Custom Search

Apr 30, 2021

ค่อม ชวนชื่น (อาคม ปรีดากุล)



น้าค่อม ชวนชื่น : “ไอ้สั้ส!” ตลกจริงใจ ขวัญใจมหาชนที่ใคร ๆ ก็อยากให้เขาด่าทอ

ที่มา https://thepeople.co/kom-chauncheun-bike-man-actor/

ไอ้สั้ส! ไอ้เหี้ย!! ไอ้ควาย!!!”

ถ้าได้ยินคำนี้หลุดออกจากปากใคร คนที่รับฟังคงไม่ดีใจและวินาทีหลังจากนั้นไอ้คนพูดคงได้รับเสียงชื่นชมจมกองตีนแน่ ๆ แต่ถ้าคนพูดคือตลกที่ชื่อ ค่อม ชวนชื่น นอกจากคุณจะไม่โมโหโกรธา ผลตอบรับที่ได้มาคงเข้าไปขอหอมหัวของแกอีก 1 ทีด้วยความรักใคร่

ทำไมผู้ชายคนนี้ที่พูดจามึงมาพาโวยตลอดการแสดงตลกถึงได้เป็นที่ต้องตาต้องใจใคร ๆ มีผู้กำกับมากมายอยากร่วมงานตั้งแต่หนังแมส ๆ ของ พชร์ อานนท์ ยันหนังอินดี้ของ เต๋อ นวพล มาทำความรู้จักผู้ชายคนนี้ แล้วจะรู้ว่าพรสวรรค์ระดับ “มันจ้าซะเหลือเกิน” ไม่ได้มาจากแสงที่กระทบหัวของแก แต่เป็นพรสวรรค์และพรแสวงของแกล้วน ๆ


 “พี่บอกตรง ๆ นี่มันทางของพี่ชัด ๆ”

อาคม ปรีดากุล หรือที่เรารู้จักกันในชื่อ ค่อม ชวนชื่น อาจไม่เป็นที่รู้จักมักคุ้นนักในยุคตลกคาเฟ่บูม ที่แต่ละคณะต่างมีตัวเด็ด ๆ อยู่ในทีม อย่าง โน้ต เชิญยิ้ม มีถั่วแระกับเต่า, เป็ด เชิญยิ้ม มีหนู เชิญยิ้ม, เทพ โพธิ์งาม มีหม่ำ แต่สำหรับคณะชวนชื่นของ พ่อดม ชวนชื่น ที่มีสมาชิกอยู่มากมาย แสงสปอตไลท์อาจจะฉายไม่ถึงตัวของค่อม ชวนชื่น ที่ขณะนั้นเล่นเป็นตัวสามตัวสี่ได้ชัดเจนนัก แม้คาแรคเตอร์ฟันเหยิน และการพูดจาโวยวายของแกจะเป็นที่จดจำของคอตลกคาเฟ่ แต่ก็มีคนที่คาแรคเตอร์ชัดเจนและรุนแรงกว่า ค่อม ชวนชื่น จึงเป็นเพียงตลกที่ทำหน้าที่เล่นตลกในฐานะตัวเสริมเท่านั้น ไม่ได้โดดเด่นอะไร คาแรคเตอร์ก็ยังไม่ชัดเจน ยังเน้นตลกแต่งตัวและทาหน้าขำ ๆ เท่านั้น มีเพียงการโวยวายและมุกขำ #หน้าเด้ด ที่เป็นท่าไม้ตายของค่อม…แต่ก็ยังไม่เป็นที่จดจำ แม้จะมีรายการโทรทัศน์อย่างชวนชื่นคาเฟ่มาขึ้นจอทีวี แต่ค่อม ชวนชื่น ก็ยังไม่เปล่งแสงเท่าไหร่นัก

จนกระทั่งตลกคาเฟ่ย้ายจากอัครสถานความบันเทิงมาอยู่บนจอหนังในยุคตลกครองจอเงิน พอดีกับที่มีกฏหมายจำกัดเวลาปิดของคาเฟ่และแหล่งอโคจรในช่วงต้น ๆ ยุคปี 2000s ทำให้วงการตลกเริ่มซบเซาเพราะทำรอบเดินสายได้น้อย ต้องย้ายสำมะโนครัวไปหาช่องทางอื่น ประจวบเหมาะเมื่อหนังอย่าง “มือปืน โลก/พระ/จัน” ของยุทธเลิศ สิปปภาค ที่เข้าฉายในปี 2544 ได้นำเหล่าตลกคาเฟ่มาอัพเกรดแสดงฝีมืออันเหนือชั้นจนขึ้นแท่นเป็นหนังร้อยล้าน ตลกหลายคนจึงได้ลืมตาอ้าปากอีกครั้ง

“น้าค่อม” ก็เป็นหนึ่งคนที่ได้โอกาสนั้น จากหนัง เจ็ดประจัญบาน(2545) ของ เฉลิม วงศ์พิมพ์ ที่นำน้าค่อมมารับบท จุก เบี้ยวสกุล มือระเบิดยอดกตัญญูที่รักแม่เหนือสิ่งอื่นใด มาดยียวนกวนบาทาของน้าค่อม เข้ากันได้ดีกับบทบาทที่พร้อมจะมึงมาพาโวยและเรียกตีนได้ตลอดเวลา แม้ว่าจะอยู่ท่ามกลางนักแสดงรุ่นใหญ่มากความสามารถอย่าง พงษ์พัฒน์, อ่ำ อัมรินทร์ หรือกระทั่งตลกด้วยกันที่ดังนำหน้าไปก่อนแล้วอย่าง เท่ง เถิดเทิง แต่ค่อม ก็แสดงร่วมได้อย่างไม่ขัดเขิน และเริ่มฉายแสงแห่งความเป็นซูเปอร์สตาร์ให้โลกได้ประจักษ์

“อย่างนี้มันต้องขยี้ให้หนัก”

แม้จะแจ้งเกิดในฐานะ “ดาราตลกรุ่นใหม่ไฟแรง” แต่ค่อม ชวนชื่น ก็ยังไม่ใช่ดาราตลกที่ดังระดับแถวหน้า เหมือนดังเช่น “หม่ำเท่งโหน่ง” เขายังคงรับบทเป็นตลกรับเชิญ เล่นหนังในบทตัวประกอบสายผ่านหน้ากล้องไม่กี่ซีนเช่นเดิม บทบาทที่รับก็ยังไม่พ้นตลกหนีผีลงตุ่ม ลูกน้องจอมซ่า ลูกพี่จอมเปิ่น เหมือนเดิม แต่เหมือนน้าค่อมจะเริ่มจับทางตัวเองถูก คาแรคเตอร์ขี้โวยวาย ตลกไปด่าไป กลายเป็นเครื่องหมายการค้าของแกไปแล้ว พร้อมกับการถือกำเนิดของค่ายหนังอย่าง พระนครฟิลม์ สตูดิโอที่สร้างหนัง ผีหัวขาด (2545) ที่รวมนักแสดงตลกทั่วฟ้าเมืองไทยจนทำรายได้งดงาม 73 ล้านบาท ก็ช่วยยืนยันสถานะ “นักแสดงทำเงิน” ของน้าค่อม ชวนชื่น ได้อีกขั้น แม้จะยังไม่ตูมตาม ชื่อของเขาบนเครดิตยังไม่ได้อยู่ต้น ๆ หรือใบหน้าในโปสเตอร์หนังจะยังใหญ่ไม่เท่าตลกชื่อดังคนอื่น ๆ แต่การสะสมชื่อเสียงของเขาก็เหมือนการหยอดกระปุกคือค่อย ๆ สะสมชื่อเสียงไปอย่างช้า ๆ แต่ชัวร์

แล้วหนังที่สร้างชื่อและสร้างตัวตนให้คนได้จดจำชื่อของน้าค่อมจนเรียกได้ว่าเป็นบทบาทที่คลาสสิกก็เกิดขึ้นในอีกไม่กี่ปีต่อมา… ในบทพระเอกเหรอ ? ก็ยังเป็นบทนักแสดงสมทบธรรมดา แต่ว่าชื่อชั้นของแกกลับค่อย ๆ ฝังอยู่ในความทรงจำของคนดูหนังอย่างเหลือเชื่อ


 “พี่บอกแล้วไงว่าของพี่กำลังขึ้น” 

แม้การมาถึงของตลกคาเฟ่ที่มาแบบเกลื่อนจอ ที่ส่วนใหญ่ปริมาณจะสวนทางกับคุณภาพ แต่ก็มีผู้ที่เข้าใจในศักยภาพของนักแสดงตลก โดยผลักดันและสร้างหนังที่มีนักแสดงนำเป็นตลกอย่างแรงกล้า นั่นก็คือ ยอร์ช ฤกษ์ชัย พวงเพ็ชร ที่เปิดด้วยหนัง พยัคฆ์ร้ายส่ายหน้า (2548) โดยรวมนักแสดงตลกรุ่นใหญ่และรุ่นใหม่ โดยเฉพาะทีมตลกคณะชวนชื่นมาสร้างสีสัน แม้ก้าวแรกของยอร์ชจะเริ่มต้นไม่ได้ดีมากนัก แต่ก้าวต่อไป แม้ไฟจะไม่ไหม้สบง แต่กลับสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้กับหนังไทย ด้วย แสบสนิท ศิษย์ส่ายหน้า (2549) ที่นอกจากจะสะท้อนภาพของ loser ที่จริงใจ และเอาตลกมาทำเป็นตลกแบบไม่ขัดเขินแล้ว ยังสร้างชื่อให้กับผู้ชายอย่าง ค่อม ชวนชื่น อย่างงดงามอีกด้วย ในบทคู่หูคู่ฮาที่เคมีเข้ากับโก๊ะตี๋ แม้จะยังทำหน้าที่เพียงนักแสดงสมทบ แต่ในระยะยาว ผู้คนกลับนึกถึงคาแรคเตอร์คู่หูอ้วนเหยินคู่นี้มากกว่าพระเอกนางเอกเสียอีก

ชื่อเสียงของน้าค่อม สร้างความกระฉ่อนในยุคโซเชียลเริ่มก่อตัว เมื่อผู้สร้างหนังเห็นศักยภาพในตัวน้าค่อม แกเริ่มไต่อันดับขึ้นชาร์ตเรื่อย ๆ จนกลายเป็นนักแสดงที่งานชุกที่สุดในวงการ น้าค่อม เปลี่ยนสถานะตัวเองจากนักแสดงตัวประกอบ เป็นนักแสดงกิตติมศักดิ์ที่บทในหนังมีไม่มากแต่ก็เป็นที่จดจำ และผู้สร้างหนังก็อยากได้แค่ให้แกมาเล่นมุกตะโกนด่าในหนังเพียงซีนสองซีนเท่านั้น

มีการบันทึกสถิติการแสดงของน้าค่อมไว้เมื่อปี 2553 ที่ทั้งปีมีผลงานการแสดงถึง 11 เรื่อง โดยเฉพาะเรื่อง น้ำ ผีนองสยองขวัญ ที่แกรับบทน้าจวบ คนตาบอดปากดีที่ขโมยซีนและคุมหนังได้อย่างน่ามหัศจรรย์ ประโยคเด็ดที่พรั่งพรูออกมา บ้างก็มาจากบทที่เขียน แต่ส่วนใหญ่มักมาจากการด้นสดของแก สิ่งที่น่ามหัศจรรย์ก็คือแม้น้าค่อมจะปล่อยวลีเด็ด ๆ ประโยคคม ๆ อยู่เสมอ แต่ไม่น่าเชื่อว่าแกอ่านไม่ออก สไตล์การทำงานจึงเป็นในลักษณะการจดจำและใส่ความซื่อในการแสดงซึ่งเป็นสไตล์เฉพาะตัว และยากที่จะหาใครเลียนแบบได้

เพราะชื่อเสียงไม่ได้มากันง่าย ๆ และการรักษาไว้ก็เป็นเรื่องที่ค่อนข้างยาก น้าค่อม มุเดินสายเข้ากองนี้ออกกองนั้น ด้วยความเป็นคนที่รักษาเวลา แกมักจะไปถึงโลเคชันถ่ายทำคนแรก ๆ อยู่เสมอ และด้วยวัยที่ค่อนข้างมาก ทำให้น้าค่อมต้องกระตุ้นตัวเองด้วยเครื่องดื่มชูกำลัง ซึ่งกินทีวันละเกือบ 10 ขวด จนร่างกายทรุดโทรมและเข้ารักษาตัวโรคเบาหวาน ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในตัวของน้าค่อมเช่นกัน

“วะ ฮ่า ฮ่า ฮ่า ไม่ได้แดกกูร้อกกกก”

แม้ข่าวการป่วยของน้าค่อมจะไม่ใช่ข่าวใหญ่ และผู้คนมารับทราบเอาหลังจากที่แกหายดีแล้วก็ตาม แต่ผลงานของน้าค่อมยังมีสม่ำเสมอ และยังคงสถานะนักแสดงกิตติมศักดิ์ที่ไปเจิมหนังมากมาย แม้กระทั่งหนังระบบปฏิบัติการอินดิเพนเดนท์อย่างของ เต๋อ นวพล ยังใช้บริการน้าค่อม และสื่ออื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นเกมออนไลน์ก็ใช้เสียงแกโวยวาย และใช้วลีเด็ด ๆ ของแกมาพากย์ใส่ กระทั่งคนทั่วไปเวลาเจอน้าค่อม สิ่งที่ต้องการร้องขอคือการถ่ายคลิปและให้แกด่าเพื่อเป็นของขวัญให้กับคนที่รัก ????

แน่นอนว่าชื่อเสียงมีเด่นมีดับ กระทั่งตัวน้าค่อมก็หนีสัจธรรมนี้ไม่พ้น หนังในยุคหลัง ๆ ค่อนข้างจะซ้ำซาก แต่น้าค่อมก็ยังคงรอดในวงการบันเทิง ด้วยการไปเข้าแก๊ง บริษัทฮาไม่จำกัด ที่เป็นตลกยุคใหม่ ที่เข้ากับเทรนด์ในยุคปัจจุบัน และมีให้ชมทั้งช่องฟรีทีวีและยูทูบ แม้กระทั่งเน็ตฟลิกซ์เองยังต้องบรรจุรายการนี้ไว้ในช่อง (แถมยังไม่เซ็นเซอร์คำหยาบด้วย) ด้วยการยัดคาแรคเตอร์ “พูดน้อย ต่อยหนัก และชอบซุกเงินเมีย” ทำให้น้าค่อมยังคงสถานะนักแสดงตลกอมตะไว้เช่นเดิม รวมไปถึงการลงคลิปเก่า ๆ ของแกสมัยวิดีโอคาเฟ่ยุครุ่งเรือง และตัดคลิปช็อตเด็ด ๆ ของหนังของน้าค่อมมาแชร์ ยิ่งช่วยเสริมสิ่งที่น้าค่อมทำอยู่สม่ำเสมอไม่เคยขาด นั่นคือการสะสมเสียงหัวเราะที่แม้เวลาจะล่วงเลยมากว่า 30 ปีแล้ว มุกตลกเหล่านี้ก็ยังคงมีประสิทธิภาพไม่ย่อยสลายไปตามกาลเวลา


 “ไอ้สอง ให้พี่เดินสะดวกเถอะ”

แล้วการกลับมาของน้าค่อมบนจอภาพยนตร์ก็กระจ่างชัดขึ้นอีกครั้ง เมื่อบทบาทลุงปรีชา พ่อม่ายลูกติดที่แอบชอบแม่ของพระเอกในหนัง ไบค์แมน ได้ดำเนินมาถึงภาคที่ 2 ที่พิเศษยิ่งกว่าเมื่อบทเทมาให้น้าค่อมได้แสดงศักยภาพความเก๋าและความสดในการเล่นมุกอย่างมหัศจรรย์ การปะทะฝีปากคารมกับแบดบอยอย่างเต๋า สมชาย คือการแสดงระดับเทพที่น้าค่อมโอบอุ้มหนังที่ไม่มีอะไรใหม่ให้กลายเป็นความล้ำเลิศที่สาวกของน้าค่อมไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง ถือเป็นการคืนฟอร์มที่ยิ่งใหญ่ของน้าค่อมเลยจริง ๆ

มากกว่าการแสดงระดับเทพของน้าแล้ว ความสม่ำเสมอในการทำงาน วินัยและการตรงต่อเวลาและความนอบน้อมถ่อมตนของตัวน้าค่อมเอง คืออีกองค์ประกอบสำคัญที่ทำให้น้าค่อม ชวนชื่น ยังคงสถานะนักแสดงตลกกิตติมศักดิ์ที่ทุกคนยังรักและอยากให้แกตะโกน “ไอ้สั้สสสส” ใส่หน้าจวบจนถึงทุกวันนี้





Apr 29, 2021

ทำเลทองยังเหลือ! “วชิราวุธวิทยาลัย” เปิดประมูลที่ดิน “ราชดำริ 67 ไร่”

 

ที่มา https://positioningmag.com/1202236

วชิราวุธวิทยาลัย” เปิดประมูลที่ดินทำเลทอง “ราชดำริ 67 ไร่” ซอยมหาดเล็กหลวง ทั้ง 3 ซอย

แต่งตั้ง CBRE เป็นโบรกเกอร์

อลิวัสสา พัฒนถาบุตร กรรมการผู้จัดการ ซีบีอาร์อี ประเทศไทย เปิดเผยว่า

สำนักงานบริหารจัดการทรัพย์สิน วชิราวุธวิทยาลัย ได้รับแต่งตั้งให้ CBRE

เป็นที่ปรึกษาด้านการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ เพื่อประโยชน์สูงสุดและดีที่สุดสำหรับที่ดินขนาด 67 ไร่

ในซอยมหาดเล็กหลวง 1 – 3 ถนนราชดำริ ซึ่งเป็นที่ดินแปลงใหญ่ย่านใจกลางธุรกิจของกรุงเทพฯ

ที่ดินผืนใหญ่นี้มีจำนวน 28 แปลง ซึ่งสัญญาเช่าจะสิ้นสุดในปี 2562 – 2568 จำนวน 6 กลุ่มแปลง

แล้วแต่ละกลุ่มแปลงจะสิ้นสุดสัญญาเช่าระยะยาวที่ต่างกันไป

ซึ่งซีบีอาร์อีจะทำการวิเคราะห์ศักยภาพการใช้ประโยชน์ที่ดิน

การประเมินราคาที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ ในฐานะผู้จัดการประมูลเพื่อการเช่าที่ดินระยะยาวทั้ง 6 กลุ่มแปลง

กุลวดี สว่างศรี กรรมการบริหารและหัวหน้าแผนกการลงทุนและที่ดิน ซีบีอาร์อี ประเทศไทย กล่าวเสริมว่า

“ที่ดินใจกลางเมือง ตลาดมีความต้องการสูง เมื่อใดที่มีการปล่อยขายก็มักได้รับความสนใจจากนักลงทุนมาก

เพราะสามารถพัฒนาที่พักอาศัย โครงการเชิงพาณิชย์ หรือโรงแรมหรูได้”

เนื่องจากถนนราชดำริเป็นทำเลติดรถไฟฟ้าบีทีเอส แวดล้อมด้วยโรงแรมระดับ 5 ดาว

ที่พักอาศัยระดับลักชัวรีและซูเปอร์ลักชัวรีหลายโครงการ

โครงการใหม่ที่เพิ่งพัฒนาแล้วเสร็จปีนี้คือ โรงแรมวอลดอร์ฟ แอสโทเรีย กรุงเทพ ของกลุ่ม MQDC

CBRE จะเปิดประมูลให้ยื่นซองเช่าที่ดินระยะยาวได้ในปีหน้า

คาดว่าจะได้รับความสนใจจากผู้เช่าปัจจุบันและผู้เช่ารายใหม่ทั้งในและต่างประเทศ.

Apr 28, 2021

สั้น (Short)

  มีกลอนของชาวรัสเซียบทหนึ่ง ตั้งชื่อว่า  "สั้น" เขียนว่าดังนี้  

🍀🍀🍀🍀🍀🍀🍀🍀

     หนึ่งวันแสนสั้น...

สั้นจนกอดยามเช้าไม่ทันไร  

ยามเย็นก็มาอยู่ในมือแล้ว


    หนึ่งปีแสนสั้น...

สั้นจนเชยชมฤดูใบไม้ผลิไม่ทันไร  

ฤดูใบไม้ร่วงก็มาให้สะสางแล้ว


     หนึ่งชีวิตแสนสั้น...

สั้นจนสนุกกับความหนุ่มสาวไม่ทันไรความชราภาพก็มาปรากฏแล้ว


     ชีวิตนั้นผ่านไปเร็ว  แต่คนเรารู้ตัวช้า

          

     ดังนั้น  จงหัดทะนุถนอมให้เป็น   


ทะนุถนอมความสัมพันธ์ระหว่างพ่อแม่พี่น้อง  ระหว่างมิตรสหาย  เพื่อนเรียน  เพื่อนร่วมงาน  ได้คบค้ากันมา ได้ร่วมรบกันมาบนเส้นทางชีวิตด้วยกัน  


     เพราะเมื่อเฉียดไหล่ผ่านไปแล้ว  อาจไม่มีวันได้พบกันอีก


     หลังอายุ 20  จะอยู่บ้านเกิดหรือไปต่างเมืองก็เหมือนกัน  หัวหกก้นขวิดที่ไหนก็อยู่ได้


     หลังอายุ 30 จะกลางวันหรือกลางคืนสู้ได้ทั้งนั้น  อดนอนกี่วันก็ไม่เป็นไร


      หลังอายุ 40    วิทยฐานะสูงหรือต่ำไม่ใช่เรื่องสำคัญ  เรียนไม่สูงอาจหาเงินได้มากกว่า


     หลังอายุ 50  จะสวยหรือขี้เหร่มาก่อน  ตอนนี้หน้าตาก็เริ่มเหี่ยวย่นดูแก่พอ ๆ กัน


    หลังอายุ 60  จะเคยมียศสูงหรือยศต่ำก็เท่าเทียมกัน  เพราะเกษียนแล้วต้องลงจากตำแหน่ง


     หลังอายุ 70  จะอยู่บ้านหลังใหญ่หรือหลังเล็กก็เท่านั้น  เพราะเดินเหินไม่คล่องตัว  มีที่ให้ขลุกตัวเพียงมุมหนึ่งก็พอ


     ดังนั้น จงหวงแหนสิ่งที่ยังมีอยู่ให้มาก ๆ  และตามสิ่งที่เสียไปคืนกลับมา

☘☘☘☘☘☘☘☘

กลอนบทนี้บรรยายชีวิตได้จริงแท้และหมดเปลือก  สร้างความตระหนักรู้ได้ 

    

      เมื่อชีวิตคุณได้เดินเกือบจะถึงปลายทาง  ลองหันกลับไปดูอีกที  คุณจะรู้สึกว่ามันเป็นเช่นนั้นจริง ๆ 

 

    อย่านึกว่าตนเองแน่  อย่าไปอิจฉาใคร  และอย่าไปเสียใจกับสิ่งใด เพราะว่าชีวิต   มันก็เท่านี้เอง

🌾🌾🌾🌾🌾🌾🌾

Apr 27, 2021

“Teen Talk” สมัยก่อนดังมาก!! 5 รายการเพลงวาไรตี้โชว์ในตำนาน ที่คนอยากดูอีก

16 January 2019

ที่มา https://undubzapp.com/
ย้อนเวลากลับไป 10 กว่าปีที่แล้ว
พาให้นึกถึงรายการวาไรตี้เกมโชว์เกี่ยวกับเพลง
ที่เราเคยดูสมัยวัยรุ่น ด้วยเนื้อหาที่สนุก ดูเพลิน เพลงเพราะ
คนดูอย่างเราๆ ให้ติดงอมแงมไปด้วยได้
มีบางรายการนำมาฉายย้อนหลังให้ได้ชม
เพราะปัจจุบันรายการเหล่านั้นยุบไปแล้ว
แน่นอนว่าหลายคนคิดถึงและอยากดูอีก
ทีมงาน UndubZapp ไม่รอช้า รวบรวม 5 รายการ
เกี่ยวกับเพลงในอดีตมาฝากแล้ว

1. เกมฮอต เพลงฮิต

เกมฮอต เพลงฮิต ออกอากาศช่วงกลางวัน เรียกว่าเป็นรายการที่มีเอกลักษณ์แถมยังสนุกอีกด้วย ซึ่งมีพิธีกรฝีมือปากกล้า คือ ไก่ สมพล ใครที่อยากดู MV เพลงต่างๆ รายการเกมฮอตเพลงฮิตสามารถจัดให้ได้ และงูเหลือมในรายการก็คือ น้าเน็ก เกตุเสพย์สวัสดิ์ นั่นล่ะ รายการนี้ค่อนข้างมีเอกลักษณ์โดดเด่นหลายอย่างเลยค่ะ อย่างเวลามีคนทางบ้านโทรเข้ามาตุ๊กตาหมีจะขยับปากตามประโยคที่ได้ยิน ช่อง 7 ถ่ายทอดสดให้ได้ชม แต่สมัยนี้คงหารายการแบบนี้ค่อนข้างยากแล้ว

2. เกมโซน

เกมโซน เป็นรายการ เกมใบ้คำ และทายเพลงแบบสนุกๆ อีกรายการ โดยมีพิธีกรระดับพระเอกอย่าง วิลลี่ แมคอินทอช และ มอริส เค โดยทางรายการจะมีทีมผู้เข้าแข่งขันในแต่ละสัปดาห์  ซึ่งผู้เข้าแข่งขันคนหนึ่งจะต้องรับโจทย์จากพิธีกร ส่วนผู้เข้าแข่งขันคนอื่นต้องเข้าไปในตู้เก็บเสียง พอถึงเวลาการแข่งขันทุกคนทำเต็ม เรียกว่าเป็นรายการทายเพลงที่ฮาสุดๆ ค่ะ

3. Teen Talk

ต่อที่ รายการ Teen Talk เป็นรายการที่นำเสนอไลฟ์สไตล์วัยรุ่น กิน เที่ยว ละคร และ MV เพลง หรือเรื่องอะไรที่วัยรุ่นยุคนั้นกำลังฮิตกัน รายการนี้โด่งดังและฮิตมากมายในหมู่วัยรุ่นไทย วัยรุ่นหลายคนจำได้เพราะจะได้ดูทุกวันเสาร์ 11 โมงเช้า แถม Teen Talk ยังยกพิธีกรที่ดังมากในยุค 90 มาร่วมรายการ อาทิ เรย์ แมคโดนัล , ชาคริต แย้มนาม , อ้น ศรีพรรณ , บัวชมพู ฟอร์ด , ได๋ ไดอาน่า , ซาร่า ผุงประเสริฐ และมีอีกเยอะแยะมากมายเลย เรียกว่ารวมตัวพ่อตัวแม่วัยรุ่นในสมัยนั้นกันเลยทีเดียว ทั้งยังเคยมารีรันให้ดูอีกครั้งที่ช่อง Bang Channel แล้วนะคะ

4. คาราโอเกม

อีกหนึ่งวาไรตี้เกมโชว์นั่นก็คือ รายการ คาราโอเกม รายการนี้มีพิธีกรสุดหล่ออย่าง
ฟลุ๊ก เกริกพล และนักแสดงตลกชื่อดังอย่าง ธงธง ม๊กจ๊ก เป็นพิธีกรร่วมกัน
เนื้อหารายการนี้เป็นการทายประโยคจากเพลง
รวมถึงดวลเพลงระหว่างศิลปินดารากับผู้เข้าแข่งขันทางบ้าน
แบบห้ามร้องผิดเนื้อเพลงแม้กระทั่งคำเดียวก็ไม่ได้
เรียกว่าลุ้นมากๆ ซึ่งเทปที่ดังๆ หนึ่งในนั้นมีเทปที่ นก สินจัย มาร่วมรายการด้วย

5. Jukebox Game

ปิดท้ายที่ รายการ Jukebox Game รายการนี้มีตู้เพลงขนาดใหญ่แสดงเป็นฉากหลังของรายการ ซึ่งใครจำได้จะนึกถึงความสนุกปนความฮา และแฟนคลับมีไม่น้อยนะคะรายการนี้เนี่ย ซึ่งเป็นการเล่นทายเพลงสนุกๆ เคยออกอากาศไว้ทาง ช่อง 3 มี ตุ๊ก ญาณี กับ ไก่ สมพล ทำหน้าที่พิธีกร แถมยังเป็นพิธีกรคู่หูที่เข้าขากันมากๆ ทำให้หลายคนชื่นชอบมากขึ้น จึงอยากให้รายการนี้กลับมามากๆ ซึ่ง Jukebox Game นั้นเคยมารีรันให้ดูกันแล้วค่ะ 

Photo Credit : Thaiandsuperstar

ปิดฉากดีเจ โลโก้แกรมมี่ "ไก่ สมพล"

11 พฤศจิกายน 2556 

ขายเสียงหลังไมค์ สร้างความสุขให้กับแฟนๆ รายการวิทยุประจำ เอไทม์มีเดีย มานานกว่า 20 ปี
วันนี้ ไก่ สมพล ปิยะพงศ์สิริ ตัดสินใจลาออกจากต้นสังกัดที่แจ้งเกิด มารับงานอิสระ
และมีผลงานครั้งแรกกับบริษัทคู่แข่งอย่าง อาร์เอส ปิดฉากดีเจที่เป็นดั่งโลโก้ของแกรมมี่
ยอมรับว่าไม่ใช่เรื่องง่าย เมื่อต้องตัดสินใจโบกมือลาต้นสังกัดเดิม เอไทม์มีเดีย ในเครือแกรมมี่
และยิ่งยากกว่าเมื่อรายการใหม่คือการก้าวข้ามฟากมาฝั่ง อาร์เอส บริษัทคู่แข่ง
การออกมารับงานอิสระ ของ สมพล ปิยะพงศ์สิริ ไม่ต่างจากเพื่อนดีเจคนอื่นๆ
ที่หันมาให้ความสนใจกับงานพิธีกรโทรทัศน์ ในยุคที่สื่อทีวีเปิดกว้าง และแข่งขันสูง
ขณะที่วิทยุได้รับความนิยมน้อยลง แม้บทบาทนักจัดรายการวิทยุจะเป็นอาชีพที่รักมากที่สุด
หากในวันนี้ที่วงการสื่อพัฒนา และเปลี่ยนไปมาก
การออกมาจากจุดเดิมเพื่อมองหาโอกาสใหม่ที่มากกว่าจึงเป็นสิ่งจำเป็น
นอกจากใช้เสียงจนโด่งดังในหน้าปัดวิทยุแล้ว ไก่ สมพล ยังเป็นดีเจไม่กี่คนในยุคนั้นที่ก้าวมาสู่เบื้องหน้า
มีผลงานมากมาย ไปจนถึงออกอัลบั้มมีผลงานเพลงเป็นคนตัวเอง
เป็นดีเจในยุคบุกเบิกจากหลังหน้าปัดสู่งานเบื้องหน้า
น้ำเสียง และมุขตลกอันเป็นเอกลักษณ์ที่ออกอากาศผ่านคลื่นให้ได้ยินครั้งแรกเมื่อปี 2535
ในรายการเรดิโอโหวตแซทเทลไลท์ ของเอไทม์มีเดีย นอกจากแจ้งเกิดให้ "ไก่ สมพล"
โด่งดังเป็นนักจัดรายการวิทยุที่มีผู้ฟังติดตามมากที่สุดคนหนึ่งในเวลานั้นแล้ว
ยังส่งให้เขาได้ก้าวสู่หน้าจอ ตั้งแต่เล่นมิวสิควีดีโอเพลง พิธีกรรายการทีวี
ไปจนถึงออกเทปมีผลงานเพลงของตัวเอง
แม้จะเริ่มได้ยินเสียงสนุกๆ ของ "ไก่ สมพล" น้อยลง และมีนักจัดรายการวิทยุหน้าใหม่ๆ เกิดขึ้นมากมาย
หากดีเจวัย 44 ปี คนนี้ ก็ถือว่านี่เป็นอาชีพที่รัก และเพราะทำให้เป็นที่รู้จักของคนทั่วไป
ในยุคที่สื่อวิทยุเริ่มมีอิทธิพลลดน้อยลง หลายคลื่นวิทยุ หันมาจับตลาดทีวี
ออกอากาศพร้อมกันไปทั้งวิทยุ และโทรทัศน์ เพื่อให้ธุรกิจยังคงอยู่รอด ขณะที่ดีเจรุ่นเก่าๆ ที่เคยโด่งดัง
ก็เริ่มมีพื้นที่หลังไมค์ลดลง ด้วยดีเจหน้าใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นมากมาย การหาพื้นที่ใหม่ๆ
และโอกาสให้ตัวเองยังมีผลงานออกมาอย่างสม่ำเสมอ จึงเป็นอีกทางรอดของนักจัดรายการวิทยุเหล่านี้ 

เพลง   :  รักน้องคนเดียว  
ศิลปิน   :  ธเนศ วรากุลนุเคราะห์  
คำร้อง   :  ธเนศ วรากุลนุเคราะห์  
ทำนอง   :  สมชัย ขำเลิศกุล  
เรียบเรียง   :  ชนินทร์ วรากุลนุเคราะห์


ศิลปิน : UrboyTJ Feat. ซันนี่ สุวรรณเมธานนท์ และนิชคุณ หรเวชกุล 
คำร้อง : ปิยวัฒน์ มีเครือ / ธเนศ วรากุลนุเคราะห์ 
ทำนอง : ประทีป สิริอิสสระนันท์ / สมชัย ขำเลิศกุล 
เรียบเรียง : ประทีป สิริอิสสระนันท์






Apr 26, 2021

ข้อคิดดีๆ จากหนังสือ #โชคดีที่มึงได้อ่าน


Noey Pannarai - เนยเจออันนี้

1. จงทำดีเพราะว่ามันดี

อย่าทำดีเพราะหวังว่าใครจะมารัก

2. สบายๆกับความรัก อย่าจริงจังมากเกินไป

ปล่อยให้ความรักเป็นไปในแบบที่ควรเป็น

และเหมาะสมกับชีวิตของเรา

3. เขาไม่รักก็คือไม่รัก ไม่ต้องหาเหตุผลอะไรอีก

4. ความรักคือการลองผิดลองถูก

เพราะโลกนี้ไม่มีทางลัดสำหรับความรัก

5. เรียนรู้การมีชีวิตคู่ให้สมกับที่มีคู่ชีวิต

อย่ามัวแต่เอาตัวเองเป็นศูนย์กลางของความรัก

6. ความไว้ใจเสียไป ไม่มีวันได้คืน

7. อย่าซับซ้อนกับความรัก

ไม่อยากคุย ไม่อยากคบ ไม่อยากเอา 

ก็คือไม่อยาก ไม่งั้นจะเจ็บและทุกข์เอง

8. รักระยะไกล ความเชื่อใจเป็นเรื่องสำคัญ

9. การตั้งคำถามที่ถูกต้อง

จะพาไปเจอคำตอบที่สามารถแก้ปัญหาได้จริง

10. ไม่มีแฟน ไม่ตาย

อย่ามีใครเพียงเพราะไม่มีใคร

11. วางแผนชีวิตของเราให้ดี

แล้วสิ่งที่เข้ามาในชีวิตจะกลายเป็นกำไร

12. ฟังเสียงหัวใจของตนเอง

อย่ามัวแต่ถามคนรอบข้าง

13. กล้าหาญให้ถูกทาง รับผิดชอบในสิ่งที่ควรเป็น

14. อย่ายอมแพ้

จงต่อสู้เพื่อที่จะได้ยืนยันกับตัวเองได้

ว่าเราควรมีชีวิตอยู่ต่อไป

15. ใครถามอะไรให้ลำบากใจ

ตอบง่ายๆแค่ว่า ไม่สะดวก

16. เราทำเพื่อใคร

กำลังใจอยู่ตรงนั้น

17. อย่าปล่อยให้คำพูด

จากคนที่ชอบรังแกคนอื่น

มาทำให้เราเสียใจ

ถ้าไม่ให้ความสำคัญกับมัน

มันก็ทำอะไรเราไม่ได้

18. ไม่ว่าชีวิตจะมอบโอกาสอะไรให้

จงเรียนรู้กับมัน สนุกกับประสบการณ์ที่ได้ลอง

19. หากสงสัยอะไร จงถามไปเลย

20. เพื่อนที่ดีและเข้าใจเราที่สุด

คือตัวเราเอง

21. บางทีการหนีอาจฉลาดกว่าสู้จนตัวตายก็ได้

22. ความเปลี่ยนแปลงไม่ได้น่ากลัว

แค่ต้องรับมือให้ทัน

23. งานที่ดีคืองานที่เข้ากับชีวิตเรา

24. อย่าลืมทิศทางชีวิตของเรา

อย่าใช้ชีวิตให้ผ่านไปวันๆ

25. ความสำเร็จจะมาถึง

ถ้าเราไม่ยอมแพ้ไปก่อน

26. อย่าให้คนอื่นกำหนดมาตรฐานชีวิตของเรา

มองคนมีมากกว่าเราก็ท้อใจ

มองคนมีน้อยกว่าเราก็เหิมเกริม

สร้างมาตรฐานของตนเองขึ้นมาซะ

27. ก่อนตัดสินใจอะไร

ทบทวนให้ดีๆ

28. ความฝันของเราต้องไม่ทำร้ายใคร

29. ให้เราคิดว่าเรามีเบญจเพศทุกปี

จะได้ใช้ชีวิตอย่างระมัดระวัง

30. เห็นคนลำบาก ช่วยได้ก็ช่วย

แต่ถ้าช่วยแล้วเราลำบาก ... ก็อย่าช่วย


https://th-th.facebook.com/nanake555/


โชคดีที่มึงได้อ่าน

ผู้เขียน เกตุเสพย์สวัสดิ์ ปาลกะวงศ์ ณ อยุธยา (น้าเน็ก)

55 เรื่องจริงที่ไม่ต้องรอให้เจอกับตัว ถึงจะเข้าใจ
ที่มา https://www.se-ed.com/


  
"โชคดีที่มึงได้อ่าน" จากที่สุดของ Content Online แห่งยุค เรื่องราวที่มีคุณค่า จากรายการ "อย่าหาว่าน้าสอน" ในช่อง "NANAKE 555" ที่ได้รับความนิยมอย่างล้นหลาม ถูกร้อยเรียงเป็นตัวอักษรบรรจุอยู่ในหนังสือเล่มนี้ ให้ทุกคนได้เป็นเจ้าของ หยิบอ่านได้ทุกเมื่อที่ต้องการ

    เมื่อเปิดมาเจอหน้านี้คุณจะได้พบกับ "คำนำ" ที่เป็นกิจจะลักษณะที่สุด เพราะผมอยากจะบอกคุณอย่างชัดเจนเป็นข้อ ๆ ว่า

1. หนังสือเล่มนี้เป็นการถอดความจากคลิปวิดีโอ แปลว่าในแต่ละเรื่องคุณสามารถสแกนเข้าไปดูคลิปวิดีโอจริง ๆ ได้เลย ข้อนี้บอกอะไร... ผมแค่อยากอวดเท่านั้นแหละฮะ

2. ในเมื่อสามารถดูคลิปในออนไลน์ได้แล้วจะทำเป็นหนังสือทำไม? คำตอบคือ ผมรักหนังสือ และทางเดียวที่หนังสือจะไม่หายไปจากโลกก็คือ "ผลิตมันออกมาสิวะ!!!" 

3. ผมไม่เคยอวดอ้าง หรือแม้แต่จะคิดว่าตัวเองนั้นเป็นผู้รอบรู้ ที่ตอบได้หมดทุกคำถาม ว่ากันตามตรงทุกคำตอบมาจากประสบการณ์จริงที่ผมสัมผัส เรียนรู้ และใช้มันตลอดชีวิตที่ผ่านมา แน่ล่ะ หลาย ๆ คำตอบอาจไม่ตรงใจใครหลายคน ซึ่งไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะในเหตุการณ์เดียวกัน แต่ละคนย่อมมีมุมมองที่ต่างกันออกไป

4. ปรารถนาเป็นอย่างยิ่งว่าหนังสือเล่มนี้จะช่วยให้คุณได้มีชีวิตไปในทางที่ดีขึ้นนะฮะ

5. เอาจริง ๆ สิ่งที่ผมอยากบอกจบไปตั้งแต่ข้อที่ 4 แล้วล่ะฮะ แต่ก็แค่อยากให้มีครบ 5 ข้อเท่านั้นเอง... ใช่แล้วฮะ ผมกวนตีน ขอบคุณที่ให้เกียรติเป็นเจ้าของหนังสือเล่มนี้ นั่นเป็นสิ่งที่ทำให้ผมมีความสุขจริง ๆ ฮะ

Part 1 หมวดความรัก
01 : ความรักไม่ใช่รางวัลตอบแทนของความดี
02 : จริงจังมากไปกลับกลายเป็นน่ากลัว
03 : ความรักวัยรุ่นมันก็เป็นอย่างนี้แหละ
04 : ไม่มีทางลัดสำหรับความรัก
05 : รักแท้ ไม่ใช่แค่ลมปาก
ฯลฯ

Part 2 หมวดครอบครัว
15 : แบกทุกคนจนลืมตัวเอง
16 : กตัญญูอย่างไม่มีเงอนไข
17 : อยู่ต่ออย่างไรในวันที่คนรักตายจากไป
18 : นี่แหละชีวิตมันเป็นแบบนี้
19 : เติมไฟให้ซิงเกิลมัม ลำพัง... แต่ไม่เดียวดาย
ฯลฯ

Part 3 หมวดเพื่อน
24 : แด่ทุกคนที่โดนรังแก
25 : อยู่โลกกว้างอย่าโลกแคบ
26 : เกรงใจจะเสียการ สงสารจะฉิบหาย
27 : เพื่อนสนิทขอคบกับกิ๊กเรา เอาไงดีวะเนี่ย
28 : เป็นเพื่อนกันต้องถามกันได้สิวะ
ฯลฯ

Part 4 หมวดการทำงาน
30 : เพื่อนร่วมงานไม่ดีจะหนีหรือสู้
31 : วงจรชีวิตมนุษย์ฟรีแลนซ์
32 : ทำธุรกิจยุคนี้ พี่จะบอกว่า...
33 : ความเปลี่ยนแปลง ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด
34 : อย่าวางชีวิตบนความคิดของคนอื่น
ฯลฯ

Part 5 หมวดเป้าหมายชีวิต
39 : "เป้าหมายชีวิต" คืออะไร
40 : คุณค่าของสิ่งที่เรียกว่า "ประสบการณ์"
41 : เรียนรู้เป็นพันครัง เพื่อความหวังครั้งที่พันหนึ่ง
42 : อย่าใช้คนอื่นกำหนดมาตรฐานชีวิตเรา
43 : ลังเลในชีวิต ลองฟัง "ทฤษฎีประตูเลื่อน"
ฯลฯ

Part 6 หมวดเบ็ดเตล็ด
48 : "เบญจเพส" ไม่เชื่ออย่านับถือ
49 : บางครั้ง... โดนโกงก็มีข้อดีนะ
50 : สังคมเลวเพราะคนดีท้อแท้
51 : อบอุ่นใจในคืนที่ท้อแท้
52 : Top 3 หนังสือสุดโปรดของ "น้าเน็ก"
ฯลฯ

คำนิยม

    ...น้าเน็ก เกตุเสพย์สวัสดิ์ ปาลกะวงศ์ ณ อยุธยา...
หนังสือที่เขียนเล่มนี้คงบอกอะไรเกี่ยวกับชีวิตหลาย ๆ อย่าง ลองอ่านดูหาความต่าง ความเหมือน ความชอบ ความไม่ชอบ แล้วนำมันมาใช้กับตัวเองให้เกิด ประโยชน์ที่สุด สัจธรรมเกิดขึ้นได้ทุกที่และเกิดกับทุกคน น้าเน็กคงให้สัจธรรมเราได้เช่นเดียวกัน อยู่ดี ๆ คนอย่างน้าเน็กอยากเขียนหนังสือ... ต้องอ่าน
    -- ไตรภพ ลิมปพัทธ์ --

    ผมเป็นคนชอบเดินทางไปกางเต้นท์นอนในป่า คนเข้าป่าจะรู้ดีว่า ข้าวของที่เราจะเอาใส่เป้ไปนั้น น้ำหนักทุกกรัมจะมีความหมายต่อเราอย่างยิ่ง จะต้องเป็นของสำคัญจริง ๆ เท่านั้น... และหนังสือเล่มนี้คือเล่มเดียวที่ผมจะยอมนำติดตัวไปด้วย... ใช่ มันช่วยให้ผมก่อกองไฟง่ายขึ้นจริง ๆ
    -- สัญญา คุณากร --

    สเน็กเป็นคนฟังคำวิจารณ์เสมอนะ แต่เชื่อหรือไม่ เห็นด้วยหรือไม่ นั่นอีกเรื่องหนึ่ง ผมถึงว่าเขาเป็นคนที่มีความเชื่อมั่นในความคิดของตัวเองสูงไง... จนถึงวันนี้ วันที่สื่อดิจิทัลมาเร็วขนาดนี้ สเน็กก็ไม่เคยตกรถ เขาขึ้นรถทันเสมอ และไปได้ไกลกว่าที่ใครๆ คิด... ผมเชื่อว่าโลกใบนี้ยังมีพื้นที่ให้เขาได้วิ่งเล่นอีกเยอะ โปรดติดตามชมตอนต่อไป...
    -- เกียรติ กิจเจริญ (ป๋ากิ๊ก) --

    ความน่ารักของเน็กคือ ไม่เคยลืมจุดเริ่มต้น และให้เกียรติให้ความเคารพพี่ตลอดเมื่อเจอกัน (หรือมันแสดง ฮาาาา) ยินดีกับทุกความสำเร็จของเน็กนะจ๊ะ
    -- พี่ไก่ สมพล ปิยะพงศ์สิริ --

    ผมว่ามีน้อยคนมากที่เวลาพูดก็สนุก และเวลาเขียนงานออกมาก็สนุก น้าเน็กเป็นหนึ่งในนั้น
    -- ปิงปอง นิติพัฒน์ สุขสวย --
(หนึ่งในผู้ก่อตั้งนิตยสาร a day, สำนักข่าว The Standard และทุกแพลตฟอร์มออนไลน์ในชื่อ Nanake555)

ISBN: 9786168224205 (ปกอ่อน) 256 หน้า
ขนาดรูปเล่ม: 145 x 210 x 13 มม.
น้ำหนัก: 285 กรัม
เนื้อในพิมพ์: สี่สีในเล่ม
ชนิดกระดาษ: กระดาษถนอมสายตา
สำนักพิมพ์I AM THE BEST
เดือนปีที่พิมพ์: --/2021

Apr 25, 2021

Prince Philip, husband of Queen Elizabeth II, dies at age 99: Royal family

 


Credit Photos By Jill Lawless and Gregory Katz, Associated Press
Story from : https://www.nbcnews.com/news/world/prince-philip-husband-britain-s-queen-elizabeth-ii-dies-99-n1258159

April 9, 2021, 6:02 PM +07 / Updated April 9, 2021, 8:44 PM +07
By Rachel Elbaum

LONDON — Prince Philip, Queen Elizabeth II's husband and
the longest-serving consort of any British monarch,
has died at age 99.
A statement posted on the royal family's website Friday morning said:
"It is with deep sorrow that Her Majesty The Queen announces
the death of her beloved husband,
His Royal Highness The Prince Philip, Duke of Edinburgh.
"His Royal Highness passed away peacefully
this morning at Windsor Castle.
Further announcements will made in due course.
The Royal Family join with people around the world in
mourning his loss."


Apr 22, 2021

พระอัจฉริยภาพด้านอาวุธยุทโธปกรณ์ในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร

 


เผยแพร่: 11 พ.ย. 2559 18:27   โดย: ดร.โยธิน มานะบุญ

ที่มา https://mgronline.com/daily/detail/9590000112961

ขอน้อมเกล้าน้อมกระหม่อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้น

อันหาที่สุดมิได้ ถวายความอาลัยแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร

ด้วยบทความซึ่งจะได้นำเสนอเรื่องราวพระอัจฉริยภาพด้านอาวุธยุทโธปกรณ์ของพระองค์

คนไทยที่เกิดไม่ทันยุคสงครามเย็นน้อยคนนักที่จะทราบว่า หากไม่ด้วย พระบารมี ความกล้าหาญ

และการทรงงานอย่างหนักของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร

สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พระราชโอรสและพระราชธิดา

ตลอดจนเหล่าพระบรมวงศานุวงศ์ ประเทศไทยก็คงไม่แคล้ว

ต้องกลายเป็นประเทศที่ปกครองด้วยลัทธิคอมมิวนิสต์เช่น เวียดนาม ลาว และกัมพูชา

ตามทฤษฏี Domino ที่นักวิชาการและนักการเมืองในโลกตะวันตกคาดการณ์ไว้อย่างแน่นอน

ในห้วงที่ประเทศไทยเผชิญกับภัยคุกคามของลัทธิคอมมิวนิสต์ทั้งภายในและจากภายนอกประเทศนั้น

ภาพคุ้นตาของเหล่าพสกนิกรไทยคือ

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร

ทรงเครื่องแบบทหารเสด็จเยี่ยมอาณาประชาราษฎร์ ทหาร ตำรวจ

ข้าราชการพลเรือน อาสาสมัครที่ปฏิบัติหน้าอยู่ในพื้นที่สู้รบ

ตลอดจนทรงงานในภูมิภาคต่างๆ ของประเทศอยู่เสมอ

เป็นที่ทราบกันดีในหมู่ข้าราชการทหารและตำรวจทั้งหลายว่า

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร

ทรงให้ความสนพระราชหฤทัยอย่างลึกซึ้งในกิจการสรรพาวุธ

ได้ทรงแสดงพระปรีชาสามารถในการค้น คิด ดัดแปลงอาวุธยุทโธปกรณ์ให้ทันสมัย

และใช้ราชการได้ดียิ่งขึ้นเป็นผลสำเร็จหลายรายการด้วยกัน

อีกทั้งยังได้ทรงพระราชทานอาวุธ ยุทโธปกรณ์

ที่ทรงแก้ไขเหตุติดขัดและข้อบกพร่องต่างๆ

เรียบร้อยแล้วให้แก่ทหารและตำรวจอยู่เนืองๆ

ในห้วงเวลาที่สถานการณ์การก่อการร้ายในประเทศ

อยู่ในภาวะวิกฤตนั้น ได้ทรงใช้เวลาว่างจากพระราชภารกิจเสด็จพระราชดำเนินไปงานภายนอกในตอนบ่าย

ทรงงานแก้ไขอาวุธยุทโธปกรณ์ที่บกพร่อง

ซึ่งทรงได้มาจากทหาร ตำรวจ ผู้ได้ใช้อาวุธนั้นทำการสู้รบจนสิ้นชีวิต

ทั้งนี้โดยได้ทรงตรวจสอบสมรรถภาพของอาวุธนั้นๆ

ด้วยพระองค์เองซึ่งในบางโอกาสก็ทรงมีพระราชกระแสรับสั่งให้

เจ้าหน้าที่ของกรมสรรพาวุธทหารบกได้เข้าเฝ้าถวายคำแนะนำ

ทั้งในพระตำหนักจิตรลดารโหฐาน

และพระราชวังไกลกังวลอย่างใกล้ชิด เพื่อการนี้เป็นที่แน่ชัดว่าใครได้ใช้ปืนที่ทรงแก้ไขนั้น

ย่อมจะสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้น

นายทหารของศูนย์การทหารราบค่ายธนะรัชต์ ปราณบุรีผู้หนึ่ง

ซึ่งได้เคยถวายการรับใช้เมื่อทรงพระแสงปืน M-16

ที่สนามยิงปืนของศูนย์การทหารราบเล่าว่า

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีความเชี่ยวชาญในเรื่อง

พระแสงปืน M-16 อย่างมาก

ปืนนี้มีข้อบกพร่องบางอย่างที่ไม่รู้กัน

แต่ทรงรู้มาจากการที่ได้ทรงศึกษาจนสามารถพระราชทาน

คำแนะนำแก่ทหารได้

เรื่องปืน M-16 นี้ ในบทความ “พระเจ้าอยู่หัวกับตำรวจ”

เขียนโดย พล.ต.อ. วสิษฐ เดชกุญชร

ตีพิมพ์ในนิตยสารโล่เงิน เดือนธันวาคม 2524

ก็ได้บันทึกไว้เช่นกันว่า พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร

ทรงศึกษาสมรรถนะของปืน M-16

จนทรงมีความรู้อย่างละเอียดลึกซึ้ง

งานอดิเรกที่ทรงโปรดในครั้งกระนั้นคือ การซ่อมปืน M-16 ที่ชำรุด

เมื่อใช้งานได้แล้วก็พระราชทานให้นายทหารราชองครักษ์

และนายตำรวจสำนัก

นำไปแลกกับปืนที่ชำรุดตามหน่วยต่าง ๆ

ในสนามเพื่อเอามาถวายให้ทรงซ่อมต่อไปอีก ---

ข้อมูลจาก นิตยสารหลักไท ฉบับวันที่ 11 ธันวาคม 2528

โดยพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร

ทรงสนพระราชหฤทัย

ในส่วนประกอบและการทำงานของปืน M-16

ถึงกับได้ทรงผ่าปืนชนิดนี้ออก

เพื่อทรงศึกษากลไกและส่วนประกอบของปืน

ต่อมาในไม่ช้าก็ทรงสามารถประกอบอาวุธปืนชนิดนั้น

ได้ด้วยพระองค์เอง

เวลาเสด็จฯ ไปทรงเยี่ยมหน่วยทหารหน่วยตำรวจ

และมีผู้ถวายรายงานว่า ปืนชนิดนั้นชำรุด

และไม่สามารถซ่อมแซมได้ เพราะขาดเครื่องอะไหล่

และขาดช่าง ก็ทรงพระกรุณารับปืนเหล่านั้นไป

และทรงซ่อมด้วยพระหัตถ์

โดยทรงใช้ส่วนที่ยังใช้การได้ดีอยู่ของปืนกระบอกหนึ่ง

ด้วยวิธีนี้ ปืนที่เสียหลายกระบอกจึงกลายเป็นปืนที่กลับดีขึ้นมาอีก

เกี่ยวกับอาวุธปืนนี้ ทั้งพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตรและ

สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

ทรงสนพระราชหฤทัย เสด็จเยี่ยมหน่วยทหารตำรวจ

(โดยเฉพาะศูนย์การทหารราบและค่านเรศวร)

คราวใด คราวนั้นก็มักจะเสด็จฯ ทอดพระเนตรการฝึกซ้อมยิงปืน

และบางครั้งก็ทรงยิงปืนในสนามด้วย ในโอกาสเดียวกันนั้น

ก็ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ทูลกระหม่อมชาย

และทูลกระหม่อมหญิง ฝึกซ้อมยิงปืนชนิดต่างๆ ด้วย

พระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จฯ นั้น ทรงปืนได้แม่นยำทั้งสองพระองค์

เมื่อทรงเริ่มสนพระราชหฤทัยในการยิงปืนนั้น

สนามยิงปืนของค่ายนเรศวรยังไม่คุ้นเคยกับฝ่าละอองธุลีพระบาท

เพราะฉะนั้น เจ้าหน้าที่ผู้ถวายความสะดวกในการทรงปืน

จึงได้แก่เจ้าหน้าที่ผู้ถวายความปลอดภัยจากราชสำนักเป็นส่วนใหญ่

ผมเองเป็นผู้หนึ่งที่ได้มีโอกาสทำหน้าที่ถวายด้วย

ค่ำวันหนึ่งเมื่อเสด็จฯ ไปถึงสนามยิงปืนของค่ายนเรศวร

เจ้าหน้าที่เตรียมการถวายเรียบร้อยแล้ว

พระเจ้าอยู่หัวก็ทรงปืน พระแสงปืนที่ทรงในวันนั้น

เป็นแบบปืนเล็กกลแบบ M-16

พอทรงยิงไปได้หนึ่งชุด ผมซึ่งทำหน้าที่เป็นผู้ชี้เป้าถวาย

ก็ออกวิ่งไปดูที่เป้าที่เพิ่งจะทรงยิง

และเห็นด้วยความไม่ประหลาดใจอะไร

(เพราะรู้อยู่แล้วว่าทรงปืนแม่น)

ว่าไม่มีกระสุนนัดใดออกจากวงดำของเป้าไปเลยแม้แต่นัดเดียว

ผมวิ่งกลับไปที่แนวยิง ถวายความเคารพ

แล้วกราบบังคมทูลอย่างฉาดฉานว่า

“ถูกหมดทุกนัด พระพุทธเจ้าข้า”

มีพระราชดำรัสถามว่า ถูกกี่นัด?

ผมไม่ได้นับจำนวนกระสุนที่ถูกเป้า

แต่รู้ว่าแม็กซีนหรือซองกระสุนที่ใช้บรรจุกระสุนปืน

สำหรับปืน M-16 รุ่นนั้นในสมัยนั้นบรรจุได้เต็ม 20 นัด

จึงกราบบังคมทูลอย่างฉับพลันว่า “20 นัด พระพุทธเจ้าข้า”

พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร

ทรงก้มพระพักตร์ลงทอดพระเนตรพระแสงปืน

ในพระหัตถ์ ทรงพลิกพระแสงไปมา 2-3 ตลบ

แล้วเงยพระพักตร์ขึ้นแย้มพระสรวล

ก่อนที่จะตรัสว่า “ปืนกระบอกนี้วิเศษมาก บรรจุ 18 นัด

แต่ยิงได้ถึง 20 นัด

--- จากหนังสือ รอยพระยุคลบาท หน้าที่ 35

โดย พล.ต.อ. วสิษฐ เดชกุญชร

๒๗ ธันวาคม ๒๕๑๑ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร

เสด็จพระราชดำเนินมาทรงพระแสงปืน

ณ อุโมงค์ยิงปืนของกรมสรรพาวุธทหารบกเป็นครั้งแรก

ในโอกาสนั้น พลโท ทวิช เสนีวงศ์ ณ อยุธยา

เจ้ากรมสรรพาวุธทหารบกในขณะนั้นได้ทูลเกล้าถวายพระแสงปืน

และในคราวเสด็จพระราชดำเนินครั้งนั้น

ทรงจารึกพระปรมาภิไธยลงบนแผ่นศิลาอ่อน

โปรดเกล้าฯ พระราชทานให้ประดิษฐานไว้ ณ อุโมงค์ยิงปืน

เพื่อเป็นมิ่งขวัญและสิริมงคลแก่ ข้าราชการ และลูกจ้าง

กรมสรรพาวุธทหารบกทั้งปวงสืบมาจนบัดนี้

“ทรงทราบฝ่าละอองธุลีพระบาทว่า

เฮลิคอปเตอร์ของกรมตำรวจที่ใช้ปฏิบัติหน้าที่สนามนั้น

ไม่มีอาวุธติดกับเครื่องบิน เพราะเป็นเฮลิคอปเตอร์ธรรมดา

สำหรับใช้ขนส่งทั่วไป…

เมื่อทรงทราบเช่นนั้นก็ทรงพระกรุณาพระราชทานความคิดให้ ม.ร.ว.เทพฤทธิ์ เทวกุล ซึ่งเป็นวิศวกร

ไปประดิษฐ์ฐานสำหรับติดตั้งปืนกลติดกับตัว

พระบรมฉายาลักษณ์ขณะทรงพระแสงปืนเล็กยาว M-16

ต่อเป้าหมายอันแม่นยำ

ณ สนามทรงพระแสงปืน ค่ายธนะรัชต์

แสดงถึงพระลักษณะของความเป็น “ทหารชั้นเลิศ”

แม้พระองค์ทรงอยู่ในฐานะจอมทัพ ก็หาได้ถือพระองค์ไม่

หากแต่ได้เสด็จพระราชดำเนินทรงพระแสงปืนหลายครั้ง

ด้วยความตั้งพระราชหฤทัย

นอกจากจากพระอัจฉริยภาพในเรื่องพระแสงปืน

ดังที่กล่าวมาแล้ว พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร

ยังทรงพระปรีชาญาณเกือบทุกอย่าง

แม้กระทั่งการต่อเรือรบโดยพระองค์ทรงนำประสบการณ์

การต่อเรือใบและการแล่นใบ

พระราชทานให้กองทัพเรือโดยกรมอู่ทหารเรือ

ได้ทำการต่อเรือรบเพื่อใช้ในราชการรวมสองครั้ง

ครั้งแรกคือ เรือตรวจการณ์ใกล้ฝั่งชุด เรือ ต.91 – ต.99

ซึ่งเป็นโครงการในพระราชดำริของ

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร

เมื่อ ปี พ.ศ. 2511

และครั้งที่สองคือ โครงการจัดสร้างเรือตรวจเรือใกล้

ฝั่งเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา

เป็นโครงการของกองทัพเรือไทย

ที่ต่อยอดมาจากโครงการก่อสร้างเรือตรวจการณ์ใกล้ฝั่งชุด

เรือ ต.91 – ต.99 (ครั้งแรก)

โดยมีจุดเริ่มต้นจากพระราชกระแสรับสั่ง

แก่ผู้บังคับหมู่เรือรักษาการณ์วังไกลกังวล

และผู้เข้าเฝ้า ฯ ณ วังไกลกังวล

เกี่ยวกับการใช้เรือของกองทัพเรือ

ในวันที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2545 ความว่า

“เรือรบขนาดใหญ่มีราคาแพงและมีค่าใช้จ่าย

ในการปฏิบัติงานสูง กองทัพเรือจึงควรใช้เรือที่มีขนาดเหมาะสม

และสร้างได้เอง

ซึ่งเมื่อสร้างเรือตรวจการณ์ใกล้ฝั่งชุดเรือ ต.91 ได้แล้ว

ควรขยายแบบเรือให้ใหญ่ขึ้นและสร้างเพิ่มเติม”

กับทั้งได้มีพระราชดำรัสในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา

5 ธันวาคม พ.ศ. 2546

เกี่ยวกับเศรษฐกิจพอเพียงโดยได้ทรงยกตัวอย่าง

จากการพึ่งพาตนเอง

ในโครงการต่อเรือตรวจการณ์ใกล้ฝั่งชุดเรือ ต.91

ในอดีตของกองทัพเรือ กอปรกับในช่วงเวลานั้น

กองทัพเรือได้มีแผนปลดประจำการเรือตรวจการณ์

ใกล้ฝั่งชุดเรือ ต.11 ที่ได้รับความช่วยเหลือจากสหรัฐอเมริก

เนื่องจากใช้งานมานานประมาณ 40 ปีแล้ว

กองทัพเรือจึงได้นำพระราชดำริฯ

มาดำเนินการพัฒนาแบบเรือตรวจการณ์ใกล้ฝั่งชุดใหม่

ให้มีคุณสมบัติครบถ้วน และสอดคล้องกับแนวพระราชดำรัส

ดังกล่าว โดยขยายแบบเรือจากชุดเรือ ต.91 – ต.99

ให้ใหญ่ขึ้น

นอกจากจากพระอัจฉริยภาพในเรื่องพระแสงปืน

ดังที่กล่าวมาแล้ว

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร

ยังทรงพระปรีชาญาณเกือบทุกอย่าง

แม้กระทั่งการต่อเรือรบโดยพระองค์

ทรงนำประสบการณ์การต่อเรือใบและการแล่นใบ

พระราชทานให้กองทัพเรือโดยกรมอู่ทหารเรือได้ทำการต่อเรือรบ

เพื่อใช้ในราชการรวมสองครั้ง ครั้งแรกคือ

เรือตรวจการณ์ใกล้ฝั่งชุด เรือ ต.91 – ต.99

ซึ่งเป็นโครงการในพระราชดำริของ

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร

เมื่อ ปี พ.ศ. 2511 และครั้งที่สองคือ

โครงการจัดสร้างเรือตรวจเรือใกล้ฝั่งเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา

เป็นโครงการของกองทัพเรือไทย

ที่ต่อยอดมาจากโครงการก่อสร้างเรือตรวจการณ์ใกล้ฝั่งชุด

เรือ ต.91 – ต.99 (ครั้งแรก)

โดยมีจุดเริ่มต้นจากพระราชกระแสรับสั่ง

แก่ผู้บังคับหมู่เรือรักษาการณ์วังไกลกังวล

และผู้เข้าเฝ้า ฯ ณ วังไกลกังวล

เกี่ยวกับการใช้เรือของกองทัพเรือ

ในวันที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2545 ความว่า

“เรือรบขนาดใหญ่มีราคาแพงและมีค่าใช้จ่ายในการปฏิบัติงานสูง

กองทัพเรือจึงควรใช้เรือที่มีขนาดเหมาะสม และสร้างได้เอง

ซึ่งเมื่อสร้างเรือตรวจการณ์ใกล้ฝั่งชุดเรือ ต.91 ได้แล้ว

ควรขยายแบบเรือให้ใหญ่ขึ้นและสร้างเพิ่มเติม”

กับทั้งได้มีพระราชดำรัสในโอกาส

วันเฉลิมพระชนมพรรษา 5 ธันวาคม พ.ศ. 2546

เกี่ยวกับเศรษฐกิจพอเพียงโดยได้ทรงยกตัวอย่าง

จากการพึ่งพาตนเองในโครงการต่อเรือตรวจการณ์ใกล้ฝั่งชุดเรือ ต.91

ในอดีตของกองทัพเรือ กอปรกับในช่วงเวลานั้น

กองทัพเรือได้มีแผนปลดประจำการเรือตรวจการณ์ใกล้ฝั่งชุดเรือ ต.11

ที่ได้รับความช่วยเหลือจากสหรัฐอเมริกา

เนื่องจากใช้งานมานานประมาณ 40 ปีแล้ว

กองทัพเรือจึงได้นำพระราชดำริฯ

มาดำเนินการพัฒนาแบบเรือตรวจการณ์ใกล้ฝั่งชุดใหม่

ให้มีคุณสมบัติครบถ้วน

และสอดคล้องกับแนวพระราชดำรัสดังกล่าว

โดยขยายแบบเรือจากชุดเรือ ต.91 – ต.99 ให้ใหญ่ขึ้น

ผู้บัญชาการกองทัพเรือ นำคณะนายทหาร เข้าถวายรายงานต่อ

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ในการดำเนินการต่อเรือ ต.991

ตามพระราชดำริ เพื่อมีพระราชวินิจฉัย โดย

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตรทรงมี

พระบรมราชวินิจฉัย

ในวันดังกล่าวคือ

• TRIM เรือมีผลกระทบอย่างมากต่อความเร็วเรือ

• รูปทรงส่วนท้ายเป็น Planing ควรให้โค้งมน ต้องมีความทนทะเล คลื่นลมในอ่าวไทยมีลักษณะสับสน

• ความเร็วเรือที่เสนอน่าจะเหมาะสม

• ปริมาณน้ำมันเชื้อเพลิง กำลังขับเคลื่อน ระยะปฏิบัติการ

• อุปกรณ์ช่วยการทรงตัว (Stabilizer)

• ความแข็งแรงของตัวเรือและความทนทาน ให้ใช้งานได้นาน

• ควรให้มีการติดตั้ง Spray Rail สำหรับการกระจายคลื่น

• การทำแบบจำลองเรือโดยใช้เทียนไข

• นำเรือเก่าที่จะไม่ใช้มาทดลองปรับปรุง

นับเป็นพระอัจฉริยภาพในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร

ทรงมีพระบรมราชวินิจฉัยเรื่องการออกแบบอย่างแม่นยำ

และตรงประเด็น เพราะทรงรู้จักลักษณะคลื่นลมทะเล

จากการทรงเรือใบ จึงให้คำนึงถึงน้ำหนัก

และลักษณะท้องเรือเป็นพิเศษ

กล่าวได้ว่าพระองค์ทรงเป็นอัจฉริยบุรุษ

สมดั่งพระบารมีของพระองค์ท่าน

ปกเกล้าปกกระหม่อมให้พระสกนิกรชาวไทยได้อยู่ร่มเย็นเป็นสุข

ให้ประเทศไทยคลาดแคล้วจากภัยพิบัติทั้งปวงมา

ตลอดระยะเวลา ๗๐ ปี

ขอน้อมเกล้าน้อมกระหม่อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ

เป็นล้นพ้นอันหาที่สุดมิได้

ข้าพระพุทธเจ้า

ดร.โยธิน มานะบุญ

นักวิชาการอิสระ