Custom Search

Feb 19, 2011

Feb 18, 2011

The King′s Speech ของกษัตริย์ติดอ่าง


มติชน
วรากรณ์ สามโกเศศ

มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์

17 ก.พ. 54


The King"s Speech
เป็นภาพยนตร์ตัวเก็งชิงรางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยมแห่งปี
ที่ The Academy Award จะประกาศผลในวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2011
ดังที่รู้จักกันในนามของรางวัล Oscar สิ่งที่ทำให้น่าสนใจ
ก็คือภาพยนตร์เรื่องนี้สร้างจากเรื่องจริงของคนพูดติด อ่าง
ซึ่งต้องต่อสู้เพื่อเอาชนะการติดอ่างให้ได้
เพราะการแพ้ชนะเกี่ยวพันกับชะตา ชีวิตของผู้คนนับล้านๆ คน

บุคคลที่พูดติดอ่างก็คือพระเจ้าจอร์จที่ 6 (King George VI)
แห่งจักรภพอังกฤษ พระราชบิดาของสมเด็จพระราชินีอลิซาเบธที่ 2 องค์ปัจจุบัน

รางวัล Oscar ของภาพยนตร์ได้รับการยอมรับจากทั่วโลกว่า
เป็นรางวัลสำคัญที่สุดเช่นเดียวกับ Grammy Awards
สำหรับดนตรี Emmy Awards สำหรับโทรทัศน์
และ Tony Awards สำหรับละครเวที

The Academy of Motion Picture Arts and Sciences (AMPAS)
เป็นองค์กรวิชาชีพที่มีสมาชิก 5,835 คน (ณ สิ้นปี 2007)
เป็นผู้โหวตลงคะแนนให้รางวัล Oscar สมาชิกของ AMPAS
ต้องได้รับเชิญจากคณะกรรมการของ AMPAS เท่านั้น
ซึ่งการคัดเลือกสมาชิกกระทำกันอย่างเข้มข้น
โดยพิจารณาจากการมีส่วนร่วมอย่าง สำคัญในกิจการภาพยนตร์
ตั้งแต่ปี 2007 เป็นต้นมาไม่มีการเปิดเผยชื่อสมาชิก
(จากรายชื่อที่เปิดเผยปี 2007 จำนวน 1,311 คน เป็นดาราภาพยนตร์)

รางวัล Oscar ที่แจกกันมี 24 ประเภทของความยอดเยี่ยม เช่น
ภาพยนตร์แห่งปี ผู้กำกับ ผู้แสดงชาย ผู้แสดงหญิง ตัวประกอบชาย
ตัวประกอบหญิง เขียนบท สารคดี ตัดต่อเสียง ฯลฯ

ผลของการประกาศเมื่อ 25 มกราคม 2011 มาจากการโหวตรอบแรก
โดยสมาชิกในแต่ละประเภทโหวตประเภทของตนเอง
The King′s Speech ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล 12 ประเภท/ True Grit
(10 ประเภท)/ The Social Network (เรื่องราวของการเกิด Facebook)
และ Inception (8)/ The Fighter (7)/ 127 Hours (6)/ Black Swan (5) ฯลฯ



ขณะ นี้สมาชิก AMPAS กำลังโหวตรอบสองกันโดยทุกคนมีสิทธิโหวตให้ภาพยนตร์ยอดเยี่ยมแห่งปีข่าวคราว
ที่ออกมาก็คือ The King′s Speech ร้อนแรงมาก
เพราะได้รับรางวัล People"s Choice Award
ที่ Toronto International Film Festival
ปี 2010 สำหรับรางวัล Oscar ได้รับการเสนอชื่อใน
12 ประเภท คือภาพยนตร์ยอดเยี่ยม ผู้แสดงนำชาย หญิง
และตัวประกอบชาย
การถ่ายภาพ บทภาพยนตร์ ฯลฯ

พระ เจ้าจอร์จที่ 6 (ค.ศ.1895-1952)
บุคคลสำคัญของเรื่องคือ The King ในชื่อของภาพยนตร์
ตอนประสูติมีพระนามว่า Prince Albert (Duke of York)
ทรงเป็นพระราชโอรสองค์ที่สองของพระเจ้าจอร์จที่ 5 (King George V)
ตั้งแต่เป็นเด็กทรงมีปัญหาในการพูดโดยเฉพาะ
ในที่สาธารณะจนเป็นปมด้อยแต่ก็ ไม่คิดว่าจะเป็นปัญหาใหญ่เพราะ
"ไม่ได้คิดว่าจะเป็นพระเจ้าแผ่นดิน
คิดว่าก็คงแอบซ่อนอยู่ในร่มเงาไหนสักแห่ง
พร้อมกับการติดอ่าง"


ปัญหา สำคัญเกิดขึ้นเมื่อพระราชบิดาทรงมอบให้พูดปิดงาน 1925
Empire Exhibition ครั้งนั้นคนฟังเอาใจช่วยกันเต็มที่
แต่ทว่าแต่ละคำที่ทรงออกเสียงมานั้นแสนยากอย่างน่าสมเพช
และจบลงด้วยความล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง

พระชายา (ซึ่งต่อมาทรงเป็นที่รักใคร่ของชาวอังกฤษ
โดยเรียกกันว่า Queen Mum ทรงสิ้นพระชนม์ในปี 2002 ในวัย 101 ปี)
พยายามผลักดันช่วยให้หายจากการติดอ่าง
ไปหาหมอหลายคนจนมาพบ "หมอหลอก" ชาวออสเตรเลีย
ช่วยรักษาโดยเป็นผู้บำบัดและฝึกการพูด (speech therapist)

เจ้า ชายองค์หนึ่งมีปัญหาติดอ่างกลายเป็นเรื่องใหญ่ขึ้น
เมื่อพี่ชายขึ้นครองราชย์ แทนพระราชบิดาในพระนามพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 8
(King Edward VIII) ในปี 1936
และในปีเดียวกันก็ทรงยอมสละราชสมบัติเพื่อแต่งงาน
กับแม่หม้ายชาวอเมริกัน Wallis Simpson

Prince Albert น้องชายก็จำต้องเป็นพระเจ้าแผ่นดินแทน
ในนาม King George ที่ 6 อย่างไม่เต็มใจอย่างยิ่ง
เพราะทรงตระหนักดีถึงปัญหาด้านการพูดของตนเอง
และไม่ได้เตรียมตัวเลยในการ เป็นพระเจ้าแผ่นดิน
อีกทั้งสงครามกับเยอรมนีกำลังกลายเป็นความจริงขึ้นทุกที

การ ติดอ่างของพระองค์กลายเป็นปัญหาใหญ่มากเมื่ออังกฤษ
จำต้องประกาศสงครามกับ เยอรมนี ซึ่งต่อมาลุกลาม
เป็นสงครามโลกครั้งที่สอง การพูดปลุกขวัญให้กำลังใจ
ประชาชนของพระเจ้าแผ่นดิน
ตลอดจนสื่อสารให้โลกเข้าใจบทบาทของอังกฤษ
เป็นเรื่องคอขาดบาดตายในยุคที่วิทยุ
เริ่มเป็นตัวกลางสำคัญในการสื่อสาร

จุด ไคลแมกซ์ของเรื่องคือการพูดสดครั้งสำคัญ (The King′s Speech)
ทางวิทยุหลังจากที่นายกรัฐมนตรีอังกฤษได้ประกาศสงครามกับเยอรมนีไปแล้ว
ในวันนั้นพระองค์ยังทรงขาดความมั่นใจใน
การพูดอย่างไร้ร่องรอยของคนติดอ่าง
แต่ด้วยความช่วยเหลือของ "หมอหลอก"
ที่ยืนสนับสนุนและโค้ชอยู่ตลอดการพูดสดทางวิทยุ
"The Speech ของ King" ก็เป็นไปด้วยดี
ทุกคนชื่นชมและประชาชนเกิดกำลังใจในการต่อสู้สงคราม

ภาพยนตร์ The King′s Speech ชนะใจคนดูท่วมท้น
ก็เพราะแสดงให้เห็นถึงการต่อสู้กับความด้อยของตนเองอย่างกล้าหาญ
เพื่อให้สามารถทำหน้าที่ของตนเอง
การต่อสู้เช่นนี้ทุกคนต้องเผชิญ
ถึงแม้จะเป็นถึงพระเจ้าแผ่นดินของจักรภพอังกฤษ
อาณาจักรที่พระอาทิตย์ไม่เคยตกดินก็ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้

ภาพยนตร์ เรื่องนี้สร้างขึ้นจากเค้าโครงเรื่องจริง
ซึ่งเขียนโดยหลานของ "หมอหลอก"
บางตอนอาจจะเว่อร์ไปบ้างในเรื่องการพูดคำหยาบของ
Prince Albert และ King George ที่ 6
(แต่ดูจะสะใจคนดูที่เอาใจช่วยตอนฝึกเอาชนะการติดอ่าง)
และการปรากฏตัวของ Sir Winston Churchill
ในบางตอนของภาพยนตร์ซึ่งผู้วิจารณ์ระบุว่าไม่ถูกต้องทางประวัติศาสตร์

หากพระองค์ไม่พยายามต่อสู้ภาวะติดอ่างอัน
เนื่องมาจากปัญหาการเติบโต
ส่วนใหญ่ภายใต้การดูแลของพี่เลี้ยงที่มีปัญหาทางจิต
การถนัดซ้ายแต่ถูกบังคับให้ใช้มือขวา
ความไม่เข้าใจปัญหาติดอ่างของตนโดยพ่อ
ความกลัวและความหวาดหวั่นการล้มเหลว ฯลฯ
รูปโฉมสงครามโลกครั้งที่สองก็อาจเปลี่ยนแปลงไปได้
ประชาชนหลายร้อยล้านคนจะมี
ชะตาชีวิตที่ผิดไปจากปัจจุบันอย่างแน่นอน

"เสน่ห์" ของทั้ง King และ Queen
สร้างความประทับใจให้ประธานาธิบดีรูสเวลท์ และภรรยา
เมื่อครั้งเสด็จประพาสสหรัฐอเมริกาในปี 1933
จนมีส่วนในการสร้างความเป็นพันธมิตรสงครามอย่างเหนียวแน่น
ทั้งสองพระองค์ประทับอยู่ใน Buckingham palace
ในลอนดอนตลอดสงคราม
ถึงแม้ลอนดอนจะถูกเยอรมันบอมบ์จนคนตายนับพันๆ คนก็ตาม
ครั้งหนึ่งระเบิด 2 ลูกตกลงไปสนามหญ้าของพระราชวัง
ในขณะที่ทรงประทับอยู่ก็ไม่ทรงสะทกสะท้าน
อีกทั้งยอมรับการแบ่งปันอาหาร
เช่นเดียวกับคนอังกฤษอื่นๆ ด้วยอย่างเต็มใจ

King George ที่ 6 ทรงเห็นการล่มสลายของจักรภพอังกฤษ
(ไอร์แลนด์เป็นสาธารณรัฐ อินเดียประกาศเอกราช ฯลฯ)
ทั้งในด้านอำนาจทหารและเศรษฐกิจ
แต่ตลอดสงครามทั้งสองพระองค์ได้ทรงทำหน้าที่
ให้กำลังใจทหารทุกหนแห่งใน อังกฤษอย่างกล้าหาญ

ใครที่เกิดมาและประสบกับสุขภาวะที่เป็นปัญหาและ
ทุกคนที่ต้องเผชิญปัญหาร้อยแปดจะชื่นชมภาพยนตร์เรื่องนี้
ที่แสดงให้เห็นว่า การบากบั่นต่อสู้ปัญหาที่เกิดกับทุกคน
ในทุกระดับไม่เว้นแม้แต่พระเจ้าแผ่นดินคือคำตอบ

สำหรับผู้เขียนเองซึ่งเมื่อครั้งเป็นเด็กก็เคยติดอ่าง
และสามารถเอาชนะมาได้
รู้สึกประทับใจภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นพิเศษครับ






วันมาฆบูชา วันที่ ๑๘ ก.พ. พ.ศ. ๒๕๕๔


http://teetwo.blogspot.com/2009/02/blog-post_6204.html

Feb 17, 2011

พระพรหมคุณาภรณ์








12.เรามีความสุขไว้ในตัวเลยดีกว่า









Feb 13, 2011

"นิ้วกลม" ตั้งคำถาม "รักคืออะไร"


มติชน
นิ้วกลม
วันที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554



รัก เหมือนฤดูหนาว เกิดขึ้นโดยไม่รู้ตัว จางหายไปโดยไม่รู้ตัว / รักเหมือนดอกไม้ ดูแลอย่างดี แต่บางที ไม่มีดอก / รักเป็นปริศนา เราไม่รู้หรอกว่าเขารักเราไหม คำพูด-หลายครั้งก็ไม่ตรงกับความรู้สึก / บอกว่ารัก แต่อันที่จริงไม่ บอกว่าไม่ แต่อันที่จริงรัก ก็มีถมเถไป / รักเป็นเรื่องชั่วคราว เหมือนน้ำค้างตอนเช้า ดวงดาวตอนกลางคืน ใครพยายามฝืนให้รักเป็นสิ่งถาวร อาจได้รับความทุกข์ถาวรมาเป็นสิ่งตอบแทน / ถ้าพล็อตกราฟ กราฟของความรักคงมีลักษณะขึ้น-ลง มิใช่คงที่ / สิ่งที่ทำให้กราฟความรักดิ่งลงอาจจะเป็นความชินชา และสิ่งที่ทำให้กราฟพุ่งขึ้นมาอาจจะเป็นความผูกพัน / อ้อมกอดของความรักใหม่ให้ความรู้สึกต่างไปจากอ้อมกอดจากความรักที่รู้จักกัน มานาน / อย่างแรกตื่นเต้น คึกคัก บางครั้งเร่าร้อน รุนแรง อย่างหลัง อบอุ่น สงบ และรู้สึกเหมือนได้กลับบ้าน / ความผูกพันคือความรักหรือไม่ ใครจะไปรู้ แต่ถ้าดูดีๆ ในความผูกพันมักมีความรักซ่อนอยู่ในนั้นเสมอ

รักคือกาว ที่ยึดเหนี่ยวความสัมพันธ์ของคนสองคนเอาไว้จนกระทั่งผูกพันกัน คุณภาพของกาวย่อมมีผลต่อความเหนียวแน่น นานวันไปกาวอาจจะหมดอายุ แต่บางคู่ก็ติดทน มิใช่เพราะกาวของพวกเขาไม่หมดอายุ ทว่าพวกเขาหมั่นหยอดกาวของความรักลงไปในช่องว่างของความสัมพันธ์อย่างสม่ำ เสมอ

ความผูกพันย่อมต่างจากการพันผูก ผูกพันเกิดจากคนสองคน พันผูกเกิดจากคนหนึ่งคนที่พยายามพันและผูกอีกฝ่ายหนึ่งไว้ ทั้งที่เขาอาจไม่อยากอยู่ใกล้อีกต่อไปแล้ว / ความรักไม่ได้จบด้วยการอยู่ด้วยกัน จูงมือกันเข้าสู่ประตูวิวาห์เหมือนในละครตอนอวสานเสมอไป รักในระยะไกลก็มีหลายคนสมัครใจที่จะทำ ส่วนจะทำไปได้นานแค่ไหน ไม่มีใครรู้ / และการเข้าสู่ประตูวิวาห์ก็ใช่ว่าจะสวยงามเหมือนอย่างในละคร / การแต่งงานอาจเป็นการยืนยันความรัก แต่การพิสูจน์ความรักเริ่มขึ้นหลังจากวันนั้น / เส้นทางความรักที่ถูกสร้างขึ้นจากวัฒนธรรมผัวเดียวเมียเดียวของมนุษย์ก็ คล้ายการเลือกทางเดินหนึ่งเส้นบนหลายทางแยก ไม่มีใครรู้หรอกว่า ถ้าเราเลือกเดินไปอีกเส้นทาง ชีวิตจะต่างไปอย่างไร / คำตอบถูกแขวนไว้ในจินตนาการ / การแต่งงานของบางคนอาจทำให้อีกคนหนึ่งใจหาย เหมือนคนที่เคยใกล้ชิดหายตัวไปจากโลกหนึ่งคน เพราะรู้ดีว่าเราเข้าใกล้กันเหมือนเดิมไม่ได้อีกต่อไปแล้ว / บางครั้งยังอดสงสัยไม่ได้ ในทุกหนึ่งงานแต่งงานจะมีคนร้องไห้เสียใจกับการแต่งงานของคนสองคนนั้นทุก ครั้งไหมนะ / รักจึงไม่ได้มอบความสุขให้กับผู้ที่มีมันเสมอไป บางครั้งมันก็หยิบยื่นความเศร้าใจให้เช่นกัน / บางทีความรักที่เรามีนั้นแทบไม่มีความหมาย ถ้าอีกฝ่ายไม่รับรู้การมีอยู่ของมัน / แย่กว่านั้นคือไม่เห็นค่า / ความเศร้าอาจจะเกิดจากการที่เรามีความรัก ที่เราพยายามฟูกฟักความหมายและคุณค่า แต่มันไร้ค่าในสายตาของคนที่เรานำไปมอบให้ / นั่นย่อมทำให้เรารู้สึกว่าตัวเองไร้คุณค่าไปด้วย / เวลารักใครสักคน เรามักเผลอเอาคุณค่าของตัวเองไปผูกไว้กับการให้ค่าจากคนคนนั้น / เขาสำคัญสำหรับเราจนเราลืมความสำคัญของตัวเองไปชั่วขณะ / พูดแบบธรรมะ อาจเรียกได้ว่า อวิชชา หรือว่าความไม่รู้

แต่เวลามีความรักบางครั้งสติสตังก็ไม่อยู่กับเนื้อกับตัว


ความ รักเต็มไปด้วยความรู้สึก ที่ยังมิได้นึกหรือคิด / มิได้นึกหวนทวนอดีตที่เจ็บปวด มิได้คิดถึงอนาคตว่าจะดีร้ายอย่างไร / รักด้วยสติ พูดง่ายแต่ทำยาก / บางครั้งยังอดคิดไม่ได้ว่า รักที่มีสติอาจไม่ใช่ความรักบริสุทธิ์ / มันผ่านกระบวนการกลั่นกรองมาเป็นอย่างดี มีส่วนผสมของเหตุผลมากกว่าอารมณ์ ซึ่งอาจจะมีเป็นผลดีต่อการดำเนินชีวิต และการสงบจิตสงบใจ / จึงเคยเขียนไว้ใส่สมุดบันทึก สติอยู่ที่ไหน ความรักไม่อยู่ที่นั่น / หรือถ้ามีมันก็เป็นรักอีกแบบ รักที่คิดมาดีแล้ว ไตร่ตรองมาดีแล้ว อาจมิใช่ความรักแบบหนุ่มสาว ทว่าเป็นความรักที่กินอาณาบริเวณกว้างกว่านั้น รักผู้อื่น รักเพื่อนร่วมโลก รักสรรพสัตว์ รักสิ่งแวดล้อม รักโลกที่เราอาศัย / ซึ่งดูคล้ายกับว่า รักแบบนี้ไม่มีพิษมีภัย เพราะเราไม่ได้ต้องการให้สัตว์โลกทั้งหลายวิ่งเข้ามาโอบกอดเรา (โดยเฉพาะพวกเสือ หมี หรืองูเหลือม) เราแค่มีเมตตากรุณาต่อมัน อยากเห็นมันมีชีวิตที่ดี มีความสุข ไม่ตัดป่ามากเกินไป ไม่ทำร้ายโลกมากไปกว่านี้ / แต่ทำไมเราจึงรักคนที่เรารักไม่ได้แบบเดียวกับที่รักหมีขาว เพนกวิน และแมวน้ำบ้างล่ะ / หรือความรักคือการครอบครอง? / ปฏิเสธไม่ได้ว่า บางครั้งเราก็สับสนระหว่างสองความรู้สึก อยากให้เขามีความสุขกับอยากให้เรามีความสุข / เรา-หมายถึงตัวเราเอง / และการที่เราจะมีความสุขได้ก็ต้องได้อยู่ข้างๆ เขา ได้เป็นแฟนกัน ได้ทำอะไรร่วมกันอีกหลายอย่าง (ตามแต่ที่คุณผู้อ่านจะคิด)

แต่บางที มันก็เป็นทางคนละเส้น ทางที่เขามีความสุขอาจไม่มีเราอยู่บนเส้นทางนั้น มุมหนึ่งเราก็น่าจะดีใจที่เห็นเขามีความสุข แต่ทุกข์เกิดจากเขาดันไปมีความสุขกับอีกคนหนึ่งซึ่งไม่ใช่เรา

รัก ต้องครอบครองอย่างนั้นหรือ ผมว่าไม่ใช่ แต่รักต้องประคับประคอง รักต้องแลกเปลี่ยน ถ่ายเทความรู้สึกกันไปมา / คล้ายๆ ทฤษฎีสีชมพูที่คนใกล้ตัวของผมค้นพบ / เธอบอกว่า คนสองคนก่อนจะรักกันนั้นอาจแตกต่างกันอยู่พอสมควร เหมือนสีคนละสี แต่พอเริ่มรู้จักกัน พูดคุยกัน อีกฝ่ายก็จะแนะนำโลกของตัวเองให้อีกฝ่ายรู้จัก ค่อยๆ เปิดประตูให้เขาเข้ามาดูโลกของเรา ขณะเดียวกันเราก็เข้าไปสู่โลกของเขาเช่นกัน สิ่งที่เราเคยชอบทำ ชอบกิน สถานที่ที่เราชอบไป เขาก็จะค่อยๆ ทำ กิน ไปด้วยกันกับเรา เช่นกันกับที่เราก็ค่อยๆ ทำ กิน ไป ในสิ่งที่เขาชอบ พอรู้ตัวอีกที เราก็กลายเป็นสีเดียวกันไปแล้ว / สีที่เกิดจากการผสมของสองสีเข้าด้วยกัน เมื่อนั้นมันจะไม่ใช่สีเดิมอีกต่อไป ไม่ใช่สีของเธอ ไม่ใช่สีของฉัน แต่มันจะเป็น "สีของเรา" / วันนั้นความรักจะเกิดขึ้น วันที่ฉันกับเธอค่อยๆ จางหาย กลายเป็น "เรา" / รักที่สมบูรณ์จึงต้องการคนที่เรารัก / เพื่อหยิบยื่นความรักสลับกันไปมา / ในนิยามนี้รักจึงคล้ายการตีปิงปอง ที่เราต้องตีโต้กันจึงสนุก / ตีปิงปองคนเดียวย่อมเปลี่ยวเหงา และยิ่งเป็นไปไม่ได้ ถ้าเราจะตีปิงปองและตามัวแต่ไปมองคนที่ตีอยู่อีกโต๊ะหนึ่ง / รักข้างเดียวมีจริง แต่ไม่แน่ใจว่าจะเป็นรักที่มีความสุข / แต่แน่ละ ใครจะไปห้ามได้ ตราบที่ยังไม่เจอใครที่จะมีความสำคัญ-ตัวใหญ่จนบดบังใครคนเดิม / รักต้องการการประคับประคองเป็นอย่างดี ใช่ว่าเรารักกันแล้วเราจะรักใครไม่ได้อีก ความรู้สึกแบบนั้นย่อมเกิดขึ้นเป็นธรรมชาติ / คู่รักมิใช่คนที่เกิดมาเพื่อเป็นคู่กัน / คู่รักเป็นแค่คนที่เดินมาเจอกันก่อนที่ทั้งคู่จะเดินไปเจอคนอื่นเท่านั้นเอง / และทั้งคู่ก็ยังเดินไปเจอคนใหม่ๆ ที่มีคุณสมบัติ "ความน่าจะรัก" อยู่ตลอดเวลา / ความสัมพันธ์ครั้งใหม่เริ่มต้นขึ้นได้เสมอ ไม่เว้นแม้แต่คนที่มีคู่รักอยู่แล้ว / อะไรที่ทำให้เราสานสัมพันธ์กับความรักครั้งใหม่ อะไรที่ทำให้เราหยุดมันไว้ ไม่สานต่อ / เป็นไปได้ไหมว่า สิ่งนั้นก็คือความรักนั่นเอง / แต่เป็นความรักอีกความหมายหนึ่ง / คือรักคนรักของเรามากจนไม่อยากเสียเขาไป เพราะรู้ดีว่า ถ้าความสัมพันธ์ครั้งใหม่ทำให้ความรักที่มีอยู่แตกร้าว เราย่อมเสียใจอย่างหนักที่ไม่สามารถรักษาคนที่เรารักเอาไว้ได้ / หรืออาจจะเป็นอีกหนึ่งความรู้สึก อีกมุมของความรัก / คือไม่อยากให้คนที่เรารักต้องเสียใจ ถ้าความสัมพันธ์ครั้งใหม่ต้องทำให้เธอเสียใจ บางคนจึงเลือกที่จะหยุดไว้ดีกว่า / ความรักทำนองนี้อาจใกล้เคียงกับการรักอย่างมีสติ แต่เป็นอีกมุมหนึ่ง / เป็นรักที่ไม่เห็นแก่ตัว ไม่เห็นแก่ความสุขของตัวเองเป็นใหญ่ / การกลัวคนที่เรารักต้องเสียใจ นับเป็นความรักที่ละเอียดขึ้นอีกขั้น / ซึ่งถ้าจะว่ากันลึกๆ เมื่อคนที่เรารักเสียใจ เราเองก็ย่อมเสียใจเช่นกัน ในเมื่อระหว่างเรามีเส้นด้ายแห่งความรู้สึกที่โยงใยไว้ด้วยกันแล้ว / คนหนึ่งเสียใจ อีกคนย่อมเสียใจไปด้วย / หากคู่รักคู่ไหนไม่รู้สึกอะไรกับความเสียใจของคนรักของตัวเองเลย เส้นด้ายที่ว่าอาจจะขาดวิ่นไปแล้วก็เป็นได้

ส่วนความรู้สึกแรก ไม่อยากเสียเขาไป นับเป็นความรู้สึกสำคัญของความรัก

เมื่อ เรารักใครสักคน สิ่งที่เรากังวลที่สุดคือการจากลา / การไม่ได้พบหน้ากันอีก ไม่ได้โอบกอดกันเหมือนเดิม ไม่ได้สัมผัสกันเหมือนเคย / เพราะเขาคนนั้นใช้เวลาอยู่กับเรามาเนิ่นนาน กระทั่งกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต / การจากไปของเขา ย่อมนำพาเอาส่วนหนึ่งของชีวิตของเราหายไปด้วย / เมื่อคนที่เรารักจากไป เราจะรู้สึกว่าชีวิตขาดหายไปส่วนหนึ่ง / ไม่สมบูรณ์เหมือนเคย / เสียงที่เคยได้ยิน รอยยิ้มที่เคยเห็น มือที่เคยสัมผัส ความอบอุ่นจากอ้อมกอด หายไปพร้อมกับใครคนนั้น / ยิ่งรู้สึกมากขึ้นเมื่อไปเยือนยังสถานที่ที่เคยไปด้วยกัน ฟังเพลงที่เคยฟังด้วยกัน หรือเมื่อพบวัตถุทรงจำอะไรบางอย่างที่ทำให้เรานึกถึงเขา / ความรักเพิ่มพูนบางสิ่งบางอย่างให้เรา ทว่ามันก็นำพาสิ่งเหล่านั้นกลับไปพร้อมกับคนที่นำมันมา / ไม่ช้าก็เร็ว / ธรรมชาติของความรักเป็นเรื่องชั่วคราว แต่ในบางกรณี รักก็ข้ามพ้นธรรมชาติข้อนี้ไปได้ / สิ่งที่เหลืออยู่อาจมิใช่ร่างกายที่ยืนอยู่ข้างๆ ทว่าคือความรู้สึกดีๆ ในใจ / คนรักมิได้อยู่ข้ายกายอีกต่อไป แต่ความรักยังอยู่ที่เดิม-ในใจ ในความทรงจำ / สิ่งดีๆ ที่เคยมีร่วมกันก้าวข้ามกฏอนิจจังของวัตถุสิ่งของได้ / บางคนเก็บรักษาความรักเอาไว้กับตัว และปล่อยให้มันหมดอายุลงพร้อมๆ กับอายุขัยของเขา / ไม่มีใครเข้าใจความรักหรอก ถ้ามีใครสักคนบอกว่าเขาเข้าใจความรัก นั่นยิ่งแปลว่าเขาไม่เข้าใจอะไรเกี่ยวกับมันเลย / ธรรมชาติของความรักซับซ้อนมากกว่าที่จะเรียบง่าย / สับสนมากกว่าที่จะแจ่มชัด / บางครั้งความสวยงามของความรักก็อยู่ตรงที่มันมีลักษณะที่พร่าเลือนนี้เอง / เราไม่เคยเข้าใจว่า เพราะอะไรเราจึงรู้สึกว่าดอกไม้สวยงาม แต่สิ่งที่เราต้องการอาจไม่ใช่เหตุผลว่าเพราะอะไรดอกไม้จึงสวย เราต้องการดอกไม้ต่างหาก / บางคนอาจเฝ้าถามถึงนิยามของความรัก ในขณะที่อีกคนลงมือรัก และใช้เวลากับมัน / แน่นอน ย่อมมีทั้งสุขและเศร้า / รักไม่เคยมอบให้แต่ความสุขเพียงอย่างเดียว / เพราะรักไม่ใช่ของใครคนหนึ่ง มันต้องการคนสองคนเสมอ / เมื่อมีอีกคนหนึ่ง จึงยากจะคาดหวังให้รักเป็นไปดั่งใจเรา / กระนั้นรักก็ไม่เคยมอบให้แต่ความทุกข์เพียงอย่างเดียวเช่นกัน / ในท่ามกลางความทุกข์นั้น เราต่างรู้ดีว่าอย่างน้อยก็มีความสุขอยู่ในนั้น / อย่างน้อยที่สุด เวลาได้รักใครสักคนเราย่อมมีความสุข /

สุขที่ได้รู้จักความรัก


ถือ โอกาสวันวาเลนไทน์มานั่งถามหาความหมายของความรักกับตัวเองดูเล่นๆ หากคุณผู้อ่านคนไหนมีนิยามความรักที่น่าสนุก น่าสนใจ หวานซึ้ง โรแมนติก ตลกขับขัน แล้วอยากแบ่งปันสู่กันฟัง ส่งเข้ามาได้ที่ roundfinger@gmail.com นะครับ ผมจะคัดเลือกชิ้นที่ชอบนำมาตีพิมพ์ในมติชนสุดสัปดาห์ และแจกหนังสือให้อ่านเล่นคนละเล่มครับ ^ ^ (อย่าลืมแนบที่อยู่มาในอีเมลด้วยนะครับ)


https://www.youtube.com/watch?v=d9VLNi3V09c

รัก


ฟาสต์ฟู้ด ธุรกิจ

หนุ่มเมืองจันท์

วันที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

www.facebook.com/boycitychanFC


ผมมีหนังสือเล่มใหม่แล้วครับ

เพิ่งออกเมื่อเดือนมกราคม

หนังสือเล่มนี้ไม่ได้วางขาย แต่แจกฟรีครับ

และแจกฟรีเฉพาะคนที่ไปร่วมงานแต่งงานของ "อิ่ม-ป๊อบ"

ทั้ง 2 คนไปเรียนหลักสูตร ARM รุ่นที่ 7 ของ "เซเว่น อีเลฟเว่น" รุ่นเดียวกับผม

นั่นคือ เหตุผลที่ทำให้เรารู้จักกัน

วันหนึ่ง "อิ่ม" เดินมาบอกผมว่าคุณแม่ของเธอชอบอ่านหนังสือชุด "ฟาสต์ฟู้ดธุรกิจ"

ผมก็ฝากหนังสือให้คุณแม่และอิ่ม

ฝากหนังสือไป 2-3 เล่ม

สัปดาห์ต่อมาก็ได้น้ำพริกหนุ่มและอาหารเหนือยี่ห้อ "วนัสนันท์" มากล่องใหญ่

ถือเป็นการลงทุนที่คุ้มค่ามาก

คุณพ่อ-คุณแม่ของ "อิ่ม" เป็นเจ้าของแบรนด์ "วนัสนันท์" ครับ

เป็นสินค้าประจำจังหวัดเชียงใหม่ที่โด่งดังมาก

จากนั้นไม่นาน "อิ่ม" กับ "ป๊อบ" ก็บอกว่าทั้งคู่ขี้เกียจนอนคนเดียวแล้ว

และอยากได้หนังสือ "ความสุข ณ จุดที่ยืนอยู่" ของผมเป็นของชำร่วยในงานแต่งงาน

ฟังแล้วปลื้มครับ

เพราะถือว่า "อิ่ม" และ "ป๊อบ" ให้เกียรติมาก

คิดดูสิครับ ในงานสำคัญที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิตของคน 2 คน

หนังสือของผมได้เป็น "ของที่ระลึก" ในงาน

แค่คิดก็เท่แล้ว

ตอนแรกน้องทั้ง 2 คนจะขอซื้อ

แต่ด้วยความรักน้อง และเห็นว่าทั้ง 2 คนฐานะไม่ดีนัก

เพราะ กิจการ "เชียงใหม่วนัสนันท์" ที่ขายพวกกระเทียมดอง-อาหารเหนือของ "อิ่ม" และ "นีโอเดคคอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล" ขายพื้นไม้สำเร็จรูปของ "ป๊อบ"

เมื่อนำมาเปรียบเทียบกับ "แอปเปิ้ล" ของ "สตีฟ จ็อบส์" หรือ "ไมโครซอฟต์" ของ "บิล เกตส์"

กิจการของทั้งคู่ถือว่าเล็กมากกก...

น่าสงสารจริงๆ



ผมบอก "อิ่ม" กับ "ป๊อป" ว่าให้เลือกเรื่องที่ชอบในหนังสือทั้ง 16 เล่มของผม ไปพิมพ์ใหม่ดีกว่า

จัดทำรูปเล่มใหม่ให้เป็นของที่ระลึกสำหรับงานนี้

ชอบเรื่องไหน เลือกไปเลย

ค่าลิขสิทธิ์ไม่ต้อง

ขี้เกียจรีดเลือดกับ "ปู" ครับ

แสดง น้ำใจไปแล้วนึกว่าเรื่องจะจบ "อิ่ม-ป๊อบ"กลับบอกว่าพี่ต้องเขียนคำนำให้ ไม่เช่นนั้นคนอื่นจะคิดว่าแอบเอาเรื่องของผมมาพิมพ์โดยไม่บอกกล่าว

เอาล่ะสิ กลายเป็นปัญหาใหญ่ของผมขึ้นมา

เขียนเรื่องธุรกิจ หรือเรื่องไร้สาระนั้นไม่ใช่เรื่องยาก

แต่เขียนเรื่อง "ความรัก"

มันยากนะครับ

ประสบการณ์ก็ต่ำมาก จะถาม "อมร" ก็กลัวจะนอกเรื่องนอกราว

คิดอยู่เกือบ 1 เดือน

สุดท้ายก็นึกออก

ผมใช้หลักการแก้ปัญหาแบบเดิมครับ

ถ้าหา "ทางออก" ไม่เจอ

ให้เราออกที่ "ทางเข้า"



"หนังสือเล่มนี้เกิดขึ้นจากอะไร"

คำตอบแรก คือ ARM 7

ถ้าไม่ได้เจอกันในโครงการนี้ ทั้งคู่ก็คงไม่นำเรื่องของผมมาเป็น "ของที่ระลึก" แจกในงานแต่งงาน

แต่อีกคำตอบหนึ่งที่สำคัญกว่า

หนังสือเล่มนี้เกิดขึ้นจาก "ความรัก" ครับ

เพราะมี "ความรัก" ของ "อิ่ม" และ "ป๊อบ"

หนังสือเล่มนี้จึงเกิดขึ้น

...ความรัก

...รัก

เมื่อจะเขียนเรื่อง "ความรัก"

แทนที่จะเสียเวลาคิดว่าจะเขียนเรื่องอะไรที่เกี่ยวกับ "ความรัก"

เราก็ย้อนกลับไปทีจุดตั้งต้นเลย

"รัก"

เคยสงสัยไหมครับว่า "ความรู้สึก" ที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า "LOVE"

ทำไมภาษาไทยจึงบัญญัติศัพท์คำว่า "รัก" มารองรับ

ทำไมต้องใช้คำว่า "รัก" ไม่ใช้คำอื่น

ไม่ใช้คำว่า "กุ๊กกุ๋ย" หรือ "ชิมิ"

ฉันกุ๊กกุ๋ยเธอ

ฉันชิมิเธอ

แต่กลับใช้คำว่า "ฉันรักเธอ"

มันต้องมีเหตุผลสิครับ

ผมสงสัยมานาน และเพิ่งคิดออกเมื่อไม่กี่วันนี้

"รัก" มีตัวอักษรอยู่ 2 ตัวครับ

คือ ร.เรือ และ ก.ไก่

การเลือกใช้ตัวอักษร 2 ตัวนี้ต้องมี "ความหมาย"

นี่คือ ปริศนาที่ซ่อนมานานหลายร้อยปีที่ผมเพิ่งค้นพบ

รู้ไหมครับว่า "ร-ก" ย่อมาจากอะไร

นั่งลงครับ ถ้าเป็นแฟนกันก็กุมมือกันแล้วฟังดีๆ

"ร" นั้นย่อมาจากคำว่า "เรา" ครับ

"ก" ย่อมาจาก "กู"

ตัวกู-ของกู

"ความรัก" เป็นเรื่องคน 2 คน

คนอื่นไม่เกี่ยว

ชีวิตคู่ คือ การผสาน "ร" และ "ก" เข้าด้วยกัน

เมื่อคน 2 คนตัดสินใจใช้ชีวิตคู่ร่วมกัน

เหมือนกับว่าต่อไปนี้จะไม่มี "ฉัน" ไม่มี "เธอ"

มีแต่ "เรา"

แต่ในความเป็น "เรา" ทั้ง 2 คนก็ยังต้องมีความเป็นตัวตนของตนเองอยู่ด้วย

ฉัน ยังต้องเป็น ฉัน

เธอ ยังต้องเป็น เธอ

การหาค่ากลางระหว่าง "เรา" และ "ตัวตน" ของแต่ละคน เพื่อให้ชีวิตคู่ดำเนินไปอย่างราบรื่นและมีความสุข

เป็นศิลปะแห่งความรัก

และนั่นคือ เหตุผลที่ "ร" และ "ก" ต้องมี "ไม้หันอากาศ" อยู่ด้านบน

ดูดีๆ สิครับ "ไม้หันอากาศ" บนตัว "ร" ปลายหางมันตวัดลง

เป็นรูป"หัวใจ"

ความรักไม่ใช่เรื่องของ "เหตุผล"

แต่เป็นเรื่อง "ความรู้สึก"

เราถามทุกสิ่งด้วย "เหตุผล" ได้

แต่สำหรับ "ความรัก"

เราต้องถามด้วย "หัวใจ"

และตอบด้วย "หัวใจ"?

ผมตบท้ายคำนำชิ้นนี้ด้วยคำอวยพร

...ขอให้ "อิ่ม-ป๊อป" มีความสุขทุกวันคืน

มีความสุขกับชีวิตใหม่

กับความเป็น "เรา" ที่มี "ฉัน" และ "เธอ" เล่นซ่อนแอบกันอยู่

...ใต้ร่มเงาของ "หัวใจ" ...



ในหนังสือเล่มนี้ ผมบอกน้องทั้ง 2 คนว่ามีสิ่งหนึ่งที่ผมลืมบอกไป

คือ ที่บอกว่า "ค่าลิขสิทธิ์" ของเรื่องในหนังสือ ไม่คิด

ยังยืนยันเหมือนเดิม

แต่ "คำนำ" ชิ้นนี้ผมเขียนขึ้นมาใหม่

ต้องมี "ค่าเรื่อง"

ไม่เช่นนั้น เสียชื่อ "นักเขียนมืออาชีพ"

ไม่ต้องจ่ายเป็นเงิน

แค่ขอให้ "อิ่ม" ส่งสินค้าของ "วนัสนันท์" ไปให้ชิมตลอดชีวิต

และ "ป๊อบ" ส่งไม้ไปให้สร้างบ้านหลังใหม่เท่านั้นก็พอแล้ว

เป็นคนไม่โลภมากครับ

Feb 11, 2011

วงการดนตรีที่เคยรู้จัก ตายแล้ว
















ข้อคิดจากพี่เต๋อ เรวัต พุทธินันทน์








ชีวิตเป็นเรื่องซับซ้อน
เมื่อเราเป็นเด็ก เราก็ต้องการผู้นำทางที่ดี
เพราะเด็กคือผ้าขาว ผู้ที่จะทำหน้าที่แต้มสีคือผู้ใหญ่
เราย่อมไม่ต้องการผู้ใหญ่ที่แต้มสีดำมืดมนมานำทางชีวิตเรา
สำหรับผมแล้ว ผมถือว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิตของคนเรา คือ
ครอบครัว ถ้าครอบครัวเราประสบความสำเร็จ
ทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตก็ง่ายมาก
ที่จะประสบความสำเร็จไปด้วย

คนที่พูดว่า "คนที่ประสบความสำเร็จทางด้านการงาน
ต้องมีความล้มเหลวทางด้านครอบครัว" นั้น
ถือเป็นคำพูดที่ทำให้ค่านิยมร่วมของสังคมผิดแผกเปลี่ยนรูป
ไปได้อย่างมากมาย พอดู ผมอยากบอกว่า
คนเราสามารถที่จะประสบความสำเร็จได้ทั้งสองอย่าง
ถ้าเราเป็นคนที่ตั้งใจ และรักที่จะให้ได้สิ่งนั้นมาจริงๆ
นั่นคือถ้าเราต้องการให้ครอบครัวเราดี

เราต้องดูแลปากท้องของครอบครัวเราให้ได้ แต่ในขณะเดียวกัน
เราก็ต้องใกล้ชิดลูก ต้องให้ความรักกับลูกมากที่สุด
ซึ่งทั้งหมดนี้เขาจะไปซื้อหาจากที่ไหนไม่ได้
เพราะเป็นสิ่งที่เกิดจากความรักที่เราให้เขาเท่านั้น
พ่อแม่ไม่ควรคิดว่าการเลี้ยงลูกคือหน้าที่
แต่ควรรู้สึกว่าการเลี้ยงลูกคือธรรมชาติ


ซึ่งในความเป็นไปของสังคมทุกวันนี้
สองสิ่งนี้กลับสวนทางกัน
เพราะฉะนั้นเวลาที่ครอบครัวมีปัญหา
เราจึงมักเห็นว่า พ่อแม่โทษคนอื่น
แทนที่จะโทษตัวเอง ทั้งที่ความจริงปัญหาที่ลูก
ได้รับมาล้วนมาจากตัวพ่อแม่เอง
แต่กลับไม่มีความกล้าพอที่จะรับผิดว่า...
ฉันเองเป็นคนทำให้ลูกเป็นแบบนี้ผม
มีความเชื่อว่า คนที่จะดีได้ครอบครัวต้องดี
เด็กจะดีได้ พ่อแม่ต้องเป็นคนดี อบรมสั่งสอนให้เด็กดี

ส่วนตัวผมเอง ผมอาจโชคดีที่มีพ่อแม่ดี
มีครูบาอาจารย์ดี และสั่งสอนเรามาดี
ทำให้เรามีร่องคิดแบบนี้
และเมื่อผมมีครอบครัวเป็นของตัวเอง
ผมก็ได้ถ่ายเทร่องคิดนี้ไปยังภรรยาและลูกๆ
ครอบครัวเราจึงเป็นครอบครัวที่รัก
และเข้าใจกันมาก เราไม่เคยมีความลับต่อกัน
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรก็ตาม ทุกวันนี้
สิ่งที่ขาดหายไปจากชีวิตของผม
คือการได้เห็นลูกๆทุกวัน
เพราะเขาทั้งคู่ต่างเรียนอยู่เมืองนอก
แต่สิ่งที่ขาดหายไปนี้กลับถูกทดแทนด้วยความรู้สึกดีๆ
ยามที่เราได้เห็นการเปลี่ยนไปในทางที่ดีของลูกทุกครั้งที่เราพบกัน
ผมคือพ่อและสามีที่มีความสุข
และถ้าวันใดที่ลูกผมโตขึ้นมาแล้ว
มีความสุขในครอบครัวอย่างที่ผมมีอยู่นี้
วันนั้นแหละจะเป็นวันที่ผมมีความสุขที่สุดในโลก

ถ้าจะถามผมว่า...ผมอยากฝากอะไรถึงสังคม ผมขอบอกว่า
"ผมอยากเห็นเพื่อนในสังคม มีความสุข อยากให้คุณๆ
ได้สัมผัสความรู้สึกอย่างที่ผมได้สัมผัสอยู่นี้
"













Feb 7, 2011

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช

หลวงปู่ดุลย์ อตุโล

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
หลวงพ่อปราโมทย์ เกิด พ.ศ.๒๔๙๕
ณ บ้านดอกไม้ ต.บ้านบาตร
อ.ป้อมปราบศัตรูพ่าย จังหวัดพระนคร

การศึกษา ชั้นประถมศึกษาตอนต้น
ณ โรงเรียนสุริยวงศ์, ชั้นประถมศึกษาตอนปลาย
ณ โรงเรียนวัดพลับพลาชัย,
ชั้นมัธยมศึกษา ณ โรงเรียนโยธินบูรณะ,
ปริญญาตรีและโท
ณ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, สจว.รุ่นที่ ๕๗

การทำงาน ลูกจ้าง กอ.รมน. (๒๕๑๘-๒๕๒๑),
เจ้าหน้าที่วิเคราะห์นโยบายและแผน ๓-๗
สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ (๒๕๒๑-๒๕๓๕),
ผู้ชำนาญการ ๘-๑๐ องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย (๒๕๓๕-๒๕๔๔)

การ ศึกษาธรรม นักธรรมตรี,
ศึกษาอานาปานสติตามคำสอนของท่านพ่อลี ธัมมธโร ตั้งแต่ ๒๕๐๒,
ศึกษากรรมฐานจากครูบาอาจารย์สายวัดป่าหลาย รูป ตั้งแต่ ๒๕๒๕ อาทิ
หลวงปู่ดูลย์ อตุโล หลวงพ่อพุธ ฐานิโย หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี หลวงปู่สิม พุทธาจาโร
หลวง ปู่บุญจันทร์ จันทวโร และหลวงปู่สุวัจน์ สุวโจ เป็นต้น

อุปสมบทครั้งแรกในสมัยที่ยังเป็นนักศึกษา
ณ วัดชลประทานรังสฤษฎ์ จ.นนทบุรี
โดยมีหลวงพ่อปัญญานันทภิกขุเป็นพระอุปัชฌาย์,
อุปสมบทครั้งที่ ๒ ณ วัดบูรพาราม จ.สุรินทร์ (๓๐ มิถุนายน ๒๕๔๔)
โดยมีพระราชวรคุณ (สมศักดิ์ ปณฺฑิโต) เป็นพระอุปัชฌาย์

สถานที่จำพรรษา ๕ พรรษาแรกจำพรรษาอยู่
ณ สวนโพธิญาณอรัญวาสี อ.ท่าม่วง
จ.กาญจนบุรี ของท่านพระอาจารย์สุจินต์ สุจิณโณ และพรรษาที่ ๖ ณ สวนสันติธรรม
อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี โดยความเห็นชอบของพระอุปัชฌาย์และ
หลวงพ่อมนตรี อาภสฺสโร ศิษย์อาวุโสของหลวงปู่ดูลย์ อตุโล

งานเขียน วิมุตติปฏิปทา (๒๕๔๒-๒๕๔๔)ก่อนอุปสมบท,
วิถีแห่งความรู้แจ้ง (๒๕๔๕),
ประทีปส่องธรรม (๒๕๔๗)
และ ทางเอก (๒๕๔๙) เป็นต้น





















































Feb 5, 2011

“วินัย ไกรบุตร” ถ่ายทอดบทเรียน “หินๆ” 5 ปีบนเส้นทางขายปุ๋ย


มติชน
ภาวิณีย์ เจริญยิ่ง
วันที่ 04 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554




5 ปีแล้วที่นักแสดงหนุ่ม “วินัย ไกรบุตร” หรือ เมฆ
เข้ามาจับธุรกิจปุ๋ยอินทรีย์ โดยใช้ตรา “ไกรบุตร” (เริ่มตั้งแต่ปี 2548)
ซึ่งกว่าจะอยู่ตัวอย่างทุกวันนี้ได้
เขาต้องเรียนรู้และล้มลุกคลุกคลานมาตลอด
แต่ 5 ปีที่ผ่านมาก็ไม่ได้สูญเปล่าทำให้เขาได้รับประสบการณ์อย่างคุ้มค่า
และนำประสบการณ์เหล่านั้นมาเป็นบทเรียน
ส่งผลให้ในปีนี้เขาจึงได้ปรับวิธีบริหารจัดการการตลาดและการขายเสียใหม่
เพื่อให้ขายปุ๋ยได้กำไรสูงสุด พร้อมๆ กับมีรายจ่ายในเรื่องต่างๆ น้อยสุด



เน้นทำการ ตลาด

ขายอย่าง เดียว

เขาย้อนให้ฟังถึงการมาทำธุรกิจปุ๋ยว่า
เกิดจากมุมมองที่ว่าบ้านเราเป็นเมืองเกษตรกรรม
โดยส่วนตัวก็เป็นคนใต้ที่ทำนาทำไร่ทำสวนมาก่อน
คิดว่าแนวโน้มคำว่าอินทรีย์ และคำว่าออร์แกนิก น่าจะมาแรง
ในอนาคตใครทำเกษตรกรรมน่าจะรวย
เพราะต่อไปอาหารการกินจะหายากจะแพง
ในขณะที่เทคโนโลยีราคาจะต่ำลงเรื่อยๆ
อีกอย่างตัวเองก็มีพื้นฐาน เคยลงตลาด
เคยลงต่างจังหวัด และเคยอยู่บ้านในต่างจังหวัดมาก่อน
เลยคิดว่าเข้าใจเรื่องพวกนี้พอสมควร



เมฆซึ่งมีดีกรีปริญญาโทเอ็มบีเอ จากมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา
แจงถึงส่วนผสมของปุ๋ยอินทรีย์ว่า
มีโรงงานของหุ้นส่วนที่นครปฐมผลิตให้ตามสูตรที่กำหนด
บริษัท มิชชั่นโกลด์ ของเขาเพียงทำการตลาดเท่านั้น
วัตถุดิบต่างๆ ส่วนใหญ่ใช้ในประเทศไทย
มีวัตถุดิบบางตัวเท่านั้นที่นำเข้ามาจากเมืองนอกเพื่อมาผสมกัน เช่น
พวกโดโลไมท์ นอกนั้นเป็นจำพวกขี้วัว ขี้หมู ขี้ไก่
ของเหลือทิ้งจากโรงงานพวกส่าเหล้า และชานอ้อย
จากนั้นนำมาหมักแล้วปั้นเป็นเม็ดขึ้นมา
มีธาตุอาหารเอ็นพีเคครบตามสูตรที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
กำหนด อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้เขาขายทั้งปุ๋ยอินทรีย์และปุ๋ยเคมีด้วย
แต่ตอนหลังขายเฉพาะปุ๋ยอินทรีย์ล้วนๆ
เพราะสู้ราคาปุ๋ยเคมีที่ต้องนำเข้ามาไม่ไหว



แม้จะศึกษาตลาดและมีแหล่งผลิตเรียบร้อย
ไม่ต้องไปลงทุนในส่วนของโรงงาน
เพียงทำการตลาดเท่านั้น และด้วยความที่เขาเป็นดารานักแสดง
มีคนรู้จักเยอะแยะก็น่าจะทำให้ขายดีกว่า เจ้าอื่น
แต่ในความเป็นจริงแล้ว
การค้าขายปุ๋ยมีองค์ประกอบมากกว่านั้น
จึงไม่ใช่ธุรกิจที่ได้เงินมาง่ายๆ



ตัว แปรกระทบยอดขายปุ๋ย

“จุดที่มันยาก เช่น เรื่องการตลาด เรื่องของต้นทุน
เรื่องของการหมุนกลับมาของเงิน คนบ้านเราจน
ชาวบ้านไม่ค่อยรวย ตรงนี้จึงเป็นปัญหา
อุปสรรคอีกอย่างหนึ่งคือความไม่แน่นอนเรื่องของสภาพแวดล้อม เช่น
ฝนตกฟ้าร้อง น้ำท่วม เรื่องของชลประทาน
ฉะนั้น 2 สิ่งนี้เองเป็นอุปสรรคใหญ่หลวงสำหรับธุรกิจตัวนี้”



ฟังเจ้าตัวพูดแล้วยังไม่เห็นภาพชัดเจนอยู่ดี
เพราะสภาพที่เป็นอยู่เมื่อใดก็ตามที่พืชผักผลไม้ตัวไหนการันตีว่าใช้วิธี
ปลูกแบบเกษตรอินทรีย์มักจะขายในราคาที่สูงแทบทั้งนั้น
ซึ่งลูกค้าก็ยอมจ่ายด้วยมองว่าจะปลอดภัยและดีต่อสุขภาพคนกิน
แต่อย่างที่เกริ่นไว้ธุรกิจปุ๋ยอินทรีย์มีหลายปัจจัยที่เกี่ยวข้อง



“ขายมา 5 ปีมีความรู้สึกว่ายิ่งขายยิ่งยาก ปีแรกก็ยาก
ปีที่สองก็ยาก ปีสาม ปีสี่ดีขึ้น พอปีสุดท้ายปีนี้ยิ่งยากกว่าเดิม
เพราะปีแรกปุ๋ยไม่แพงมาก ปีสาม ปีสี่ ปุ๋ยเคมีแพง
ซึ่งเป็นผลดีกับเรา พอตอนนี้ปุ๋ยเคมีถูกกลับไม่ดี
เหตุผลเพราะตอนปุ๋ยอินทรีย์ถูกคนก็ไม่ใช้
แต่ไปใช้ปุ๋ยเคมีแทน พอ 3 ปีให้หลังปุ๋ยเคมีแพงมาก
กระสอบละ 1,500 บาท ปุ๋ยอินทรีย์เลยขายดีเพราะราคาแค่ 400 กว่าบาท
พอปี 2553 ปุ๋ยเคมีลงมาอีก ลงมาเกือบ 500 กว่าบาท
ปุ๋ยอินทรีย์ที่ราคา 400 บาทเลยขายไม่ได้ หรือขายได้น้อย
นี่คือผลกระทบ นอกจากนี้ ยังมีปัญหาเรื่องฝนตก
น้ำท่วม บวกเข้าไปอีก ทำให้ขายได้น้อยหรือไม่ได้เลย”



5 ปีที่ปุ๋ยอินทรีย์ตรา “ไกรบุตร” ขายอยู่ในท้องตลาด
เมฆย้ำอีกว่า “แม้เกษตรกรจะรู้จักและยอมรับคุณภาพ
แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะประสบผลสำเร็จ
เพราะมีคู่แข่งขันในตลาดเยอะ และยังมีการผันผวนเรื่องของราคาปุ๋ยเคมี
และมีอุปสรรคเรื่องดินฟ้าอากาศเข้า มาเกี่ยวข้อง อย่างสมมติ
กรณีน้ำท่วม 3 จังหวัด อยุธยา สระแก้ว ปทุมธานี เกิดน้ำท่วมสัก 4 เดือน
ฝนไม่ตกแล้ง 3 เดือนก็ขายปุ๋ยไม่ได้แล้ว เกษตรกรชาวนาก็ใส่ปุ๋ยไม่ได้
พอฝนแล้ง เพลี้ยลงก็ใส่ปุ๋ยไม่ได้ นี่คือปัญหาของการขายปุ๋ย
มันไม่ได้สวยหรูอย่างที่คิด อุปสรรคเยอะแยะมากมาย
นอกจากนี้ยังมีเรื่องของค่าขนส่ง เรื่องของวัตถุดิบอีก”



ปุ๋ย “ไกรบุตร”

มีให้เลือก 3 แบบ

สำหรับปุ๋ยอินทรีย์ตราไกรบุตรมี 3 สูตรด้วยกันคือ
สูตรพิเศษในกระสอบสีส้ม ไว้ใส่พวกผักผลไม้ทั่วไป สูตรพิเศษราคา
ประมาณ 400 กว่าบาท ทั้งนี้ราคายังขึ้นอยู่กับสถานที่และการขนส่งด้วย
สูตรที่ 2 เฉพาะใส่กับยางพาราเท่านั้น สูตรที่ 3 เป็นสูตรใส่นาข้าว



ในการทำตลาดที่ผ่านมา เมฆกับเซลส์จะลงไปที่
สหกรณ์การเกษตรตามอำเภอและจังหวัดต่างๆและร้านค้า
โดยส่วนใหญ่เป็นสหกรณ์ประมาณ 80 เปอร์เซ็นต์ ร้านค้า 20 เปอร์เซ็นต์
การค้าขายกับกลุ่มนี้เจ้าของปุ๋ย “ไกรบุตร” บอกว่า
ดีตรงที่เก็บเงินง่ายและบริษัทไม่เน้นเครดิต
ให้เครดิตแค่ 7-15 วันเท่านั้น ซึ่งที่ผ่านมา
แม้จะขายไม่เยอะแต่ขายแล้วพออยู่ได้ เดือนหนึ่งสัก 5 คันรถก็พอแล้ว



“ยอดขายปุ๋ยอินทรีย์ของผมพอปีที่ 4 ที่ 5 เพิ่มขึ้นมา 30 เปอร์เซ็นต์
แต่จะว่าไปแล้วยอดขายก็ไม่เพิ่มมาก อาศัยขายได้เรื่อยๆ
ไม่ได้ขึ้นแบบบุ่มบ่ามเพราะปุ๋ยอินทรีย์ไม่มีแบบโป้งป้าง
หรือขึ้นมาแบบพรวด พราด อีกทั้งปุ๋ยอินทรีย์จะขยับราคายากมาก
เพราะใช้วัตถุดิบเกือบทั้งหมดจากในประเทศ”



ทำแปลงสาธิตโชว์สรรพคุณ

ถามว่า การทำตลาดแตกต่างจากปุ๋ยยี่ห้ออื่นหรือไม่
แล้วมีคู่แข่งเยอะไหม เมฆแจง

“ถามว่า การขายของผมแหวกแนวกว่าคนอื่นไหม
ก็ไม่เหมือนคนอื่นนั่นแหละ คือขายให้สหกรณ์
ขายให้ ธ.ก.ส. ขายให้เอเย่นต์ แต่ว่าวิธีทำการตลาดของผม
แตกต่างกับคู่แข่งตรงที่ว่า เราไปหาผู้ใหญ่บ้าน อบต.
แล้วก็คนในพื้นที่ทำแปลงทดลอง ทำแปลงสาธิตให้ดู
ช่วง 3-4 ปีแรกผมไปลุยเอง แต่ตอนนี้เรามีทีมงาน
ผมจะไม่ลงไปขนาดนั้น จะมีทีมงานคอยวิ่งคอยติดต่อ
และถ้ามีงานใหญ่ๆ เช่น ประชุมใหญ่หรืองานอีเว้นต์ใหญ่ๆ อบต. รวมกัน
หมู่บ้านรวมกัน มีนายกรัฐมนตรีมาปรากฏตัว
เราก็จัดบู๊ธใหญ่ๆ เหมือนเราทำการตลาดไปในตัว
ผมก็ไปขึ้นโชว์สินค้าเอง
ส่วนเรื่องรายละเอียดลูกน้องก็จะไปต่อยอดไปเคลียร์เรื่องสินค้า”



ในการขายปุ๋ยอินทรีย์นั้นเมฆบอกว่า
จำเป็นต้องทำแปลงสาธิตให้เกษตรกรดู
ซึ่งกว่าจะเห็นผลต้องใช้เวลา ถึงจะขายปุ๋ยได้
และต้องทำอย่างต่อเนื่อง ลูกบ้านจะดูว่าแปลงสาธิต
ที่ผู้ใหญ่บ้านใส่ปุ๋ยที่ว่าแล้วเป็นอย่างไร
เป็นการตลาดแบบปากต่อปาก นอกจากนี้
มีการโฆษณาทางวิทยุไปด้วย
ซึ่งที่ผ่านมาก็ทำแปลงสาธิตที่จังหวัดสระแก้ว
เป็นแปลงมันสำปะหลัง และแปลงนาข้าวต่างๆ



ยัง มีหนี้ค้างหลายล้าน

บริษัทขายปุ๋ยส่วนใหญ่จะติดต่อค้าขายกับสหกรณ์
ซึ่งจะเป็นตัวกลางกระจายสินค้าไปให้สมาชิก
ที่เป็นเกษตรกรในแต่ละพื้นที่
ฉะนั้นจึงไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องการจ่ายเงิน
และเรื่องเครดิตแต่อย่างใด ขณะที่ก่อนหน้านี้
เมฆเคยให้เครดิตกับคู่ค้าบางรายจน
เป็นหนี้ค้างชำระกันในวงเงินหลายล้าน
ประสบการณ์นี้ทำให้เขาระมัดระวังมาก

“ปี 2552 วิกฤตสุด หนี้เสียเยอะ
แทบจะปิดบริษัทเพราะเงินมันไม่หมุนเข้ามาในระบบ
ต้องทำเรื่องกู้เพื่อจะหาเงินหมุนเวียนมาช่วย
สุดท้ายก็ผ่านช่วงนั้นมาได้ พอปี 2553 ก็โอเคแต่ก็ยังไม่ดี
ต้องรอปี 2554 ซึ่งไม่มีใครสามารถรู้ได้เลย
เมื่อก่อนเป็นดาราไม่มีหนี้ก็ไม่ได้ยืม
แต่พอทำธุรกิจก็มีหนี้แต่กู้ได้ยืมได้
ส่วนปัญหาเงินที่ลูกค้าค้างอยู่ 2-3 ล้าน
เป็นเรื่องเมื่อ 3 ปีที่แล้วที่เราเริ่มต้นธุรกิจ
เราเดินแล้วเราขายไม่ได้ เพราะเป็นยี่ห้อใหม่
จะขายเงินสดก็ขายไม่ได้ ใครๆ ก็อยากทดลอง
ทุกคนอยากได้เครดิต ไม่ให้ก็ไม่ได้
แต่ 2 ปีหลังไม่มีปัญหาพวกนี้ มันดีขึ้นเรื่อยๆ”



ชื่อ เสียงช่วยได้แค่ 10%

หลายคนคงอยากรู้การเป็นนักแสดงชื่อดังที่มีผู้คนรู้จักกันมากมาย
จะช่วยทำยอดขายได้เพิ่มขึ้นบ้างหรือเปล่า

ประเด็นนี้เมฆตอบโดยไม่ต้องเสียเวลาคิดว่า
“การเป็นดาราความเป็นนักแสดงก็มีส่วนในการขายประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์
มีส่วนเพราะเขารู้ว่าเป็นของใคร เวลาเข้าไปคุยกับคนก็ง่ายขึ้น
แต่ไม่ได้หมายความว่าคุณภาพปุ๋ยจะดีหรือเปล่า
หรือการตลาดจะเก่งหรือเปล่า นั่นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง”



ในเรื่องเม็ดเงินที่ลงทุนไปนั้น “หนุ่มเมฆ” บอกว่า
ยังไม่ได้กลับคืนหมด ยังวนเวียนอยู่ในรูปของการลงทุน
และยังมีเรื่องหนี้สูญที่ยังเก็บไม่หมด ลูกหนี้บางคนก็หายไปเลย
บางคนเจอกันแต่ก็เก็บไม่ได้ ขอผ่อนผันไปเรื่อยๆ
แต่ก็ตั้งความหวังไว้ว่าวันหนึ่งเผื่อจะได้เงินคืนมาบ้าง



เมฆยอมรับว่า ช่วงแรกของการทำธุรกิจปุ๋ย
เขาเองต้องลุยเองทุกอย่าง เพราะถือเป็นมือใหม่
ยังต้องศึกษาเรียนรู้งานทุกอย่าง
แต่เมื่อธุรกิจมาถึงตรงนี้แล้ว
เขามีทีมการตลาดที่ค่อนข้างเข้มแข็ง



“ตอนนี้ผมมีทีมงานที่จะทำการตลาด
เลยมีเวลารับงานแสดง เมื่อก่อนนี้ไม่มีเวลาเลยต้องวิ่งอย่างเดียว เพราะ
1. ยังไม่ได้คนที่ถูกใจ 2. เราเองยังไม่ได้เรียนรู้ที่จะขายเลยแล้วอยู่ๆ
จะให้คนอื่นไปก็รู้สึกว่าจะไม่ดี
เหมือนว่าคนจะทำอะไรก็ต้องเรียนรู้เรื่องการขาย
เรื่องการขนส่ง เรื่องการขับรถ เรื่องของสถานที่
เรื่องการพบปะผู้คน เรื่องของการเยี่ยมคน
ต้องเรียนรู้ก่อน ตอนนี้เรารู้หมด
สำคัญที่เขาจะปิดออร์เดอร์ได้หรือไม่ได้
เหมือนกับว่าเราเรียนรู้มาก่อนภายใน 2-3 ปี
พอปีที่ 4 ที่ 5 เราปล่อยให้ทีมงานขายได้แล้ว”



แม้จะทำธุรกิจปุ๋ยอย่างเป็นกิจจะลักษณะ
แต่หนุ่มเมฆยืนยันว่า อาชีพการแสดงเป็นอาชีพหลัก
ส่วนการขายปุ๋ยเป็นอาชีพรอง



ยันขายปุ๋ยแค่อาชีพรอง

“อาชีพหลักของผมคือนักแสดง อาชีพรองคือนักธุรกิจ
ผมรู้สึกว่าผมรักการแสดง ยังไม่ทิ้ง
ไม่ใช่ว่าพอทำธุรกิจปุ๋ยพอได้เงินแล้วบอกว่าอาชีพหลักเป็นอาชีพขายปุ๋ย
ผมไม่ได้คิดเรื่องเงิน ผมคิดเรื่องความชอบ
อาชีพรองที่ต้องทำเพื่อความอยู่รอดเพราะเมื่อไรที่ไม่มีการแสดง
อาชีพรองก็สามารถเลี้ยงตัวอยู่ไปเดือนๆ
ส่วนที่ว่าแนวโน้มจะไปได้ดีหรือไม่ ไม่มีใครบอกได้
แม้แต่โรงงานขนาดใหญ่
เพราะเราไม่รู้ว่าพายุจะมาเมื่อไร น้ำท่วมเมื่อไร”



ในฐานะคนในวงการปุ๋ย เมฆมองว่า
สัดส่วนการใช้ปุ๋ยอินทรีย์กับปุ๋ยเคมีในบ้านเราคงแยกกันไม่ออก
เพราะปุ๋ยเคมีเป็นปุ๋ยที่มีคุณภาพในเรื่องของเอ็นพีเค
มีแม่ปุ๋ยที่จำเป็นต้องใช้ เพื่อจะได้ธาตุอาหารที่ครบสมบูรณ์
แต่ปุ๋ยอินทรีย์ก็มีความสำคัญ เนื่องจากเป็นตัวย่อยสลาย
ทำให้ดินดีขึ้นสภาพแวดล้อมดีขึ้น ทำให้ดินร่วนซุย
รากสามารถดูดอาหารดูดปุ๋ยเคมีได้เต็มที่ ฉะนั้น
ถ้าเทียบปุ๋ยอินทรีย์กับอาหารประจำวันปุ๋ยอินทรีย์เป็นพวกผักผลไม้สด
แต่ปุ๋ยเคมีเป็นพวกยาพวกอาหารเสริมที่ใส่เข้าไป
ดังนั้น ปุ๋ยเคมีและปุ๋ยอินทรีย์จะต้องไปด้วยกัน ทิ้งกันไม่ได้



กับคำถามที่ว่า จากความล้มเหลวในการทำธุรกิจที่ผ่านมา
หากย้อนเวลากลับไปได้ เขาจะทำอย่างไร

“1. ผมจะปรับในเรื่องของการตลาด เรื่องผู้แทนจำหน่าย เรื่องคนขาย
2. เรื่องเครดิต สินเชื่อ
3.เรื่องของทีมงาน เรื่องของกฎหมายที่มาเกี่ยวข้อง
ถ้าให้เริ่มต้นใหม่เลยจะทำการตลาดที่ประหยัดและยั่งยืนกว่านี้
ไม่ต้องไปไหน ไกล อยู่รอบกรุงเทพฯ แค่นี้พอ
ไม่ต้องวิ่งไปไกลๆ ไม่ต้องมั่ว อยู่ใกล้ๆ
ทำแปลงทดลองติดต่อให้คนเห็นคุณภาพ
อยู่แถวๆ นี้เพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย
พร้อมทำการประชาสัมพันธ์ไปเรื่อยๆ
ให้เขาได้เห็นคุณภาพจริงๆ เดือนหนึ่ง 3-5 คันรถพอ
กำไรเดือนหนึ่งประมาณ 50,000 บาท พอแล้ว
เพราะถ้ายิ่งคิดมากยิ่งต้องการมากปัญหาเยอะ
ต้นทุนสูง และคนที่วิ่งก็มีความกดดันเยอะมาก
ตอนนี้ต้องกลับมาตั้งหลักพอเพียงเหมือนที่ในหลวงทรงแนะนำไว้”

พลิกโฉมการตลาดใหม่

ประสบการณ์การขายการทำตลาดที่ผ่านมา
ทำให้เมฆได้เรียนรู้เยอะ ดังนั้น เขาจึงได้ปรับแผนการตลาดใหม่ ในปี 2554 นี้
“ผมจะไม่ส่งเซลส์ให้วิ่งข้ามจังหวัด จะไม่ไปภาคเหนือ
จะไม่ไปภาคใต้ จะใช้วิธียิงแค่พื้นที่รอบๆ กรุงเทพฯ ปทุมธานี อยุธยา
สระแก้ว ฉะเชิงเทรา ชลบุรี จันทบุรี
1. เพื่อประหยัดต้นทุนประหยัดค่าใช้จ่าย ประหยัดค่าน้ำมัน ค่ากิน
ค่าทีมงาน เราไม่ต้องพัก ไม่ต้องจ่ายค่านอน
สามารถวิ่งไปกลับได้ เราไม่ข้ามแล้วเหมือนเมื่อก่อนเราข้ามไปแต่ละภาค
กลับมาบางทีไม่ได้อะไรเลย เสียเปล่า
2. ดูแลทั่วถึง อีกอย่างสามารถทำงานง่ายกว่าเดิม
ไม่เสียเวลาพักค้างคืน”



นอกจากจะปรับในเรื่องวิธีการทำตลาดแล้ว
ในส่วนของเซลส์เขาก็ปรับเช่นกัน
“ตอนนี้ทีมงานผมมี 5 คน ไม่ได้รับเงินเดือน
ให้รับเป็นเปอร์เซ็นต์ แต่เรามีค่าน้ำมันค่าการตลาดให้
ตัดเป็นเปอร์เซ็นต์ไป คุณไม่มีเงินเดือนคุณวิ่งไปเรื่อยๆ
คุณขายไปตัดไป ประหยัดต้นทุน
เมื่อก่อนเราจ่ายเป็นเงินเดือน บางเดือน 4 เดือน
น้ำท่วมฝนตกเราก็ต้องจ่าย ค่าโน่นค่านี่
ค่าน้ำมันเดือนหนึ่งเป็นแสน
เดี๋ยวนี้เราไม่ทำอย่างนั้นแล้ว
เริ่มวิธีการแบบนี้มาครึ่งปีแล้ว”



ฟัง “เมฆ” เล่าถึงธุรกิจค้าปุ๋ยแล้ว
เชื่อว่าคงทำให้บางคนที่มีความคิดที่อยากจะขายปุ๋ยอินทรีย์บ้าง
อาจจะถอดใจเลิกล้มความตั้งใจนี้เพราะเห็นปัญหาอุปสรรคเยอะเหลือเกิน
ขณะเดียวกันก็เชื่อว่าคงจะมีบางคนที่อยากจะทำธุรกิจนี้ร่วมกับนักแสดงชื่อ ดัง
ซึ่งเจ้าของปุ๋ยอินทรีย์ “ไกรบุตร” ฝากมาว่า
หากใครสามารถเป็นตัวกลางเชื่อม
ให้สหกรณ์การเกษตรหรือหน่วยงานไหนก็ตาม
ซื้อปุ๋ยของเขา จะได้รับเปอร์เซ็นต์อย่างคุ้มค่าแน่นอน



ถ้าสนใจอยากรู้รายละเอียดของปุ๋ยยี่ห้อดังกล่าวมากกว่า
นี้ ดูได้ที่ www.kraibutr.com หรือติดต่อ
ที่ บริษัท มิชชั่นโกลด์ จำกัด
โทรศัพท์ (02) 974-5655, (089) 924-2076, (086) 075-7000