Custom Search

Jul 19, 2015

Batman v Superman: Dawn of Justice (19.7.2015)












Story of Stuff


 How Things Work, About Stuff





http://camera2ndhand.blogspot.com/2015/01/panasonic-lumix-ft3-waterproo-serial.html

Canon EOS 400D

Three years ago, Canon shocked the camera market
with the introduction of the 8 Megapixel EOS 300D. 
It was a price breakthrough that would prove
very important for the DSLR market. 
Suddenly, a digital SLR camera had become available 
for the novice photographer. And things didn't end there; 
since this event,digital SLR models have been in high demand.
After a year and a half, Canon introduced the EOS 350D,
which easily matched the success of its predecessor.
It was a pretty safe bet that the successor of the EOS 350D
would once again follow a year and a half later.
Such was indeed the case. Canon's latest DSLR camera,
the successor of the EOS 350D,
turns out to be the Canon EOS 400D,
a ten Megapixel model.

Canon 400D - 2.5 inch LCD display
The frequency of the introductions may cause one to
think the differences between the EOS types aren't all that big.
Canon's rival Nikon, for instance,
introduce their models
at a more leisurely pace;
which means the differences between,
let's say, the D70 and the D80 seem considerably more significant.
However, if we put the EOS 300D next to the EOS 400D,
we note a comparably large difference.
The Canon EOS 400D is still a very compact DSLR camera,
and upon first glance it certainly does resemble the EOS 350D.
The camera's back side, however, shows a main difference;
the Canon 400D is equipped with a noticeably larger monitor,
which has increased in size from 1.8-inch to 2.5-inch.
Consequently, the small LCD display on top of the camera
has disappeared. Canon have solved this issue by displaying
the information on the large monitor, which is something
we encounter quite frequently with many other competing models.

Canon 400D - EOS Integrated Cleaning System
A striking difference between the EOS 350D and
the new EOS 400D concerns the image sensor.
However, it doesn't have all that much to do with the fact
that the amount of pixels has increased to 10 Megapixels;
the difference compared to 8 Megapixels isn't even that significant.
The increase of Megapixels has likely been applied
to ensure the camera keeps up with the competition;
a marketing tool if you will. The Canon EOS 400D is
the first Canon to feature a dust reduction system:
EOS Integrated Cleaning System. We must say Canon
take quite a clever approach to this issue.
They start off with the area surrounding the sensor,
the mirror housing and the bayonet.
The parts that are used here have been designed in a way,
and made from a certain type of material,
that ensures dust will not stick to it quite as easily.
After all, if dust isn't around in the first place,
it won't come back to bother you later.
A simple, yet very logical line of thought.
The lid for the bayonet too has been made from
a different material that attracts less dust.
The surface of the sensor itself features an anti-static coating;
which means dust is a lot less likely
to stick to the valuable image sensor.

Canon EOS 400D digital SLR camera review
If despite these precautionary measures,
you still find dust in your image,
it can be easily removed through software.
Simply capture an image of a white sheet of paper.
This allows easy detection of dust;
after all, the dust becomes black.
The camera will then turn
this into a so-called "Dust Delete Data";
a map which contains all the dust.
At this stage, you can use Digital Photo Professional
to remove the dust. Every file,
even the standard JPEG format,
will include this map.
It seems Canon have finally come to
acknowledge one of the main obstacles
when working with a DSLR:
dust. Although the differences
between the new camera
and its predecessor might seem small at first,
the Canon EOS 400D
is in fact an entirely new DSLR camera with several
very interesting improvements.
We had the Canon 400D camera
in our office for a considerable amount of time.
Read the full review at LetsGoDigital.

Jul 5, 2015

"ประสิทธิภาพตลาด" ลดมนต์ขลัง

วรากรณ์ สามโกเศศ
มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ Varakorn@dpu.ac.th
มติชนรายวัน วันที่ 04 พฤศจิกายน พ.ศ. 2547 ปีที่ 27 ฉบับที่ 9734



ความเชื่อทางเศรษฐศาสตร์อันหนึ่งที่พร่ำสอนกันมายาวนานและมีผลกระทบต่อชีวิตคนเดินถนนอย่างลึกซึ้ง
กำลังถูกทอดทิ้งมากขึ้นทุกทีเพราะขัดแย้งกับความเป็นจริงในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา
ในงานสัมมนาเป็นเกียรติแก่การเกษียณอายุของ Eugene Fama แห่งมหาวิทยาลัยชิคาโก
บิดาของสิ่งที่มีชื่อว่า Efficient-Market Hypotheses(EMH)
เขาได้เสนอบทความที่ดูจะยอมรับว่าความเชื่อดั้งเดิมของเขามีข้อบกพร่องEMH ปรากฏตัวในโลกในปี 1965 ด้วยบทความของ Fama
ที่ชี้ให้เห็นว่าตลาดทำงานอย่างมีประสิทธิภาพเสมอ ตลาดจะกลั่นกรองข้อมูลใหม่ทั้งหลายด้วยความรวดเร็วอย่างยิ่ง
และให้ค่าประมาณการของมูลค่าที่แท้จริงของหุ้นที่อยู่ในตลาดที่ดีที่สุดพูดอีกอย่างหนึ่งว่าในตลาดซึ่งมีกลไกเคลื่อนไหวอย่างเสรีนั้น
ไม่ว่าเวลาใดก็ตามราคาของหลักทรัพย์จะสะท้อนซึ่งมูลค่าที่แท้จริงของมันเสมอแนวคิดนี้ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางเป็นไฟไหม้ป่าในเวลาต่อมา
มันถูกขยายออกไปกินความถึงประสิทธิภาพของตลาดอื่นที่ไม่ใช่ตลาดหุ้นด้วย และเป็นสาเหตุสำคัญส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิด
ความเชื่อมั่นในประสิทธิภาพของกลไกตลาดมากขึ้นเป็นลำดับในเวลา 40 ปีที่ผ่านมา
จนมีส่วนทำให้เศรษฐกิจเสรีเป็นที่ชื่นชมของทั้งโลก อย่างไรก็ดี ใน 20 ปีเศษที่ผ่านมา ได้เกิดแนวคิดที่เรียกว่า Behaviorist(กลุ่มพฤติกรรม) ขึ้นมาท้าทาย EMH
จนล่าสุดแนวคิด Behaviorist ดูจะได้รับการยอมรับมากขึ้น จน EMH ต้องยอมถอยร่นEMH ของ Fama
เป็นผลพวงของความเชื่อของ Milton Friedman แห่งมหาวิทยาลัยเดียวกัน
 ยักษ์ใหญ่ของวงการเศรษฐศาสตร์ผู้ได้รับรางวัลโนเบลและเป็นแชมเปี้ยนของแนวคิดตลาดเสรีและประชาธิปไตย
แนวคิดที่เรียกว่าฝ่ายขวาสุดโต่งนี้เชื่ออย่างแน่วแน่ในประสิทธิภาพของกลไกตลาด เชื่อในการไม่แทรกแซงของภาครัฐ
แนวคิดนี้มีอิทธิพลต่อความคิดของประธานาธิบดีเรแกน นางมาร์กาเร็ต แทตเชอร์ และสองพ่อลูกตระกูล BUSH
และผู้นำความคิดอีกจำนวนมากมายในโลก ในดีกรีที่แตกต่างกันตลอดเวลากว่า 40 ปีที่ผ่านมาอย่างมีผลกระทบที่กว้างไกลยิ่งต่อชีวิตของคนเดินถนนEMH
ทำให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า Stock-Index Mutual Fund
เป็นครั้งแรกในโลกในปี 1976 กล่าวคือเงินที่ประชาชนออมได้และนำไปซื้อหุ้นกองทุนรวม(Mutual Fund) นั้น
ผู้จัดการกองทุนรวมจะนำไปซื้อหุ้นต่างๆ ในตลาดหลักทรัพย์ โดยกระจายน้ำหนักไปตามส่วนประกอบของดัชนีของราคาตลาดหลักทรัพย์
ดังนั้นมูลค่าของหุ้นของกองทุนรวมที่ประชาชนถือไว้ก็จะขึ้นลงตามดัชนีตลาดหลักทรัพย์เมื่อ EMH
เชื่อว่าราคาของหุ้นในตลาดในเวลาใดเวลาหนึ่งจะสะท้อนมูลค่าหุ้นที่แท้จริงเสมอ การลงทุนในลักษณะนี้จึงเท่ากับว่าลงทุน(ซื้อหุ้น)
ในราคาที่ถูกต้องและมูลค่าหุ้นกองทุนรวมก็จะขึ้นลงอย่างเป็นไปตามดัชนีของตลาด หรือพูดอีกอย่างหนึ่งว่าเล่นตามตลาด คนที่เชื่อ EMH
จะบอกว่าเล่นหุ้นแบบอื่นจะไม่มีวันกำไร เพราะตลาดสะท้อนราคาจริงของหุ้น ดังที่ได้ยินกันบ่อยๆ ว่าไม่มีทางเอาชนะตลาดได้ถ้าเชื่อใน EMH
ก็หมายความว่าเชื่อว่ามนุษย์นักลงทุนมีเหตุมีผล กระทำทุกสิ่งไปอย่างใช้เหตุและผล เพราะทุกคนย่อมกระทำในสิ่งที่ก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ตนเองเป็นสำคัญ
เมื่อตลาดหุ้นสะท้อนความเป็นจริงของมูลค่าหุ้นทั้งหลายในตลาด ดังนั้น หากลงทุนในตลาดหุ้นก็ไม่อาจจะหวังเก็งกำไรซื้อหุ้นที่ราคาต่ำกว่าความเป็นจริงและขายในราคาที่สูงกว่าในเวลาต่อมาได้
ยกเว้นในบางช่วงเวลาสั้นๆ ที่ตลาดย่อยข้อมูลตามไม่ทันจึงพอมีช่องทางหากำไรได้บ้างในปี 1979 Daniel Kahneman
นักจิตวิทยาเสนอแนะแนวคิดในเรื่องเศรษฐศาสตร์ พฤติกรรมมนุษย์(ต่อมาเป็นผู้นำคนหนึ่งของกลุ่มพฤติกรรม) โดยเสนอทฤษฎีสำคัญที่เรียกว่า Prospect Theory
ซึ่งทำให้เกิดข้อสงสัยในความมีเหตุมีผลของพฤติกรรมมนุษย์ ตัวอย่างหนึ่งของทฤษฎีนี้ก็คือ มนุษย์เจ็บปวดจากการสูญเสียมากกว่าการได้รับความสุขจากเงินจำนวนเดียวกัน
ซึ่งเมื่อประยุกต์กับตลาดหุ้นแล้วก็หมายความว่ามนุษย์จะมีพฤติกรรมที่ไม่สม่ำเสมอ ไม่คงเส้นคงวา ในเรื่องการรับความเสี่ยง
เช่นจะอนุรักษนิยมเมื่อขายหุ้นดีเพื่อให้ได้กำไรไว้ก่อน แต่เมื่อจะหลีกหนีการขาดทุนก็จะกอดหุ้นที่ขาดทุนไว้ไม่ยอมขาย
โดยหวังว่าเมื่อราคาสูงขึ้นแล้วจึงค่อยขายพฤติกรรมเช่นนี้หมายความว่าเวลาตลาดปั่นป่วนจะรีบพากันขายหุ้นเพราะกลัวขาดทุน
แต่เมื่อตลาดหุ้นดีขึ้นก็ยังไม่เข้าไปซื้อในระดับเดียวกับที่ขาย เพราะยังกลัวขาดทุน พฤติกรรมที่ไม่มีเหตุผลเช่นนี้ทำให้ตลาดหุ้นปั่นป่วนกว่าที่เป็นจริง
ดังนั้น กลุ่มพฤติกรรมจึงโจมตีว่า EMH ห่างไกลจากความเป็นจริงเพราะราคาหุ้นในเวลาใดเวลาหนึ่งไม่ได้สะท้อนมูลค่าที่แท้จริงของหุ้นนั้น
แต่ที่ราคาผันผวนก็เพราะมนุษย์ไม่ได้มีเหตุมีผลเหมือนที่พวก EMH ซึ่งศรัทธาประสิทธิภาพของตลาดเชื่อกันในปี 1985 Richard Thaler
ซึ่งต่อมาเป็นคู่ปรับทางวิชาการคนสำคัญของ Fama ก็ได้เสนอหลักฐานว่า นักลงทุนมักจะมีปฏิกิริยาตอบโต้ที่เกินกว่าความเป็นจริง
กลุ่มพฤติกรรมหรือกลุ่มที่เชื่อว่า มนุษย์ไม่มีพฤติกรรมที่มีเหตุมีผล และคงเส้นคงวาเสมอไปมีผู้คล้อยตามมากขึ้น
เมื่อมีงานวิจัยที่มาจากการทดลองในห้องแล็บมาสนับสนุน ยิ่งเมื่อเกิดหุ้นตกต่ำหนักในปี 1987 ก็ยิ่งมีผู้เชื่อ EMH น้อยลง
และเมื่อเกิดวิกฤตกาลหุ้น NASDAQ(หุ้นเทคโนโลยี) ตกต่ำอย่างรุนแรงในปี 2000 EMH ก็หมดบารมีไปมากในปี 2002
กลุ่ม Behaviorist ก็ดังยิ่งขึ้นเมื่อหัวโจกคนหนึ่งคือ Daniel Kahneman ได้รับรางวัลโนเบลจาก Prospect Theory
และงานวิจัยทดลองพฤติกรรมนุษย์ในเชิงเศรษฐศาสตร์Robert Shiller สมาชิกคนหนึ่งของกลุ่ม Behaviorist
ได้ตีพิมพ์หนังสือชื่อว่า Irratioal Exuberance ซึ่งหมายถึงความรู้สึกยินดีปรีดาอย่างยิ่งแต่เป็นไปอย่างขาดเหตุผลเมื่อตลาดหุ้นอยู่ในช่วงขาขึ้นการต่อสู้ระหว่าง EMH
และ Behaviorist ยังไม่จบ แต่การสนับสนุน EMH ดูจะยากขึ้นทุกวัน เมื่อเห็นหลักฐานที่เกิดขึ้นจากการบูม
และตกต่ำของตลาดหุ้น และพฤติกรรมของนักลงทุน ที่ขาดเหตุผลหวือหวาจนตลาดไม่ได้สะท้อนความเป็นจริงของมูลค่าหุ้นคำถามสำคัญก็คือ เมื่อรู้ว่า EMH
ไม่ใกล้ความจริงแล้วจะมีผลกระทบอย่างไรต่อชีวิตคนเดินถนน? เมื่อ EMH กำลังรุ่งนั้น นัยสำคัญที่สื่อออกไปในโลกในทศวรรษ 1980 และ 1990
ก็คือ กลไกตลาดเป็นสิ่งมีประสิทธิภาพ เศรษฐกิจเสรีเป็นสิ่งพึงปรารถนา การแทรกแซงควบคุมกำกับของภาครัฐเป็นสิ่งพึงหลีกเลี่ยง
เพราะรังแต่จะทำให้ตลาดขาดประสิทธิภาพ ฯลฯ แต่เมื่อ EMH มีปัญหา ผู้กำหนดนโยบายในประเทศต่างๆ จึงให้ความสนใจในเรื่องประสิทธิภาพของกลไกตลาดหุ้น
และเลยออกไปถึงความเชื่อมั่นในกลไกตลาดโดยทั่วไปน้อยลงไปด้วยความไม่เชื่อถือใน EMH
มีความหมายในระดับบุคคลว่าจะต้องระวังในเรื่องการลงทุนในตลาดหุ้น ไม่ว่าจะเป็นกองทุนรวมหรือซื้อหุ้นเอง เนื่องจากราคาของหุ้นมิได้สะท้อนมูลค่าที่แท้จริงของหุ้น
นอกจากนี้ นักลงทุนส่วนใหญ่มีพฤติกรรมที่ขาดเหตุผล จนอาจทำให้นักลงทุนอื่นๆ เจ็บตัวไปด้วยได้นอกจากนี้ 
ในระดับรวมก็หมายถึงว่าตลาดมิได้มีประสิทธิภาพมากดังที่เคยเข้าใจกัน เพราะบุคคลที่ซื้อขายหุ้นโดยทั่วไปนั้นมีพฤติกรรมที่ขาดเหตุและผล
ถ้ายอมให้บุคคลใช้เงินออมบางส่วนที่ได้มาจากการออมแบบบังคับ(หักเงินเดือนแบบบังคับทุกเดือนสำหรับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ)
ไปลงทุนในตลาดหุ้นเอง แทนที่ภาครัฐจะเก็บเงินนี้ไว้ทั้งหมดแล้ว ก็จะเป็นผลเสียต่อบุคคลนั้นเองในที่สุด
เพราะเขาไม่อาจใช้ราคาตลาดเป็นข้อมูลในการตัดสินใจลงทุนได้อย่างถูกต้อง ทั้งนี้ เนื่องจาก EMH ไม่เป็นจริงถึงแม้ว่ากระแสความเชื่อใน EMH
จะลดลงไป เพราะแม้แต่เจ้าของไอเดียเองก็ถอยร่นยอมรับว่า นักลงทุนบางคนที่มีข้อมูลไม่สมบูรณ์มีพฤติกรรมที่ขาดเหตุผลจน
อาจนำไปสู่การออกนอกลู่นอกทางของตลาดได้ ซึ่งตรงกับที่กลุ่มพฤติกรรมได้กล่าวไว้นานแล้ว แต่คงจะเป็นไปได้ยากว่าผู้คนจะหมดความเลื่อมใสในกลไกตลาดจน
ทำให้กระแสของโลกในเรื่องการเปิดกว้างของระบบเศรษฐกิจ และการสนับสนุนตลาดเสรีหยุดชะงักลงได้

ไอเดียเก่าอาจถูกต้องใช้ได้ในขอบเขตหนึ่งในอดีต แต่เมื่อถูกท้าทาย และลบล้างด้วยไอเดียใหม่อย่างน่าเชื่อถือในเวลาต่อมา
ก็เป็นธรรมดาอยู่เองที่จะต้องมีการแก้ไขปรับเปลี่ยนต่อไปเรื่อยๆ อย่างไม่มีวันสิ้นสุด และนี่แหละคือสัจธรรมของวิชาการ