย่าคิดฝันหวานอย่างเดียว เพราะงานจะไม่เกิด และต้องมีความเพียรสุดๆ เปิดความคิดให้กว้างพร้อมเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ตลอดเวลา และต้องเป็นนักสังเกต ซึ่งธรรมชาติถือได้ว่าเป็นแม่แบบของงาน animation เมื่อได้ศึกษาก็เอามาถ่ายทอด ทำให้มันเรียบง่ายขึ้น แล้วต้องขยายให้มันเกิดจริง เกินธรรมชาติ คนดูถึงจะสามารถรับข่าวสาร สิ่งที่ต้องการสื่อออกไปได้ นอกจากการสอนที่กันตนา คมภิญญ์ยังเป็นที่ปรึกษาของนักศึกษาปริญญาตรีของ ม.กรุงเทพ, ม. รังสิต และมีบรรยายที่ ม.ศิลปากร ซึ่งเขาเชื่อว่า การสอน เป็นเรื่องจำเป็นอย่างหนึ่งของคนทำงาน ทุกคนควรจะต้องได้สอน เพราะส่วนหนึ่งของการสอนจะต้องมีการเตรียมตัว นั่นทำให้ได้ไปทบทวนความรู้ของตัวเองที่กระจัดกระจายไป เริ่มมาจัดระบบความรู้ของตัวเองให้มีขั้นตอน การสอนทำให้ทำงานได้อย่างเป็นระบบ ระเบียบมากขึ้น ทั้งในแง่ของความคิด และการทำงาน “ภาพรวมของอุตสาหกรรมนี้ ขึ้นอยู่กับปากท้องของประชาชน ซึ่งธุรกิจนี้น่าจะอยู่ที่ภาวะทางสังคมค่อนข้างสูง อัตรารายได้ที่ได้รับ ในแง่ของคนทำงานแอนิเมชั่น ก็ต้องการที่จะทำงานให้ดีขึ้นไปเรื่อยๆ แต่ก็หวังว่าจะมีน้ำเลี้ยงเพียงพอที่จะทำให้เราเติบใหญ่ขึ้นไปได้ ซึ่งคนไทยถือว่ามีจินตนาการที่ล้นเหลือ มีทักษะด้านฝีมือสูง ซึ่งความสามารถด้าน creative แต่ละคนมีความสามารถเฉพาะพิเศษที่แตกต่างกันไป”


เป้าหมายในงาน animation ของคมภิญญ์ คือต้องการให้งานที่ออกมามีช่วงชีวิตยาวนานที่สุด เหมือนซินเดอเรล่า ที่ช่วงชีวิตนานกว่า 50 ปี ซึ่งก้านกล้วย เป็นหนึ่งในผลงานที่พยายามทำงานอย่างเต็มที่ เพื่อให้งานออกมาดีที่สุด และแสดงศักยภาพให้ชาวต่างชาติเห็นว่าฝีมือคนไทยก็ไม่ได้น้อยหน้าใครเช่นกัน

Profile Name : คมภิญญ์ เข็มกำเนิด Born : 17 กันยายน 2508Education : 1995-1998 Bachelor of Fine Arts, Character Animation,
California Institute of the Arts
1991 Experimental Film Workshop, National Film Archive, Thailand1985-1989 Bachelor of Fine Arts, Visual Communication Design, Silpakorn
University, Thailand
Career Highlights :2002-Present Creative Director, Kantana Animation Co.,Ltd2000-2002 Character Animator, Blue Sky Studios, Feature animated film “Ice Age”1998-1999 In-between Animator, Walt Disney Feature Animation, Feature
animated film “Atlantis” and “Tarzan”
1998 Creator, independent animated film Hide, go Seek1997 Creator, independent animated film School of Fish1997 Character Animator, Thrillionair Productions1996 Creator, independent animated film Itch1990-1995 Character Animator, The Studio Corp., Thailand


video


Mar 11, 2007

อย่าฆ่าความฝันของตัวเอง : PRAPAS.COM


โครงการที่ไม่น่าสนใจ
คอลัมน์ คุยกับประภาส หนังสือพิมพ์มติชน
โดย ประภาส ชลศรานนท์
www.Prapas.com

ถึงพี่ประภาส
น้องชายดิฉันจบด้านสื่อสารมวลชน ตอนเรียนเขาก็ดูไฟแรงดี พอจบมาแล้วกลายเป็นคนขี้เกียจไปได้ยังไงไม่รู้ พยายามบอกให้เขาลุกขึ้นทำอะไรบ้าง แม่ก็อยากให้ไปทำงานบริษัท เขาก็บอกว่าไม่อยากเป็นลูกน้องใคร บอกให้ลองลงทุนทำอะไรเอง หรือไม่ก็คิดเรื่องใหม่ๆ หรือแต่งเพลงออกมาสักม้วน อย่างที่เคยทำสมัยเรียน เขาก็เอาแต่กวนประสาทบอกว่า สมัยนี้มันไม่เหมือนเมื่อก่อน คิดอะไรไปก็มีคนทำหมดแล้ว เพลงรัก เพลงเพื่อชีวิต ก็ถูกแต่งหมดแล้ว ไม่รู้จะแต่งอะไรอีก จะให้ค้าขายอะไรเขาก็บอกว่า อันนี้ก็ทำไม่ได้ อันนั้นก็ไม่น่าทำ ฟังแล้วท้อค่ะ บางทีดิฉันมีโปรเจ็คต์ดี ๆ ไปชวนเขาทำ เขาก็เบรกเราเสียเราเองก็ไม่กล้าทำตามเขาไปเลย
พี่ประภาส พอจะมีอะไรแนะนำให้ต่อกรกับคนแบบนี้บ้าง
นุช

----------------------------------------------------------

เคยได้ยินประโยคทำนองนี้กันบ้างไหมครับ บทสนทนาในละครฉากเล็กๆ ของชีวิตจริง
ลูกชาย- "พ่อ เห็นตึกสี่ชั้นที่อยู่หน้าหมู่บ้านนั่นไหม เขาติดประกาศขายแล้ว ไม่ไกลจากบ้านเราด้วย หน้ามันกว้างดี จอดรถน่าจะได้สองคันสบายๆเลยนะพ่อ"
พ่อ - "ไหนนาง หลังไหน ร้านหนังสือเก่านั่นน่ะเหรอ ละเมอไปหรือเปล่า อย่างเราจะมีปัญญาไปซื้อ อย่างไรไหว"
ลูกชาย - "ลองโทร.ไปถามหน่อยไม่ดีหรือ เผื่อเอาเข้าแบงก์แล้วขยับขยายร้านได้ใหญ่ขึ้น"
พ่อ - "เสียเวลา เสียค่าโทรศัพท์เปล่าๆ ก้มหน้าก้มตาทำงานไปเถอะ"

----------------------------------------------------------

สามี - "ไปเที่ยวยุโรปกันไหม กลางๆ ปีเขาว่าไม่หนาวมาก อยากไปเห็นเมืองนอกบ้าง"
ภรรยา - "ไปต่างประเทศ คุณจะมีเวลาหรือ แล้วเรื่องเงินอีก ไหนจะค่าตั๋ว ค่าที่พัก แล้วยังต้องซื้อของฝากคนอื่นอีกล่ะ โอย ยุ่งยากเปล่าๆ อย่าคิดอะไรเกินตัวนักสิ"

----------------------------------------------------------
น้อง - "พินัยกรรมสรุปออกมาแล้ว คุณป้าท่านยกเงินให้เราแสนหนึ่งแน่ะ"
พี่ - "แสนหนึ่ง ค่าทนาย ค่าธรรมเนียม แล้วก็ต้องผ่อนรถที่เหลืออีกสามสี่เดือน จะไปเหลือสักเท่าไร ไม่เห็นน่าดีใจเลย"

----------------------------------------------------------

อาจารย์ที่ปรึกษา - "อีกอาทิตย์เดียวก็สอบใหญ่แล้วนะ เธอนอนอยู่โรงพยาบาลนานขนาดนั้น ขาดเรียนสิบกว่าครั้งอย่างนี้ อ่านทวนเยอะๆหน่อยก็ดี ข้อสอบปีนี้ไม่ง่ายนะ"
นักศึกษา -"อ่านอย่างไรอ่านก็ไม่ทันแล้วครับ หนังสือตั้งเกือบสิบเล่ม อาทิตย์เดียวจะไปอ่านทันได้อย่างไร ช่างมันเถอะครับอาจารย์ มันจะตกก็ให้มันตกไป อ่านไปก็ไม่มีประโยชน์แล้ว"
----------------------------------------------------------
บางทีผมก็แอบเรียกคนมองโลกในแง่ร้ายอย่างนี้ว่า "นักฆ่าความฝัน"
ในสังคมรอบๆ ตัวท่านผู้อ่านก็คงมีให้เห็นบ้างละครับ ทั้งแบบนักฆ่าสมัครเล่นที่มองอะไรก็เห็นว่าเป็นไปไม่ได้หมด
กับพวกนักฆ่ามืออาชีพ พวกนี้ต่างจากพวกสมัครเล่นก็คือไม่เพียงแต่มองไม่เห็นความเป็นไปได้แค่นั้น พวกนี้ยังออกโรงออกแรงค้านอย่างจริงจัง จนทุกโครงการที่นักฝันคนไหนก็ตามเสนอขึ้นมา เป็นหมันตั้งแต่ออกจากปากแล้ว
คุณนุชเขียนมาขอวิธีต่อกรกับพวกฆาตกรความฝัน ยอมรับครับว่าทุกวันนี้ผมก็ยังผจญภัยกับคนเหล่านี้อยู่ วิธีคิดของผมก็คือ อย่ามองเขาเป็นศัตรู มองเขาเป็นเพื่อนมองเขาเป็นฝ่ายค้านที่มาช่วยติงช่วยติ แต่อย่ายอมให้เขาฆ่าความฝันเราได้นะครับ
ที่สำคัญที่สุดหากเราทำให้ฝันที่เขาคิดว่าเป็นจริงไม่ได้สำเร็จเป็นรูปเป็นร่างให้เขาเห็นได้บ่อยๆ ต่อไปเขาก็จะไม่กล้าฆ่าความฝันใคร แม้แต่ของตัวเอง
มีกรณีศึกษาจากนักจิตวิทยาที่ผมเคยอ่านเจอ นักฆ่าความฝันพวกนี้มักมีปมในวัยเด็กกับประสบการณ์แย่ ๆ เช่น พ่อกับแม่ชอบสัญยิงสัญญาอะไรกับเขาแล้วไม่เคยทำได้สักครั้ง คงเคยเห็นใช่ไหมครับพ่อแม่ที่รับปากลูกไปวันๆ ฝันอันงดงามในความรู้สึกของเด็กจึงกลายเป็นฝันลมๆ แล้งๆ แทบทุกครั้ง หนักเข้าก็เริ่มไม่วางใจใคร สุดท้ายการมองโลกในแง่ร้ายก็เลยฝังลึกลงก้นบึ้งจิตใจ
ไม่มีอะไรแนะนำมากกว่านี้ครับ นอกจากขออนุญาตเล่าถึงโครงการแปลกๆ ในอดีตให้ฟังกัน ฝากเอาไปเล่าให้น้องชายคุณนุชฟังอีกต่อด้วยนะครับ
โครงการพวกนี้ล้วนเคยเป็นโครงการที่ไม่น่าสนใจแทบทั้งสิ้นครับ
อากิโอะ โมริตะประธานฯบริษัทโซนี่ มองเห็นอีฟูกะ ผู้ร่วมก่อตั้งโซนี่อีกคนหนึ่งชอบหิ้วเครื่องเล่นเทปพร้อมกับหูฟังติดอยู่ที่หูเดินไปไหนมาไหนอยู่เรื่อย จึงออกปากถามถึงเหตุผล อีฟูกะบอกว่าเขาชอบฟังเพลงเป็นชีวิตจิตใจ เดินไปนั่งตรงไหนก็อยากเอาเพลงไปฟังด้วย แต่ไม่อยากเปิดเบาๆ และก็ไม่อยากให้หนวกหูคนอื่นจึงจำต้องใช้หูฟัง
อากิโอะ ได้ยินเข้าก็เกิดความคิดสว่างวาบขึ้นที่จะทำสินค้าออกขาย โดยคิดย่อเครื่องเล่นเทปให้เล็กลงพร้อมหูฟังที่เล็กลงด้วย
ใช่ครับ จุดกำเนิดซาวนด์นอะเบาต์ มันเกิดง่ายๆ อย่างนี้แหละครับ
แต่ฝ่ายการตลาดไม่เห็นด้วยกับสินค้าตัวนี้ คำวิจารณ์แรงๆก็คือ "จะมีใครที่ไหนโง่มาซื้อเครื่องเล่นเทปที่ไม่มีส่วนของการบันทึกเสียง"
อากิโอะไม่คิดอย่างนั้น เขาไม่ยอมให้ใครฆ่าความฝันของเขา เขาเชื่อว่าซาวนด์อะเบาต์นั้น มีไว้เพื่อฟังไม่ใช่เพื่ออัด การจะใส่ส่วนของการบันทึกเสียงลงไปด้วยจะทำให้เครื่องใหญ่ขึ้น และเพื่อไม่ทะเลาะกับฝ่ายการตลาด เขาขอเป้าการขายแค่เพียงปีละหนึ่งแสนเครื่องเท่านั้น และไม่ต้องทุ่มโฆษณาให้สินค้าตัวนี้มากนักด้วย
ปีแรกที่วางตลาด ซาวนด์อะเบาต์ ทำยอดจำหน่ายให้โซนี่เท่าไรรู้ไหมครับ
สี่ล้านเครื่อง !
เรื่องราวของอากิโอะนั้นคล้าย ๆ กับ บิล เลียร์ แต่ตอนจบกลับไม่เหมือนกัน
บิล เลียร์ คิดเรื่องวิทยุติดรถยนต์ขึ้นมาครั้งแรก คนรอบๆ ข้างเขา ต่างรุมถล่มความฝันอันบรรเจิดของเขาอย่างหูดับตับไหม้ ความเห็นที่มองไปทางเดียวกันก็คือ "มันเป็นไปไม่ได้เลยที่ผู้คนจะติดวิทยุไว้ในรถ เพราะมันจะทำให้คนขับเสียสมาธิได้" ไม่รู้ว่าเลียร์ไม่หนักแน่นพอ หรือนักฆ่าพวกนั้นออกอาวุธหนักเสียจนเลียร์ตั้งตัวไม่ติด เขายอมขายความคิดนี้ให้กับ บริษัทกัลวิน แมนูแฟคเตอร์ ไป
หลังจากร่ำรวยจากวิทยุติดรถยนต์ บริษัทกัลวินนี้ ก็ได้เปลี่ยนชื่อมาเป็น โมโตโรลา บริษัทที่เป็นยักษ์ใหญ่บริษัทหนึ่ง ในวงการโทรศัพท์มือถือตอนนี้
พูดถึงโทรศัพท์มือถือ นี่ถ้า เกรแฮมเบลล์ ผู้ประดิษฐ์โทรศัพท์รู้ว่า ทุกวันนี้มีคนบนโลกใช้โทรศัพท์อยู่ตลอดเวลาไม่เว้นแต่วินาทีเดียว เขาคงดีใจที่สุด เพราะตอนที่เบลล์ เพิ่งทดลองโทรศัพท์ข้ามแม่น้ำสำเร็จใหม่ๆ เมื่อร้อยสามสิบปีก่อน นายกเทศมนตรีให้สัมภาษณ์นักข่าวดูแคลนสิ่งประดิษฐ์ของเบลล์ว่า "ของเล่นอันนี้มันก็ดีอยู่หรอก แต่มันจะใช้ทำอะไรได้"
ปี พ.ศ.2505 บริษัทแผ่นเสียงยักษ์ใหญ่ เดคค้า เรคคอร์ด ปฏิเสธงานของวงดนตรีหน้าใหม่ที่ชื่อเดอะบีตเทิลส์ด้วยเหตุผลว่า "เพลงที่เล่นด้วยกีตาร์กำลังจะหมดสมัยแล้ว"
ใกล้ๆ ตัวนี่เลยครับ จา พนม ที่กำลังเนื้อหอมในต่างประเทศ จากหนังเรื่ององค์บาก ก็เคยถูกคำวิจารณ์จากบริษัทเก่าที่จา เคยเซ็นสัญญาด้วยว่า "เขาไม่มีเสน่ห์พอ ถ้าจะทำหนังให้เขาเล่น เขาต้องประกบกับพระเอกที่หล่อกว่าเขา" ไม่รู้ ปรัชญา ปิ่นแก้ว ผู้กำกับฯ องค์บาก ประชดประชันหรือคิดอะไรอยู่ หลังจากมาเซ็นสัญญากับบริษัทใหม่ เขาให้จาเล่นหนังเรื่องแรก โดยประกบกับหม่ำ จ๊กมกเสียเลย
มองคำทักท้วงเหล่านี้เป็นมิตรสิครับ แล้วเอาชนะมันให้เขาเห็น
เมื่อ 60 ปีก่อน โทมัส วัตสัน ประธานไอบีเอ็ม ยังเคยพูดถึงคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลเลยว่า "ตลาดของพีซีทั้งโลก น่าจะมีประมาณห้าเครื่องได้มั้ง" ดีนะครับ ที่สุดท้ายแล้ว ผู้บริหารรุ่นหลังของไอบีเอ็มไม่ได้เชื่อคำพูดของวัตสัน
ประโยคสกัดดาวรุ่งประโยคสุดท้ายครับ เป็นของนักฝันชื่อดัง บิล เกตส์ เจ้าพ่อไมโครซอฟท์
ฟังประโยคนี้แล้วอย่าหัวเราะดังนะครับ บิล เกตส์ พูดไว้เมื่อปี พ.ศ.2511 คนเรานี่บางทีก็เผลอเป็นนักฆ่าความฝันของตัวเองไปเหมือนกัน เขาพยากรณ์ถึงหน่วยความจำของคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลในอนาคตว่า
"640k ก็น่าจะเพียงพอแล้วสำหรับทุกๆ คน

ว.วชิรเมธี ธรรมะต้องติดปีก





Positioning Magazine
กรกฎาคม 2549

จากพ็อกเกตบุ๊กเล่มเล็ก ที่ชื่อ “ธรรมติดปีก”
ของพระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี หรือ ว.วชิรเมธี
ที่สามารถเปลี่ยนแปลงธรรมะ ที่เรียกว่าเป็นยาขม
ให้กลายเป็นเรื่องง่ายใกล้ๆ ตัวด้วยสีสัน
และเนื้อหา ทันสมัย ใส่กลไกการตลาด
จนติดอันดับหนังสือขายดีที่สุด ต้องยอมรับว่า
พ็อกเกตบุ๊ก “ธรรมะติดปีก” ที่แต่งโดย พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี
หรือ ว.วชิรเมธี เป็นส่วนหนึ่งที่ผลักดันหนังสือธรรมะ
ที่ได้เคยชื่อว่าเป็นลูกเมียน้อยในวงการหนังสือ
ให้กลายมาเป็นหนังสือที่ติดอันดับหนังสือขายดีในร้านขายหนังสือ
อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ยังถูกนำไปเป็นบทละครทางสถานีโทรทัศน์
ส่งผลให้มีพ็อกเกตบุ๊กตามมาไม่น้อยกว่า 20 เล่ม
เช่น ธรรมะหลับสบาย ธรรมะดับร้อน เป็นต้น
ไม่รวมการเขียนคอลัมน์ประจำอีกไม่ต่ำกว่า 11 คอลัมน์ ในนิตยสาร
ทั้งไลฟ์สไตล์ ธุรกิจ ครอบครัว และสุขภาพ

นอกจากโลกหนังสือแล้ว ทุกวันนี้ พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี
ยังกลายเป็นคน “เบื้องหน้า” ใช้เวลากับการ
เผยแผ่ธรรมะในรูปของการบรรยาย ปฐกถา
ตามสถาบันการศึกษาต่างๆ และกลายเป็น “พระอินเทรนด์”
ที่ทำให้ตัวท่านและธรรมะเป็นที่รู้จักมากขึ้น พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี
บอกกับ POSITIONING ว่า พ็อกเกตบุ๊ก ธรรมะติดปีก
ถือเป็น “จุดเปลี่ยน” ของวงการเผยแผ่ศาสนาในไทย
และยังเป็นจุดเปลี่ยนของตัวท่านด้วย
“แม้ว่าอาตมาจะเผยแผ่ธรรมะมาไม่ต่ำกว่า 5-6 ปี
แต่ก็ทำอย่างเงียบๆ จนเมื่อพ็อกเกตบุ๊ก ธรรมะติดปีก
มีเสียงตอบรับ และเกิดเป็นปรากฏการณ์ธรรมะอินเทรนด์ขึ้น
จากที่เคยมีข้อสังเกตว่าหนังสือธรรมะจะไม่ได้เป็น Best Seller
เป็นแค่ลูกเมียน้อยในวงการหนังสือ
จนมีหนังสือชุด ธรรมะติดปีก ธรรมะดับร้อน ธรรมะหลับสบาย
ธรรมะบันดาลทุกข์ ได้รับความนิยม
ก็กลายเป็นจุดเปลี่ยนของธรรมะ
และจุดเปลี่ยนของตัวอาตมาภาพเอง
แทนจะนั่งเขียนหนังสือเงียบๆ เพียงอย่างเดียว
ก็มีงานออกมาเบื้องหน้า งานปฐกถา งานสอน บรรยาย
เรียกว่า เยอะแยะไปหมด จนนับกันไม่ไหว”


พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี เจ้าของนามปากกา “ว.วชิรเมธี”
หลังเปิดฉากสนทนากับ “POSITIONING”
ด้วยคำพูดง่ายๆ ใช้ภาษาไทยชัดเจน ที่ออกควบกล้ำชัดเจน
ในช่วงเย็นบนกุฏิ ในวัดเบญจมบพิตร ท่ามกลางตู้หนังสือรายรอบ
กุญแจสำคัญที่ทำให้ธรรมะกลายเป็นเรื่องอินเทรนด์
จนกลายมาป็น “จุดเปลี่ยน” ที่สามารถปลุกเร้าให้พุทธศาสนา
ได้รับความสนใจขึ้นมาได้นั้น ถูกทำขึ้นด้วยวิธีคิด
ที่เรียกว่าเป็นการปฏิวัติทั้งเนื้อหา และรูปเล่ม
ชนิดที่เป็นการฉีกตำราการนำเสนอหนังสือธรรมะแบบเดิมอย่างสิ้นเชิง
จากที่เคยออกแบบเชยๆ ธรรมดาๆ ก็เปลี่ยนให้มีสีสันสดใส
รูปเล่มน่าหยิบ น่าจับ และการใช้ภาษา
และสำนวนให้มีความทันสมัย

“จริงแล้วธรรมะไม่ใช่ของยาก แต่ถูกทำให้ยาก
ด้วยเทคนิคในการเผยแผ่ที่ไม่ร่วมสมัย
ภาษาที่ใช้ในการเผยแผ่ยังเป็นภาษาวัดอยู่
เป็นเรื่องอุดมคติเกินไป ไม่สามารถสื่อสารกับชาวบ้านได้
กลายเป็นที่อิดหนาระอาใจเบื่อหน่ายของชาวพุทธ
แทนที่จะแจกฟรีเหมือนกับหนังสือธรรมะทั่วไป
ก็เปลี่ยนมาแจกไปด้วยขายไปด้วย
เพราะกระบวนการตลาด การขนส่ง
จะทำให้หนังสือแพร่หลาย
หนังสือธรรมะจะได้ไปอยู่ในห้างสรรพสินค้า"

“ธรรมะเคลือบช็อกโกแลต” เป็นสมญานาม
ที่นักวิชาการเปรียบเปรยเมื่อหนังสือธรรมะติดปีก
ได้รับความนิยมจากคนทั่วไป ด้วยความที่อ่านเพลิดเพลิน
ยิ่งเมื่อถูกนำไปเป็น “ละครโทรทัศน์”
กลายเป็นแรงกระเพื่อมขนานใหญ่ที่กระตุ้นความสนใจ
จนมีพ็อกเกตบุ๊กเล่มใหม่ๆ ตามออกมา
แรงบันดาลใจที่ทำให้พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี
ลุกขึ้นมาปฏิวัติรูปแบบการเผยเผ่ธรรมะ
มาจากการเป็นคนรักการอ่านมาตั้งแต่วัยเด็ก


“อาตมาเกิดมาในบ้านที่ โยมแม่ เปิดวิทยุทิ้งไว้ทั้งวัน
เราอยู่ในสภาพแวดล้อมที่กระตุ้นให้เรียนรู้ตลอด
ทำให้รักการอ่าน เราก็รักของเราอยู่อย่างนั้นมาตลอด
พอมากรุงเทพฯ เสน่ห์ของที่นี่ คือ มีร้านหนังสือชั้นยอด
นี่แหละที่ทำให้อาตมาอยู่กรุงเทพฯมาเป็นปีที่ 10 แล้ว”

เมื่อเต็มอิ่มกับการอ่านหนังสือ
จึงเริ่มก้าวเข้าสู่โลกของงานเขียน
โดยเริ่มจากการพิมพ์บทความเกี่ยวกับธรรมะส่ง
ไปยังสำนักพิมพ์ต่างๆ โดยผลงานชิ้นแรกถูกตีพิมพ์วารสารโลกทิพย์
เป็นเรื่อง กฎแห่งกรรม เมื่อได้รับความสนใจจากนิตยสาร
นำบทความไปตีพิมพ์มากขึ้น
คือแรงบันดาลใจที่ทำให้เขียนต่อเนื่อง
มีผลงานไปปรากฏในหนังสือพิมพ์ ข่าวสด สยามรัฐ เนชั่นสุดสัปดาห์
ปีนี้เป็นปีที่ 9 ด้วยความที่ไม่ชอบใจกับ
แนวทางการเผยแผ่ธรรมะรูปแบบเดิม
ที่ต้องเทศน์ด้วยภาษาโบราณ ฟังยาก
จึงเกิดความต้องการ “แหกคอก”
เพื่อสร้างความแตกต่าง ทั้งการเทศน์ งานเขียน
โดยภาษาที่เข้าใจง่ายๆ


“เราต้องรู้ว่าผู้อ่านไม่รู้เรื่องบาลี เราต้องขยำ...
ทำให้ง่ายที่สุด เพื่อส่งไปให้ผู้อ่าน มันยากมากกว่า
จะผ่านกระบวนการวิจัยมา เมื่อเขียนแล้ว
อะไรจะทำให้รกหูรกตาคนอ่าน คนฟัง คนดู
จับทิ้งให้หมด เอาแต่ส่วนที่คิดว่า
ดีที่สุด ส่งต่อถึงมือของคนอ่าน
บางเรื่องกว่าจะเขียนได้ต้องใช้เวลาหาข้อมูลอยู่นาน
เช่น โภชชงก์ ภาค 2 ของธรรมะติดปีก
กว่าจะเขียนเรื่องนี้ได้ ก็ต้องไปวิปัสนาในป่าเป็นเดือน
หรือธรรมหลับสบาย เขียนมาจากการวิจัย
ทั้งภาคทฤษฎีและภาคสนาม
ประโยคบางประโยคผู้อ่านไม่รู้หรอกว่ายากเย็นขนาดไหน
ต้องอ่านพระไตรปิฎกจนพรุนเป็น 20-30 เล่ม
เพื่อค้นหาคำอธิบายที่แท้จริงของมัน
แม้จะยึดแนวทางปฏิรูป แต่ก็เจอแรงต้านน้อยมาก"

ท่านอธิบายว่า
“ถ้าจะให้วิเคราะห์ อาจเป็นเพราะ เรียนมาโดยตรง
คือ นักธรรมตรี โท เอก ซึ่งเป็นหลักสูตรบังคับของคณะสงฆ์
เรียน “บาลี” ตั้งแต่เปรียญ 1 จนถึงเปรียญธรรม 9 ประโยค
และที่สำคัญ คือ การที่ร่ำเรียนทางโลก
โดยจบด้านศึกษาศาสตร์ เป็นเรื่องเกี่ยวกับการประพันธ์ด้วย
และยังไปเรียนปริญญาโทอีก 1 ใบ
ทำให้สื่อสารกับคนทั่วไปได้ได้ง่าย


“ความรู้ทางธรรมะ เหมือนกับปลาที่อยู่ในกระป๋อง
ส่วนความรู้ทางโลก เปรียบเหมือนเครื่องเปิดปลากระป๋อง
เวลาสอนธรรมะ แทนที่จะใช้ภาษาวัดแบบโบราณ
เรายืมภาษาชาวโลกมาบรรยาย”

ด้วยความรู้ทางธรรมและทางโลก
บวกกับการค้นคว้าหาความรู้ด้วยการอ่านตลอดเวลา
และทุกแนว ทำให้งานเขียนของ ว.วชิรเมธี
จึงเป็นลักษณะของการประยุกต์เข้ากับศาสตร์ต่างๆ
และชีวิตประจำวัน อันเป็นที่มาของการฝากผลงานในคอลัมน์ต่างๆ ในนิตยสาร
และวารสาร ที่หลากหลาย เช่น ในมติชนสุดสัปดาห์
เนชั่นสุดสัปดาห์ we Helthcusine ในเรียลพาเรนติ้ง
ในแก้จน ทำอย่างไรให้ไกลหมอ
ในวารสาร mac ม.ปลาย


“อาตมาเห็นว่า ธรรมะ ควรเข้าไปอยู่ในทุกซอก ทุกมุม
ทุกอณูในสังคมไทย ตรงไหนก็ได้ เพราะที่ไหนมีคน
ที่นั่นควรมีธรรมะ ชื่อเสียงที่มีเข้ามา
ทำให้เวลาในแต่ละวันจากที่เคยอ่านและเขียนหนังสือ
ต้องแบ่งไปให้กับการออกไป บรรยายธรรม
แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่ทิ้ง คือ โลกของการอ่าน
“ยังคง ลมหายใจของอาตมาที่ไม่เคยทิ้ง”
การเสพข้อมูลในแต่ละวัน จะเริ่มจากการอ่านหนังสือพิมพ์ ข่าวสด คมชัดลึก มติชน
นานๆ จะมีบางกอกโพสต์ เดอะเนชั่นบ้าง
และนิตยสารรับประจำ คือ ศิลปวัฒนธรรม สารคดี
และเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก
นอกนั้น “อาตมาเป็นพระที่เข้าร้านหนังสือบ่อยที่สุดในไทย
เวลาที่ได้รับนิมนต์ไปบรรยายต่างจังหวัดจะต้องเข้าร้านหนังสือทุกครั้ง
ดูว่ามีอะไรใหม่ๆ ทางปัญญา ถ้าเจอถูกใจจะแพงแค่ไหนก็ตาม
ไม่เคยเกี่ยงราคาเลย ไม่ได้วันนี้ก็เอาวันหน้า”

ภายในกุฏิจึงล้อมไปด้วยตู้หนังสือ
ที่สะสมเรื่อยมาตั้งแต่เชียงราย
จนถึงทุกวันนี้มีหลายพันเล่ม ยังไม่รวมกับหนังสือกองโต
อีกนับหลายร้อยเล่มที่รอการอ่าน
“ยิ่งอาตมามีชื่อเสียง สำนักพิมพ์เอามาให้ที 100-200 เล่ม
ตอนบวชเป็นเณรน้อย อาตมาเห็นพระผู้ใหญ่เขามีเงิน
อาตมาคิดว่า ทำไมมีเงินแล้วไม่ซื้อหนังสืออ่าน
อาตมาคิดตลอดเลยว่า ถ้ามีเงินจะซื้อหนังสืออ่านให้หมดเลย
บนโต๊ะทำงานจะมีโน๊ตบุ๊ก ที่ไว้พิมพ์งานเขียน
และเป็นแหล่งค้นคว้าหาข้อมูล
ในโลกของ“อินเทอร์เน็ต” ก็เป็นอีกเครื่องมือ
ที่ใช้เสาะแสวงหาความรู้จากเว็บไซต์ต่างๆ


Role Model ที่มีอิทธิพลต่อความคิดของพระมหาวุฒิชัย
มีตั้งแต่บุคคลทางธรรม และบุคคลทางโลก เช่น
ท่านพุทธทาส หลวงพ่อชา พระพรหมคุณากร
องค์ดาไลลามะ ท่านติสนะพัน แห่งหมู่บ้านธรรม กฤษณะมูราติ

แม้แต่ ฟูกูโอกะ นักเกษตรธรรมชาติที่ญี่ปุ่น
อังคาร กัลยาณพงศ์ เนาวรัตน์ พงศ์ไพบูลย์
อาจารย์ป๋วย อึ้งภากรณ์


นอกจากโลกการอ่านแล้ว เป้าหมายต่อไปคือ
การทำให้ธรรมติดปีกไปถึงผู้คนทุกชาติทุกภาษา
เพื่อประโยชน์แก่สันติภาพของโลก

“ทำอย่างไร ทำให้ธรรมะของพระพทุธเจ้าเผยแผ่แก่ชาวโลกได้มากที่สุด
เพื่อทำให้โลกมีสันติภาพ ที่ไม่เฉพาะคนไทย
ชาวโลกควรได้รับธรรมะเหมือนกับคนไทย ธรรมะคือความจริงของโลก
พระพุทธเจ้าทำหน้าที่แค่ค้นพบ โดยพระสงฆ์ เป็นผู้ที่เดินทางพระพุทธเจ้า”















วันเวลาที่เปลี่ยนไปของ หัทยา (เกษสังข์) วงษ์กระจ่าง

เมื่อแรกที่ได้ข่าวว่า หัทยา วงษ์กระจ่าง มาเป็นคริสเตียน
ทำให้เรารู้สึกทั้งแปลกใจและดีใจ เพราะการที่ใครสักคนได้มารู้จักพระเจ้าผู้เป็นเจ้าของทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้ นั่นเป็นข่าวดีที่สุดแล้วความรู้สึกถัดมาก็คือ อยากรู้ว่า เธอมารู้จักพระเจ้าได้อย่างไร
หลังจากมาเชื่อพระเจ้าแล้วชีวิตเป็นอย่างไร และแล้ว
เราก็ได้โอกาสนัดคุยกับ "พี่เปิ้ล" จนได้ เพื่อนๆรู้ไหมว่า


พระเจ้ามีวิธีนำคนมารู้จักพระองค์ในแบบที่แตกต่างกัน

เช่น บางคนอาจจะมีปัญหาครอบครัวที่แก้ไม่ตก บางคนประสบปัญหาด้านธุรกิจ
บางคนเจ็บป่วยเป็นโรคที่รักษาไม่หาย บางคนอาจจะเต็มไปด้วยคำถามที่หาคำตอบไม่ได้
อย่างเช่น ใครสร้างโลก ชีวิตกำเนิดมาได้อย่างไร หรือตายแล้วไปไหน ฯลฯ
และเหตุการณ์ต่างๆเหล่านี้แหละที่ทำให้เขาแสวงหาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่จะช่วยเหลือ
หรือเป็นคำตอบของเขาได้
ในที่สุดคนคนหนึ่งก็มาพบพระเจ้า พี่เปิ้ลก็เป็นคนหนึ่งในนั้น
ที่มีเหตุการณ์บางอย่างนำพามาจนได้รู้จักพระเจ้าในที่สุด
พี่เปิ้ลเริ่มต้นเล่าให้เราฟังว่า

"จริงๆแล้วตัวพี่เปิ้ลไม่ค่อยจะมีปัญหาเยอะนะ แม้ว่าคุณพ่อคุณแม่จะไม่ได้อยู่ด้วยกัน แต่พี่เปิ้ลก็จะสนิทกับคุณแม่ มีปัญหาก็พูดคุยกันได้ตลอด ก็ไม่รู้สึกว่าตนเองต้องไปแสวงหาอะไรมากกว่านั้น พอทำงาน ชีวิตก็ค่อนข้างจะราบรื่น มีปัญหาบ้างก็เป็นเรื่องธรรมดา เช่น ทะเลาะกับเพื่อนร่วมงานบ้าง พอมาถึงเรื่องความรักก็ไม่ค่อยจะมีปัญหาอีก จนกระทั่งตอนตั้งครรภ์ เป็นช่วงที่มีเวลาว่างทำให้เปิ้ลเริ่มคิด คิดเยอะ ทำนองที่ว่าเด็กเกิดมาได้อย่างไร มันอัศจรรย์จริงๆ คิดว่าต้องมีอะไรสักอย่างที่มีฤทธานุภาพมากที่ทำให้ระบบธรรมชาติเป็นแบบนี้ ต้องมีใครสักคนที่เป็นใหญ่ในปฐพี

จริงๆที่สามารถจะกำหนดกฎเกณฑ์ว่า 9 เดือนเด็กจะต้องคลอดออกมา
และกำหนดการเจริญเติบโต กำหนดทุกสิ่งทุกอย่างช่วงที่ท้อง
พี่จะอ่านหนังสือเตรียมพร้อมสำหรับการเป็นคุณแม่
ปรากฏว่าพี่มาเจอหนังสือแปลของ ดร. เจมส์ ด๊อบสัน
เป็นหนังสือเรื่องกล้าฝึกวินัยให้ลูกรัก เขาพยายามที่จะบอกในหนังสือของเขาว่า
การที่ชีวิตครอบครัวของเขาประสบความสำเร็จก็เพราะว่า
เขาเชื่อฟังคำสั่งสอนของพระเจ้า เขาอ่านพระคัมภีร์ซึ่งมีอายุกว่า 2000 ปี
แล้วทุกสิ่งทุกอย่างในพระคัมภีร์ได้กำหนดโลกนี้เอาไว้แล้ว
ทำให้พี่เปิ้ลอยากจะลองอ่านหนังสือพระคัมภีร์ดูหลังจากที่พี่เปิ้ลคลอด
และกลับมาจัดรายการ ก็มีสิ่งที่น่าแปลกคือว่า
เพื่อนของพี่ชื่อนิราตรี ศรีบุญเรือง เขาเอาเรื่องพระคัมภีร์มาอ่านออกรายการ
ก็เลยถามเขาว่าซื้อพระคัมภีร์ที่ไหน เคยหาซื้อตามเอเชียบุคส์ มันไม่มี
เขาแนะนำให้ไปที่สมาคมพระคริสตธรรม พี่เปิ้ลก็ไปและ
ซื้อพระคัมภีร์มาอ่านพอช่วงคริสตมาสปี 39 พี่ปุ๊-อัญชลี
ก็ชวนไปโบสถ์ พี่ก็คิดว่าจะไปดีไหม แต่ในพระคัมภีร์พูดถึงการนมัสการพระเจ้า
พี่ก็เลยไป พาลูกไปด้วยแต่พี่ตั้วไม่ได้ไป พอไปถึงก็ทำให้อยากรู้จักพระเจ้ามากขึ้น
อยากรู้ว่าคนที่ไปโบสถ์จริงๆเขารู้จักพระเจ้าอย่างไร
เขาสัมผัสกับความรักของพระเจ้าได้อย่างไร
ในที่สุดเราก็ลองเปิดใจดู ลองอธิษฐาน"

แต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายๆเลยที่พี่เปิ้ลจะตัดสินใจเชื่อพระเจ้า
"มันก็ลำบาก คือมนุษย์จะมีความหยิ่งอยู่ในตัว
จะรู้สึกว่าศาสนาเก่าที่เรานับถือมาก็ไม่เคยทำร้ายอะไรเราเลย
เราก็ได้สิ่งดีๆมาตลอด ก็คิดว่ามันเป็นเรื่องของการเปลี่ยนศาสนาหรือเปล่า
หรือว่ามันเป็นเรื่องของความเชื่อเฉยๆ ซึ่งมันก็ไม่แปลก
ถ้าเราจะเชื่อในสิ่งที่ดีสำหรับชีวิตของเรา และพี่เปิ้ลก็คิดว่า
ถ้าเราไม่เอาเรื่องของศาสนามาเกี่ยวข้อง แต่เราต้องการที่เชื่อ
ในพระเจ้าแล้วทำไมเราจะเชื่อไม่ได้ ในเมื่อเรายังไปเชื่อในวัตถุ
ซึ่งเราก็ไม่รู้ว่าสิ่งนั้นจะให้คุณกับเราจริงใหม ทำไมบางคนยังไปเชื่อความฝัน
เห็นเลขเห็นอะไร ซึ่งมันก็ไร้สาระจริงๆ แต่ถ้าเราเชื่อในพระเจ้า
เราก็สามารถที่จะพบสิ่งดีจริงๆเพราะในพระคัมภีร์ก็มีแต่
สิ่งดีๆที่สอนเราและการที่เราให้คำสอนของพระเจ้าเข้ามานำทางชีวิตเรา
และเราฝากทุกอย่างไว้กับพระเจ้า เรารู้สึกว่ามันมีประโยชน์ มีคุณค่ามากกว่า"

มีอะไรที่เปลี่ยนแปลงไปบ้างหลังจากที่ได้รู้จักพระเจ้า
เพราะจริงๆคนอื่นเขาก็มองพี่เปิ้ลว่าประสบความสำเร็จแล้ว
หน้าที่การงานดี ทำงานก็มีชื่อเสียง มีครอบครัวที่ดี

"อาจจะเป็นตรงที่อีโก้ของพี่ลดน้อยลง แทนที่พี่จะอยากมีชื่อเสียง
รับงานเข้ามาเยอะๆโดยไม่มีเวลาให้ลูก แต่กลับไม่รู้สึกกระวนกระวายในเรื่องนี้
มีแค่นี้ก็ใช้แค่นี้ ไม่ต้องไปกอบโกยอะไรมากเดี๋ยวพระเจ้าก็ให้เอง
รู้สึกสบายใจกว่าที่จะตะบี้ตะบันทำงานและก็หวังว่าตนเป็นที่พึ่งแห่งตน
หรือต้องการหาความมั่นคงให้กับชีวิต ซึ่งทำให้เราเติบโตทางวัตถุมากเกินไป
ซึ่งพี่ก็ขอบคุณพระเจ้าที่มารู้จักพระเจ้าทันเวลา
และมันเป็นจุดต่างตรงที่ทำให้คิดได้ว่าคนเราต้องการเงินมากๆไปเพื่ออะไร
ความคิดมันเปลี่ยนไป เวลาที่เราไม่ได้เชื่อในพระเจ้าเราคิดว่าชีวิตเราก็ดีอยู่แล้ว
และมองไม่เห็นความบาปของตัวเอง เราคิดว่าการที่ตัวเรามีอีโก้
การที่เราต้องการจะเอาชนะคน การที่เราต้องการจะเป็นหนึ่งมันไม่ใช่ความบาป
แต่จริงๆแล้วมันเหมือนกับว่าเราไม่ถ่อม เราต้องการไปเรื่อยๆ
บางทีเราไปถึงจุดนั้นแล้วตกลงมา เราอาจจะเสียใจ
แต่เราขอบคุณพระเจ้าที่เรามารู้จักพระเจ้าก่อน ทำให้เรานิ่งได้
ไม่ต้องตะบันรับงานแข่งกับเขา แต่ก่อนเราเคยดัง
พอมีลูกแล้วจะกลับมาดังอีกไม่ได้หรือ แต่เดี๋ยวนี้เราไม่ได้คิดถึงจุดนั้นแล้ว
มันไม่จำเป็น ชีวิตมันอาจจะแย่ยิ่งกว่านี้ เราก็จะไม่กลัว
ชีวิตมันอาจจะไม่เหมือนกับที่เราคิด เราก็ไม่กลัว
เราจะฝากทุกอย่างไว้ในพระหัตถ์อันทรงฤทธิ์ของพระเจ้า
ถ้าเป็นแต่ก่อนเราจะรู้สึกว่า ไม่ได้ มันต้องเป็นอย่างนั้นอย่างนี้
เรายังมีหนทางจะไปได้อีก เราจะไม่หยุด และอีกอย่างที่เปลี่ยนคือ
ลดสิ่งดึงดูดจากภายนอกได้เยอะเลย พี่อยากจะพูดว่า
ถ้าพี่ย้อยกลับไปได้พี่ก็อยากจะรู้จักพระเจ้ามาตั้งนานแล้ว
ซึ่งบางทีชีวิตพี่อาจจะได้รับแต่ความสงบและได้รับสันติสุขมากกว่านี้ก็ได้
แต่ชีวิตคนก็ไม่เหมือนกัน ชีวิตพี่เปิ้ลไม่ได้โลดโผนหรือมีปัญหามากมาย
บางคนมีปัญหาเยอะมาก แต่ถ้าเขาไม่เจอทางตันเขาก็จะไม่แสวงหา
เราก็ต้องปล่อยให้เป็นไปตามน้ำพระทัยของพระเจ้า
อาจจะเป็นที่พระเจ้าได้กำหนดไว้แล้วว่า
แต่ละคนต้องเป็นอย่างนั้นเป็นอย่างนี้"

อยากให้พี่เปิ้ลพูดถึงความประทับใจที่มีต่อพระเจ้า
"เยอะมากเลย เริ่มตรงไหนดี เอาคนใกล้ตัวก่อนนะ
อย่างเรื่องการใช้ชีวิตครอบครัว สามีภรรยาย่อมมีความคิดที่ค้านกันได้
แต่ก่อนที่จะมารับเชื่อ พี่ก็จะมีคุยกันแบบว่า
เอาเหตุผลของคุณของฉันมาดูกันเลย พี่ตั้วเขาเป็นผู้ใหญ่นะ
เขาก็จะพูดเหตุผลของเขา พี่เปิ้ลก็จะต้องการเอาชนะ
แต่เมื่อเรายอมเชื่อฟังพระเจ้ามากขึ้น
เราต้องเชื่อฟังสามีตามที่พระคัมภึร์บอก
เมื่อเราวางใจในพระเจ้า เราก็วางใจในเขามากขึ้น
ตอนนี้พี่เปิ้ลกำลังทำบ้านอยู่ ก็จะวางใจว่าเขามีความเป็นสถาปนิกอยู่ในตัว
แล้วเขาก็คงอยากทำสิ่งที่ดีที่สุดให้กับบ้าน
พระเจ้าสามารถเปลี่ยนพี่เปิ้ลตรงนี้ได้ว่าพี่ไม่จำเป็นต้องเอาชนะ
เปลี่ยนตรงนี้นิดนะเพื่อฉัน ทำตรงนี้นะเพื่อฉัน
มันเป็นความร้สึกประทับใจที่ความสัมพันธ์ในบ้านมันนุ่มนวลขึ้น
และพี่ตั้วเขาก็อาจจะมองเห็นตรงนี้ก็ได้ว่า
ตั้งแต่พี่มาเชื่อพระเจ้าแล้วใจเย็นขึ้นและประทับใจ
ในเวลาที่เราว้าวุ่นใจหรือมีปัญหาเกี่ยวกับเรื่องลูกหรือเรื่องอื่นๆ
พอเราอ่านพระคัมภีร์ปุ๊บ ก็เจอคำตอบ ทำให้รู้ว่าพระเจ้ารู้ว่าเราต้องการอะไร
ช่วงที่พี่อยู่ตัวแล้ว น้องเริ่มโตขึ้นแล้ว ก็จะมีงานติดต่อเข้ามาเยอะ
พิธีกรรายการโน้นนี้ มันทำให้เรากระวนกระวายใจเหมือนกับว่าจะเอาดีหรือไม่ดี
ถ้าทำจะมีเวลาให้ลูกไหม ตรงนี้ก็เป็นรายได้ของครอบครัวนะ
พออ่านพระคัมภีร์ ในพระคัมภีร์บอกว่าอย่ากระวนกระวายว่าจะเอาอะไรกิน
จะเอาอะไรดื่ม จะเอาอะไรใช้ พระบิดาบนสวรรค์รู้หมดแล้วว่า
เราต้องการสิ่งเหล่านี้ แต่ต้องแสวงหาความชอบธรรมของพระเจ้าก่อน
และพระเจ้าจะเพิ่มเติมสิ่งทั้งปวงเหล่านั้นให้เอง
ก็ทำให้พี่รู้สึกเฉยๆดีกว่า ถึงค่าจัดดีเจจะไม่ได้มากอะไร
แต่เรามีความสุขที่ได้พูดออกไมค์โดยไม่มีใครมาบังคับเรา
หรือถ้ามีเกมโชว์ติดต่อมาให้เราไปเป็นพิธีกร
เรารู้สึกว่าสบายใจที่จะตอบปฏิเสธไปได้
โดยไม่ต้องมานั่งคิดว่าเสียดายเงินจังเลย
ถ้าทำอย่างนี้เดือนนี้จะได้เท่านี้ๆ ไม่มีเลย รู้สึกว่าพระเจ้าน่ารักนะ
ทำให้เราไม่มีความกังวลอะไร คือเชื่อฟังพระเจ้าแล้วจบแล้ว
ก็ประทับใจเวลาที่ลูกไม่สบาย ลูกปวดท้องตามประสาเด็กๆน่ะ
แต่เมื่อเราอธิษฐานกับพระเจ้าแล้ว สถานการณ์ก็คลี่คลายไปในทางที่ดี
หรือเวลาที่พี่ตั้วทำละครแล้วมีปัญหา พี่ตั้วก็จะพูดว่าอธิษฐานเผื่อด้วยนะ
เราก็มีความรู้สึกว่าเขาบอกว่าเขาเป็นพุทธ แต่เขาให้เราอธิษฐานเผื่อ
เรารู้สึกว่าพระเจ้าน่ารักจริงๆ พระเจ้าไม่ได้แบ่งแยก
ทำให้รู้สึกเหมือนกับว่ามีคนมารับผิดชอบชีวิตของเรา
เราไม่ต้องดิ้นรน อย่างลูกพี่เปิ้ล พี่ก็ฝากไว้ในพระหัตถ์ของพระเจ้า
ขอพระเจ้าคุ้มครองเขาเวลาไปโบสถ์และได้เปล่งเสียงโมทนาพระคุณพระเจ้าแล้ว
รู้สึกว่ามันยิ่งใหญ่ เมื่อก่อนที่เคยสวดชินบัญชรทุกคืนเลย
ท่องได้หมดแต่ไม่เข้าใจ ไม่รู้ว่าความหมายคืออะไร
รู้แต่คนเขาบอกว่าฉันเก่ง ฉันท่องได้ แต่พอเรามาอธิษฐานแล้ว
เรารู้สึกว่าเราได้พูดเองเป็นคำพูดที่พระเจ้ากับเราเข้าใจ"

พี่เปิ้ลอยากจะฝากอะไรถึงวัยรุ่นในเรื่องของทัศนคติและการดำเนินชีวิตบ้าง
"ก็ต้องบอกว่า จริงๆเขาควรแสวงหาสิ่งที่ดีที่สุด คือ
การรู้จักพระเจ้า ถ้าเขามารู้จักพระเจ้าแล้วมาตรฐานของเขา
จะเปลี่ยนไปเลยจริงๆ เรารู้ว่าอะไรที่เขาควรทำแล้วสิ่งนั้นเขาจะได้มาเอง
พี่เชื่ออย่างนั้นเพราะว่ามีหลายครั้งที่พี่อธิษฐานแล้วพระเจ้า
ตอบคำอธิษฐานของพี่ อาจจะตอบไม่หมดทุกอย่าง
แต่อย่างน้อยก็รู้ว่าพระเจ้ากำลังทำงานอยู่ พระเจ้ากำลังดำเนินเรื่องอยู่
เรารู้เลยมันสัมผัสได้วัยรุ่นเป็นวัยที่มีคุณค่า และมีประโยชน์มากต่ออนาคตของชาติ
จริงๆแล้วเราไม่รู้ว่าชีวิตของเราจะต้องเจอกับอะไรบ้าง
ซึ่งพี่ก็เชื่อว่าชีวิตของแต่ละคนถูกกำหนดไว้แล้วว่าจะต้องเจอกับอะไร
แต่สิ่งหนึ่งที่เราสามารถจะทำให้ชีวิตของเรามีคุณค่าได้
ไม่ว่าเราจะเจอกับอะไรก็ตาม ก็คือ เราได้วางใจในพระเจ้า
วัยรุ่นอาจจะเจอปัญหาเรื่องเรียน ปัญหาครอบครัว
ปัญหาเรื่องเพื่อน หรือปัญหาเกี่ยวกับยาเสพติด
ซึ่งถ้าวัยรุ่นรู้จักวางใจพระเจ้า ปัญหาหรือความทุกข์ใจของเขา
ก็จะสามารถแก้ไขได้ทั้งๆที่ปัญหาบางอย่างเราอาจจะแก้ไขได้
โดยกำลังของเราได้บ้าง แต่บางปัญหาเราก็แก้ไม่ได้เลย
แต่ถ้าเราขอสติปัญญาจากพระเจ้าในการแก้ปัญหา
พระเจ้าก็จะช่วยเราตรงนี้ได้ แล้วมันก็เป็นทางรอดของหลายๆคน
ที่เชื่อในพระเจ้ามาแล้วอย่างคนที่ติดยาหรือมีปัญหาทำผิดเรื่องเพศ
ตรงนี้แหละเป็นเรื่องที่เราสามารถจะขอความช่วยเหลือจากพระเจ้าได้
และพี่ก็เชื่อแน่ว่าพระเจ้ามีกำลังมากมายที่จะช่วยเราได้พี่อยากบอกวัยรุ่นว่า
มันเป็นสิ่งดีงามมากเลยที่จะแสวงหาและมารู้จักพระเจ้า
เพราะจริงๆหนทางของเขายังอีกยาวไกล ถ้าเขาได้รู้จักพระเจ้า
เขาก็ไปในทิศทางที่ควรจะไป ไม่ใช่ไปในทางที่เลือกเองแล้ว
และก็ไม่รู้ว่าจะไปทางไหนต่อ หรือถ้าเขาเคยทำสิ่งใด
ที่มันอาจทำร้ายจิตใจของตัวเองหรือพ่อแม่ หรือคนรอบๆข้าง
เขาสามารถจะชำระล้างสิ่งไม่ดีออกไปได้โดยพระเยซูคริสต์
แต่เขาจะชำระล้างไม่ได้ถ้าเขายังไม่ได้ต้อนรับ
พระเยซูคริสต์มาเป็นพระผู้ช่วยให้รอด
ถ้าเขาต้อนรับพระเยซูคริสต์ พระเยซูคริสต์ก็ช่วยเขาชำระล้าง
ความผิดบาปหรือสิ่งไม่ดีออกไปจากใจได้
พี่คิดว่านี่แหละคือการใช้ชีวิตแบบที่ได้
พระเยซูคริสต์เข้ามาในชีวิตของเราจริงๆ"



video

บทสัมภาษณ์ อัสนี-วสันต์

http://asanee-wasan0001.gmember.com/




http://www.facebook.com/rewat.forever



ท่าสบายๆ กับกีตาร์ที่อยู่ในมือที่กำลังเล่นท่วงทำนอง

บางท่อนของเพลงใหม่ของอัสนี

ขณะให้ถ่ายภาพอยู่ในห้องสตูดิโอบันทึกเสียงใหม่
ขนาดใหญ่ที่มีมูลค่า 15 ล้านบาท

อัสนีเล่าให้ฟังถึงหลายเรื่อง
เกี่ยวกับเหตุผลของการคัดสรรอุปกรณ์

เครื่องมือระบบอนาล็อกและดิจิตอล
ที่รายรอบให้ได้ครบดังใจต้องการ
"ห้องอัดใหม่ทั้งหมดมี 3 ห้อง ห้องนี้ใหญ่ที่สุด
ผสมระหว่างอนาล็อกกับดิจิตอล

เพื่อให้งานที่ทำได้เยอะขึ้นกว้างขึ้นในการทำแทร็คเยอะๆ
แต่ที่ห้องกลางจะเป็นดิจิตอลทั้งหมด"


เป็นธรรมดาเหมือนเด็กที่ได้ของเล่นใหม่
อัสนีรู้สึกว่าเขาสนุกที่จะใช้มันผลิตงานเพลง
มันเป็นแรงกระตุ้นความอยากทำอะไรให้มากขึ้น
ดีขึ้นตามความฝันใฝ่ตั้งแต่วัยเด็ก
โดยอีก 2 เดือนข้างหน้านี้

งานเพลงสร้างสรรค์ในอัลบั้มใหม่ของอัสนี วสันต์
จะออกจากห้องอันให้อารมณ์วิเศษนี้
อัสนี
เกิดที่จังหวัดเลย เมื่อวันที่ 9 เมษายน 2498
พ่อเป็นทนายชอบเล่นไวโอลิน

ขณะที่แม่เป็นครู มีความสามารถ

เล่นดนตรีเครื่องสาย มีพี่น้อง 4 คน
วสันต์หรือโต๊ะเป็นน้องคนที่ 3
อัสนีรักการเล่นกีตาร์ตั้งแต่ 10 ขวบ
โดยเริ่มจากกีตาร์ตัวแรกที่พ่อซื้อให้

เมื่อจบมัธยมก็เข้าเรียนต่อมหาวิทยาลัยรามคำแหง
แต่ไม่จบ ชีวิตเป็นนักเล่นดนตรีรับจ้างเล่นตามผับและร้านอาหาร


ต่อมา โอกาสของอัสนีก็มาถึง เมื่อทั้งอัสนีและวสันต์เป็น

แชมป์โฟลค์ซองแห่งประเทศไทย
ในปี 2517 และอจ.วิมล จงวิไล

กรรมการคนหนึ่งได้พาไปบันทึกเสียง
จนทำให้อัสนีมั่นใจที่จะตั้ง วง Isn't

โดยมีผลงานเพลงแนวโฟลค์ร็อก
ชุดสาวตางามและสยามสแควร์
ซึ่งบางเพลงในอัลบั้มนี้ยังคงเป็นที่นิยม เช่น
เพลง "หนึ่งมิตรชิดใกล้" และ
ออกอัลบั้มอื่นๆ อีก 4-5 ชุดโดยวง Isn't ตระเวน

เล่นตามผับ ห้องอาหารคาเฟ่

ต่อมาอัสนีแยกตัวไปหาประสบการณ์ใหม่ๆ ด้านดนตรี
โดยได้รับคำชักชวนจาก
เรวัต พุทธินันทน์
ชวนให้เล่นกับวง ดิ โอเรียนเต็ล ฟังค์ ที่โรงแรมมณเฑียร

ที่เขาได้รู้จักเพื่อนพ้องน้องพี่ เช่น
สุรสีห์ อิทธิกุล, กฤษณ์ โชคทิพย์พัฒนา

โปรดิวเซอร์อิสระให้กับมอร์อยู่,
อ.ดนู ฮันตระกูล วงบัตเตอร์ฟลายส์

และ อ.บรูซ แกสตันเป็นต้น

เมื่อวง ดิ โอเรียนเต็ล ฟังค์ ของเรวัตยุบวงไป
งานส่วนใหญ่ของอัสนีจะเป็นผู้อยู่เบื้องหลัง
คยร่วมงานกับบัตเตอร์ฟลาย เคยแต่งเพลงโฆษณาให้กรีนสปอต
และรับเล่นดนตรีแบ็กอัพให้กับ
Hot Pepper ของปราจิน ทรงเผ่า
จุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้อัสนีกล้าขึ้น
คือหลังจากเป็นโปรดิวเซอร์งานเพลง
อัลบั้ม แดนศิวิไลซ์ ของ ธเนศ วรากุลนุเคราะห์

และได้ไปหาประสบการณ์ทำงานด้านนี้
ที่กรุงลอนดอน
เมื่อกลับมาปี 2529 ก็ผลิตงานอัลบั้ม "บ้าหอบฟาง"
สร้างสรรค์เนื้อหาและดนตรีแนวร็อกที่มี
เอกลักษณ์ ลากเสียงยาว


"ผมรู้สึกกล้าขึ้นที่จะออกมายืนข้างหน้า

มันเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติเหมือนเราคลิกว่า เราทำได้นี่หว่า!
จึงออกมาเป็นอัลบั้ม "บ้าหอบฟาง"


ซึ่งเป็นชุดแรกที่ไม่มีเพลงรักอกหักเลย
มีแต่เพลงบ้าหอบฟาง เดือนเพ็ญ ฯลฯ" อัสนีเล่าให้ฟัง
ปัจจุบัน ลิขสิทธิ์มาสเตอร์เทปเพลง "บ้าหอบฟาง"
ซึ่งไปอยู่กับไนท์สปอตมา 12 ปี

อัสนีได้ซื้อคืนกลับมาทั้งหมดในปี 2541
ด้วยราคาภายในที่เจ้าตัวไม่อยากเปิดเผย

"ตัวผมนายอัสนีเป็นผู้ซื้อเอง แต่ให้แกรมมี่ดูแลชุดที่
launch ออกมาใหม่ เป็นการประกาศว่า
ตอนนี้มันอยู่ตรงนี้แล้ว
เวลามีปลอมที่ไหนก็จะได้คุยกันให้ชัดเจน"

นี่คือลิขสิทธิ์ที่อัสนีครอบครองไว้
ตั้งแต่ปี 2530 อัสนีได้เข้ามาทำงานกับแกรมมี่เต็มตัว

โดยดึงวสันต์มาร่วม duo

ออกอัลบั้มใหม่ที่ดังมากคือ
ชุด "ผักชีโรยหน้า"
ที่มีเพลงเด่นเช่น ก็เคยสัญญา,

หนึ่งมิตรชิดใกล้
ที่มีแนวทำนองกีตาร์โซโล
"ผมพอใจผลตอบแทนทุกอัลบั้ม มันแฟร์และ
สมัยก่อนผมเล่นดนตรีตามผับที่โรงแรม
ผมได้เงินเดือนประจำประมาณ 2 หมื่น
เมื่อ 15 ปีที่แล้ว เมื่อออกมาทำอัลบั้มเอง

กระแสตอบรับดี เนื้อหาถูก
จัดการกับเมโลดี้
ซึ่งเป็นเรื่องใหม่ของวงการดนตรี
ถามผมว่าคุ้มไหม ก็คุ้มกว่าเล่น ในบาร์อยู่แล้ว
ในเวลาทำงาน 4 เดือน ที่นำเสนอหน้าเวทีข้างหน้า
ไปเล่นดนตรีและคอนเสิร์ต
รายรับที่ได้ช่วงแรก ประมาณ 7-8 แสนบาท" อัสนีเล่าให้ฟัง
ปี 2531 ผลงาน
อัสนี วสันต์

ติดอันดับยอดนิยม ชุดอัลบั้ม
"กระดี่ได้น้ำ"

ก็ดังอีก ขณะที่งานเพลงของวสันต์ "กีตาร์โต๊ะ"
ที่มีเพลงวสันต์แต่งเองถึง 7 เพลง
เป็นแนวใช้กีตาร์โปร่งฟังสบายๆ จับใจเฉพาะกลุ่มกว่า
ปี 2532 และ 2533 อัสนี วสันต์

ยังผลิตงานชุดฟักทองและสับปะรด

แต่เป็นที่นิยมน้อยกว่า

ทำให้อัสนีต้องใช้เวลาถึง 3 ปีที่จะทบทวนตัวเอง
และหาความใหม่สดให้กับผลงานชุดใหม่คือ
"รุ้งกินน้ำ" ที่ได้รับรางวัลอัลบั้มยอดเยี่ยม
ปี 2536 จากสีสันอวอร์ด
จากรุ้งกินน้ำ ปลายปี 2538
อัสนีก็ได้ก่อตั้งบริษัท มอร์ มิวสิค
และเป็นกรรมการผู้จัดการ

ที่อยู่เบื้องหลังศิลปินร็อกใหม่ๆ
เช่น Loso, Blackhead,
Silly Fools, โจ-ก้อง ฯลฯ

จนกระทั่งปี 2540 อัลบั้มชุด "บางอ้อ"
จึงถูกสร้างสรรค์ขึ้น โดยคำว่า
บางอ้อ หมายถึงเข้าใจดี
ให้อภัยและมีความสุข เพลงที่ดังเช่น
อยากได้ยินว่ารักกัน

ล่าสุด อัสนี วสันต์ เตรียมจะออกงานเพลงชุดใหม่
ที่ใช้ห้องอัดเสียงแห่งใหม่ของมอร์
ทำงานอัลบั้มชุดใหม่ออกมาในไม่ช้า
นี้
"งานที่ออกมาของผมส่วนใหญ่จะเป็นงานใหม่ แต่มีงานเก่าแถมบ้าง"

ค่ำแล้ว บนโต๊ะทำงานของอัสนี ที่มีหนังสือเจ้าชายน้อยวางอยู่
มีคำสนทนาหนึ่งที่น่าสนใจตอนท้ายๆ ของเล่ม
เป็นบทสนทนาระหว่างสุนัขจิ้งจอกกับเจ้าชายน้อยบนโลกมนุษย์ว่า

"ลาก่อน นี่คือความลับของฉัน มันแสนจะธรรมดา
เราจะมองเห็นแจ่มชัดด้วยหัวใจเท่านั้น
สิ่งสำคัญนั้นไม่อาจเห็นได้ด้วยดวงตา"

http://www.angelfire.com/hi/littleprince/frames.html









video


video


video


video


video

video



Mar 7, 2007

พี่เต๋อ

From T2


ห้องนี้ของพี่ใหญ่ 
นิติพงษ์ ห่อนา 
ที่มา: http://www.nitipongfanclub.com
 
http://www.facebook.com/rewat.forever

http://ouimu.blogspot.com/2012/04/blog-post.html


From T2

เรวัต พุทธินันทน์
ชื่อนี้เป็นชื่อของพี่เต๋อของผม
และพี่เต๋อของอีกหลาย ๆ คน

จำนวนนับพันนับร้อย นับแสนนับล้าน หลาย ๆ คนรักพี่เต๋อมาก
โดยเฉพาะสื่อมวลชนหลายแขนง ถึงกับขนานนามใหม่ต่าง ๆ นานา
เช่น เรวัติ พุทธินันท์ บ้าง เรวัตร พุฒินันทน์ บ้าง หลายครั้งก็มีมากกว่านี้
ที่สะกดชื่อพี่เต๋อได้อย่างพิสดารพันลึก
แม้กระทั่งคนภายในบริษัทแกรมมี่เอง ก็ตั้งชื่อใหม่ให้พี่เต๋ออยู่บ่อย ๆ
จนแทบจำไม่ได้แน่ว่า ชื่อพี่เต๋อจริง ๆ นั้น เขียนว่าอย่างไร
เรวัต พุทธินันทน์ มึงจำไว้ ถ้าพวกมึงเขียนชื่อกูผิด แล้ว
กูคงไม่มีหวังจะให้ใครเขียนชื่อกูถูก
เรวัต ไม่มีสระอิ พุทธินันทน์
สะกดแบบพุทธะ นัน มีทอ นอ ขอให้จำแค่นั้นพอ

เรวัต พุทธินันทน์ ชื่อนี้ผมได้เห็นครั้งแรกในหนังสือพิมพ์
ตอนประมาณผมอยู่ปีหนึ่งที่สถาปัตย์ ลาดกระบัง
อายุประมาณสิบเจ็ด เวลาประมาณพ.ศ.2520
ขณะนั้นผมเริ่มหัดเล่นกีตาร์ได้สองปี
เล่นฆ้องวงได้สามปี และเล่นระนาดได้สี่ปี
ผมรับรู้เรื่องราว ความเป็นไปของวงดิอิมพอสสิเบิลมาตลอดทาง
รู้ว่า คอร์ดของพี่ ๆนี่จับบนคอกีตาร์ยากชิบฮ๋าย
เพิ่งเรียนรู้คอร์ดซี เอไมเนอร์ เอฟ จีเซเว่น มาปีเดียว
ต้องมานั่งพยายามจับคอร์ด ดิมินิช ออกเมนเตด
บวกสิบเอ็ด บวกสิบสาม เล่นไปโกรธไป แต่พอเล่นตามได้แล้วเสียงเหมือน
ก็ดีใจเกือบต้องฉลองกับเพื่อน พี่ปราจิณ ทรงเผ่าครับ พี่ทำบาปไว้กับพวกเด็กๆ
อย่างเราสมัยนั้นไว้เยอะนะ แต่เป็นบาปฉาบบนกองบุญอันใหญ่หลวงนัก
เมื่อเวลาเปลี่ยนที่่อิมพอสสิเบิลต้องเปลี่ยน มีชื่อคนใหม่เข้ามา
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรวัต พุทธินันทน์ ซึ่งเข้ามาร้องเพลงฝรั่ง ทุกอย่างก็เปลี่ยนไป
ผมได้เห็นชายหนุ่มร่างเท่ ผมยาว ไว้หนวด ร้องเพลงฟังกี้ เล่นคีย์บอร์ด
กลายเป็นอีกยุคหนึ่งของอิมพอสสิเบิล
ช่วงต่อกับเดอะ ฮอท เปปเปอร์ ตามข่าวอยู่ตลอดว่า
พากันไปเล่นอวดฝีมือกันที่เมืองฝรั่งมังค่า ฮาวาย ยุโรป
เป็นที่ภูมิใจกับเด็ก ๆ จำนวนมาก
ที่ใส่ใจเรื่องราวสู่ยุคโอเรียนเต็ล ฟังก์ ที่เรวัต เริ่มมีบทบาท
เล่นเพลงที่คนไทยเข้าใจน้อย
แต่มีการพัฒนามาก ตามโรงแรมหรู ๆ ต่าง ๆ ผมก็ยังห่างไกล
ไม่มีตังค์ไปดูแน่นอนมีบางครั้งที่เห็น
เรวัต ไปเล่นอย่างอื่นนอกจากดนตรี
เช่น ละครทีวี หนังใหญ่ ผมเคยดูทีวียังจำติดตา ทางช่องสาม
ชื่อเรื่อง สงครามพิศวาส หรือ อะไรทำนองนี้
นางเอกคือ คุณภัทราวดี ศรีไตรรัตน์ (ขณะนั้น)
เป็นฉากกำลังแนะนำตัวละครคนใหม่
ในบทนางเอกก็พูดประมาณว่า "ฉันได้เจอชายคนหนึ่ง ซึ่งเวลาเขายิ้ม
เขายิ้มทั้งใบหน้า สายตาก็ยิ้มไปด้วย"
จากนั้นกล้องก็ตัดไปยังที่ เรวัต ยืมยิ้มเผล่ ตาหยี
ตอนนั้นในใจผมหัวเราะก๊าก โธ่ นึกว่าใคร อีตาเต๋อนี่เอง จากนั้นมา
ผมก็ไม่ได้เห็นคนชื่อเรวัต ทำอะไรให้ประชาเยาวชน
อย่างผมเห็นอีกมากนัก มีโผล่มาครั้งหนึ่ง
จากหนังเรื่องเพื่อนหรือไง ผมจำไม่ได้
(ผมกำลังหัดเป็นอัลไซเมอร์อยู่)
จนมาถึงเรื่องน้ำพุที่แสดงเป็นน้าแพ็ท
ในเวลานั้นผมกำลังถามตัวเอง ส่งต่อไปถึงชายคนที่ชื่อเรวัต
ว่าเขากำลังทำอะไรอยู่กันแน่
ไม่กี่ปีนักต่อจากนั้น ปีที่ผมและเพื่อน ๆ อยู่ประมาณปีสี่ สถาปัตย์จุฬาฯ
ผมอายุได้ยี่สิบเอ็ดปี เวลาประมาณพ.ศ.2524 ผมก็ได้รู้จักเรวัต พุทธินันทน์
และเปลี่ยนวิธีการเรียก จากเต๋อเฉย ๆ แบบคนไม่รู้จัก มาเป็นพี่เต๋อ
พรรคพวกเรา ขี้เมาทั้งหลายเริ่มทำงานได้ มีตังค์บ้าง ก็เริ่มเที่ยว
แต่ที่ที่ต้องไปเที่ยวไปฟังเพื่อสนองฝันให้ได้
นั่นคือ โรงแรมมณเฑียร
สุริวงศ์ เพราะเรารู้กันว่า มีวงในฝันของเราเล่นอยู่หลายวง
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง โอเรียนเต็ล ฟังก์ และพรรคพวกเรา ขี้เมาทั้งหลาย
ที่เริ่มทำงานนั้น
ก็เพราะไปเขียนบท
เสนอความคิดสร้างสรรค์ในรายการทีวีบางรายการ
จนได้เงินเดือนเป็นกอบเป็นกำ ทั้ง ๆ ที่ยังไม่จบการศึกษา
หนึ่งในความคิดเหล่านั้น คือ เอา เรวัตในฝันของเรามาออกโชว์
ในรายการโชว์คั่นเกมโชว์
ผมจำไม่ได้แน่ว่า ผมรู้จักเรวัตให้เป็นพี่เต๋อ
เพราะเหตุที่เราไปเที่ยวโรงแรมมณเฑียร
หรือ เพราะพี่เต๋อมาเล่นรายการของเรากันแน่ เพราะมันใกล้เคียงกันนัก
จำได้เพียงแต่ว่า
ถ้านึกถึงที่โรงแรมมณเฑียร
ก็จะนึกถึงตอนที่พวกเรานั่งกินเหล้ากันอยู่ บนโต๊ะใดโต๊ะหนึ่ง
นั่งดูโอเรียลเต็ลฟังก์เล่น มีพี่ป้อมอัสนีเล่นกีตาร์นำ
พี่ฑูรย์เล่นเบส และพี่อีกหลายพี่ที่เล่น
ผมก็จะเขียนขอเพลง ไอ วอส ออนลี่ โจ๊กกิ้ง ของร๊อด สจวร์ต ให้พี่เต๋อร้อง
เพราะผมชอบช่วงที่กีตาร์โซโล่ของเพลงนี้ด้วย
แล้วพี่เต๋อก็จะต้องร้องเพลง ไอ ดอนท์ วอนท์ ทู ทอล์ค อะเบาท์ อิท ทุกคืน
เพราะมีคนขอทุกคืนเหมือนกัน (ซึ่งภายหลังพี่เต๋อบอกว่าเบื่อมาก
ร้องเพลงนี้ไม่ต่ำกว่าสองพันครั้งแล้ว

เชื่อว่าเยอะกว่าร็อด สจวรต์มันร้องเองซะอีก)
และใกล้ ๆ กันนั้น ก็คือ
การเขียนบทรายการทีวี
ให้พี่เต๋อมาร้องเพลง
คู่กับพี่ตุ๋ม นัดดา วิยะกาญจน์
ในเพลง เอนเลสส เลิฟ
ซี่งแปลงเนื้อเป็นภาษาไทยโดย พี่ตู้ จรัสพงษ์ สุรัสวดี
ซึ่งทำให้เพลงเอนเลส เลิฟ มีเนื้อหาเกี่ยวกับทุเรียนก้านยาวได้อย่างแนบเนียน
และไพเราะ ซึ่งพี่เต๋อ
และพี่ตุ๋มทำได้อย่างสนิทกลมกลืน
วันเวลาผ่านไป หลายปี ผมเป็นนักทำรายการทีวีไปด้วย
เอาเงินไปเรียนสถาปัตย์ขาด ๆ เกิน ๆ ต้องทำงานหอกอิสระ (free lance) ไป
รับเงินเดือนก็ไม่ได้ ยังไม่จบนี่ เรียนไป เที่ยวไป

ที่ขาดไม่ได้ ก็คือ โรงแรมมณเฑียร
เราไปนั่งเฝ้าพี่เต๋อกันอยู่เนือง ๆ
ครั้งแรกที่พี่เต๋อมานั่งคุยเป็นงานเป็นการ ที่โต๊ะของเรา
ระหว่างพักการร้องเพลง คือการที่พี่เต๋อพูดถึงสิ่งที่พี่เต๋อ อยากทำ
รายการทีวีสำหรับเด็ก ซึ่งกำลังจะไปเสนอทางช่องสาม
เราได้ยินกันก็หูผึ่ง สนอกสนใจ
แต่หลังจากนั้นพี่เต๋อก็ไม่ได้พูดถึงมันอีก
พี่เต๋อเองก็คงยังไม่รู้ในตอนนั้นว่า
ในที่สุดพี่เต๋อจะได้ทำอะไรบางอย่าง ที่มากกว่านั้น

ประมาณปี 2524 ไอ้พวกขี้เมาชาวสถาปัตย์นอกคอก
เริ่มหาเรื่องใส่ตัวเพิ่มเติม
คุยกันไปคุยกันมา เกิดบ้าเพลงขึ้นมากระทันหัน
ช่วงนั้น จิก (ประภาส ชลศรานนท์ในขณะนั้นและขณะนี้)
มันมีเพลงบ้าบอของมันหลายเพลง เป็นที่ถูกใจเพื่อนฝูง
ก็เลยนิยมเวลาสรวลเสเฮฮา
เอามาร้องเล่นผสมครีเอทีฟและคอร์ดกีตาร์
จนกระทั่งพระเจ้าหรือซาตานหรือทาร์ซาน
ก็ไม่แน่ใจ ดลใจให้เรามุ่งมั่นว่าจะออกอัลบั้มซักอันหนึ่งให้ได้
จิกในฐานะ หัวโจก ดำเนินการไปขอร้องการสนับสนุนจากพี่ ๆ ที่เจเอสแอล
ให้สนับสนุนเรื่องการเงิน ส่วนในเรื่องการดำเนินงานทางด้านการอัดเสียง
เรานึกถึงใครไม่ออก นอกจากพี่เต๋อ ให้เป็นที่ปรึกษา
ในเวลานั้น คนไทยยังไม่รู้จักคำว่าโปรดิวเซอร์
เดโม สมัยก่อนของผม เท่มาก
ผมเล่นกีตาร์ตัวเดียว เจี๊ยบร้องบ้าง
บางเพลงผมลองร้องดูบ้าง
เพื่อนหลายคนมาสลับกันกดวิทยุเทป
เพื่อที่พี่เต๋อจะได้รู้ว่าทำนองเป็นยังไง
เนื้อเป็นยังไง ทุกวันนี้ยังงอนพี่เต๋อไม่หาย
เพราะพี่เต๋อบอกว่า ไอ้เจี๊ยบ ร้องได้ ไอ้ดี้ร้องไม่ได้ มันร้องเพลงเพี้ยน
ต้องไปหาคนมาร้องอีก ซึ่งก็กลายเป็นพี่เล็ก สมชาย ศักดิกุล
คนที่มีเฉลียงชุดแรกคงได้ฟังงาน ที่มีพี่เต๋อเป็นคนดูแลให้
ไปอัดเสียงกันที่ห้องอัดกมลสุโกศล ซึ๋งสมัยนี้กลายเป็นอะไรแล้วก็ไม่รู้
ย่านซอยอรรถการประสิทธิ์ สาทร
มีพี่ ๆ เซียน ๆ มาเรียบเรียงเสียงประสาน มาเล่นกีตาร์
ทำให้เด็ก ๆ อย่างพวกเราตาลุกวาว มากมาย เช่น พี่ป๊อก วิชัย อึ้งอัมพร
พี่จีณ ปราจีณ ทรงเผ่า คนที่ทำให้ผมจับคอร์ดกีตาร์
เพลงดิอิมพอสสิเบิลไม่ได้นี่แหละ
พี่ป้อม อัสนี โชติกุล มาเล่นกีตาร์ให้ และพี่อื่น ๆ อีกเยอะ
เราสนุกกันมากกับงานเฉลียงชุดแรกตามประสาเด็ก ขายได้เท่าไรก็ไม่รู้
รู้แต่ว่าพี่ ๆ ที่ลงทุนให้เราน่าจะเดือดร้อน
และมีอนุสรณ์ที่จำได้อย่างหนึ่งคือ หน้าปกเทป
และแผ่นเสียง ที่ออกแบบโดยประภาสนั้น มีไอเดียที่น่าสนใจ
มีคอนเซปต์ที่ดี แต่ชุ่ยที่สุด
ไม่ได้มีความประณีตอะไรเลย เส้นดินสอที่ร่างไว้ก็ไม่ลบ
นัยว่าจริงใจดี แต่เบื้องหลังคือชุ่ย
ยังเก็บมาด่ากันเล่น ๆ ได้ถึงทุกวันนี้
หลังจากนั้น กอไผ่ก็บอกเราว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ทุกคนก็ดำเนินชีวิตกันไป
และเราก็ไม่ได้เจอพี่เต๋อเลยอยู่พักหนึ่ง
จนกระทั่งจิกเดินมาโยนเทปเดโม
ทำนองเพลง ๆ หนึ่งให้ผมเขียนเพลงประกอบหนังเรื่อง วัยระเริง
อำพล ลำพูน กับ วรรษมน วัฒโรดม เล่น
ดาราใหม่ทั้งคู่ อาเปี๊ยก โปสเตอร์ กำกับ
พี่เต๋อ เป็นคนทำเพลง จิกเขียนเพลงยุโรป เฮฮาปาร์ตี้ ชีวิตนี้ของใคร
ผมเขียนเนื้อเพลง ดนตรีในดวงใจ ในหนังเรื่องนั้น
นับว่าเพลงนี้เป็นเพลงแรกที่ทำแล้วเป็นอาชีพ อาชีพแปลว่าได้สตางค์
ผมเขียนเพลงเข้าใจ ก่อนเพลงอื่นใด
เพราะเขียนตอนอยากเขียน เมื่อตอนปีสาม ปีสี่
เพราะบันดาลใจมาจากเพื่อน ที่มันทะเลาะกับแฟนเป็นประจำ
แฟนมันก็คือเพื่อนที่คบกันมาสามปีนี่แหละ แต่พอมันเลิกเป็นแฟนกัน
มันกลับคุยกันเข้าใจกันดี ใครจะไปห้ามใจไม่แต่งเพลงไหวนะ
แต่เพลงเข้าใจเป็นเพลงส่วนตัวของพวกเพื่อนฝูงอยู่นาน
กว่าจะได้ไปออกอากาศก็อีกสามสี่ปีหลังโน่น
เมื่อเอาไปใส่ในชุดอื่น ๆ
อีกมากมายของเฉลียงนั่น สิ่งที่น่าพิศวงงงงวย
จนมาถึงทุกวันนี้ก็คือว่า เพลงแรก
ในการเป็นอาชีพของผม คือ ดนตรีในดวงใจนี่น่ะ
บนหน้าปกแผ่น ในหนังวัยระเริง
กลับไม่ใช่ชื่อผม กลายเป็นชื่อเพื่อนอีกคนหนึ่ง
ที่ชื่อ วาชิต รัตนเพียร
ที่มาร่วมสนุกตอนทำเฉลียงชุดแรก
และมีชื่ออยู่บนเฉลียงชุดแรกด้วย
จับมือไอ้จิกดมก็ไม่ได้ จับมือพี่เต๋อดมก็ไม่ได้
ไม่รู้ว่ามันสื่อสารผิดพลาดตรงไหน ก็เลยขำขันเอา
ไม่ได้เอาเป็นเอาตายอะไร
ประมาณปลายปี 2526 ซึ่งผมเรียนอยู่ปีที่หก
พี่เต๋อโทรศัพท์มาหาผมที่บ้าน บอกว่า
มีเพื่อนคนหนึ่งอยากทำรายการเพลงทางโทรทัศน์มาก
เขาเป็นเจ้าของบริษัทที่ทำรายการวิทยุที่ชื่อ
ผิวปากตามเพลง ที่พี่ฉอด
(สายทิพย์ มนตรีกุล ณ อยุธยา)
เคยเป็นดีเจที่โด่งดังสุด ๆในขณะนั้น
ก็เลยเกิดเป็นรายการ “ผิวปากตามเพลง”
ทางทีวีสีช่องเจ็ดเวลาประมาณห้าทุ่มครึ่งวันพฤหัสฯเว้นพฤหัสฯ
นับเป็นรายการแรก ๆ เลยก็ว่าได้
ที่เป็นรายการเกี่ยวกับเพลงสตริงยุคใหม่มีสัมภาษณ์
มีมิวสิกวิดีโอแฮนด์เมด
มีช่วงนั้น ช่วงนี้เหมือนรายการสมัยนี้เลย
เพียงแต่ยังไม่ค่อยมีคำว่า สนับสนุนโดยสินค้าโน่นนี่
รายการนี้ก็มีพี่เต๋อเป็นพิธีกร
ร่วมกับคุณเล็ก กิติศักดิ์ ดีเจที่โด่งดังมากในขณะนั้นอีกคนหนึ่ง
โดยมีผมเป็นผู้กำกับ เป็นโปรดิวเซอร์
ได้สัมภาษณ์ ทำงานกับนักร้องหลายคน
ผมเคยจับพี่ ๆ วงฮอทเปปเปอร์ซิงเกอร์
เดินร้องเพลงกลางสะพานรถไฟ แถวบางซื่อ
ต้องคอยเหลือบตาดูว่ารถไฟมาหรือเปล่า
จับคุณภูสมิง หน่อสวรรค์ ขึ้นไปเล่นกีตาร์
ลิปซิงค์บนต้นจามจุรีในจุฬาฯ
เล่นบนหลังคารถเก๋งแล้วให้แล่นไปตามถนน
คนมองกันทั้งถนนวิภาวดี
จับวงชาตรี วงคีรีบูนทำท่าทางประหลาด ๆ
ในมิวสิควิดีโอแฮนด์เมดต่าง ๆ
รวมทั้งเคยจับคุณนันทิดา แก้วบัวสาย
นั่งคอยรถไอติมอยู่หน้าบ้าน แล้วร้องเพลงคอย
ในชุดนันทิดา 27 จำได้ว่าตอนนั้นมีผู้ชายคนหนึ่ง
ขับรถเบ๊นซ์สีขาว มาส่งคุณตู่
แล้วก็นั่งคอยอยู่ราวกับเป็นผู้จัดการส่วนตัว
หน้าตาก็ประมาณสามสิบต้น ๆ
แต่ผมขาวไปครึ่งศีรษะ ไม่พูดไม่คุยกับใคร
และผมก็ไม่ได้เข้าไปทำความรู้จัก
แต่อย่างใดหมั่นไส้อยู่นิด ๆ ด้วยซ้ำไป
ภายหลังผมพบว่า หมอนั่น
เป็นคนที่ผมเคยทำงานให้เขา
เคยเอาสตางค์ของเขามาลงทะเบียนเรียน
ตอนที่ผมได้ไปออกรายการยิ้มใส่ไข่
ทางทีวีช่องเก้า ก่อนหน้านั้นสองสามปี
แต่ผมไม่เคยรู้ว่าเขาเป็นใคร รู้แต่ว่าชื่อบริษัท พรีเมียร์มาร์เกตติ้ง
และรู้จักแต่พี่เล็ก บุษบา ดาวเรืองที่เป็นพิธีกร
ถ้าจะได้ยินชื่อเจ้าของบริษัทอยู่แว่ว ๆ
ก็ได้ยินว่าชื่อ ไพบูลย์ ไพบูลย์
ส่วนที่เป็นดำรงชัยธรรมนั้น มารู้จักหลังจากนั้นหลายปี
ระหว่างนั้น ผมได้ยินมาไกล ๆ ว่า พี่เต๋อ
นอกจากจะเป็นพิธีกรให้ผมแล้ว
ยังรวมหัวกันกับพวกพี่พี่ ที่พรีเมียร์มาร์เกตติ้ง
ทำเพลงขึ้นมา ตั้งแต่ชุดหมอพันทิวา
ที่เคยร้องเพลงในหนังเรื่องเทพธิดาดอย จนดังไปทั่วเมือง
มาร้องเพลงนิยายรักจากก้อนเมฆ
ที่พี่เต๋อ บังคับให้ พี่เล็ก บุษบาดาวเรือง
เป็นคนเขียนเนื้อทั้งหมดนั่นแหละ
ลืมบอกไป ตอนนั้น นอกจากผมจะทำรายการทีวีนั่นแล้ว
ก็ยังเป็นนักจัดรายการวิทยุ อยู่ที่ ททท. ภาคดึก วันละชั่วโมงด้วย
นี่เพิ่งนึกออกซึ่งต้องขอขอบพระคุณ
พี่สมพงษ์ วรรณภิญโญ แห่งทีวีธันเดอร์ในปัจจุบัน
ที่ให้โอกาสทำในสมัยนั้น ความจริงต้องสารภาพตามตรงว่า
ประวัติศาสตร์ชีวิตช่วงนี้
ค่อนข้างจะคาบเกี่ยว และอีนุงตุงนังอยู่มาก
ไม่รู้อันไหนก่อนอันไหนหลัง
แต่ก็ไม่ห่างกันเท่าไหร่นักหรอกครับจำได้ประมาณว่า
ช่วงปีสองเจ็ด ผมจบการศึกษา
รายการผิวปากตามเพลงเลิกไป รายการวิทยุก็เลิกจัด
ไปทำรายการเกมส์โชว์ทางช่องเก้า
ชื่อเกมตั้งตัว มีพี่ปุ๊ มนตรี เจนอักษร เป็นพิธีกร
กับแก้ว อภิรดี ภวภูตานนท์ ฯ และก็เปลี่ยนมาเป็น ซูโม่กิ๊ก
ซึ่งนับว่าเป็นรายการแรกของกิ๊กที่เป็นพิธิกรเลยทีเดียว
ช่วงนั้น พี่เต๋อเริ่มทำเพลงเต๋อหนึ่ง
เรียกผมไปหาที่ร้านวนคาม ซอยประสานมิตร
เพื่อไปฟังทำนองเพลงหนึ่งเพลง ซึ่งเป็นเสียงคล้ายคาสิโอโทน
ไม่มีคอร์ด ไม่มีเบส เป็นเสียงเมโลดี้เพียว ๆ
ไม่มีแม้แต่เครื่องกำกับจังหวะ
เป็นทำนองที่พี่ตั๋ม จาตุรนต์ เอมซ์บุตร เป็นคนทำ
พี่เต๋อบรีฟว่า เป็นเรื่องเกี่ยวกับหมู่บ้านในนิทาน
อะไรทำนองเนี้ยว่ะดี้
วันนั้นวันที่เท่าไหร่ ผมไม่ได้จำ
เพราะไม่คิดว่ามันสำคัญ
มารู้ตอนหลังก็นึกเสียดายที่ไม่ได้จำเพราะวันนั้นคือ จุดผกผันของชีวิต
ที่ได้เริ่มการทำงานเป็นนักแต่งเพลงอย่างจริงจัง
และต่อเนื่องนับแต่วันนั้น จนถึงวันนี้ สิบหกปี
ชุดแรกในเต๋อหนึ่ง ผมยังได้รับเพลง
ดอกฟ้ากับหมาวัด กับเพื่อนเอย
มาแต่งอีกสองเพลงแถมยังเอาเพลง ยิ่งสูงยิ่งหนาว
มาฝากให้เจี๊ยบ (วัชระ ปานเอี่ยม) ได้แต่งด้วย
หลังจากนั้นก็มีเพลงมาให้แต่งเรื่อย ๆ
โดยที่ผมไปรับเมโลดี้มาจากพี่เต๋อ
นัดกันที่ห้องอัดเสียงทอง(ป่านนี้ไม่มีแล้วมั้ง) บ้าง
ศรีสยามบ้าง เป็นงานแหวนฐิติมา
ชุดแรก ฉันเป็นฉันเอง บาราคูดัส
เช้าวันอาทิตย์ ทูน หิรัญทรัพย์ ช่วงนั้น
ผมยังไม่รู้จักแกรมมี่สักเท่าไหร่ รู้จักแต่พี่เต๋อเท่านั้น
ผมเองก็ผจญภัยไปเรื่อย
นอกจากทำรายการเกมตั้งตัวนั่น ก็ไปเล่นละคร
เป็นภารโรงเรื่องนายแพทย์สนุกสนานของจิกมัน
คืนหนึ่ง ขณะที่ผมไปเฮฮาที่บ้านอั๋น(วัชระ แวววุฒินันท์)
ผมโทรไปหาพี่เต๋อที่บ้านตามที่พี่เต๋อสั่งไว้
พี่เต๋อไม่ว่างรับ ผมเลยให้โทรกลับมาที่บ้านอั๋น
พี่เต๋อโทรมา เพื่อจะบอกว่า
พรุ่งนี้จะให้เอาเงินค่าแต่งเพลงไปให้ที่ไหน สองพันบาทน่ะ
ตอนนั้นที่ผมกำลังตึง ๆ อยู่พองาม
ก็เลยไม่สามารถห้ามใจได้ กล่าวไปว่า
พี่เต๋อครับ ผมไม่เคยเห็นคนแบบพี่นะ
คนในวงการเพลง วงการบันเทิง
ที่เค้าจะมาตามถามว่า จะเอาเงินไปจ่ายให้ได้ยังไงบ้าง
ผมเคยได้ยินแต่เบี้ยว กับเช็คเด้ง
พี่เต๋อก็ตอบประมาณว่า
เอาเหอะ ดี้จะให้เราไปหาที่ไหน ผมก็บอกแค่ว่า
พรุ่งนี้ผมมีถ่ายทำรายการที่ช่องเก้าอสมท.ครับ
ในใจนึกถึงเรื่องนี้ทั้ง ๆ ที่เมา ๆ
ผ่านกลางคืน จนเช้า จนบ่ายไปทำงานที่ช่องเก้า มีประโยคเดียวคือ
ถ้าผู้ชายคนนี้เอาเงินมาให้กูถึงที่จริง
สองพันแค่นี้ กูจะจดไว้ในใจเลยว่า
ถ้าชวนกูไปหัวหกก้นขวิดกับชีวิตที่ไหน กูจะไปด้วย
เขามาครับ เรวัต พุทธินันทน์ มาครับ
ขับรถมาสด้า 626 สีขาว มาจอด แล้วเดินเข้ามา
ตอนที่ผมกำลังทำรายการอยู่
มาเพื่อจะเอาเงินมาให้สองพันบาท แล้วก็ไป
ผมทำรายการเกมโชว์นั้นอยู่อีกไม่นาน
ก็เลิกล้มไปอีก เริ่มมีโปรเจคเป็นละครเรื่องใหม่
ชื่อ เมฆินทร์พิฆาต ละครที่ทำให้
พงษ์พัฒน์กับธัญญา โสภณ ได้พบกันน่ะแหละ
ผมก็เล่นเป็นพระครูอะไรไม่รู้ แก๊แก่
พอละครเรื่องนี้จบลง
ก็กำลังจะพยายามจะหาโปรเจคใหม่
สำหรับความรับผิดชอบต่อเงินเดือนของตัวเอง
และในวันหนึ่งก็มีเสียงโทรศัพท์ดังขึ้น
เป็นเสียงโทรศัพท์ประวัติศาสตร์ของชีวิตส่วนตัว
บ่ายวันหนึ่งวันนั้น อย่าว่าแต่วันหรือเดือนเลย ปีไหน
ก็ยังไม่แน่ใจ สองแปด หรือสองเก้า

มีเสียงโทรศัพท์บนโต๊ะทำงานผม

ผมก็รับอย่างเป็นปกติธรรมดา

เป็นเสียงแหบ ๆ ของพี่เต๋อ

ที่เริ่มมีน้ำหนักของความมั่นใจ

ที่จะชวนผมไปทำงานด้วย

ต้องบอกก่อนว่า คนดี ๆ

ในสมัยนั้นเขาไม่ทำกันหรอก

ในเรื่องที่จะชวนใครสักคนไปทำงาน

เต้นกินรำกิน เขียนกิน แล้วบอกว่า

มันเป็นสิ่งที่น่าจะยึดถือเป็นอาชีพได้

พี่เต๋อชักแม่น้ำทั้งห้า

ทั้งเจ็ด ทั้งยี่สิบแปด ทั้งสามร้อยหกสิบห้า
ผมก็ยังเฉย
พี่เต๋อคงเตรียมคำพูดมาอยู่นานมาก

พี่เต๋อคงจะสร้างฐานไว้นานมาก
แต่สำหรับผม
คนที่ได้เงินค่าแต่งเพลงจากพี่เต๋อ
โดยที่ไม่ต้องทวงถาม แถมลูกหนี้คนที่ชื่อเต๋อ

ขับรถมา
เพื่อจะเอาเงินสองพันบาทมาให้
ณ ที่ที่ผมกำลังทำงานอยู่

ผมไม่สนใจคำหว่านล้อมของพี่เต๋อเลย

พี่เต๋อบอกว่า เฮ้ย ไอ้ดี้

เราไม่เคยอยากให้ดี้ออกจากงานนะเว้ย

ผมไม่สนใจคำหว่านล้อมเลย

ผมฟังอยู่เกือบชั่วโมง ผมรออยู่แค่ว่า

เมื่อไหร่พี่เต๋อจะให้ผมตอบบ้าง

แล้วก็เมื่อถึงเวลาที่พี่เต๋อถาม

ผมก็แค่ตอบว่า ผมไปด้วยครับพี่

แล้วผมก็ได้รับนัดให้ไปเจอคุณไพบูลย์กับพี่เต๋อ

ที่อาคารวาณิช ชั้นสิบเก้า จำได้ว่า

เป็นการได้พบคุณไพบูลย์ อย่างเป็นเรื่องเป็นราวครั้งแรก

คุณไพบูลย์และพี่เต๋อนั้น

ดุจดังเป็นหัวหน้าใหญ่ทั้งคู่ของแกรมมี่

ในระยะเริ่มแรก ก็ยังไม่มีแม้แต่ห้องทำงานส่วนตัว

เพื่อจะเจรจาอะไรสักอย่าง

ในวันนั้น คุณไพบูลย์ก็เลยต้องไล่ช่างตัดต่อในห้องตัดต่อ

ที่กำลังทำงานออกไปก่อน เพื่อที่จะได้คุยกับผม คุณไพบูลย์

เสนอให้ผมเป็นเงินเดือนเดือนละหนึ่งหมื่นบาท

แต่งเพลงอีกต่างหากอีกเพลงละหนึ่งพัน

ซึ่งสมัยนั้น ปกติแต่งเพลงหนึ่งก็ได้

เพลงละสองพันบาทอยู่แล้ว
ผมก็เลยเห็นว่า
ถ้าเดือนไหนแต่งสิบเพลง(ซึ่งเป็นไปแทบไม่ได้)

ก็คือเจ๊ากัน เหมือนไม่มีเงินเดือน

ก็เลยพาซื่อต่อรองแบบเด็ก ๆ ไปว่า

ผมขออย่างนี้ดีกว่าครับพี่

ผมขอเดือนละสองหมื่นบาท

แต่งเพลงต่างหากอีกเพลงละสองพัน

เอาเป็นว่าสองเท่ามันเสียทั้งสองอย่าง

จะได้ไหมครับ ซึ่งเป็นการต่อรองที่น่าเกลียดที่สุด
ในชีวิตครั้งหนึ่ง
คุณไพบูลย์เงียบไปครู่หนึ่ง แล้วก็ตกลง

และตั้งแต่นั้นมาจนถึงวันนี้

ผมก็ไม่เคยต่อรองอะไรกับเขาอีกเลย

เพราะไม่ใช่วิธีใช้ชีวิตของผม

(เรื่องราวนี้เคยคุยให้คุณไพบูลย์ฟัง

เมื่อสิบกว่าปีให้หลัง แกไม่ยอมรับ แกบอกไม่จริง

แกบอกแกไม่มีวันจะยอมผมอย่างง่าย ๆ ขนาดนั้น

แล้วก็หัวเราะกันไป)

ตั้งแต่นั้นมา ผมก็เป็นนักแต่งเพลงอาชีพ

มีสังกัดอย่างเป็นเรื่องเป็นราว

โดยที่มีพี่เต๋อเป็นเจ้านาย

และมีคุณไพบูลย์เป็นคนจ่ายเงิน

ผมกลายเป็นนักแต่งเนื้อเพลงคนที่สองของแกรมมี่

โดยมีพี่เต๋อเป็นคนที่หนึ่ง

(หากไม่นับคุณพี่เล็กบุษบาดาวเรือง

ซึ่งเขียนเนื้อเพลงชุดนิยายรักจากก้อนเมฆ

ของพญ.พันทิวา สินรัชตานันท์

ชุดเดียวแล้วเลิกไปเลย)

พี่เต๋อจะลงไปเขียนเองทุกเพลงในงานชุด ฝากฟ้าทะเลฝัน

ชุดแรกของเบิร์ด ธงไชย ซึ่งในตอนนั้นแกยังร้องเพลง

สไตล์เสียงใหญ่ ๆ แบบประกวดสยามกลการอยู่เลย

กว่าจะมาร้องแบบที่ได้ยินกันนั่น

พี่เต๋อก็เหงื่อตกไปหลายเหมือนกัน

ส่วนผมก็ตกหนัก ในชุดนันทิดา

ชุดที่มีเพลงฉันยังปอด ๆ อะไรนั่น

ซึ่งเป็นเพลงที่ผมยังอายอยู่ไม่หายจนทุกวันนี้

เขียนคนเดียวเกือบทั้งชุด

มีไปขอความช่วยเหลือจากคนอื่น ๆ บ้างเหมือนกัน

ไม่ว่าจะเป็นปรัชญ์ สุวรรณศร หรือ

น้องอิทธิสุนทร วิชัยลักษณ์ ก็ได้มาไม่มาก

พี่เต๋อเกือบจะปล่อยให้เป็นหน้าที่ของผมหมด

ในเรื่องการดูแลเนื้อร้อง ชุดแรก ๆ

ไม่ว่าจะเป็นแหวนชุดที่เพลงเรามีเรา

ไมโครชุดที่มีรักปอนปอน

ก็เป็นผมต้องนั่งหลังแข็งเขียนเองไปเกือบหมด

ช่วงนั้นเอง ก็ได้เวลา ที่ผมจำต้องหาคน

มาช่วยอย่างเป็นงานเป็นการ สีฟ้า พี่เขตต์อรัญ

พี่ป๋อง อรรณพ จันสุตะ หรือ น้าประชา พงศ์สุพัฒน์

ก็เข้ามาในช่วงนี้ ซึ่งทำความหนักใจ

ให้ผมอย่างมาก เพราะชื่อเหล่านั้น เป็นครูสอนดนตรี

และนักแต่งเพลงที่มีชื่อเสียงอยู่แล้ว

เพียงแต่ยังไม่เคยทำงานแบบที่เราต้องการ

ข้อสำคัญคืออาวุโสกว่าผมมาก

แล้วผมมันเป็นใครที่ไหน ที่จะต้องมานั่งคอยวิพากษ์วิจารณ์

ด้วยความที่ต้องรับผิดชอบ

ก็เลยต้องทำ กว่าจะทำให้พี่ ๆ เหล่านั้นเชื่อถือ ไว้ใจ

ทั้งทางด้านเหตุผลในการวิจารณ์งาน

เพื่อให้ได้เป้าหมาย และไว้ใจว่า

ผมจะดูแลพี่ ๆ อย่างดีที่สุดเท่าที่จะมีกำลัง

ก็ผ่านไปหลายปี และนี่คือสิ่งที่ผมภูมิใจที่ทำให้พี่ ๆ

เหล่านั้นไว้ใจผมได้ ภูมิใจยิ่งกว่าเขียนเพลงออกมาได้ดัง ๆ อย่าง

เพลงเรามีเรา หรือรักปอนปอน
ในสมัยนั้นด้วยซ้ำ
ผมภูมิใจที่ได้ร่วมงานกับพี่เต๋อ

และนักดนตรีระดับเซียน อย่าง พี่ป๊อก วิชัย อึ้งอัมพร

พี่ตั๋ม จาตุรนต์ เอมซ์บุตร พี่ฑูรย์ ไพฑูรย์ วาทยะกร

พี่ป้อม อัสนี โชติกุล

ส่วนที่ตามมาก็มี ป้อม อภิไชย เย็นพูลสุข โอม ชาตรี คงสุวรรณ

พี่ปื๊ด สมชาย กฤษณะเศรณี
พี่ฉ่าย สมชัย ขำเลิศกุล อ้อม ชุมพล สุปัญโญ
เป็นที่เหนียวแน่น และมั่นคงอยู่ได้

เพราะความเป็นผู้นำ ยุติธรรม ชัดเจน ของพี่เต๋อจริง ๆ
ไม่ได้พูดเพราะว่าเห็นพี่เขาไม่อยู่แล้ว
ก็จะมายกย่องกัน
ส่วนทีมเนื้อร้อง ก็จะมีสีฟ้า พี่เขตต์ พี่ป๋อง น้าประชา
เป็นกลุ่มแรก มีหลายอารมณ์ด้วยกัน
สีฟ้าก็น้ำตาท่วม พี่เขตต์ก็จะปรัชญาเมธี พี่ป๋องก็ไปทางสนุกสนานน่ารัก
น้าประชาเป็นเพลงครีเอทบ้า ๆ
ส่วนผมก็จะเป็นพวกเขียนเพลงปากจัดไปตามประสา
อีกไม่นาน ก็มีการที่ผมต้องเปิดโรงเรียนส่วนตัว
รับสอนเขียนเพลง ใช้เวลาทุกอาทิตย์
เป็นเวลาสองปีเป็นอย่างต่ำก็จะได้จักราวุธ แสวงผล
สุรักษ์ สุขเสวี วรัชยา พรหมสถิต
นวฉัตร อาจารย์จุ๋มเข้ามาเป็นพรรคพวกรุ่นใหม่
ความจริงที่มาที่ไปของแต่ละคนนี่
น่าจะให้พวกเค้ามาเล่าให้ฟังก็น่าจะดี แนะนำทีมงาน
ที่เราทำงานด้วยกัน พอจะเห็นว่าใครเป็นใครแล้ว
จากนั้น เทปที่อัดรายการชีวิตไว้
มันหมุนเร็วมากเสียจน ไม่อาจจะเล่าให้ฟังได้ทั้งหมด
ประเด็นก็คือ เราก็ได้ร่วมหัวจมท้าย
ถูกพี่เต๋อบอกว่า พวกมึงยอดมาก
กับพวกมึงโคตรมั่วเลย สลับไปมากันตลอด
จะนับปีก็เป็นสิบปี จะนับเพลงก็คงเป็นพันเพลง บังเอิญตรงนี้
ไม่ได้เป็นการบันทึกประวัติศาสตร์ อันละเอียด ก็เลยไม่ต้องเล่า
พี่เต๋อเป็นผู้ชายที่เป็นคนธรรมดา เป็นลูกผู้ชาย
เป็นหัวหน้าที่ลูกน้องนิยมน้ำใจ
เป็นลูกพี่ที่ลูกน้องที่แสนจะมีความหลงตัวเอง
ยอมเชื่อทำตาม โดยที่หน้าก็ยังยิ้มอยู่
คนทำงานกับพี่เต๋อ มีแต่เหนื่อย แต่ไม่มีอึดอัด
สิ่งที่พี่เต๋อมีคือ พี่เต๋อเอาใจเข้าไปหมั่นตรวจสอบเพื่อนฝูงและน้อง ๆ
ทุกคน ว่า มึงมีปัญหาชีวิตอะไรกันบ้างหรือเปล่า
ในสังคมบ้านเรามันมีเยอะนะครับ
ที่ชื่อเสียงดี คนไกลเลื่อมใส แต่คนใกล้อยากจะอ้วก
พี่เต๋อไม่ใช่ พี่เต๋อฟังลูกน้องก่อนแล้ว
จึงสอน พี่เต๋อเป็นคนที่ภาพลักษณ์ดี
แต่จริง คนนอกเลื่อมใส คนในก็นับถือน้ำใจ
เที่ยวห่วงทุกคนไปเสียหมด ดูแลชีวิตเพื่อนฝูง
ลูกน้องอย่างจริงใจ ไม่ใช่แค่พูดให้หวานๆ
จำเด็กๆ ทำงานได้หมดไม่ว่าตัวเล็กตัวน้อย
พี่เต๋อมีคำว่าขอบคุณจ้ะ กับทุกคนทุกครั้ง
แม้จะเป็นเด็กเสริ์ฟกาแฟ
บ่อยครั้งมากในระยะหลัง พวกเราก็จะแห่กันไป
ทำงานที่บ้านพี่เต๋อ ที่ซอยลาดพร้าว 31
ทุกวันเสาร์ ได้งานที่ดี ได้คุยกันสนุกสนาน
พี่เต๋อก็จะให้กินข้าวปลาอาหารอย่างดี
ที่พี่อี๊ด ภรรยาพี่เต๋อจะคอยดูแลไม่ได้ขาด
เหล้ายาปลาปิ้งก็จะพร้อมพรัก
โดยที่พี่เต๋อเองไม่ดื่มเลย
อย่างมากก็มีไวน์แดงสักแก้วสองแก้วแค่นั้น
ในขณะที่พวกเราโดยเฉพาะผม ก็จะซัดไปเต็มคราบ
เมื่อก่อนพี่เต๋อคงดื่มจัดอยู่แล้ว
สมัยเล่นดนตรีกลางคืนเป็นเวลาสิบ ๆ ปี จู่ ๆ
ก็ตัดใจเลิก ด้วยเหตุผลว่า มันทำให้การทำงาน
มันมีประสิทธิภาพน้อยลง แล้วพี่เต๋อก็เลิกมันไป
มีแต่ข้อเสียคือเลิกบุหรี่ไม่ได้
และค่อนข้างจะสูบหนัก การไปทำงานบ้านพี่เต๋อ
คือการส่งเพลง ตรวจเพลงให้พี่เต๋อ
เขาด่าบ้าง ขำบ้าง ชอบใจบ้าง ซึ่งทุกคนก็สนุกกันดีไม่มีเครียด
ไม่ว่าจะทั้งฝ่ายดนตรี
หรือฝ่ายเนื้อร้อง ที่ผมดูแลอยู่ จากนั้นพอได้เวลา
เราก็จะนั่งเชียร์บอลดิวิชั่นหนึ่งอังกฤษ
(ที่สมัยนี้เป็นพรีเมียร์ลีก) หรือบอลกัลโช่ ของอิตาลี บอลโลก
ยุคที่ มาร์โคแวนบาสเทน รุด กุลลิจ แฟรงค์ ไรจ์การ์ด
กำลังรุ่งเรืองอยู่ในทีมฮอลแลนด์
พี่เต๋อจะเรียกมันว่า ไอ้ร้ายกาจ
แล้วก็จะส่งเสียงเชียร์บอลกันอย่างไม่เกรงใจใคร
พี่เต๋อจะแสดงนิสัยทีไม่เคยยอมแพ้อะไร
แม้กระทั่งเล่นวิดีโอเกม
ผมเคยเล่นเกมฟุตบอลกับแกหลายที
แกก็จะลุ้นเอาเป็นเอาตาย แต่หัวเราะตลอด
จะต้องเอาชนะให้ได้ ซึ่งผมก็ไม่มีทางยอมง่าย ๆ ซะหรอก
พี่เต๋อมีวิญญาณแห่งการต่อสู้ตั้งแต่ในชีวิต ที่ดำเนิน
ไม่เว้นแม้ตอนเล่นเกมวิดีโอ
วันหนึ่ง หลังจากความสุขกำลังล้อมรอบการทำงานเราอยู่นั้น
ผมก็ได้ข่าวมาจากเลขาฯของผมว่า
พี่เต๋อไปตรวจเช็คที่โรงพยาบาลสมิติเวช
เมื่อประมาณปลายเดือนพ.ย.38 แล้วก็ได้พบ
บางอย่างอยู่ในสมอง ผมสั่งให้ทุกคนเช็คว่ามันคืออะไร อย่าเพิ่งตกใจกัน
เราพากันไปที่นิวยอร์ค เพื่อยืนยันว่า สิ่งที่พี่เต๋อเป็นนั้น
เป็นเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ เท่านั้น
เราทุกคนเชื่อแบบนั้น ตั้งแต่ตอนผ่าตัด
จนถึงพักฟื้นเป็นเวลาหลายเดือน
พี่เต๋อเหมือนเดิม ห่วงงาน ห่วงพรรคพวกมุขยังปล่อยออกมาตลอด
จนกลับมาเมืองไทย
ก็ตัดคำว่าอันตรายไปจากความคิดของทุกคน
เรากำลังเริ่มจะวางแผนอนาคตการงานกันต่อ อย่างหน้าตาเฉย
เหมือนพี่เขาเพิ่งไปผ่าไส้ติ่งมาอีกไม่นานจากนั้น
พี่เต๋อ ก็กลับเข้าไปที่สมิติเวชอีก
เพราะไอ้เนื้อบ้านั่น มันกลับมาอีก
เราก็ได้แต่เชื่อว่า มีทางแก้ไข ในขณะเดียวกัน
ผมก็เข้าไปทำตัวเป็นลิงเป็นค่าง
ให้พี่เต๋อได้หัวเราะน้ำหูตาไหลได้ตลอด
ให้พี่ได้ฟังเพลง เทาเวอร์ ออฟ เพาเวอร์ที่พี่ชอบ
แต่หลังจากนั้น ดูเหมือนว่า
พระเจ้าทรงอยากได้พี่เต๋อมากกว่า
ก็พาพี่เต๋อไปอย่างสุภาพและสงบ
ไม่มีใครจะขัดใจพระเจ้าได้เลย
นับจากวันนั้นพี่ชายใจดีของผมก็เป็น
ตำนานเล่มใหญ่ที่เพิ่งเขียนจบตำนานอีกเล่มหนึ่ง
ในวงการดนตรีของประเทศไทย
ตำนานของการบุกเบิกการแต่งเพลง การผลิตเพลง
การอัดเสียงในวิธีของสากล
ตำนานของคำว่าโปรดิวเซอร์คนแรกของเมืองไทย
และที่สำคัญคือเป็นผู้แผ้วถางให้
อาชีพนักร้องนักแต่งเพลง มีเกียรติ ศักดิ์ศรี
พร้อมทั้งมีทรัพย์อันเหมาะควรแก่วิชาชีพ
อย่างยุติธรรมเฉกเช่นสากล
ไม่ใช่ถูกเอารัดเอาเปรียบจากนายทุนเจ๊กแป๊ะรุ่นเก่า
ไม่ใช่ต้องเป็นศิลปินไส้แห้ง
อย่างที่ยุคโบราณเคยค่อนแคะและเหยียดหยาม
พี่เต๋อจะอยู่ส่วนไหนของฟ้าในวันนี้
ผมไม่ทราบ แต่ถ้าดูจากสิ่งที่พี่ทำไว้
เมื่อตอนยังพบเห็นกันอยู่
ผมคิดว่าพี่เต๋อคงอยู่ประมาณชั้นเพนท์เฮาส์ของสวรรค์
แล้วเมื่อถึงเวลา พวกผม
ก็คงตามไปทำเพลงกับพี่ที่นั่นด้วยเหมือนกัน
video





video

video

video
video
video

video

video
video