Custom Search

Jul 27, 2011

แถลงการณ์สำนักพระราชวัง “เจ้าฟ้าเพชรรัตน์ฯ” สิ้นพระชนม์







27 กรกฎาคม 2554

สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี สิ้นพระชนม์เมื่อเวลา 16.37 น. วันที่ 27 กรกฎาคม 2554 รวมพระชันษา 85 ปี มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้พระบรมวงศานุวงศ์ และข้าทูลละอองธุลีพระบาทในราชสำนักไว้ทุกข์ถวาย มีกำหนด 100 วัน ตั้งแต่วันสิ้นพระชนม์เป็นต้นไป พร้อมพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ประชาชนเข้าถวายน้ำสรงพระศพ หน้าพระฉายาลักษณ์ ซึ่งประดิษฐาน ณ ศาลาสหทัยสมาคม ในพระบรมมหาราชวัง ตั้งแต่เวลา 13.00 - 16.00 น.

วันนี้ (27 ก.ค.) เวลา 16.37 น.สำนักพระราชวัง อออกแถลงการณ์เรื่อง สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี สิ้นพระชนม์ ความว่า


สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี สิ้นพระชนม์ หลังจากที่ได้เสด็จประทับรักษาพระอาการติดเชื้อในพระกระแสโลหิต ณ ตึก 84 ปี ชั้น 5 ด้านตะวันออกโรงพยาบาลศิริราช ตั้งแต่วันที่ 13 ก.ค.54 แม้คณะแพทย์จะถวายการรักษาอย่างใกล้ชิด จนสุดความสามารถ พระอาการประชวรได้ทรุดลงตามลำดับ และสิ้นพระชนม์เมื่อเวลา 16.37 น.


พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้สำนักพระราชวังจัดการพระศพ ถวายพระเกียรติยศสูงสุดตามราชประเพณี ประดิษฐานพระศพ ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง


ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้พระบรมวงศานุวงศ์ และข้าทูลละอองธุลีพระบาทในสำนักพระราชวังไว้ทุกข์มีกำหนด 100 วัน ตั้งแต่วันสิ้นพระชนม์เป็นต้นไป


อนึ่ง ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯพระราชทานพระบรมราชนุญาตให้ประชาชนเข้าถวายน้ำสรงพระศพหน้าพระฉายาลักษณ์ ซึ่งประดิษฐาน ณ ศาลาสหทัยสมาคม ในพระบรมมหาราชวัง ตั้งแต่เวลา 13.00-16.00 น.เริ่มตั้งแต่วันนี้ 28 ก.ค.54






เย็นวันนี้ 27 กรกฎาคม 2554 ท้องฟ้าเหนือกรุงเทพมืดครึ้มเหมือนฝนกำลังตั้งเค้า
ประหนึ่งเป็นการอาลัยครั้งสุดท้ายต่อการสิ้นพระชนม์ของ "เจ้าฟ้าเพชรรัตน์ฯ"
พระราชธิดาพระองค์เดียวในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว(รัชกาลที่ 6)
ตลอดพระชนม์ชีพ 85 พรรษา พระองค์ทรงเป็นราชนารีในมหาจักรีบรมราชวงศ์
มิ่งขวัญของพสกนิกรชาวไทยทุกหมู่เหล่า ทรงปฏิบัติพระกรณียกิจ
เพื่อประโยชน์สุขของอาณาประชาราษฎร์ทั้งปวง
ตราบจนถึงวาระสุดท้ายของพระองค์

สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี
เป็นพระราชธิดาเพียงพระองค์เดียวในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวกับ
พระนางเจ้าสุวัทนา พระวรราชเทวี ประสูติเมื่อวันอังคารที่ 24 พฤศจิกายน 2468 เวลา 12.52 น.
ณ พระที่นั่งเทพสถานพิลาส ในหมู่พระมหามณเฑียร พระบรมมหาราชวัง
ก่อนที่สมเด็จพระบรมชนกนาถจะเสด็จสวรรคตในอีกหนึ่งวันต่อมา

ขณะที่ประสูตินั้น พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงประชวรอย่างหนักอยู่บนพระแท่น
ทรงทอดพระเนตรพระราชธิดาเป็นครั้งสุดท้ายแห่งพระชนมชีพ
เพราะในคืนนั้นพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวก็เสด็จสวรรคต

พระนม (แม่นม) ของสมเด็จเจ้าฟ้าพระราชธิดาในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 คือ
คุณบุปผา พนมวัน ณ อยุธยา ซึ่งเป็นพระนมโดยตำแหน่ง เพราะสมเด็จเจ้าฟ้าพระราชธิดาในรัชกาลที่ 6
เสวยพระกษิรธาราจากพระชนนี มีคณะพยาบาลจากโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย
ถวายอภิบาลในเบื้องต้น จากนั้นจึงมีคณะพระอภิบาลจำนวน 12 คน
ซึ่งเป็นอดีตคุณพนักงานในรัชกาลที่ 6
โดยผลัดเปลี่ยนกันเฝ้าอภิบาลจนทรงเจริญพระวัยพอสมควร

พระนามพระนามของสมเด็จเจ้าฟ้าพระราชธิดา
ในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 นั้น
ได้รับพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว
ในการพระราชพิธีสมโภชเดือนและขึ้นพระอู่ เมื่อวันที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2468
และมีคำนำพระนามว่า สมเด็จพระเจ้าภาติกาเธอ
(ภาติกา หมายถึง หลานสาวที่เป็นลูกสาวของพี่ชาย)
โดยก่อนหน้านี้มีการสมโภชน์ ได้มีการคิดพระนามไว้ 3 พระนาม ได้แก่
สมเด็จเจ้าฟ้าเพชรรัตนราชอรสา สิริโสภาพัณณวดี,
สมเด็จเจ้าฟ้าเพชรรัตนจุฬิน สิริโสภิณพัณณวดี
และสมเด็จเจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี
ท้ายที่สุด พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวก็ทรงเลือกพระนามสุดท้ายพระราชทาน

เมื่อทรงพระเยาว์หลังจากประสูติแล้วไม่นาน สมเด็จพระเจ้าภาติกาเธอฯ
และพระนางเจ้าสุวัทนา พระวรราชเทวี ได้ทรงย้ายไปประทับ
ณ ตำหนักพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมขุนสุพรรณภาควดี
ในพระบรมมหาราชวัง เมื่อทรงเจริญวัยขึ้น
พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว
ทรงเป็นห่วงว่าสมเด็จพระเจ้าภาติกาเธอฯ
จะไม่มีสถานที่ทรงวิ่งเล่นเพราะในพระบรมมหาราชวังมีบริเวณคับแคบ
จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ย้ายออกมาประทับ
ณ พระตำหนักสวนหงษ์ พระราชวังดุสิต ซึ่งเป็นที่กว้างขวางร่มรื่น
แวดล้อมด้วยต้นไม้น้อยใหญ่เหมาะแก่
การสำราญพระอิริยาบถของสมเด็จพระเจ้าภาติกาเธอฯ

ขณะสมเด็จพระเจ้าภคินีเธอฯ ยังทรงพระเยาว์ สมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี
พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า ทรงพระเมตตาเอาพระราชหฤทัย
ใส่ดูแลทั้งด้านพระอนามัยและความเป็นอยู่มาโดยตลอด
ด้วยเมื่อพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวขณะทรงพระประชวรหนักนั้น
ได้มีพระราชดำรัสกับสมเด็จพระมาตุจฉาเจ้าว่า “ขอฝากลูกด้วย”
ต่อมา สมเด็จพระพันวัสสามาตุจฉาเจ้ายังได้มีพระราชกระแสถึงเรื่องนี้ไว้ว่า
“เจ้าฟ้านี่ ฉันตายก็นอนตาไม่หลับ พระมงกุฎฝากฝังเอาไว้”

หลังจากความวุ่นวายทางการเมือง เมื่อเกิดเหตุการกบฎบวรเดช
และการเปลี่ยนแปลงการปกครองได้ผ่านพ้นไป พระนางเจ้าสุวัทนาฯ
จึงทรงพระกรุณาโปรดให้สร้างตำหนักที่ประทับ สมเด็จพระเจ้าภาติกาเธอฯขึ้น
บนที่ดินริมถนนราชสีมาตัดกับถนนสุโขทัยแล้วเสร็จใน พ.ศ.2477
พร้อมกับพระราชทานนามตำหนักแห่งนี้ว่า สวนรื่นฤดี

เมื่อประทับในสวนรื่นฤดีได้ระยะหนึ่ง พระนางเจ้าสุวัทนาทรงสังเกตได้ว่า
พระอนามัยของสมเด็จพระเจ้าภคินีเธอฯ มีลักษณะพิเศษ เช่น
ทรงมีความสามารถทางด้านการคำนวณ
การจดจำทิศทางและความสนใจจดจ่อต่อสิ่งต่างๆ รอบตัว
ที่ผิดแผกจากเด็กสามัญทั่วไป จึงมีพระดำริจะทรงพาสมเด็จพระเจ้าภคินีเธอฯไปทรงศึกษาต่อ
และไปประทับรักษาพระองค์ ณ ประเทศอังกฤษ โดยทรงประทับ
ณ ตำหนัก แฟร์ฮิลล์ เมืองแคมเบอร์เลย์

ครั้นเมื่อพระอนามัยของสมเด็จพระเจ้าภคินีเธอฯ ดีขึ้น
และสภาวะการในประเทศไทยเป็นปกติสุขเรียบร้อย
กอปรกับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลปัจจุบัน
ได้เสด็จนิวัตประเทศไทยเป็นการถาวรแล้วระยะหนึ่ง
สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอฯ และพระนางเจ้าสุวัทนาฯ
จึงเสด็จกลับมาประทับในประเทศไทยเป็นการถาวร
เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายนพ.ศ. 2502

พระราชกรณียกิจสำคัญที่ทรงมุ่งมั่นปฏิบัติด้วยพระวิริยภาพมาโดยตลอด
ที่สำคัญคือ การปฏิบัตพระราชกรณียกิจแทนองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
และสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถในโอกาสต่างๆ
สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอฯ ได้ทรงรับสถาบันและองค์กรต่างๆ
ไว้ในพระอุปถัมภ์เป็นจำนวนกว่า 30 แห่ง



สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอฯ มีพระปณิธานอันแน่วแน่ในการทรงบำเพ็ญพระกรณียกิจ
ดังปรากฏในพระดำรัสที่พระราชทานในงานฉลองพระชนมายุ 61 พรรษา
เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2529 ณ วชิราวุธวิทยาลัย ความตอนหนึ่งว่า

“ฉันขอกล่าวต่อท่านทั้งปวงว่า จะพยายามบำเพ็ญตนเพื่อประโยชน์แก่บ้านเมือง
ด้วยความจงรักภักดีต่อบ้านเกิดและต่อองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ผู้ทรงเป็นพระประมุขของชาติ ทั้งจะได้รักษาเกียรติศักดิ์
แห่งความเป็นราชนารีในมหาจักรีบรมราชวงศ์ไว้ชั่วชีวิต”


Jul 26, 2011

ในหลวง” รับสั่งแนวทางแก้ปัญหาดินถล่ม

“ในหลวง” รับสั่งแนวทางแก้ปัญหาดินถล่ม
ทรงย้ำเร่งปลูกยางพาราเป็นสาเหตุดินถล่ม เหตุไม่มีรากแก้ว
พร้อมทรงแนะวิธีแก้ ให้ปลูกพืชที่มีรากแก้ว-ต้นไม้โตเร็ว-หญ้าแฝก
สลับกันบนที่สูงและบนภูเขา





วันที่ 25 ก.ค. เวลา 17.41 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จออก
ณ ห้องประชุมสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา
กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ชั้น 14 อาคารเฉลิมพระเกียรติ
โรงพยาบาลศิริราช พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้
นายสุเมธ ตันติเวชกุล ประธานกรรมการกิตติมศักดิ์
สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร
นำคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์
และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) เจ้าหน้าที่
และผู้ที่เกี่ยวข้อง รวม 16 คน เฝ้าฯ ทูลเกล้าฯ
ถวายเงินจำนวน 84,000,000 บาท
เป็นทุนประเดิมสำหรับการก่อตั้งมูลนิธิน้ำ
ซึ่งก่อตั้งขึ้นเพื่อสนองพระราชดำริเกี่ยวกับการบริหารจัดการน้ำ
และเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 7 รอบ 5 ธันวาคม 2554
โอกาสนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
พระราชทานพระราชดำรัส เกี่ยวกับการเลือกชนิดพืชปลูกในพื้นที่สูงหรือบนภูเขา
ความว่า ดินถล่มลงมาแล้วทำให้หมู่บ้านทั้งหมู่บ้านไปหมด
ที่ท่านได้ทูลฯ มันเป็นปัญหาที่หนักมาก
เพราะว่าถ้ามีคนเสียชีวิต เมื่อเร็วๆ นี้ที่กระบี่ก็มีถล่มอย่างนี้
แล้วที่สตูลนั้นหนักหน่วงมาก ที่กระบี่หล่นลงมาทำให้เสียชีวิตหลายราย
ถ้าทำโครงการอย่างนี้แล้วก็ กับทำให้ดีที่เสียหายน่ากลัว
เรื่องที่จะพูดนั้นเป็นเพราะว่า ไปปลูกยาง คนค้าขายยาง
เพราะเป็นต้นที่โตเร็ว ที่แข็งแรง มันโตเร็วก็จริง
แต่ว่าทำให้ดินถล่มมากมาย ที่ภาคอีสานไปปลูกยางนึกว่าเป็นผลที่ดี
แต่ดินถล่มเยอะ ที่ภาคเหนือก็มี เหตุการณ์ดินถล่มนี้
ที่ทำให้ชาวบ้านเสียหายมาก เราต้องปลูกรักษาให้ดี
เลือกต้นที่จะลง แต่ถ้าลงต้นไม้ที่มีรากแก้ว ก็โตเร็ว โตช้า
ก็อาจจะมีผลตรงข้ามเหมือนกัน เหมือนการปลูกต้นไม้
หรือพืชอะไรต้องเลือกตัวอย่างที่พูดถึง
เอาหญ้าแฝกลงลึกเหมือนเป็นรากแก้ว ก็อาจจะแก้ได้
แต่ไม่ทราบว่ามีผลหรือเปล่า ใส่หญ้าแฝกเป็นแนวอย่างไร
ต้นไม้ที่เป็นต้นไม้มีรากแก้ว หรือต้นไม้ที่โตเร็ว
ต้องสลับกันดีๆ อาจจะแก้ปัญหาดินถล่ม อันที่หน้ากลัวที่สุด
สมัยนี้อาจทำอะไรเร็ว ให้ต้นไม้ที่โตเร็ว แล้วกิจกรรมที่เสียหายนั้น
ต้องเลือกการเลือกต้นไม้มาปลูกเป็นสลับกัน ที่โตเร็วชนิดต่างๆ
อันนี้ก็แล้วแต่จะเลือกเฟ้นได้ อันนี้สำคัญเพราะตั้งแต่ทำโครงการอย่างนี้
ทั่วทุกทั้งประเทศมีดินถล่ม โดยเฉพาะเกิดมากขึ้น
ภาคใต้ก็มากขึ้น แล้วภาคเหนือก็เกิดแถวๆ อุตรดิตถ์
แล้วก็ภาคอีสานก็ยังเป็นมากขึ้น
เพราะฉะนั้นผลก็เป็นผลตรงข้ามที่ต้องการ
ต้องการจะป้องกันชาวบ้าน ประชาชน
ให้เกิดการถล่มของภูเขา ไปปลูกต้นไม้
จะพัดพาดินและต้นของมัน
เอาลงบ้านทลายบ้าน หมู่บ้าน
ถึงต้องศึกษาให้ดี
อนึ่ง นับตั้งแต่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ทรงครองสิริราชสมบัติ ได้ทรงงานเรื่องน้ำมาอย่างต่อเนื่อง
ด้วยทรงห่วงใยพสกนิกรที่ประสบปัญหาเรื่องน้ำ
ได้แก่ การขาดแคลนน้ำ ปัญหาน้ำท่วม น้ำเน่าเสีย เป็นต้น
ทั้งทรงห่วงใยการบริหารจัดการน้ำ
ตลอดจนทรงห่วงสถานการณ์น้ำที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก
ทั้งนี้ทรงศึกษาค้นคว้าระบบการจัดการน้ำ
ที่เหมาะสมกับประเทศไทยด้วยพระองค์เอง เช่น
โครงการแก้มลิง, โครงการบำบัดน้ำเสียด้วยวิธีทางธรรมชาติ
และทรงมีแนวพระราชดำริต่างๆ จำนวนมาก
เพื่อแก้ไขและบรรเทาปัญหาเกี่ยวกับน้ำที่ส่งผลกระทบต่อชีวิต
และความเป็นอยู่ของราษฎร กล่าวได้ว่า
ความสำเร็จ ความรู้ เทคนิคและกลวิธีต่าง ๆ
ที่ได้จากการทรงศึกษา ค้นคว้า พัฒนา และทดลอง
หากนำมารวบรวมบันทึก และเผยแพร่ให้ประชาชน
นำไปใช้เป็นหลักในการแก้ไขปัญหา พัฒนา
บริหารน้ำของท้องถิ่น และของประเทศ
ก็จะเกิดประโยชน์อย่างยิ่ง
สำหรับคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์
และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ มีหน้าที่ส่งเสริม
สนับสนุนการใช้เทคโนโลยีและสารสนเทศ
ได้เห็นความสำคัญของการรวบรวมและจัดทำข้อมูลความรู้เรื่องน้ำ
ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นที่จะนำมาใช้ประกอบการตัดสินใจบริหารจัดการน้ำ
เพื่อเผยแพร่ให้เกิดประโยชน์ต่อสาธารณชน
ตลอดจนส่งเสริม สนับสนุนงานวิจัยและพัฒนา
สำหรับการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ที่สำคัญคือส่งเสริม
สนับสนุนให้มีหน่วยงานหลัก
ในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำชุมชน ตามแนวพระราชดำริ

Jul 24, 2011

ชมรมผู้ผลิตข่าวออนไลน์แจ้งสมาชิกจัดการเว็บละเมิดได้ทันที



มติชนออนไลน์

วันที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2553


ชมรม ผู้ผลิตข่าวออนไลน์ แจ้งสมาชิกจับตาเว็บท่า
หากพบนำข่าว/ภาพไปใช้ไม่ได้รับอนุญาต ให้เก็บข้อมูล
เตรียมดำเนินการตามกฎหมายได้ทันที

เผยมีเพียง 3 เว็บพร้อมลงนามเอ็มโอยู

นายชวรงค์ ลิมป์ปัทมปาณี (http://chavarong.net/)
ประธานชมรมผู้ผลิตข่าวออนไลน์
(Society for Online News Providers- SONP)
เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการบริหารชมรมฯ
ที่สำนักงานหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ เมื่อเร็วๆ นี้ว่า
ที่ประชุมได้ติดตามความคืบหน้า การจัดทำบันทึกข้อตกลง (mou)
กับเว็บท่า (portal web) ในการใช้ข่าวและภาพข่าวจากเว็บไซต์สมาชิก
หลังจากได้เปิดโอกาสให้เว็บท่าต่างๆ
แสดงความจำนงจะทำบันทึกข้อตกลง
และเว็บไซต์สมาชิกได้ส่งร่าง mou ไปให้เว็บไซต์เหล่านั้น
พิจารณาลงนามแล้ว ปรากฏว่า
มีเว็บไซต์ที่ลงนามในร่าง mou ส่งกลับมายังชมรมฯ แล้ว 2 แห่งคือ
www.kapook.com และ www.mono2u.com
และมีเว็บไซต์ www.thaiza.com
แจ้งความประสงค์เข้ามาล่าสุด


ประธานชมรมผู้ผลิตข่าวออนไลน์กล่าวอีกว่า
ที่ประชุมยังมีมติว่า ชมรมฯ ได้ให้เวลากับเว็บท่าต่างๆ
มาพอสมควรแล้วในการพิจารณาว่าจะทำข้อตกลงร่วมกันหรือไม่
ดังนั้น นับจากนี้เป็นต้นไป เว็บไซต์สมาชิกจะร่วมกันจับตาเว็บไซต์ต่างๆ
ที่นำข่าวจากเว็บไซต์สมาชิกไปใช้ ยกเว้นเว็บไซต์ 3 แห่งข้างต้น
หากมีการนำข่าวหรือภาพข่าวของสมาชิกไปใช้
ให้สมาชิกดำเนินการเก็บข้อมูลการละเมิดเอาไว้
แล้วแจ้งไปยังประธานชมรมเพื่อประสานกับ
ที่ปรึกษากฎหมายดำเนินการกับเว็บไซต์นั้นๆ
ต่อไป โดยจะมีมาตรการ 3 ระดับ เริ่มจากเตือนครั้งแรก
เตือนครั้งที่ 2 และดำเนินคดีตามกฎหมาย
ซึ่งสามารถเอาผิดได้ทั้งตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์
และ พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดทางคอมพิวเตอร์



สำหรับชมรมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ ก่อตั้งขึ้นเป็นทางการ
เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2552 มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมและ
สนับสนุนสิทธิในการรับรู้ข้อมูลข่าวสารของ
ประชาชนตามระบอบประชาธิปไตย
ให้ประชาชนผู้รับข้อมูลข่าวสารออนไลน์ผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต
ตระหนักในคุณค่าของงานสร้างสรรค์ที่ผ่านกระบวนการทางวารสารศาสตร์
และสนใจติดตามข้อมูลข่าวสารดังกล่าวจาก
เว็บไซต์ของผู้ผลิตข่าวสารแต่ละรายโดยตรง
และส่งเสริมให้มีการทำข้อตกลงร่วมกันระหว่างสมาชิกกับ
ผู้ประกอบการเว็บไซต์ที่ต้องการนำข่าวสารจาก
เว็บไซต์สมาชิกไปเผยแพร่ต่อในเชิงพาณิชย์
โดยยึดหลักความเคารพและคำนึงถึงลิขสิทธิ์
ในการสร้างสรรค์งานเขียนและ
จริยธรรมทางธุรกิจ
และประโยชน์ที่ผู้ผลิตข่าวออนไลน์จะได้รับ




สำหรับผู้ผลิตข่าวออนไลน์ที่เข้าร่วมเป็นสมาชิกชมรมแล้ว ได้แก่
บริษัท ไทยเดย์ ด็อทคอม จำกัด (www.manager.co.th)
บริษัท เทรนด์ วีจี 3 จำกัด (www.thairath.co.th)
บริษัท เดลินิวส์เว็บ จำกัด (www.dailynews.co.th)
บริษัท มติชน จำกัด (มหาชน)
(www.matichon.co.th, www.khaosod.co.th )
บริษัท โพสต์พับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน)
( www.bangkokpost.co.th , www.posttoday.com ,
www.gurubangkok.com, www.student-weekly.com)
บริษัท เนชั่น บรอดแคสติ้ งคอร์ปอเรชั่นจำกัด (มหาชน)
( www.nationmultimedia.com ,
www.komchadluek.com , www.bangkokbiznews.com)
บริษัท สยามสปอร์ต ซินดิเคท จำกัด (มหาชน)
( www.siamsport.co.th , www.siamdara.com ,
www.siamsporttv.com , www.sbt.co.th , www.fhm.in.th)
หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ (www.thannews.th.com)
สำนักข่าวไอเอ็นเอ็น (www.innnews.co.th)
หนังสือพิมพ์สยามรัฐ (www.siamrath.co.th)
หนังสือพิมพ์ดาราเดลี่ ( www.daradaily.com )
หนังสือพิมพ์แนวหน้า (www.naewna.com)
หนังสือพิมพ์เชียงใหม่นิวส์ ( www.chiangmainews.co.th )
องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย
( www.thaipbs.or.th ) และ บมจ. อสมท (www.mcot.net)











โรงเรียนวชิราวุธวิทยาลัย




Jul 20, 2011

สหรัฐป่วยไทยปั่นป่วน






Post Today



21/7/2011
สัปดาห์ที่ผ่านมา ราคาขายทองคำแท่งในประเทศขยับขึ้นรวมเบ็ดเสร็จไปแล้ว 650 บาท เฉียดบาทละ 2.3 หมื่นบาท
เพราะปัญหาเศรษฐกิจสหรัฐที่ยังไม่สะเด็ดน้ำ มาตรการเข้าพยุงเศรษฐกิจรอบที่ 3 (QE3)
ก็ยังไม่แน่ชัดว่าจะออกมาหน้าตาแบบไหน
ทำเอานักลงทุนต่างตื่นตระหนกแห่ขายเงินเหรียญสหรัฐ และเข้าถือทองคำแทน

เนื่องจากมองว่าเป็นสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำ อย่างน้อยก็ยังดีกว่าถือธนบัตรสหรัฐในยามนี้

แต่ดูเหมือนเคราะห์ซ้ำกรรมซัดหนักขึ้นอีก เมื่อสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ มูดี้ส์ อินเวสเตอร์ เซอร์วิส
ออกมาเตือนว่า มูดี้ส์ฯ กำลังอยู่ในระหว่างการทบทวนอันดับความน่าเชื่อถือ AAA ของสหรัฐ
โดยมีแนวโน้มปรับลดลงสู่กรอบ AA หากสภาคองเกรสไม่อนุมัติการเพิ่มเพดานหนี้ของประเทศ
จากระดับ 14.3 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ
ซึ่งจะทำให้รัฐบาลไม่สามารถหลีกเลี่ยงการผิดนัดชำระหนี้ได้

ห้วงเวลานี้จึงเหมือนฝันร้ายของประธานาธิบดี บารัก โอบามา
เพราะหากพรรคเดโมแครตและพรรครีพับลิกันไม่สามารถหาข้อสรุปเรื่องงบประมาณและ
เพดานหนี้ได้ทันก่อนกำหนดเส้นตายวันที่ 2 ส.ค.นี้
นี่จะเป็นประวัติศาสตร์ครั้งแรกของประเทศมหาอำนาจ
ที่จะถูกลดอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศในรอบกว่า 90 ปี
นับตั้งแต่ปี ค.ศ. 1917 หรือ พ.ศ. 2460

กลายเป็นประวัติศาสตร์ที่ไม่น่าจดจำของ โอบามา
ผู้นำคนแรกของประเทศที่มีชื่อเสียงติดอยู่กับช่วงเวลาที่เลวร้ายที่สุดของสหรัฐ




ที่ผ่านมา บริษัท สแตนดาร์ด แอนด์ พัวร์ ได้ปรับแนวโน้มอันดับ
ความน่าเชื่อถือ AAA ของสหรัฐเป็น Negative ไปแล้ว
เมื่อเดือน เม.ย. และกล่าวเตือนว่า
หากสหรัฐผิดนัดชำระหนี้ อันดับเครดิตก็จะถูกปรับลงไปที่ D

หากเป็นเช่นนี้จริง ย่อมมีผลรุนแรงมากขึ้นต่อเศรษฐกิจ
และการระดมทุนของสหรัฐ
โดยเฉพาะจากนักลงทุนต่างชาติ ตลอดจนความสูญเสีย
ที่อาจเกิดขึ้นจากความผันผวนของตลาดการเงินโลก

ประเด็นดังกล่าว ทำให้ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุว่า
การที่สหรัฐจะถูกพิจารณา
เพิ่มอันดับเครดิตกลับไปที่อันดับสูงสุดใหม่อีกครั้ง
หากถูกปรับลดอันดับลงแล้วถือเป็นเรื่องที่ยาก
และอาจกินเวลายาวนาน

การที่เงินเหรียญสหรัฐ พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอ่อนค่าลงนั้น
จะทำให้สินทรัพย์เสี่ยงอื่นๆ อาจเผชิญแรงเทขายอย่างหนัก
จากบรรดานักลงทุนที่ต้องการความมั่นคงในทรัพย์สิน
และผลตอบแทนที่ดีกว่า
โดยเฉพาะในระยะสั้น

ขณะที่สกุลเงินที่มีความปลอดภัย เช่น เงินเยน และเงินฟรังก์สวิส
อาจปรับแข็งค่าขึ้นพร้อมๆ ทองคำ ซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำ

ไม่เพียงเท่านั้น ยังมีการศึกษาด้วยว่า หากอัตราผลตอบแทน
พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐเพิ่มขึ้น 0.50%
ก็จะกดดันให้อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของสหรัฐลดลงถึงประมาณ 0.4%

ดังนั้น หากวิเคราะห์สิ่งที่จะเกิดขึ้นกับไทยและประเทศในเอเชียขณะนี้
ก็พอเห็นเค้าลางคร่าวๆ ว่า ตลาดเงิน ตลาดทุน
ตลาดอัตราแลกเปลี่ยนจะเกิดความผันผวนอย่างหนักแน่
เช่นเดียวกับตลาดโภคภัณฑ์ที่จะมีความอ่อนไหวกับข่าวเหล่านี้

อันดับแรก เงินทุนจะไหลเข้าไทยและประเทศในเอเชีย
จากส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยที่ห่างกันมาก
ปัจจุบันดอกเบี้ยนโยบายสหรัฐอยู่ที่ 00.25%
ขณะที่ดอกเบี้ยนโยบายของไทยอยู่ที่ 3.25%
เป็นการปรับขึ้นต่อเนื่องตั้งแต่เดือน ธ.ค. 2553

แน่นอนว่า ส่วนต่างของดอกเบี้ยที่ห่างกันถึง 3%
ย่อมทำให้ “ผู้ที่เล่นกับเงิน”
จะมองเห็นโอกาสในการให้เงินทำงานด้วยการวิ่งเข้าใส่
ประเทศที่สามารถแสวงหาผลตอบแทนได้ดีที่สุด

ไทย คือ ประเทศที่มีสถานะเป็นเช่นนั้น มากกว่า ญี่ปุ่น สิงคโปร์

ซึ่งก็เท่ากับว่า นับจากนี้จะเห็นเงินบาทเกิดอาการผันผวน แข็งค่าขึ้นอีก
ธนาคารกสิกรไทยคาดการณ์ว่าปีนี้น่าจะเห็นบาท
แตะระดับที่ 29 บาท/เหรียญสหรัฐ
ขณะที่สัปดาห์นี้หลายฝ่ายยังคงจับตาเงินบาทหลุด
กรอบ 30 บาท/เหรียญสหรัฐ ค่อนข้างเป็นไปได้สูง

เมื่อเงินบาทแข็งค่า ผลที่จะเกิดตามมาคือ
ปัญหาของผู้ส่งออกของไทยที่กินส่วนแบ่ง
ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจภาพใหญ่ของประเทศกว่า 70%
จะกระทบหนักไปโดยปริยาย

แม้ตัวเลขการส่งออกของไทยยังพุ่งฉิว
แต่หากเปิดไส้ในรายได้ของผู้ประกอบการส่งออก
ก็จะพบว่า รายได้ในส่วนที่เป็นกำไรลดลงมาก

เพราะรายได้จากการค้าขายส่งออกที่แปลงเข้ามา
ในรูปเงินบาทจะได้น้อยลงกว่า
เดิมตามสัดส่วนเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น

คิดง่ายๆ ลำพังแค่เงินบาทในอนาคตแข็งค่าขึ้นจาก
ปัจจุบันแค่ 1 บาท/เหรียญสหรัฐ
ก็ทำให้รายได้ที่แปลงเข้ามาเป็นเงินบาท
ที่มาสร้างความมั่งคั่งให้กับประเทศ
หายไปปีละ 8.59.5 หมื่นล้านบาทเป็นอย่างต่ำแล้ว

สิ่งที่ผู้ประกอบการส่งออกจะทำได้ในช่วงที่เศรษฐกิจโลกกำลังผันผวนอีกรอบ
คือการป้องกันความเสี่ยงด้วยการซื้อป้องกันความเสี่ยง
ค่าเงินบาทไว้เพิ่มขึ้น
เพื่อรองรับแรงกระเพื่อมจากค่าเงิน

แต่การซื้อป้องกันความเสี่ยงก็ถือเป็นภาระหนึ่ง
ที่ทำให้ผู้ประกอบการมีต้นทุนเพิ่ม
โดยเฉพาะผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่มีสายป่าน
สั้นกว่าผู้ประกอบการขนาดใหญ่

ในทางกลับกัน ธนาคารพาณิชย์ที่ทำหน้าที่เป็น “พ่อค้าคนกลาง”
ก็จะมีรายได้จากการทำป้องกันความเสี่ยง
ค่าเงินกันอู้ฟู่ในช่วงที่เหลือของปีนี้

อย่างไรก็ดี เงินบาทที่แข็งค่าก็ช่วยพยุงต้นทุน
ที่เกิดขึ้นจากราคาน้ำมันได้เปลาะหนึ่ง
เพราะน้ำมันถือเป็นต้นทุนการผลิตในทุกภาคส่วน

เนื่องจากประเทศไทยถือเป็นประเทศที่ติดอันดับ
การนำเข้าพลังงานมากที่สุดประเทศหนึ่งของโลก
ส่วนนี้อาจช่วยผู้ประกอบการได้บ้าง
แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีความเสี่ยงเลย
เพราะน้ำมันก็ขึ้นอยู่กับสถานการณ์
ความสงบในประเทศตะวันออกกลางด้วย

แต่หากมองมุมกลับกัน ก็ไม่แน่ว่า
นี่อาจเป็นความเลวร้ายของผู้ประกอบการอีกก็เป็นได้
เพราะหากตราสารหนี้ต่างๆ
ของสหรัฐไม่มีนักลงทุนใดต้องการถือครอง
เกิดการเทขายอย่างหนัก
เงินเหล่านี้ก็จะถูกนำไปลงทุนสินค้าโภคภัณฑ์

หนึ่งในนั้นก็คือ น้ำมัน ที่กำลังถูกจับตามอง
ก็เท่ากับว่า หากนักลงทุนแห่ไปลงทุนในน้ำมัน
ก็จะดันให้ราคาน้ำมันพุ่งพรวดได้อีก

ผลกระทบก็ตกถึงผู้ที่ใช้น้ำมันในการผลิต
และผู้ใช้น้ำมันทั่วไป เพราะราคานำเข้าก็จะสูงขึ้น

เช่นเดียวกับทองคำที่จะกลายเป็นสินทรัพย์อันทรงพลัง
เมื่อการถือกระดาษหรือตราสารหนี้
พันธบัตรในสหรัฐแทบไม่มีราคาค่างวดแล้ว
นักลงทุนทั่วโลกก็จะหันมาเล่นตลาดทองคำกันมากขึ้น
ทองคำจะทะยานขึ้นมาให้คนชะเง้อหาก็เป็นไปได้

เพราะหากย้อนกลับไป 10 ปีมานี้ การลงทุนทองคำถือว่า
ชนะการลงทุนทุกอย่างในด้านผลตอบแทน

นั่นก็เท่ากับว่า ราคาทองคำในตลาดโลกจะมีความผันผวนอีกระลอก
ส่งผลมายังตลาดทองคำในประเทศ ซึ่งกูรูทองมองว่า
ภายในปีนี้ราคาทองคำแท่งในไทยจะแตะระดับ 2.3 หมื่นบาท
ก็ไม่แน่ว่าราคาระดับนี้อาจเห็นได้ก่อนสิ้นปีหรือไม่
หากสถานการณ์ในสหรัฐเลวร้ายลงอีก

ช่วงนี้สำหรับคนที่ลงทุนทองคำอยู่แล้วจึงเป็นช่วงขาขึ้น
เพราะราคามีแต่จะพุ่งเอาๆ
แต่ถ้ามองอีกมุม หากเงินบาทไม่แข็งค่าอย่างนี้
ราคาทองคำมีโอกาสทะยานได้มากกว่านี้ด้วยซ้ำ
ยกเว้นสำหรับคนที่คิดจะซื้อทองคำอาจต้องเบรกตัวเองอีกระยะ

ในอีกมุมหนึ่ง เมื่อตลาดโภคภัณฑ์ฟูฟ่อง ทองคำ น้ำมัน
มีการลงทุนหนาแน่น
ก็ยิ่งเป็นแรงผลักให้เงินเฟ้อที่เป็นตัวสะท้อนดัชนีราคาขยับตัวสูงขึ้น

ปัญหาเหล่านี้ก็จะกลายเป็นโจทย์หนักของธนาคารกลางในทุกประเทศ
ให้ต้องหาทางรับมือกับราคาสินค้าถีบตัวสูงขึ้น

ไม่ต้องพูดถึงธนาคารกลางของไทย
ที่ต้องงัดอาวุธออกมาเพื่อเข้าไปดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจ
ด้วยการใช้นโยบายการเงินที่เข้มข้นกว่าเดิม

นั่นหมายถึงว่า จะมีการใช้ดอกเบี้ยมาเป็นตัวหลักในการดูแลเศรษฐกิจ
ดอกเบี้ยที่ปรับขึ้นอย่างต่อเนื่องมาตลอด
ระยะเวลาเกือบ 1 ปี ก็จะทะยานขึ้นต่อไป

ต้นทุนทางการเงินของบรรดาผู้ประกอบการผลิต
ต้นทุนชีวิตของมนุษย์เงินเดือนก็เพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว

นี่คือผลกระทบที่เกิดขึ้นรอบด้านจากวิกฤตเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกา

คุณอาจจะจินตนาการไม่เห็นภาพชัดเจนนักเมื่อเสือกลายเป็นแมว
แต่เชื่อเถอะว่า
ยามประเทศมหาอำนาจของโลกกำลังเผชิญศึกหนัก
ทุกประเทศไม่ว่าจะอยู่ใกล้หรือไกล
จะเล็กหรือใหญ่
ย่อมหนีไม่พ้นต้องสะเทือนสะท้านกับ
การหาทางรับมือของยักษ์ใหญ่

ในสถานะเช่นนี้ ไม่เฉพาะผู้ประกอบการเท่านั้น
ที่ต้องตั้งรับเงินร้อนที่จะไหลเข้า
มาสร้างความปั่นป่วนให้กับตลาดเงิน ตลาดทุน นับจากนี้ไป
บรรดาคนเดินดินกินข้าวแกงก็ได้รับผลกระทบ
จากอาการไข้ของยักษ์ใหญ่ของโลก
โดยไม่มีข้อยกเว้นเช่นกัน


Jul 16, 2011

ขอเป็นข้ารองบาททุกชาติไป


ขับร้อง อัสนี-วสันต์ โชติกุล
คำร้อง/ทำนอง/ควบคุมการผลิต นิติพงษ์ ห่อนาค
เรียบเรียง สราวุธ เลิศปัญญานุช

Jul 15, 2011

Guitar Mag No.448 Ohm Chatree



http://www.theguitarmag.com

Guitar Mag No.448 Ohm Chatree
ปก : Ohm Chatree
ฉบับ เดือนกรกฏาคม
The Special One กับ พี่ชายใจดี มากฝีมือทางดนตรี ที่ทุกคนให้การยอมรับ
ผู้ที่เดินผ่านถนนดนตรีมาแล้วทุกเส้นทาง ผ่านการเล่นดนตรีมาแล้วทุกสไตล์
อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของซูเปอร์สตาร์ ระดับประเทศมามากมาย
และจากวันนั้นจนถึงวันนี้ไฟแห่งดนตรีของเขาก็ไม่มีทีท่าว่าจะดับมอดลงเลย
กลับกันมันยิ่งร้อนแรงขึ้นเรื่อยๆ
สวนทางกับบุคลิกอันเยือกเย็นและสุขุม นุ่มลึกอย่างสิ้นเชิง
โอม-ชาตรี คงสุวรรณ นักดนตรีเหนือนักดนตรี
คนดนตรีเหนือกาลเวลา สัมภาษณ์พิเศษ เล่มนี้เล่มเดียว

Special Interview : เลาะสมองกับงานแปะทองหลังพระ
บอม-ดนุภพ กมล ซาวด์ เอ็นจิเนียร์ แห่ง GMM Grammy
ผู้ผ่านงานกับวงดนตรีชั้นนำมากมาย


ชีพจรลงเท้า เล่าไปเรื่อยเปื่อย : สอง พาราด็อกซ์ จับ ป๊อก มือเบสวง Zeal
มาเหลาความฮา

Intro & Solo : ยังไม่พ้นขีดอันตราย, ยิ้ม, กรุณาฟังให้จบ, พรุ่งนี้ที่ดีกว่า, ผู้ยิ่งใหญ่, Adolescents Good Luck My Way

Jul 8, 2011

ไม่อยากเห็นอะไรจากนายกฯใหม่



วรากรณ์ สามโกเศศ (www.varakorn.com)
มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์
(www.dpu.ac.th)
วันที่ 07 กรกฎาคม พ.ศ. 2554


มติชน
(www.matichon.ac.th)

ถ้าไม่มีการ "สับขาหลอก" ครั้งใหญ่แห่งศตวรรษของการเมืองไทยแล้ว คุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร สตรีผู้ซึ่งเราเพิ่งรู้จักดีไม่ถึง 60 วัน ก็จะได้เป็นนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของประเทศไทยในฐานะคนไทยเราก็มีสิทธิจะขอเห็นบางสิ่งจากเธอ (ท่าน) โดยมิบังอาจบอกให้ทำอะไรตามที่เราต้องการได้

อย่างแรกที่อยากเห็นก็คือการสร้างความเชื่อมั่นในประเทศไทยของสาธารณชนทั้งในประเทศและต่างประเทศอย่างรวดเร็วด้วยการไม่ทำสิ่งต่อไปนี้

(ก) การนิรโทษกรรมพี่ชายและ/หรือพลพรรค ถึงแม้จะบอกว่า "ไม่มีการนิรโทษกรรมเพื่อคนคนเดียวเด็ดขาดค่ะ" แต่ผู้คนก็ระแวงว่าจะรักษาคำพูดจริงแต่เป็นนิรโทษกรรมหมู่ โดยมีพี่ชาย (แอบ) แฝงอยู่ด้วย

พรรคเพื่อไทยรู้ดีว่าประเด็นนี้ร้อน จึงเลี่ยงกลยุทธ์จากไม่ตอบชัดเรื่องนิรโทษกรรมและ "ทักษิณคิด เพื่อไทยทำ" ในตอนต้นการหาเสียงเป็นระบุชัดว่าไม่มีนิรโทษกรรม มีแต่ปรองดอง ("ผมจะไม่ทำอะไรให้บ้านเมืองเดือดร้อนเป็นอันขาด ผมไม่แค้นใคร ตัวผมไม่สำคัญเท่าชาติ")

ความพยายามที่จะนิรโทษกรรมจะนำไปสู่ความยุ่งยาก เพราะเชื่อว่าคนไทยส่วนใหญ่ทั้งในกรุงและต่างจังหวัด (ศาลากลางถูกเผาในอีสาน เช่น อุบลฯ อุดรฯ มุกดาหาร ขอนแก่น ฯลฯ) ไม่ต้องการ มิฉะนั้นพรรคเพื่อไทยคงโหมประเด็นนี้ไปนานแล้ว ความยุ่งยากนั้นก็คือการเกิดการประท้วงต่อต้านอย่างกว้างขวางอย่างค่อนข้างแน่นอน ไม่ว่าพรรคเพื่อไทยจะควักกลวิธีการตลาดออกมาใช้และรอเวลาอันเหมาะสมอย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ผู้คนรู้ทันและเตรียมตัวต่อต้านกันอยู่

เหตุผลที่การนิรโทษกรรมกระทบความเชื่อมั่นประเทศไทยก็เพราะคาดเดาได้ว่าเกิดความวุ่นวายขึ้นในอนาคตอันใกล้

(ข) การไม่ทำตามคำสัญญาของพรรคเพื่อไทยที่ได้ประกาศไว้เป็นอันขาดในบางเรื่อง เช่น แจกแท็บเบล็ตให้เด็กประถมหนึ่งทุกคน ค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาททันที ภาษีเงินได้นิติบุคคลลดจากร้อยละ 30 เป็น 23 และต่อไป 20 จำนำข้าวตันละ 15,000 บาท และถ้าเป็นข้าวหอมมะลิตันละ 20,000 บาท เงินเดือนคนจบปริญญาตรี 15,000 บาท

ถ้าแจกแท็บเบล็ตไม่ว่าจะเป็น iPad หรือของยี่ห้ออื่นจำนวน 700,000-800,000 เครื่อง (ใช้เงิน 10,000-20,000 ล้านบาท) ก็จะเป็นข่าวระดับโลก เด็กส่วนใหญ่ในต่างจังหวัดไม่อาจรับสัญญาณอินเตอร์เน็ตได้ในระยะเวลาอันใกล้ ใช้ไม่เป็นเพราะครูก็ไม่รู้จัก ก็จะกลายเป็นการขี่ช้างจับตั๊กแตนครั้งใหญ่ในประวัติศาสตร์ แท็บเบล็ตจะขาดตลาดโลกชั่วคราวแต่จะมีขายมือสองที่บ้านเรานับแสนเครื่อง

ถ้าค่าจ้างขั้นต่ำขึ้นถึง 300 บาททันที ธุรกิจใหญ่น้อยรวมทั้งภาคครัวเรือนก็จะเดือดร้อน เพราะต้นทุนค่าครองชีพสูงขึ้น จากทั้งแรงผลักดันต้นทุนอันเกิดจากน้ำมันมีราคาสูงขึ้น และแรงผลักดันอำนาจซื้ออันเกิดจากค่าแรงสูงขึ้น จนต้องมีการปรับค่าจ้างครั้งใหญ่ตามระดับอ้างอิงใหม่ของค่าจ้างขั้นต่ำทั้งในภาครัฐและเอกชน ธุรกิจจำนวนไม่น้อยก็จะม้วนเสื่อเพราะปรับแล้วเจ๊ง และการจ้างงานก็จะลดลงไปด้วย

ค่าจ้างขั้นต่ำควรปรับขึ้นแต่เป็นไปอย่างมีขั้นตอนตามกาลเวลาและความเหมาะสม ไม่ใช่บอกตัวเลขมาเลยว่า 300 บาทต่อวัน ถึงแม้ผู้ใช้แรงงานในระบบแบบจ้างรายชิ้นและรายวันจะมีเพียง 11 ล้านคน ในแรงงานทั้งประเทศ 38 ล้านคน แต่อย่าลืมว่าระดับอ้างอิงใหม่นี้จะกระทบถึงค่าจ้างแม่บ้านของภาคบริการและมีผลต่อการคาดหวังในการได้รับผลตอบแทนของภาคที่ไม่เป็นทางการ เช่น ขายลูกชิ้นปิ้ง เปิดท้ายขายของ ขายผลไม้ ขี่มอเตอร์ไซค์รับจ้าง ฯลฯ ด้วย

เงินเดือนปริญญาตรีอย่างต่ำ 15,000 บาทต่อเดือน ก็จะทำให้การจ้างงานของคนจบปริญญาตรีน้อยลงเพราะคงหาผู้จ้างที่มีปัญญาจ้างในระดับนี้ไม่มากรายนักในทันที



ความตั้งใจดีก็จะก่อให้เกิดผลในทางลบ ทำให้เกิดการจ้างงานต่ำกว่าระดับคือยอมรับเงินเดือนต่ำกว่าระดับปริญญาตรีเพียงขอให้มีงานทำเท่านั้น

ส่วนการกำหนดการประกันราคาข้าวที่ 15,000 บาท และ 20,000 บาทนั้น เชื่อแน่ได้ว่าเกษตรกรจะทิ้งข้าวที่จำนำไว้แน่เพราะราคาตลาดยากที่จะสูงถึงขนาดนั้นใน 2 ปีข้างหน้า นอกจากภาครัฐจะเสียเงินไปมหาศาลแล้ว จะมีข้าวล้นอยู่ในมือมากด้วย ครั้นจะขายสู่ตลาดในประเทศก็จะทำให้ราคาข้าวที่รัฐไม่ได้ประกันราคาตกลงไป ครั้นจะส่งออกนอกก็สูงกว่าราคาต่างประเทศ

ในขณะที่สัญญาจะสร้างรถไฟด่วนหลายสาย ให้บริการประชาชนมากมายแต่มีรายได้ของรัฐน้อยลงมากจากการลดภาษีเงินได้นิติบุคคลลงจากร้อยละ 30 (จาก 30 เป็น 20) ในเวลาไม่นานฐานะการคลังก็จะไม่มั่นคง รัฐบาลขาดดุลเพราะใช้งบฯประเทศขนาดใหญ่มาก ทั้งหมดนี้จะทำให้หนี้สาธารณะสูงขึ้น (กฎหมายกำหนดไม่ให้เกินร้อยละ 60 ของ GDP)

การออกมากู้เงินขนาดใหญ่ของภาครัฐเพื่อปิดหีบก็จะสร้างแรงกดดันให้อัตราดอกเบี้ยในประเทศสูงขึ้นเนื่องจากภาครัฐต้องแย่งชิงเงินออมกับภาคเอกชนที่ต้องการเงินเอาไปลงทุน เมื่อดอกเบี้ยถูกผลักดันสูงขึ้น คนโชคร้ายก็คือพวกกู้ยืมผ่อนส่งบ้านและรถทั้งหลาย

โดยส่วนตัวผมไม่ว่าอะไรถ้าจะไม่ทำตามที่สัญญาเพราะรู้ว่าไม่น่าจะเป็นไปได้ ผมแก่พอจะแยกแยะออกว่าอะไรจริงอะไรลวง แต่ถ้ารัฐบาลจะทำจริงแม้เพียงสักครึ่งหนึ่งเพราะคิดว่าได้สัญญาไว้กับคนที่เชื่อพรรคเพื่อไทยจนลงคะแนนให้ ผมก็รู้สึกหนาวแล้ว

เมื่อคุณยิ่งลักษณ์ได้ "เสียงสวรรค์" มากผมก็ยอมรับและมีความปรารถนาดีเพราะอยากเห็นบ้านเมืองเดินไปข้างหน้า อย่างไรก็ดี ก็ให้รู้สึกหนักใจแทนคุณยิ่งลักษณ์ (ผู้ซึ่งผมเคยพบส่วนตัวครั้งหนึ่งในงานหนังสือแห่งชาติและรู้สึกประทับใจในความเป็นมิตร) เพราะเชื่อว่ามีพันธกิจสำคัญยิ่งคือพาพี่ชายกลับบ้านให้ได้โดยเร็วเพื่อจะได้กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีตัวจริงอีกครั้ง



มิฉะนั้นคุณทักษิณจะเลือกคนที่เชื่อได้ที่สุดว่าจะทำตามคำสั่งมาเป็นนายกรัฐมนตรีตัวแทนทำไม

ตรงนี้แหละคือทุกขลาภของการเป็นนายกรัฐมนตรีตั้งแต่ยกแรกของคุณยิ่งลักษณ์ ถ้าพยายามหาวิธีนิรโทษกรรมไม่ว่าด้วยวิธีใดก็จะปะทะกับประชาชนส่วนหนึ่งที่รู้ทัน ครั้นไม่ทำก็ไม่ได้เพราะมันคือสาเหตุของการได้รับเลือกมาเป็นตัวแทน เมื่อคำนึงถึงการเป็นฝ่ายค้านของประชาธิปัตย์ที่มีประสบการณ์การเมืองสูงกว่าคุณยิ่งลักษณ์และพวกด้วยแล้ว คุณยิ่งลักษณ์ก็น่าจะทุกข์ใจยิ่งขึ้นเพราะแรงกดดันที่มาจากสารพัดด้าน

ในพรรคเพื่อไทยเองในขณะนี้ก็คงฟัดกันนัวแย่งตำแหน่งรัฐมนตรี ดูข้างนอกเหมือนมีอำนาจจริงแต่คนเคาะในทุกเรื่องคือพี่ชาย คุณยิ่งลักษณ์ก็คงมีความคิดเองบ้างว่าอะไรควรเป็นอะไร แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ ตรงนี้แหละคือความอึดอัดและความทุกข์ที่จะทำให้แก่ลงไปอีกหลายปีในระยะเวลาเพียงไม่กี่เดือน

ช่วงเวลาฮันนีมูนกับประชาชนคงมีไม่นานเพราะผู้คนปัจจุบันใจร้อน อยากเห็นผลเร็วๆ และไม่อยากเห็นอะไรที่ไม่อยากเห็นและหลังจากเข้าดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีไม่กี่เดือนก็จะเจอฝ่ายค้านในศึกอภิปรายงบประมาณ ศึกครั้งนี้เป็นของจริงที่โค้ชทั้งหลายก็ไม่อาจช่วยได้มากนัก เพราะคงใส่กันไม่ยั้งเพราะไม่มีอะไรต้องเกรงกันอีกแล้ว

ขอให้คุณยิ่งลักษณ์โชคดี ตัดสินใจถูกต้องและทำประโยชน์ให้แก่ประชาชนอย่างแท้จริง เพราะเป็นโอกาสดีที่จะทิ้งสิ่งดีๆ ไว้เป็นอนุสรณ์แก่ชื่อของตนเองและน้องไปค์ในอนาคตครับ

















รำลึกคุณูปการ"หมอเสม พริ้งพวงแก้ว"

รำลึกคุณูปการ"หมอเสม พริ้งพวงแก้ว"แพทย์ผู้มากบทบาท "พ่อเสม-หมอตลอดกาล"ของทุกคน http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1310112355&grpid=01&catid=&subcatid= มติชน

เป็นอีกหนึ่งเรื่องน่าเศร้าสำหรับวงการแพทย์ สาธารณสุข และสังคมของไทย เมื่อ ศาสตราจารย์นายแพทย์เสม พริ้งพวงแก้ว หรือพ่อเสม ผู้บุกเบิกวงการการแพทย์ชนบท
และการแพทย์สมัยใหม่ ได้สิ้นลมลงจากโลกใบนี้ไปอย่างสงบ
เมื่อเวลาประมาณ 04.50 น. วันที่ 8 กรกฎาคม ด้วยโรคชราภาพ และติดเชื้อในกระแสโลหิต
สิริอายุรวมได้ 100 ปี 37 วัน หลังเข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาลราชวิถี
ตั้งแต่เมื่อเดือนตุลาคม ปี 2553 ที่ผ่านมา ซึ่งในเวลา 15.00 น. วันเดียวกันนี้
จะมีกำหนดพิธีรดน้ำศพที่โรงพยาบาลราชวิถี
ก่อนจะเคลื่อนศพไปตั้งบำเพ็ญกุศลที่ศาลา 18 วัดธาตุทอง
ในวันที่ 9 กรกฎาคม กำหนดสวดพระอภิธรรม 7 วัน
และเมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม ที่ผ่านมานี้เอง องค์กร ทั้งภาครัฐและเอกชน
เพิ่งจะร่วมกันจัดงาน"๑ คนยืนหยัด ๑ ศตวรรษ เสม พริ้งพวงแก้ว"
ณ หอประชุมใหญ่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อเชิดชูเกียรติประวัติ
และคุณงามความดีของหมอเสม เนื่องในโอกาสอายุครบรอบ 100 ปี สู่คนไทยรุ่นหลัง
ไม่ว่าจะเป็นบุคคลสำคัญระดับชาติอย่างการได้เคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข สมัยรัฐบาลของ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์
ทั้งยังเป็นผู้มีคุณูปการด้านสาธารณสุข
และเป็นผู้วางรากฐานในการส่งเสริมโรงพยาบาลอำเภอ
รวมถึงยังบุคคลแรกที่เริ่มนำเทคโนโลยีมาใช้ในการผ่าตัดแฝดสยามหญิงของไทย
เป็นรายแรกได้อย่างประสบผลสำเร็จ
เส้นทางชีวิต "หมอเสม"
นายแพทย์เสม พริ้งพวงแก้ว เกิดเมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2454 ที่บ้านเลขที่ 2245 ถนนรองเมืองซอย 4 (ปัจจุบันเรียกซอย 1) อำเภอปทุมวัน จังหวัดพระนคร (กรุงเทพมหานคร) ศึกษาชั้นเรียนประถมที่โรงเรียนวัดบรมนิวาสใกล้บ้านเป็นเวลา 4 ปี และเข้าเรียนต่อระดับมัธยมที่โรงเรียนเทพศิรินทร์อีก 8 ปี จนจบชั้นมัธยมศึกษาชั้นปีที่ 8 ในระหว่างเรียน นายเสมได้รับทุนการเรียนประเภทหมั่นเรียนมาโดยตลอด เมื่อจบชั้นมัธยมปีที่ 8 แล้ว โดยความช่วยเหลือของมูลนิธิร็อกกีเฟลเลอร์ นายเสมได้เข้าศึกษาในคณะแพทยศาสตร์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (ปัจจุบัน คือ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล) เป็นเวลา 6 ปี ได้รับปริญญาแพทยศาสตรบัณฑิต เมื่อ ปี พ.ศ. 2478 หลังจบการศึกษาแพทย์ปริญญาแล้ว นายแพทย์เสม ก็ได้มีโอกาสไปศึกษาต่อในประเทศสหรัฐอเมริกา อังกฤษและประเทศเยอรมนี นอกจากนี้ยังได้ไปร่วมประชุมและดูงานในประเทศต่างๆ ทั้งในสหรัฐฯ บราซิล สวิตเซอร์แลนด์ รัสเซีย ญี่ปุ่น อินโดนีเซีย ออสเตรีย นิวซีแลนด์รวมทั้งสาธารณรัฐประชาชนจีน นอกจากด้านการแพทย์แล้ว นายแพทย์เสม พริ้งพวงแก้ว ยังได้ศึกษาด้านทันตกรรมเพิ่มเติมจากศาสตราจารย์สี สิริสิงห์อีกด้วยเพื่อให้สามารถปฏิบัติงานในชนบทได้ด้วย การทำงานในระยะแรกแห่งชีวิตหลังจบการศึกษาด้านการแพทย์ ในปี พ.ศ. 2478 นายแพทย์เสม ก็ได้ออกไปปฏิบัติงานในต่างจังหวัดทันที่โดยไปจัดตั้งโรงพยาบาลเอกเทศขึ้นที่อำเภออัมพวา สมุทรสงครามเพื่อต่อสู่กับการระบาดของโรคอหิวาตกโรคจนโรคสงบลง ในปีต่อมาก็ได้ย้ายไปดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการโรงพยาบาลเทศบาลนครสวรรค์เป็นเวลา 2 ปี และที่นี่เองที่ท่านได้เริ่มงานศัลยกรรมและงานทันตกรรมเป็นครั้งแรกในชนบท ช่วงชีวิตที่สมบุกสมบันและลำบากที่สุดในการทำงานของท่านคือที่จังหวัดเชียงราย เมื่อย้ายมาประจำที่จังหวัดเชียงรายเมื่อ พ.ศ. 2480 ก็ต้องมารณรงค์ร่วมกับข้าหลวงประจำจังหวัดคือพระพนมนครานุรักษ์และกรรมการจังหวัด รวมทั้งธรรมการจังหวัดคือ บ. บุญค้ำ เพื่อนร่วมงานบุกเบิกซึ่งต่อมาท่านได้ช่วยชีวิตไว้ระหว่างสงคราม ร่วมกับพ่อค้าประชาชนร่วมกันบริจาคเงินสร้างโรงพยาบาลประจำจังหวัดจนเป็นผลสำเร็จ แม้จะใช้เวลามากกว่ 10 ปี โรงพยาบาลประจำจังหวัดเชียงรายจึงได้รับการตั้งชื่อว่า “โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์” ซึ่งสร้างโดยเงินบริจาคของประชาชน 100 % ผลงานโดยสังเขปที่จังหวัดเชียงรายเชียงรายเมื่อ 70 ปีก่อนนั้นขาดแคลนนายแพทย์มาก บ้านเมืองและโครงสร้างพื้นฐานก็ยังไม่พร้อม ข้าราชการ โดยเฉพาะคณะกรรมการจังหวัดในสมัยนั้นจึงต้องร่วมมือกันทำงานอย่างไม่เห็นแก่เหน็ดเหนื่อย โดยเฉพาะในช่วงสงครามมหาเอเชียบูรพาระหว่าง พ.ศ. 2484-พ.ศ. 2488 นายแพทย์เสม พริ้งพวงแก้วต้องทำงานอย่างหนักเป็นพิเศษเนื่องจากเป็นนายแพทย์ที่ทุกคนต้องพึ่งพา แม้กระนั้น ท่านก็ยังสามารถวางรากฐานด้านการแพทย์และสาธารณสุขไว้มาก นายแพทย์เสม เป็นที่รู้จักและเป็นที่เคารพนับถือของชาวเชียงรายอย่างหาที่เปรียบได้ยาก ความมุมานะและความคิดริเริ่มต่างๆทำให้เชียงรายมีความเจริญด้านการแพททย์มากขึ้น จึงนับเป็นข้าราชการที่มีความสามารถสูงผู้หนึ่ง ดังนั้น ในปี พ.ศ. 2494 กระทรวงสาธารณสุขโดยกรมการแพทย์ออกคำสั่งย้ายนายแพทย์เสม พริ้งพวงแก้ว จากโรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์มาเป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาลหญิง หน้าอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ พญาไท (ปัจจุบัน คือ โรงพยาบาลราชวิถี) และได้ดำรงตำแหน่งต่างๆ การเป็นแพทย์เวชปฏิบัติส่วนตัวการปฏิบัติวิชาชีพแพทย์ทั้งในภูมิภาคและในกรุงเทพฯ ที่ได้ปฏิบัติอย่างต่อเนื่องมานานทำให้นายแพทย์เสม พริ้งพวงแก้ว ตัดสินใจออกจากราชการมา เป็นแพทย์เวชปฏิบัติทั่วไปเป็นเวลา 10 ปี (พ.ศ. 2506 – พ.ศ. 2516) โดยมีสำนักงานอยู่ที่ เลขที่ 103 ถนนสุขุมวิท ระหว่างซอย 5 และซอย 7 โดยแบ่งพื้นที่ชั้นบนให้บุตรชายที่เป็นสถาปนิกใช้เป็นสำนักงานออกแบบ ซึ่งต่อมาได้เจริญรุ่งเรืองในชื่อของ “บริษัทดีไซน์ 103” ที่มีชื่อเสียงในปัจจุบัน และในช่วงนี้เอง ท่านก็ยังได้ใช้ชีวิตในปัจฉิมวัยทำคุณประโยชน์แก่สังคมอย่างมากมาย ทั้งด้านการแพทย์ การสาธารณสุข การศึกษาและการเมือง อ ผลงานด้านการเมืองเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข 2 สมัย สมัยรัฐบาล ฯพณฯ นายสัญญา ธรรมศักดิ์ เป็นนายกรัฐมนตรี จัดโครงสร้างใหม่ในกระทรวงสาธารณสุขและการกระจายอำนาจโดยความเห็นชอบของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ จัดทำแผนสาธารณสุขแห่งชาติด้วยความร่วมมือของ W.H.O. และสภาพัฒนาการเศรษฐกิจ พ.ศ. 2517เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข สมัยรัฐบาล ฯพณฯ พลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันท์ เป็นนายกรัฐมนตรี เป็นที่ปรึกษาคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน, สมาชิกวุฒิสภา , ประธานกรรมการสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ ยังเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข 2 สมัย สมัยรัฐบาล ฯพณฯ พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี สร้างโรงพยาบาลประจำอำเภอ จำนวน 660 แห่ง สนับสนุนหลักการ “สุขภาพดีทั่วหน้าในปี 2543” (Health for all by the year 2000)สนับสนุนหลัก 10 ประการของการสาธารณสุขมูลฐานให้สุขภาพดีทั่วหน้าในปี 2543 จัดทำ จ.ป.ฐ. ความจำเป็นพื้นฐาน 8 ตัว ให้สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมใช้เป็นหลัก นายแพทย์เสม สมรส สมรสกับ คุณแฉล้ม พริ้งพวงแก้ว พยาบาลคู่ชีวิตที่อยู่ร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมามากกว่า 70 ปี มีบุตรชายด้วยกัน 3 คน และบุตรหญิง 2 คน หนึ่งในนั้นคือ ชัชวาลย์ พริ้งพวงแก้ว สถาปนิกดีเด่นของสมาคมสถาปนิกสยามฯเจ้าของผู้ก่อตั้งบริษัทดีไซน์ 103 ที่มีชื่อเสียง โดยเมื่อปี 2549 ที่ผ่านมา คุณแฉล้ม พริ้งพวงแก้ว เพิ่งถึงจากไปด้วยโรคชราเมื่อปี พ.ศ. 2549 ตลอดระยะเวลาในช่วงชีวิตที่ผ่านมา หมอเสม นับเป็นผู้มีสุขภาพทั้งร่างกายและจิตใจที่ดีเยี่ยม ด้วยวัยเฉียด 100 ปี ท่านยังเดินเหินเป็นปกติและยังสามารถเข้าร่วมการแสดงความคิดเห็นต่างๆ อยู่มิได้ขาด ท่านเป็นผู้มองโลกในแง่ดีอยู่เสมอจึงกลายเป็นที่รักนับถือของบุุคลทั่วไป

เรื่องเล่า "พ่อเสม" ในแถลงข่าวงาน "๑ คนยืนหยัด ๑ ศตวรรษ เสม พริ้งพวงแก้ว"
ชัชวาลย์ พริ้งพวงแก้ว สถาปนิกเจ้าของบริษัทชัชวาลย์ เดอเวเกอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล
วัย 72 ปี ซึ่งเป็นทายาทคนที่ 2 จากทั้งหมด 5 คนของ ของหมอเสม กล่าวถึงพ่อว่า
"ผมคงเป็นคนที่มีพี่น้องเยอะที่สุดในโลก" เพราะใครๆ ทั้งที่รู้จักและไม่รู้จักต่างก็เรียกพ่อของเขาว่า "พ่อเสม" ส่วนที่ใครๆ ก็เรียกพ่อเสม ลูก นพ.วิชัย โชควิวัฒน ประธานคณะกรรมการจัดงาน ๑ คนยืนหยัดฯ กล่าวว่า "สมัยที่ท่านเป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาลหญิง ท่านผลักดันให้เกิดโรงเรียนพยาบาลหลายแห่งในต่างจังหวัด เช่น โคราช อุบล พิษณุโลก ซึ่งการเรียนพยาบาล จะเอาเด็กผู้หญิงที่จบ ม.6สมัยนั้นหรือ ม.4 สมัยนี้ มาเป็นนักเรียนประจำ จึงต้องมีคนดูแล ท่านซึ่งเป็นทั้งผู้ก่อตั้งและผู้อำนวยการโรงพยาบาลจึงต้องเป็นคนดูแลนักเรียน และทำหน้าที่เสมือนพ่อของนักเรียนพยาบาลทุกคน ด้วยความผูกพัน นักเรียนทุกคนก็จะเรียกผอ.ว่าคุณพ่อ เพราะท่านจะทำหน้าที่เป็นพ่อจริงๆ ดูแลลูกรุ่นหนึ่ง 30-50 คนเป็นอย่างดี นี่น่าจะเป็นจุดตั้งต้นของการเป็นคุณพ่อ และท่านเองก็จะเรียกทุกคนที่ท่านเมตตาว่า ลูก" ทายาทคนที่ 2 หมอเสม อย่าง ชัชวาลย์ ยังเล่าถึงพ่อเสม ต่อว่า "ตอนคุณพ่อรับราชการ คุยกันแทบนับคำได้ คุณพ่อจะทำงาน 6 วันครึ่ง วันอาทิตย์เป็นวันที่เราจะได้ทานข้าวกลางวันกัน จะมีเวลาได้คุยกันตอนนั้น พอบ่ายสองท่านก็จะไปอ่านหนังสือ อีกทีก็ตอนกลับจากทำงาน ประมาณสามถึงสี่ทุ่ม ผมกับน้องชายจะไปนวดคุณพ่อ เพราะท่านทำงานหนัก ยืนตลอด เลยเป็นคนขี้เมื่อย เราจะนวดจนท่านเริ่มง่วง กรนแล้วค่อยๆ เดินออกมา แต่บางทีคุณพ่อยังไม่หลับก็ตะโกนไล่หลังมาว่า ไปแล้วเหรอลูก เราก็ต้องกลับมานวดใหม่ ถึงเราจะไม่ได้คุย แต่เราก็ติดต่อด้วยการสัมผัสกันครับ"ชัชวาลย์เล่าไปยิ้มไป ในงานแถลงข่าววันนั้น "สามข้อ ความขยันหมั่นเพียร ความกตัญญู และความซื่อสัตย์สุจริต ท่านจะเน้นมากสมัยเรียน ตอนทำงานแล้ว ท่านก็จะให้ปรัชญาในการดำรงชีวิตว่า ในการแก้ปัญหาต่างๆ อย่าคิดคนเดียว มันคิดไม่ออก เราไม่ได้อยู่คนเดียวในโลก ทำอะไรให้ทำกันเป็นทีม ใครถนัดทางไหนก็ทำตามนั้น แล้วถ้าสำเร็จหรือได้รับรางวัล อย่าไปรับรางวัลคนเดียว เพราะความสำเร็จไม่ใช่เราคนเดียวที่ทำ ที่ผ่านมาผมเลยไม่ค่อยทำงานหนัก เพราะมีแต่คนช่วย(ยิ้ม)" ประธานกรรมการบริษัทชัชวาลย์ เดอเวเกอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล เล่าคำพ่อ "ท่านจะพูดตลอดเวลาว่า ความสำเร็จมักแฝงมากับอุปสรรค ฉะนั้นอย่าไปกลัวอุปสรรค อุปสรรคเล็ก ความสำเร็จก็เล็ก อุปสรรคใหญ่ความสำเร็จจะยิ่งใหญ่" ตลอดเวลาที่พักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล คุณหมอเสมมักจะปรารภอย่างห่วงๆ บ่อยๆ ว่า "บ้านเมืองเราจะไปไม่รอด ถ้าสังคมเรายังเป็นอยู่อย่างนี้ สังคมตอนนี้เหมือนสังคมแมลงวัน มันไม่มีหมู่ มีคณะ ต่างคนต่างอยู่ อยู่ในที่ที่มีสิ่งปฏิกูล ท่านอยากเห็นสังคมเป็นสังคมของผึ้งที่มีแต่ความสะอาด สามัคคี ขยันหมั่นเพียร และยึดประโยชน์ส่วนรวมเป็นที่ตั้ง" ชัชวาลย์ยังย้อนอดีตไปเมื่อหลายปีก่อนถึงเหตุการณ์สำคัญที่ทำให้คุณพ่ออาการทรุดลงเรื่อยๆ

"ช่วงนั้นกำลังหาเสียงเลือกตั้ง คุณพ่อชอบนโยบายของนักการเมืองคนนั้นมากที่ชูเรื่อง 30บาทรักษาทุกโรค ท่านเลยไปคุยกับคุณหมอประเวศ (วะสี) ว่าจะเอายังไงกันดี อยากรู้ว่าประชาชนคิดยังไง เลยประกาศออกสื่อถามชาวบ้านว่ารู้สึกอย่างไรต่อการเมือง ต้องการ/ไม่ต้องอะไร อยากเห็นสิ่งใดบ้าง ปรากฎว่ามีจดหมายส่งมาที่บ้านคุณพ่อล้านกว่าฉบับ" ทุกฉบับคุณหมอเสมเป็นคนอ่านเอง โดยมีผู้ช่วยเก็บเป็นข้อมูลให้ แล้วก็สร้างศาลาจัดเก็บจดหมายเหล่านั้นไว้เป็นอย่างดี วันหนึ่งเมื่อนักการเมืองซึ่งได้กลายเป็นนายกรัฐมนตรีคนนั้นมากราบสวัสดีที่บ้านและเห็นภูเขาจดหมายเหล่านั้น จึงขออนุญาตนำกลับไปโดยให้เหตุผลว่าจะนำไปวิจัยพัฒนานโยบายพัฒนาบ้านเมืองต่อไป

"ด้วยเหตุผลนี้คุณพ่อเลยขัดไม่ได้ ทั้งที่ท่านตั้งใจจะนำจดหมายพวกนี้เผาไปพร้อมกับท่านเมื่อเสียชีวิตลง ก่อนจากไปนายกฯ คนนั้นยังรับปากกับคุณพ่อด้วยว่าจะไม่ทำให้ท่านผิดหวัง" ในเวลาไล่เลี่ยกันนั้นก็มีเหตุการณ์ปล้นปืนที่ภาคใต้และแก้กฎหมายเพื่อเอื้อธุรกิจตัวเอง "ตั้งแต่นั้นมาท่านก็ทรุด ถือเป็นความผิดหวังครั้งใหญ่ของท่าน" ชัชวาลย์ กล่าวด้วยน้ำเสียงนิ่งเรียบ หาก 100 ฝน 100 หนาวที่คุณหมอเสม พ่ออุ้ยเสม พ่อเสม หรือ คุณพ่อหมอเสม ผ่านมา ก็ยังมีความภูมิใจที่ท่านทิ้งไว้ข้างหลังมากมาย โดยเฉพาะ "ลูก" "ท่านมีลูกเป็นพันเป็นหมื่น นั่นเป็นสิ่งที่ผมคิดว่าท่านภูมิใจอย่างยิ่ง และท่านจะเรียกคนเหล่านั้นว่า อภิชาตบุตร ตามคำสอนที่ท่านให้ไว้แก่คู่แต่งงานใหม่เสมอๆ ว่า ต้องทำให้ลูกที่เกิดมาแล้ว ดีกว่าเราให้จงได้"


ขอขอบคุณ : ข้อมูลบางส่วนจากวิกิพีเดีย,หนังสือ "เกียรติประวัติแพทย์ไทยฝากไว้ให้คนรุ่นหลัง : ชีวิตและผลงานศาสตราจารย์นายแพทย์เสม พริ้งพวงแก้ว" และ จากผู้ร่วมงาน "หนึ่งคนยืนหยัด หนึ่งศตวรรษ เสม พริ้งพวงแก้ว ได้ในวันพรุ่งนี้ ณ หอประชุมใหญ่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย")






Jul 3, 2011

3 กรกฏาคม 54


ภาพประกอบ : ชัย ราชวัตร
จาก หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

www.thairath.co.th