Custom Search

Feb 26, 2008

นิธิ สถาปิตานนท์ นักสร้างฝัน...ผู้รังสรรค์เอกลักษณ์ไทยร่วมสมัย : A49.COM


ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะสถาปัตยกรรม(แบบร่วมสมัย)
ประจำปีพุทธศักราช 2545 จากการยกย่องของสำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ อีกหนึ่งเครื่องหมายการันตีความสามารถของ
นิธิ สถาปิตานนท์ สถาปนิกผู้คร่ำหวอดและมีชื่อเสียง
เป็นที่รู้จักในแวดวงสถาปัตยกรรมทั้งไทยและเทศ

ผลงานอันทรงคุณค่าที่ฝากไว้ให้เราได้เห็น
ในงานออกแบบสถาปัตยกรรมหลากหลายประเภท
ทั้งที่เป็นโครงการของราชการและเอกชน
นิธิ สถาปิตานนท์ เป็นผู้บริหารและผู้ก่อตั้งบริษัท สถาปนิก 49 จำกัด
หรือ A49 บริษัทออกแบบชั้นแนวหน้าของไทย ซึ่งมีผลงานออกแบบสถาปัตยกรรมที่โดดเด่น อาทิที่ทำการกระทรวงการต่างประเทศ
ถนนศรีอยุธยา และมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ฯลฯ

“ สถาปนิกคือผู้สร้างนั้นคงไม่ผิด ความจริงนั้นต้องพูดให้เต็มว่า สถาปนิกคือนักคิดสร้างสรรค์ คือเป็นนักคิดนักจินตนาการ เป็นคนสร้างบ้านสร้างเมือง ไม่ว่าเมืองใดๆ ในโลก ทั้งในอดีตและปัจจุบัน เป็นฝีมือ เป็นงานคิดสร้างสรรค์ของสถาปนิกทั้งสิ้น ทั้งปิรามิด ทัชมาฮาล นครวัด หรือวัดพระแก้ว เพราะฉะนั้นสถาปนิกจะมีความสำคัญต่อการพัฒนาเมือง ควบคู่ไปกับการพัฒนาประเทศ ผลงานของสถาปนิกจะยืนหยัดอยู่ได้เป็นพันๆ ปี เป็นมรดกสืบทอดทางประวัติศาสตร์ได้อย่างดีทางหนึ่ง ”

ในข้อกล่าวหาที่ว่าสถาปนิกคืออีกหนึ่งผู้ร่วมก่อการสร้างวิกฤติให้กับเมืองและชุมชน ดังเช่นกรุงเทพฯ ซึ่งรวมเอาปัญหาไม่รู้จบเอาไว้มากมากมาย

“ถ้าจะกล่าวหาว่าสถาปนิกคือตัวการที่ทำให้รถติดอันเนื่องมาจากการออกแบบอาคาร
ซึ่งไม่เหมาะสมกับสภาพแวดล้อม คำกล่าวนี้คงจะไม่ผิด ถ้าสถาปนิกท่านใดออกแบบไปโดยไม่คำนึงถึงสภาพแวดล้อม
สภาพแวดล้อมในที่นี้หมายถึงการออกแบบอาคารและทำให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนข้างเคียง ต่ออาคารข้างเคียง ต่อเมือง ต่อการจราจรในพื้นที่ ในบางกรณีอาจมีผลกระทบต่อจิตใจของประชาชนในพื้นที่ใกล้เคียง ในบางกรณีอาจไปขัดต่อขนบธรรมเนียมประเพณีที่ดีงาม อาจขัดกับศิลปวัฒนธรรมของท้องถิ่นได้ ”


“ งานสถาปัตยกรรมช่วยสร้างมนุษย์ ช่วยพัฒนามนุษย์ ช่วยพัฒนาจิตใจของคนที่มาอยู่มาใช้มาสัมผัสงานสถาปัตยกรรมนั้นได้จริง งานสถาปัตยกรรมที่ดี ที่คิดสร้างสรรค์อย่างรอบคอบและได้คำนึงถึงการใช้สอยอย่างเหมาะสมแล้วนั้น ช่วยยกระดับจิตใจของผู้ใช้อาคารนั้นได้"

“ แต่ถ้าจะบอกว่าทำให้คนอยู่ตึกสูงมีระดับกว่าคนอยู่บ้านนั้นคงไม่จริง หรือถ้าจะจริงก็จะเกิดขึ้นเฉพาะในประเทศที่ด้อยพัฒนาหรือในประเทศที่กำลังพัฒนาเท่านั้น แต่ถ้าเป็นประเทศที่พัฒนาเต็มที่แล้ว เช่นในสหรัฐอเมริกา ประเทศในยุโรป หรือประเทศญี่ปุ่นความรู้สึกนี้อาจกลับกัน คนที่อยู่บ้านก็มักจะเป็นคนมีเงินมีระดับ คนที่อยู่อาคารสูงก็จะเป็นคนระดับกลาง คนทำงาน คนใช้แรงงาน แม้แต่ในประเทศไทยเอง ความรู้สึกก็เริ่มเปลี่ยนไป เพราะในสังคมปัจจุบันเป็นเรื่องยากที่ประชาชนทั่วไปจะมีรายได้เพียงพอที่จะอยู่บ้านได้ ”

“ สถาปนิกก็ถูกโจมตีเสมอว่ารับใช้นายทุน ต้องรับใช้นักการเมือง ยิ่งถ้าต้องรับใช้นายทุนหรือนักการเมืองที่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนแต่เพียงฝ่ายเดียว เราก็จะได้งานสถาปัตยกรรมที่เต็มไปด้วยปัญหา ได้งานสถาปัตยกรรมที่เป็นขยะของเมือง ซึ่งมีผลต่อคนอยู่คนใช้อาคารนั้น หรือมีผลต่อความรู้สึกนึกคิดของคนที่ได้มาพบมาเห็น แต่สถาปนิกที่ดีๆ ก็คงมี นายทุนที่ดีๆ ก็คงมี คนที่มีจิตสำนึกที่อยากสร้างสิ่งที่ดีงามให้กับสังคม กับเมือง ให้กับประเทศชาติก็คงยังพอมี ทุกอาชีพก็คงมีทั้งคนดี คนเลว ถ้าสถาปนิกจะเลวกันทั้งหมดขาดจิตสำนึกที่ดีกันทั้งหมด ในวันนี้เราคงไม่มีทัชมาฮาล นครวัด บุโรพุทโธ วัดพระแก้ว หรือแม้แต่พระราชวังสวยๆ ในโลกให้เราได้เชยชม "

สถาปนิกสี่เหลี่ยมสิบสองมุม

www.A49.com
ตอน นักร้อง ดารา และอาชีพสถาปนิก ไปกันได้หรือไม่ ในคราวเดียวกัน

ผู้เขียน
:นิธิ สถาปิตานนท์

มีคำถามพรั่งพรูมามากมายจากนิสิต นักศึกษาว่า ถ้าจะเป็นนักร้อง เป็นดารา และเป็นสถาปนิก ในคราวเดียวกันนั้นเป็นได้หรือไม่ เพราะมีตัวอย่างให้เห็นว่าเมื่อเรียนจบสถาปัตย์ แล้วก็ออกไปเป็นดารา เป็นนักร้อง เป็นพิธีกรกันหลายคน บางคนก็มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วประเทศ กลายเป็นคนของประชาชน เป็นบุคคลตัวอย่าง เป็นแบบอย่างของเด็กรุ่นใหม่ ๆ

โดยเฉพาะเด็กที่เรียนมาทางสายวิชาสถาปัตยกรรม หลาย ๆ คนใฝ่ฝันว่า วันหนึ่งจะเจริญรอยตามไปในแนวทางนั้น ใจหนึ่งนั้นก็รักที่จะเป็นสถาปนิก มีโอกาสที่จะได้ออกแบบงานสถาปัตยกรรมสวย ๆ งาม ๆ อาจเป็นด้วยใจรัก และได้ร่ำเรียนมาหลายปี เลือดของการเป็นสถาปนิกก็ฝังลึกอยู่ในจิตใจอีกใจหนึ่งนั้นก็มีไฟ มีพลัง มีความเชื่อมั่นว่า มีความสามารถพอที่จะก้าวไปสู่ธุรกิจบันเทิงเป็นดารา เป็นนักร้องได้ ที่นักศึกษาหลาย ๆ คนตั้งคำถามนี้ขึ้นมาก็ด้วยความลังเลไม่แน่ใจ ใจหนึ่งก็ยังห่วง ยังรักการเป็นสถาปนิก

อีกใจหนึ่งก็ร้อนรุ่มเมื่อมีโอกาสมีข้อเสนอมาหยิบยื่นให้ และก็เป็นข้อเสนอที่เด็กรุ่นใหม่ ๆ ใฝ่ฝันกันทุกคน กรณีของการทำอาชีพทั้งสองควบคู่กันไป และประสบความสำเร็จได้ด้วยนั้นมีให้เห็นเป็นตัวอย่างไม่มาก มีกรณีศึกษาน่าเล่าสู่กันฟังได้ จากที่ได้พบเห็นได้สัมผัสมาในวงการมาช่วงหนึ่งของชีวิต ผมมีโอกาสได้รู้จักสถาปนิกนักร้อง นักดนตรี และสถาปนิกดารา พิธีกรหลายคน

ในหลายคนที่กล่าวนี้ได้พยายามที่จะทำงานเป็นสถาปนิกและเป็นดาราควบคู่กันไป เป็นลูกจ้างในสำนักงานสถาปนิกบ้าง เป็นเจ้าของสำนักงานเองบ้าง กลางวันทำงานออฟฟิศ กลางคืนหรือวันเสาร์อาทิตย์ไปทำงานในวงการบันเทิง มีหลายคนทีเดียวที่ประพฤติปฏิบัติตัวเช่นนี้อยู่ได้สักพักหนึ่งก็หมดเรี่ยวหมดแรง ทำได้ไม่ดีทั้งสองอย่าง จนต้องมานั่งตัดสินใจว่าจะเดินไปในทางไหนดี หลายคนตัดสินใจเข้าสู่วงการบันเทิงเต็มตัว ละทิ้งอาชีพสถาปนิกไปโดยสิ้นเชิง ปลดคราบของการเป็นสถาปนิกไปแบบไม่เหลือหลอ

เมื่อถึงคราวที่จะมีบ้านช่องเป็นของตัวเอง ก็ต้องไปว่าจ้างสถาปนิกคนอื่นออกแบบและดูแลการก่อสร้างให้ ได้พูดได้คุยกับคนพวกนี้ก็ทราบว่าเป็นความยากลำบากอย่างยิ่งที่จะทำงานทั้งสองอย่างนี้ควบคู่กันไปในคราวเดียว ชีวิตดูสับสนวุ่นวาย งานการก็พาลจะเสียหาย ไม่ได้ดีทั้งสองอย่าง เอาเข้าจริง ๆ ชีวิตการเป็นสถาปนิกก็แร้นแค้นไม่รุ่งโรจน์เหมือนอย่างที่ฝันไว้ทำงานเหน็ดเหนื่อยต้องคอยบริการ เอาอกเอาใจคนอื่น

ท้ายที่สุดก็ไม่ร่ำรวยอย่างที่เป็นดารา เป็นนักร้องเสียอีก ถ้าหน้าตาดีเป็นที่รู้จักในวงการ ทุกเวลา ทุกนาที มีค่ามีความหมาย แค่เดินออกไปปรากฎตัวก็มั่นใจได้ว่าจะได้เงินได้ทองเป็นค่าตอบแทน เป็นสถาปนิกเสียอีก พูดจาเป็นวัน ๆ ก็ยังไม่แน่ใจว่าจะได้งานทำ จะได้ค่าตอบแทน หลายคนคิดทบทวนชั่งน้ำหนักดูแล้วก็ต้องบอกร่ำลา มุ่งมั่นไปทำอย่างอื่น มีให้เห็นมาหลายยุค หลายสมัย ผมมีโอกาสได้รู้จักใกล้ชิดกับเพื่อนสถาปนิกหลายคนที่มีโอกาสได้ทำงานทั้งสองด้านนี้ บางคนมีโอกาสทำควบคู่กันไป ได้ดีบ้าง ไม่ได้ดีบ้าง สิบปีผ่านไปก็ต้องมานั่งเลือกว่าจะมุ่งไปทางไหนดี

ผมมีโอกาสได้รู้จักเกียรติศักดิ์ เวทีวุฒาจารย์ (เกี๊ยง) และสัญญา คุณากร (ดู๋) ทั้งสองเป็นนักศึกษาสถาปัตย์ฯ จุฬาฯ รุ่นเดียวกัน และเป็นรุ่นน้องของผม เมื่อตอนเรียนทั้งคู่มีโอกาสได้ร่วมกิจกรรมในมหาวิทยาลัย เป็นนักร้อง เป็นดาราละครกันมาตั้งแต่ยังเรียนไม่จบ เป็นขวัญใจของนักศึกษานักเรียนในยุคนั้นเลื่องลือข้ามไปมหาวิทยาลัยอื่นๆ

เมื่อ “เกี๊ยง” เรียนจบก็มาสมัครงานกับผมด้วยประวัติการเรียนดี ผลงานวิทยานิพนธ์ได้เกรด “A” ได้เกียรตินิยม พร้อมกับมอบเทปเพลงของ “วงเฉลียง” ที่เกี๊ยงเป็นหนึ่งในนักร้องนำที่เพิ่งออกสู่ตลาดสดๆ ร้อนๆ ในยุคนั้นให้กับผม
เกี๊ยงและวงเฉลียงในยุคปี พ.ศ. 2530 โด่งดังติดตลาด เป็นที่รู้จักของคนทั่วไป เกี๊ยงมานั่งอยู่ข้างหน้าผม ด้วยมาดของบัณฑิตสถาปัตย์ฯฝีมือดี และด้วยบุคลิกถ่อมตัวที่ไม่อยากให้ผมเห็นภาพพจน์ของการเป็นนักร้อง

เกี๊ยงบอกว่าอยากเป็น “สถาปนิก” อยากออกแบบ และให้คำมั่นสัญญาว่า จะไม่รบกวนเวลาของบริษัทไปทำธุรกิจอย่างอื่น และไม่คิดที่จะยึดอาชีพนักร้องนักแสดงเป็นอาชีพหลักตลอดไป


ผมรับเกี๊ยงเข้าทำงานด้วยไม่มั่นใจว่า เกี๊ยงจะทำอาชีพสถาปนิกนี้ไปได้ตลอดรอดฝั่ง เพราะวงการบันเทิงเป็นวงการมายาที่ใครเข้าไปสัมผัสแล้วก็หลงใหลถอนตัวออกมาได้ยาก เป็นอาชีพที่ไต่เต้าขึ้นสู่ความสำเร็จได้รวดเร็วและไม่ยาก

ถ้าจังหวะดีและโอกาสเอื้ออำนวย วันที่มาสมัครงาน เกี๊ยงก็ได้โอกาสนั้นไปแล้ว มีแฟนเพลงห้อมล้อมทุกแห่งที่ไปปรากฏตัว เช่นเดียวกับ ดู๋ (สัญญา คุณากร) ที่มีคนรู้จักไปทั่วแล้วว่า เป็นดาราละครที่มีชื่อเสียง ทั้งดู๋ และเกี๊ยง เริ่มต้นคล้ายๆ กันคือ อยากเป็นสถาปนิก อยากทำงานหลักในสำนักงานสถาปนิก และทำงานวงการบันเทิงเป็นส่วนประกอบ ดู๋เข้าทำงานในบริษัทสถาปนิกของเพื่อนผม ทุกครั้งที่ไปเยี่ยมเยียนก็เห็นดู๋นั่งทำงานอยู่เสมอๆ ผมไม่ได้เป็นนักร้อง ไม่ได้เป็นดารา และไม่รู้ว่าการเป็นนักร้อง เป็นดารานั้นจะต้องทำตัวอย่างไร

แต่ตลอดเวลา 14 ปีที่ได้ทำงานใกล้ชิดกับเกี๊ยงมา ก็ได้เรียนรู้อะไรหลายๆ อย่างว่า การเป็นดารา เป็นนักร้องที่ได้นั้น ก็ต้องเป็นคนมีจริยธรรม มีจรรยาบรรณ มีความอดทน มีความอดกลั้น ต้องซื่อสัตย์ในวิชาชีพของตนอย่างถ่อมตน ไม่โอ้อวด ต้องพูดจาไพเราะ มีมนุษยสัมพันธ์ที่ดี ทั้งยังต้องเป็นคนที่รักษาคำมั่นสัญญา รักษาคำพูด ตรงต่อเวลา

เกี๊ยงมีหลายๆ สิ่งที่ผมพูดถึงอยู่ในจิตใจ เกี๊ยงจึงเป็นทั้งนักร้อง เป็นทั้งดารา และสถาปนิกได้ในคราวเดียวกัน ถ้าจะพิสูจน์กันด้วยเวลาสั้นๆ คงทำได้ยาก แต่เมื่อทำงานร่วมกันมานานถึง 14 ปี เกี๊ยงพิสูจน์ตัวเองว่า ทำได้ เกี๊ยงเป็นสถาปนิกเต็มตัว

เมื่อแรกเริ่มที่มีโอกาสได้พบลูกค้า มีโอกาสต้องไปเสนองาน ด้วยภาพพจน์ของการเป็นดารา เป็นนักร้อง ลูกค้าหลายคนไม่แน่ใจ แต่เมื่อได้ทำงานให้เห็น ได้แสดงฝีมือให้ปรากฏ ได้บริหารจัดการโครงการต่างๆ ให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อยเสร็จตรงตามเวลา

ผลงานออกมาตรงตามความต้องการ ลูกค้าหลายๆ คนพอใจ เชื่อมั่น และท้ายที่สุดลูกค้ามีความมั่นใจ มีความศรัทธา และมีความเอ็นดูที่จะให้ทำงานในโอาสต่อๆ ไป สถาปนิกหลายๆ คนคงทำไม่ได้ และคงตัดสินใจเลือกทางหนึ่งทางใดไปในที่สุด

แต่เกี๊ยงผ่านช่วงเวลาทดสอบนี้ไปแล้ว และปักหลักยึดอาชีพของการเป็นสถาปนิกเต็มตัว ในส่วนลึกของผมนั้นผมชื่นชมที่เขามีความแน่วแน่ที่จะทำงานด้านนี้ ไม่วอกแวกให้เสียงาน

เขายึดมั่นในคำพูดที่ว่า จะไม่ทำให้เสียการงานและจะยึดการทำงานของบริษัทเป็นสำคัญ ตลอดเวลา 14 ปี เกี๊ยงมีโอกาสได้ออกเทป ต้องไปแสดงคอนเสิร์ต ต้องร่วมเล่นละครในบางโอกาส ต้องปรากฏตัวในรายการโทรทัศน์บ้างเป็นครั้งคราว แต่เกี๊ยงก็มานั่งทำงานไม่เคยขาด ยังคงรักษาเวลาการทำงานไม่เคยพลาด ไม่เคยสร้างปัญหาให้กับเพื่อนร่วมงาน ถ้าจะมีช่วงวิกฤตจริงๆ ที่ต้องไปแสดงคอนเสิร์ตต่างจังหวัด เกี๊ยงก็ลาพักร้อนล่วงหน้า มอบหมายฝากฝังงานให้คนอื่นๆได้ช่วยดูแล ร่ำลาให้ลูกค้ารู้ล่วงหน้า

เกี๊ยงปฏิบัติได้เช่นนี้มาตลอด 14 ปีที่อยู่ด้วยกัน ผมพูดถึงเรื่องจริยธรรมและจรรยาบรรณของทั้งสององค์การคือ สถาบันการเป็นดารานักร้อง และสถาบันสถาปนิก ก็เพราะเรื่องนี้มีส่วนสำคัญมากที่ทำให้เกี๊ยงทำงานทั้งสองส่วนนี้ควบคู่กันไปได้ ไม่ทำความเสียหายหรือเสื่อมเสียกับานทั้งสองส่วน เรื่องหนึ่งที่เห็นว่าเกี๊ยงพยายามทำและทำได้มาตลอดก็คือ เกี๊ยงไม่คิดกอบโกยผลประโยชน์จากการทำงานทั้งสองส่วน ยึดมั่นในหลักการที่ถูกต้อง ไม่หาประโยชน์จากแฟนเพลง ไม่หาประโยชน์จากลูกค้าในวิชาชีพ ไม่รับสินจ้างที่ไม่ถูกต้อง

เขียนมายืดยาวเหมือนกับตั้งใจจะสดุดีใครสักคนหนึ่ง จริงๆ แล้วมิได้มีเจตนาเช่นนี้ การพูดถึงเกี๊ยงในลักษณะเช่นนี้เป็นเพียงกรณีศึกษาที่จะชี้แนะให้น้องๆ นักศึกษาสถาปัตย์ฯทั้งหลาย ที่ยังลังเลไม่รู้ว่าจะเดินไปทางใด หรือเดินไปแล้วควรจะทำตัวอย่างไรจึงจะสำเร็จได้ทั้งสองทาง

เกี๊ยงก็เป็นเพียงตัวอย่างหนึ่ง ที่ฟันฝ่าและอุตสาหะมาได้ถึงจุดนี้
วันนี้เกี๊ยงยังมีงานร้องเพลงออกเทปและแสดงคอนเสิร์ต
ครั้งสุดท้ายนี้ก็เมื่อปลายปี พ.ศ. 2543 นี้เอง ช่วงตระเตรียมตัว
เกี๊ยงก็ไม่เคยรวบกวนเวลางาน จะอดหลับอดนอนอย่างไร เช้าขึ้นก็ต้องมาทำงานตรงเวลา และนี่แหละคือสิ่งที่อยากให้หลายๆคนที่ตั้งคำถามได้เข้าใจ และยึดถือเป็นแนวทางในการทำงานและปฏิบัติตัวต่อไป










Feb 25, 2008

รักอย่างไร ไม่ให้ใจเป็นทุกข์

พระยุทธพล ชิตงฺกโร วัดพระศรีมหาธาตุฯ บางเขน กรุงเทพฯ
มติชน

วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2551


เมื่อมนุษย์เติบโตและพัฒนาการจนย่าง

เข้าสู่วัยเจริญพันธุ์เป็นวัยรุ่นวัยหนุ่มสาว
ความจริงประการหนึ่งซึ่งปรากฏให้เห็นได้
ก็คือความต้องการทางด้านคู่ครอง
หรือความสนใจต่อเพศตรงข้ามก็จะเริ่มปรากฏขึ้น
อันจะนำไปสู่พฤติกรรมในการแสดงออก
เพื่อเรียกร้องความสนใจจากเพศตรงข้าม
ตามที่หัวใจผู้เป็นเจ้าของเรียกร้องและปรารถนา
ซึ่งในการนี้บรรดาท่านผู้ปกครองของเด็ก
ที่เริ่มเข้าสู่วัยนี้ก็มักจะเริ่มกังวลเกี่ยวกับพฤติกรรม
บุตรหลานของตนเองที่เริ่มเปลี่ยนไปเช่นเดียวกัน
ด้วยเพราะเกรงว่าจะส่งผลกระทบต่อ
การศึกษาเล่าเรียนของบุตรหลานของตนเอง
ที่เริ่มมีพฤติกรรมดังกล่าว

แต่อย่างไรก็ตามเป็นที่ทราบกันแน่ชัดแล้วว่า


หากภายในครอบครัวผู้ปกครองตลอดจนญาติ
ผู้อยู่ใกล้ชิดให้ความรักความเอาใจใส่ดูแล
อย่างเพียงพอและทั่วถึง ก็สามารถที่จะปรับเปลี่ยน
พฤติกรรมดังกล่าวให้เป็นไปในทางที่ดีได้ไม่ยากนักกล่าวคือ
ถ้าเด็กในวัยนี้ได้รับความรักและความอบอุ่น
จากบุคคลภายในครอบครัวอย่างเพียงพอ
ก็อาจเป็นการยากที่เด็กจะไปเสาะแสวงหา
ความรักความอบอุ่นจากเพื่อนจนนำไปสู่ความรัก
เพราะความใกล้ชิดกับเพื่อนต่างเพศได้
ในที่สุดเพราะหากสังเกตดูเราจะพบได้ว่า
มีน้อยคู่ทีเดียวที่คู่ครองในวันแต่งงานจะ
เป็นคนคนเดียวกันกับคู่รักที่ประสบขึ้นครั้งแรกในวัยเด็ก
หรือที่เรียกว่า (Puppy Love)
การยกตัวอย่างความรักที่ถูกต้องดีงาม
ตามครรลองคลองธรรม การเข้าตามตรอกออกตามประตู
และการรู้จักยับยั้งชั่งใจ จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ผู้ใหญ่
พึงจะต้องบอกกล่าวหรือแนะนำให้เด็กวัยรุ่นนั้น
เข้าใจและเคารพในกติกาดังกล่าวมากกว่า
การห้ามปรามและกีดกัน เพื่อเป็นการสร้างแนว
ปราการป้องกันความเสียหายที่เกิดจากความรัก
โดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ของเด็กวัยนี้ได้อย่างดีทีเดียว


ในขณะเดียวกันความรักของกลุ่มบุคคลผู้ก้าวพ้น
การศึกษาจากรั้วมหาวิทยาลัยและกำลังเข้าสู่วัยทำงาน
ตลอดจนถึงพวกที่ทำงานกันมานมนานแล้วนั้นก็ตาม
ก็ใช่ว่าจะประสบความสำเร็จในด้านความรักกันทุกคนไป
บางครั้งบางคราวความรักของผู้ใหญ่
ก็อาจสร้างความเสียหายและขยายวงกว้างแห่งปัญหา
ได้มากกว่ากรณีความรักในวัยรุ่นเสียด้วยซ้ำ
ซึ่งหลายคู่อาจสามารถตกล่องปล่องชิ้นกันได้อย่างสุขสมหวัง
ในขณะที่อีกหลายๆ คู่ต้องเจ็บปวดจากความรักในรูปแบบต่างๆ
จนทำให้ต้องแคล้วคลาดกันไปบางคู่หรือบางคี่ (กรณีรักสามเส้า)
ถึงกับมีจุดจบแห่งความรักด้วยโศกนาฏกรรมอย่าง
เป็นที่น่าเวทนาไปเลยก็มี
ซึ่งปรากฏให้เราเห็นได้ตามสื่อต่างๆ
เช่นหน้าหนังสือพิมพ์อยู่เนืองๆ
มีเรื่องที่น่าสังเกตอยู่เรื่องหนึ่งของบุคคลใดก็ตาม
ที่มีความรักหรือกำลังตกหลุม (พราง) รักนั้นว่า
เขาหรือเธอผู้นั้นมักจะมีความรู้สึกว่าในโลกใบนี้
หากแม้นว่าไม่มีใครอยู่เลย
มีเพียงเธอและเขาอยู่อยู่ด้วยกันเพียงสองคน


ทั้งคู่ก็อาจจะไม่มีความรู้สึกว่าเหงาหรือ

อ้างว้างโดดเดี่ยวเลยก็ได้นั่นเป็นเพราะว่า
ความรักที่ทั้งคู่มีต่อกันได้เติมเต็มในส่วนที่ขาดหายไป
จากคนรอบข้างได้ทั้งหมดในทางกลับกัน
ถ้าหากว่าคนรักทั้งคู่จำต้องพลัดพราก
จากกันไปแม้เพียงชั่วคราวหรือชั่วนิจนิรันดร์


ไม่ว่าด้วยสาเหตุใดก็ตาม โลกทั้งใบที่

ดูเหมือนว่ามีผู้คนอยู่ล้นหลามและเนืองแน่นอยู่กัน
ในขณะนี้ก็แทบจะไม่มีความหมายอะไรขึ้นมาเลย
สำหรับเธอและเขาผู้พรากจากกันแล้วนั้น
จนบางครั้งอาจทำให้เกิดความรู้สึกเหงาอ้างว้าง
และเปล่าเปลี่ยวขึ้นมาจับใจได้เลยทีเดียวหลายท่าน
ที่ผ่านพ้นเรื่องราวเกี่ยวกับความรักมาบ้างแล้ว
อาจรู้สึกซาบซึ้งกันได้เป็นอย่างดี
นี่ยังไม่รวมไปถึงความหวาดระแวงซึ่ง
อาจจะนำไปสู่การระหองระแหงซึ่งกันและกัน
ในระหว่างที่กำลังรอคอยกันอยู่ด้วยซ้ำไป
ความรักชนิดนี้จึงเป็นความรักที่มีของแถมมาด้วย
ความชอกช้ำและคราบน้ำตาอยู่เสมอมา
ในประวัติศาสตร์ความรักของมวลมนุษยชาติ
แต่มีความรักอยู่อีกประเภทหนึ่ง
ซึ่งหลายๆ คนอาจมองข้ามและ
ไม่ค่อยให้ความสำคัญกันสักเท่าไหร่
นั่นก็คือความรักกันในฐานะเพื่อนร่วมโลก
เพื่อนร่วมสังคม เพื่อนร่วมงาน
เพื่อนร่วมอุดมการณ์ ฯลฯซึ่งถ้าจะกล่าวโดยที่สุดแล้ว
ก็คงหนีไปไม่พ้นในเรื่องของการเป็นเพื่อนร่วมทุกข์
เพื่อนร่วมเกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกันนั่นเองซึ่ง
ในจำนวนผู้คนเหล่านั้นอาจจะมีอยู่จำนวนไม่น้อยเลยทีเดียว
ที่ขาดทั้งความรัก ความเมตตา
และการเอาใจใส่ดูแลจากผู้ใกล้ชิดตลอด
จนญาติมิตรและสังคมรอบข้างอย่างต่อเนื่อง
ตลอดมากอปรกับสภาพสังคมและเศรษฐกิจ
ที่เป็นตัวบีบบังคับให้ผู้คนต่างพากันมุ่งแสวงหา
ทรัพย์สินเงินตรา เพื่อนำมาตอบสนองความต้องการ
ในปัจเจกบุคคลหรือปัจเจกครอบครัวกันมากกว่าความรัก
ความเมตตา จึงดูเหมือนว่าจะมีค่าน้อยยิ่งนัก
เมื่อเทียบกับความรักในทางชู้สาว
ซึ่งดูประหนึ่งว่าจะเป็นของที่น่าลิ้มลอง
และจับต้องได้ง่ายกว่าจนอาจทำให้ใคร

หลายๆ
คนลืมตระหนักถึงความผิดหวังและความทุกข์
ซึ่งก็เกิดขึ้นได้ง่ายกว่าเช่นเดียวกัน
หากใครก็ตามที่ไปยึดมั่นถือมั่นว่าความรักนั้น
จะต้องออกแบบได้และเป็นไปตามอย่างที่คาด
ด้วยเหตุนี้บุคคลที่ไม่ต้องการจะเป็นทุกข์จากความรัก
จึงควรเอาชนะธรรมชาติที่แฝงเร้น
อยู่ภายในจิตใจในส่วนนี้ให้ได้
โดยการยกระดับจิตวิญญาณให้สูงขึ้นกว่า
ความรักที่มีอยู่แต่เฉพาะในทางชู้สาวให้
เป็นความรักที่สูงส่งขึ้นโดยใช้ความเมตตา
และความปรารถนาดีต่อกันเข้ามาแทนที่
ความรักในทางชู้สาวดังกล่าวเหมือนที่ครั้งหนึ่ง
แม่ชีเทเรซ่า นางฟ้าผู้อารีในคริสตจักรเคยกล่าวไว้ว่า

"หากเรารู้สึกว่าเจ็บปวดจากความรัก
ก็จงรักให้มากยิ่งขึ้นไปกว่านี้อีก"


ความรักที่เพิ่มขึ้นมานั้น นั่นก็คงหนีไม่พ้นไป
จากเรื่องของความรักและความปรารถนาดีต่อกันนั่นเอง
ซึ่งในแต่ละศาสนาต่างๆ
ที่มีผู้คนส่วนใหญ่นับถือกันอยู่ทั่วโลกนั้น
ก็มักจะพร่ำสอนให้ศาสนิกทั้งหลาย
จงมีความรัก ความเมตตาต่อกัน
ในฐานะที่เป็นเพื่อนมนุษย์ด้วยกันจะดีกว่า
ที่จะมุ่งเน้นไปที่ความรักกันในเชิงชู้สาว
ซึ่งมีโอกาสผิดหวังและขมขื่นได้ง่ายเพราะขึ้นชื่อว่า
น้ำตาจากความผิดหวังในความรักแล้ว
ก็ล้วนมีรสเค็มประดุจเดียวกันทั้งนั้น


ไม่ว่า คนคริสต์ คนพุทธ หรือคนมุสลิม ฯลฯ

เพราะฉะนั้น จึงอาจกล่าวได้ว่าความรักนั้น
เป็นบ่อเกิดแห่งความทุกข์
แต่ความเมตตาเป็นบ่อเกิดแห่งความพ้นทุกข์
พระโยคาวจรเจ้าผู้ตระหนักแล้วถึงพิษภัย
ในอันที่จะนำมาเนื่องจากความรัก
จึงพยายามไม่ไปสร้าง
ความความผูกพันกับสิ่งใดๆ
เลยแม้กระทั่งตนเอง!


นพัฒนาไปถึงความรักอันบริสุทธิ์
ที่ไม่หวังสิ่งตอบแทนใดๆ เลยซึ่งเมื่อความรักที่ไม่ได้เจือปน
ด้วยความหวัง (โลภะ) แล้ว ก็คงจะไม่มีพิษสงอะไรมากนัก
ในอันที่จะมาทำอันตรายกับจิตใจผู้เป็นเจ้าของนั้นได้อีกต่อไป

Feb 24, 2008

เงินๆ ทองๆ กับเศรษฐกิจพอเพียง : Dr. Varakorn Samakoses


วรากรณ์ สามโกเศศ
www.varakorn.com









ที่มา : แพร
ว ปีที่ 28 ฉบับที่ 657
วันที่ 10 มกราคม 2550
http://www.praew.com


เศรษฐกิ
จพอเพียงไม่ใช่เรื่องของเกษตรกรรม
แบบพออยู่พอกิน
ปลูกข้าว ปลูกผัก เลี้ยงปลา
อยู่กินอย่างอิสระ
ไม่พึ่งพิงการมีเงินสดมีความสุข
โดยไม่ต้องพึ่งพิงระบบเศรษฐกิจใหญ่

การดำเนินชีวิตเศรษฐกิจพอเพียงในรูปแบบนั้น
เป็นเพียงทางเลือกหนึ่งสำหรับบุคคลบางกลุ่มเท่านั้น
โดยเท็จจริงแล้วเศรษฐกิจพอเพียงลึกซึ้งกว่านั้นมาก
หลักการสำคัญ 5 ประการของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง คือ

(1) ความพอประมาณ ซึ่งหมายถึงความพอดีๆ ไม่มากเกินไป
ไม่น้อย เกินไป ไม่สุดโต่งและไม่เติบโตเร็วเกินไป

(2) ความมีเหตุมีผล คือ ทุกอย่างต้องมีที่มาที่ไป
สามารถอธิบายได้
มีเหตุมีผลรับกัน

(3) ความมีภูมิคุ้มกันที่ดี คือ ต้องปกป้องคุ้มครอง
ไม่ให้กระทำสิ่งที่เสี่ยงเกินไป

ไม่เสี่ยงในเรื่อง ที่ไม่ควรเสี่ยง

(4) ความรับรู้ คือ ต้องมีความรอบคอบ
มีการใช้ความรู้วิชาการด้วยความระมัดระวัง

ไม่บุ่มบ่าม ดำเนินการอย่างรอบคอบ

(5) คุณธรรมความดี ซึ่งหมายถึงความซื่อสัตย์สุจริต

ประกอบด้วยความมานะอดทนและพากเพียง
คุณธรรมเป็นพื้นฐานของความมั่นคง

และความยั่งยืนของสรรพสิ่ง
หากเอาหลักการข้างต้นมาประยุกต์ในเรื่องเงินๆ ทองๆ
ก็จะเริ่มต้นที่บุคคลต้องทำการทำงานอย่างมีคุณธรรม
อยู่บนพื้นฐานของความซื่อสัตย์สุจริต
มีความมานะอดทนและพากเพียร และมีความรอบรู้
กะการด้วยรอบคอบ ไม่บุ่มบ่าม

จึงจะก้าวหน้าในงาน มีรายได้สม่ำเสมอ
ไม่มีอุปสรรคและปัญหาในชีวิตอันเกิดจากการคดโกง

หรือความไม่รอบคอบ
เมื่อหลักส่วนหนึ่งจากรายได้เป็นเงินออม
เพื่อเอาไปลงทุนให้เกิดเป็นรายได้อีกอย่างหนึ่ง

ก็อยู่ในขนาดที่พอเหมาะพอควร
ไม่ตึงเกินไปในเรื่องออมจนชีวิตเครียดขาดความสุขสุดโต่ง
ในพฤติกรรมจนขาดมนุษย์สัมพันธ์ที่ดีกับผู้อื่น
และเมื่อจะนำไปลงทุนก็อยู่บนความมีเหตุและผล
ไม่หวือหวาตามผู้อื่นอย่างขาด
ความรอบรู้และขาดความรอบคอบ
ไม่บุ่มบ่ามอย่าง

ขาดสติจนอาจถูกผู้อื่นหลอกลวงได้

ที่สำคัญที่สุดของการลงทุนก็คือ มี “ภูมิคุ้มกัน”ที่ดี
ไม่ลงทุนอย่างเสี่ยงเกินกว่า

ที่สามารถรับความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นได้
ไม่คาดหวังผลตอบแทนที่มาก

และเติบโตเกินความเป็นจริง
อยู่บนโลกของความเป็นจริงที่คาดหวังผลตอบแทน

ที่พอเหมาะ และมีความสุขพอใจ
กับผลตอบแทนที่ได้รับ


หากทุกคนใช้ “เศรษฐกิจพอเพียง” ในเรื่องการทำงาน
การหารายได้ การออม

การลงทุน ตลอดจนการใช้จ่าย
รายได้ที่งอกเงยในรูปของผลประโยชน์จากการลงทุนแล้ว

และมีความพอใจกับสิ่งที่ตนเองได้รับแล้ว
ชีวิตก็จะมีความสุข
เพราะมีความมั่นคงและยั่งยืน
อีกทั้งยังมีความสุขใจอีกด้วย







Feb 20, 2008

‘ไม่รอด เพื่อ รอด’ ทฤษฎีชีวิตของชัยพร พานิชรุทติวงศ์

mars magazine

เรื่อง > วีรพงษ์ สุนทรฉัตราวัฒน์ ภาพ > ปวีณา วะน้ำค้าง

ช่วงสายของวันที่ฟ้าครึ้ม แดดอ่อน ผมมายืนอยู่ในบ้านเล็กๆ หลังหนึ่ง ซึ่งตั้งตัวเองอยู่บนชั้นห้าของสตูดิโอขนาดใหญ่ สมาชิกในบ้านหลังนี้รับทำงานด้านแอนิเมชั่น คอมพิวเตอร์กราฟิก ทั้งในงานภาพยนตร์ และโฆษณา
ด้วยบรรยากาศภายในบ้านหลังนี้ คงไม่มีใครปฏิเสธได้ว่านี่คือบ้านจริงๆ ผู้คนที่อยู่บนชั้นห้าแห่งนี้ต่างแต่งตัวสบายๆ บ้างใส่กางเกงขาสั้นพรางเขียวในแบบของทหาร บ้างเดินเท้าเปล่าบนพื้นพรมนุ่ม บ้างนั่งโขกหมากรุก ผมได้ยินจากเจ้าของบ้านมาว่า เร็วๆ นี้จะซื้อโต๊ะบิลเลียดอีกด้วย
บ้านหลังนี้มีชื่อเรียกว่า ‘บ้านอิทธิฤทธิ์’


ผมเดินตามหลังชายที่เดินนำหน้าขึ้นบันไดไปยังห้องทำงานซึ่งถูกยกสูงขึ้นบนชั้นลอย ครั้งหนึ่งเขาเคยมีสีน้ำมันและผืนผ้าใบเป็นเหมือนอาวุธข้างกาย ถึงวันนี้มีบางสิ่งเปลี่ยนไปบ้าง ก็ตรงที่อาวุธข้างกายนั้นได้เปลี่ยนเป็นคอมพิวเตอร์ที่มีประสิทธิภาพสูงในการทำงานแอนิเมชั่น แต่สิ่งที่ยังคงยืนหยัดไม่เปลี่ยนแปลงเห็นจะเป็นจินตนาการซึ่งเขายังคงได้ใช้มันอยู่เสมอ เขาหยุดยืนเมื่อเท้าเหยียบบันไดขั้นสุดท้ายก่อนจะบิดลูกบิด




เขาปิดประตูหลังจากที่ผมก้าวเท้าเข้าไปในห้องทำงาน ภายในห้องดูว่างโล่ง
“พอดีผมเพิ่งย้ายออฟฟิศเข้ามาที่เวิร์คฯ ใหญ่” เขาหมายถึงการย้ายออฟฟิศของ ‘บ้านอิทธิฤทธิ์’ เข้ามาอยู่ชายคาเดียวกับเวิร์คพ้อยท์สตูดิโอ ภายในห้องจึงมีเพียงจอคอมพิวเตอร์วางบนโต๊ะทำงาน หน้ากากโมเดลของฮีโร่ไทยอย่าง ‘มนุษย์เหล็กไหล’
ที่เขาเป็นคนออกแบบคาแร็กเตอร์ให้ยังคงวางซ้อนกับสิ่งของอื่นๆ ในลังกระดาษ ข้าวของบางอย่างยังคงยืนเก้ๆ กังๆ รอคอยเจ้าของจัดระบบเรียบร้อยแก่มัน
ที่ผนังห้องด้านหลังโต๊ะทำงานมีภาพของชายคนหนึ่งในกรอบไม้วางพิงอยู่ ชายในภาพมีหน้าตาออกไปทางตะวันตก

แต่ชายคนนี้กลับถูกเรียกด้วยชื่อไทยๆว่า ‘ศิลป์ พีระศรี’ ชายในภาพมีแววตาครุ่นคิด ซึ่งระดับของสายตามองไปยังเขาซึ่งนั่งหันหลังให้กรอบภาพหันหน้าเข้าหาโต๊ะทำงาน เร็วๆ นี้ ‘เอ็กซ์-ชัยพร พานิชรุทติวงศ์’ เสาหลักของบ้านแห่งนี้-บ้านอิทธิฤทธิ์ กำลังจะได้ทำโปรเจ็กต์ใหญ่กับทาง ‘Cartoon Network Asia’
โดยการร่วมกันพัฒนาภาพยนตร์แอนิเมชั่นเพื่อปรากฏแก่สายตาคนทั่วโลก ซึ่งการ์ตูนตัวนี้ได้รับการคัดเลือกให้เป็นผู้ชนะในการแข่งขันรายการ ‘Snaptoons’ โดยมีเขาเป็นคนออกแบบคาแร็กเตอร์และบท โดยที่ ‘บ้านอิทธิฤทธิ์’ จะทำในส่วนของโปรดักชั่น


“ตอนนี้บทกับคาแร็กเตอร์ของผมผ่านแล้ว”

ชัยพรใส่อุปนิสัยให้ตัวการ์ตูนตัวนี้พูดน้อย นิ่งๆ ไม่ค่อยรู้สึกรู้สากับสิ่งที่เกิดขึ้นรอบตัว ขณะที่การ์ตูนของชาวตะวันตกส่วนใหญ่จะมีลักษณะกระตือรือร้นจนถึงขั้นโอเวอร์แบบการ์ตูนทั่วๆ ไป

โจทย์ที่ท้าทายสำหรับคนทำแอนิเมชั่นอย่างชัยพรคือการทำการ์ตูนของคนตะวันออกให้คนตะวันตกหัวเราะให้ได้-เพราะนั่นหมายถึงการยอมรับ
ข้อแนะนำจากชาวต่างชาติถึงตัวการ์ตูนของเขา ซึ่งชัยพรถือว่าเป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจ เพราะชาวต่างชาติจะชอบตลกแบบโผงผาง ขณะที่เขาชอบตลกเงียบ

“ตอนนี้กำลังมิกซ์กันอยู่ เขาอยากรู้ว่าตลกเงียบมันเป็นไง เราก็เขียนสตอรี่บอร์ดส่งไปแล้ว ซึ่งความรู้สึกเรามันตลก แต่ยังไม่รู้ผลว่ามันจะตลกหรือเปล่า (หัวเราะ)

“มันจะตลกนิ่งๆ เช่น มีคนมาด่ามัน เอาของมาปาบ้านมันจนบ้านระเบิด แต่ไอ้ตัวนี้ยังยืนงงอยู่เลย แล้วทิ้งเวลาไว้สักพักหนึ่ง มันก็จะบอกว่า ‘มึงทำอะไรกูวะ’”
“คาแร็กเตอร์การ์ตูนตัวนี้มีความเป็นไทยหรือเอเชียมากกว่ากัน”

“ผมให้น้ำหนักไปทางเอเชียก่อน เพราะผมรู้สึกว่าการ์ตูนไทยมันยังไม่ชัด ไม่เหมือนการ์ตูนญี่ปุ่น หรือยุโรป การ์ตูนอย่างเกาหลีก็ยังไม่ชัด มันยังเหมือนการ์ตูนญี่ปุ่นเชยๆ ในสมัยก่อนอยู่ แต่ข้อดีคือการ์ตูนพวกนี้มันมีพัฒนาการต่อเนื่อง ถ้าการ์ตูนไทยหาจุดเริ่มต้นเจอมันก็จะมีลำดับพัฒนาการไปสู่ความชัดเจนเอง เหมือนอย่างการ์ตูนเกาหลีตอนนี้ซึ่งกำลังพัฒนาไปเรื่อยๆ

“คาแร็กเตอร์ของไทยจะติดอยู่ที่ภาพเด็กหัวจุก หรือผ้าสไบ แต่จริงๆ คาแร็กเตอร์เอเชียมีความเป็นสากล เหมือนมิยาซากิ* ทำเรื่อง SPIRITED AWAY คือใส่เสื้อเชิ้ตธรรมดา แต่มันมีบางอย่างที่เราสามารถจะสื่อได้ เช่น ลูกตา โครงหน้า มันไม่ได้อยู่ที่เครื่องแต่งกายอย่างเดียว ผมจะไม่ใช้วัฒนธรรมการแต่งกายเป็นตัวบอก และก็ไม่เอาวัฒนธรรมฝรั่งเข้ามาด้วย จริงๆ คาแร็กเตอร์ไทยกับคาแร็กเตอร์เอเชียมันก็คือตระกูลเดียวกัน มันเป็นเซนส์ของคนเขียน เราเอาวัฒนธรรมข้างในของเราใส่ลงไป”

วัฒนธรรมของสี-ลองย้อนกลับในสมัยภาพยนตร์ไทยยุคสรพงศ์ ชาตรี ภาพจะมีโทนสีเขียวๆ
เหลืองๆ เพราะนั่นเกิดจากสภาพอากาศที่ร้อนและมีแดดจัดๆ ของประเทศไทย ขณะที่หนังฮอลลีวูดหรือยุโรปจะมีโทนสีฟ้าๆ หรือน้ำเงิน เพราะมีสภาพอากาศหนาวเย็น เขาบอกว่าคาแร็กเตอร์ตัวการ์ตูนก็มาจากบรรยากาศหรือวัฒนธรรมที่คนทำเติบโตมา

“Cartoon Network จะได้อะไร และจะได้อะไรจาก Cartoon Network”
“เขาจะได้การ์ตูนของเราในราคาเอเชีย แล้วเราจะได้เผยแพร่งาน
อีกอย่างฝรั่งมันไม่รู้ว่าประเทศไทยมีการทำการ์ตูน (หัวเราะ) สมัยที่ผมเรียนมันถาม เฮ้ ยูขี่ช้างมาหรือเปล่า”
Cartoon Network Asia มีสาขาใหญ่อยู่ที่ประเทศญี่ปุ่น ชัยพรสงสัยว่าเพราะอะไรการ์ตูนของเขาจึงได้รับคัดเลือกจากทาง Cartoon Network ทั้งๆ
ที่การ์ตูนญี่ปุ่นน่าจะเป็นตัวเลือกที่ดีกว่า คำตอบที่ได้กลับมาคือ การ์ตูนญี่ปุ่นมีเอกลักษณ์ที่ชัดเจนอยู่แล้ว ตลาดต่างประเทศจึงต้องการวัฒนธรรมที่ใหม่กว่าญี่ปุ่น

“ตอนนี้คาแร็กเตอร์ตัวการ์ตูนของฝรั่งมันอิ่มตัว แล้วการ์ตูนที่ตาโตๆ ใสๆ ฝรั่งมันก็รู้ว่าเป็นญี่ปุ่น แต่เอเชีย หรือเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มันไม่เคยรู้เลย มันไม่เคยรู้ว่าการ์ตูนไทยเป็นไง การ์ตูนลาวเป็นไง ปีหน้ามันอาจจะไปหาการ์ตูนของประเทศที่มันไม่เคยรู้เลยก็ได้”
ประตูแห่งโอกาสเริ่มเปิดกว้างขึ้น โอกาสที่วงการแอนิเมชั่นไทยจะได้รับความสนใจจากตลาดต่างประเทศก็มีมากขึ้น แต่ในฐานะคนทำงานแอนิเมชั่น เขากลับรู้สึกว่าแอนิเมชั่นไทยกำลังนอนอยู่ในห้องไอซียู…

เขามองว่าอุตสาหกรรมของแอนิเมชั่นไทยยังไม่มีความต่อเนื่อง ด้วยปัจจัยของเรื่องเงินทุนการผลิต ซึ่งการ์ตูนแอนิเมชั่นหนึ่งเรื่องมีค่าใช้จ่ายสูงมาก และคนส่วนใหญ่ยังจำกัดงานแอนิเมชั่นไว้สำหรับเด็ก จึงทำให้เม็ดเงินที่จะลงกับงานด้านนี้ยังถูกตีกรอบให้มีจำนวนที่ไม่มาก ผลที่ตามมาอย่างเห็นได้ชัดคือรอยต่อของระยะเวลาที่ยาวนาน ระหว่างภาพยนตร์แอนิเมชั่นไทยเรื่องหนึ่งกับอีกเรื่องหนึ่ง
“เราได้ดูสุดสาครแต่ต้องรออีกยี่สิบปีกว่าจะได้ดูก้านกล้วย ผมก็ไม่รู้ว่าอีกกี่ปีจะมีเรื่องไหนสร้างออกมาอีก อุตสาหกรรมมันไม่ต่อเนื่อง พออุตสาหกรรมมันไม่ต่อเนื่องก็ตายหมด"
“ค่าใช้จ่ายสูงมากต่อแอนิเมเตอร์หนึ่งคน การทำแอนิเมชั่นมันคิดเป็นวินาที ราคาจึงแพงมาก คนคิดว่าการ์ตูนต้องเป็นของเด็ก เราต้องสลัดไอ้คำว่าการ์ตูนของเด็กออกไปก่อน คือของเด็กมันก็ต้องถูก เด็กดูผ่านอยู่แล้ว Quality มันก็ต้องต่ำ ยิ่ง Quality ต่ำบริษัทไหนใช้เวลาผลิตน้อยก็กำไร คนทำจึงต้องทำให้เต็มที่เลย ตั้งใจทำจริงๆ เคลื่อนไหวไปอย่าทำแล้วคิดว่าต้องให้ประเทศไทยดูอย่างเดียว ต้องออกต่างประเทศด้วย”


ชัยพรเปรียบอุตสาหกรรมแอนิเมชั่นกับอุตสาหกรรมเสื้อผ้า หากผลิตเสื้อผ้าได้ในปริมาณที่มาก และต่อเนื่อง ตลาดย่อมให้ความสนใจ นอกจากเรื่องเงินทุนในการผลิตแล้วยังมีปัญหาแรงงาน หรือแอนิเมเตอร์ที่ไม่เพียงพอ ซึ่งเชื่อมโยงกับเรื่องเงินทุนอย่างแกะกันไม่ออก
“อย่างของ ‘พิกซาร์’ เนี่ยใช้เวลาทำแต่ละเรื่องสามถึงสี่ปี แต่ในช่วงที่ ‘พิกซาร์’ ทำสามถึงสี่ปีอยู่ก็จะมีบริษัทของ ‘ดรีมเวิร์คส์’ หรือ ‘พีดีไอ’ ออกฉายไง
เพราะมันมีอุตสาหกรรมจริงๆ มันก็เลยต่อเนื่อง ก็มีให้ดูทุก 3 เดือน ค่ายนี้ไม่ทำก็มีอีกค่ายทำ”

ความเงียบเข้ามาทำลายบทสนทนาของเรา ผมเหลือบไปเห็นแมลงวันตัวหนึ่งพร้อมได้ยินเสียงปีกของมันบินหวี่ๆ
“ถ้าเปรียบวงการแอนิเมชั่นไทยเป็นวงจรแมลง ถือว่าอยู่ช่วงไหน”
เสียงใครคนหนึ่งในวงสนทนาดังแทรกขึ้นมากลบเสียงกระพือปีกของแมลงวัน
“ยังไม่ผสมพันธุ์เลย (หัวเราะ) มันมีระดับหนึ่งแต่มันก็ตายไง มันเหมือนแมลง คือมันอยู่

ไม่นาน ตายแล้วก็เกิดใหม่ อยากให้มันเป็นแมลงที่มีชีวิตยืนกว่านี้ มันมีปัจจัยหลายอย่าง เค้กมันก้อนเล็กด้วย”
วงจรชีวิตของแมลงสั้นแสนสั้น!!!

แมลงวันตัวนั้นยังคงบินรอบๆ วงสนทนา เที่ยงกว่าๆ แล้ว ผมเริ่มรู้สึกหิว ขณะที่เขาหยิบแก้วน้ำขึ้นดื่ม
“แต่มันก็มีข้อดีอยู่นะไอ้ที่ว่าแอนิเมชั่นกำลังจะตาย
เพราะมันจะต้องพัฒนางานออกมาให้ได้ให้ดีขึ้น เพื่อให้มันสามารถอยู่รอดให้ได้” เขาวางแก้วน้ำหลังจากพูดจบ

หลังจากเรียนจบที่มหาวิทยาลัยศิลปากร ชัยพรเข้าทำงานประจำที่อมรินทร์พริ้นติ้ง แต่หลังจากที่เขาเข้าไปดูภาพยนตร์เรื่องหนึ่ง ระหว่างที่ดูหนังตัวอย่างเขาเกิดภาวะตกใจเมื่อได้ดูทีเซอร์ภาพยนตร์เรื่อง ‘Lion King’ รุ่งขึ้นชัยพรไปยื่นใบลาออก แล้วบอกแม่ว่าจะไปเรียนต่อ
“มันเป็น 2D ที่แบนๆ แต่เคลื่อนไหวได้ขนาดนั้น มันเป็นภาพที่เราไม่เคยเห็นมาก่อน โอ้โห ช้างเดินจะเหยียบนก นกกระโดดหลบ หรือปรับโฟกัสมดอยู่บนต้นไม้แล้วมาปรับม้าลายอยู่บนพื้น เราคิดว่ามันเกินกฎของ 2D ไง ตอนนั้นประสบการณ์ยังน้อยอยู่ด้วยแล้วตกใจมาก ตอนนั้นอยู่ในโรงหนังมันตกใจมากเหมือนจะร้องไห้ มันไม่รู้จะทำไง ไม่รู้จะทำไง”
ชัยพรเดินทางไปสหรัฐอเมริกาเพื่อเรียนต่อในด้านแอนิเมชั่น เขาไปโดยที่ภูมิคุ้มกันทางภาษาไม่แข็งแรง เขาต้องปีนกำแพงภาษาอยู่นานกว่าจะหายใจได้สะดวก ที่นั่นเขาเลือกที่จะตัดทางรอดทั้งหมดของตัวเองออก เพื่อให้ชีวิตสุ่มเสี่ยงกับความไม่รอด เพื่อกระตุ้นให้ตัวเองอยู่รอดให้ได้
“ไปมหา’ลัยก็เลี่ยงที่จะไม่พูดกับคนไทย โชคดีที่ว่าพอเข้ามหา’ลัยก็ลูกมั่วไปได้งานที่บริษัทเกม ทำงานไปด้วยเรียนไปด้วย ถ้างานคุณไม่ผ่าน ภาษาไม่ได้ สองอาทิตย์ยูต้องออก เราก็ต้องรู้เรื่อง ต้องดิ้นรน ก็มันจะตายแล้วไง” (หัวเราะ)
ด้วยความไม่สันทัดทางภาษาของเขาทำให้เกิดเรื่องสนุกๆ ในคลาสเรียนวิชาแอนิเมชั่น เขาเล่าว่าในหนังฝรั่งเวลาพระเอกตกใจมักจะอุทานออกมาว่า “SHIT” เมื่อเข้าไปเรียนคาบแรกศาสตราจารย์ท่านหนึ่งกำลังสอนท่าทางของตัวการ์ตูนอย่างสนุก โดยที่ศาสตราจารย์ท่านนั้นปีนบันไดขึ้นไปเพื่อแสดงอิริยาบถต่างๆ ของตัวการ์ตูน ชัยพรกำลังสเกตช์ภาพในกระดาษอย่างตั้งใจ ขณะที่กำลังสเกตช์ภาพอยู่นั้น กระดาษบนโต๊ะเกิดหล่นลงพื้น เขาอุทานออกมาว่า “SHIT” ความเงียบจึงปกคลุมชั้นเรียนนั้นอย่างกะทันหัน ทุกสายตามองมายังต้นเสียง ศาสตราจารย์ได้แต่ค้างเติ่งบนความสูงของบันไดด้วยท่าทางน่ารักๆ อย่างตัวการ์ตูน
หลังจากเรียนจบปริญญาโทด้าน Digital Art & Design จาก University of Oregon โดยมีเกียรตินิยมอันดับ 1 ตามท้ายมาด้วย เขาเข้าทำงานในด้านแอนิเมชั่น คอมพิวเตอร์ CD (Director and Character Designer) กับบริษัท ANIMATION TV & INTERNET BROADCAST ที่นิวยอร์ก จากนั้นกลับมาเมืองไทยด้วยคำสั่งของพ่อและแม่ ด้วยเหตุผลสุดคลาสสิก ‘คิดถึงลูกชาย’
ปังปอนด์ ดิ แอนิเมชั่น คือผลงานของชัยพรหลังจากกลับมาบ้าน รวมถึงงานด้านคอมพิวเตอร์CG ในภาพยนตร์และในงานโฆษณา และด้วยคำชักชวนของประภาส ชลศรานนท์ และปรัชญา ปิ่นแก้ว ก็ทำให้เขาตัดสินใจสร้างบ้านอิทธิฤทธิ์ ตามด้วยการเป็นหัวหน้าหลักสูตรปริญญาโท สอนด้านแอนิเมชั่นที่สถาบันอุดมศึกษาแห่งหนึ่ง

ดูเหมือนว่าเขาจะใช้ปรัชญา 'ไม่รอด เพื่อรอด' มาปรับสอนให้แก่นักศึกษา

“ผมจะบอกนักศึกษาเลยว่าต้องตัดข้อแม้ทั้งหมด คนที่มันจะเก่งขึ้นมาได้มันจะต้องมีหัวข้อจริงกำหนดเอาไว้ไง เด็กที่มหา’ลัยมันก็เหมือนผมช่วงนั้นคือเผางาน คือออกแบบคาแร็กเตอร์มาส่ง มันเพิ่งเขียนมาจากข้างนอก สียังเปียกอยู่เลย มันมาบอกว่านี่ครับมันเป็นคาแร็กเตอร์ที่ผสมกันระหว่างญี่ปุ่นกับฝรั่งครับ คือมันดูออกว่างานมันเผา แต่ถ้าเจ้านายบอกไม่ผ่านต้องทำมาใหม่ส่งวันนี้ด้วย เราก็ต้องทำให้ได้ใช่มั้ย นักศึกษามันมีข้อแม้ เพราะอาจารย์ก็ไม่ได้ล็อกไว้ว่าจะเป็นจะตาย แต่ธุรกิจมันล็อกเราไว้ว่าถ้าเขาไม่จ้าง เราก็ไม่มีกิน มันก็จบ พอคนไม่มีข้อแม้ คนก็ต้องดิ้น ยังไงก็ไม่ตายหรอก”

ชัยพรพาตัวเองและผมกลับไปในสมัยเป็นนักศึกษาผมยาวที่ศิลปากร ผ่านเรื่องราวที่เล่า-เขาก็เหมือนกับนักศึกษาสมัยนี้คือความมีอีโก้ในชิ้นงานของตัวเอง อีโก้ของคนทำงานศิลปะ “พาณิชยศิลป์มันเป็นคำที่ดูไม่ดี คำว่า Sale คำว่าพาณิชย์ แต่จริงๆ มันไม่แย่ขนาดนั้นหรอก มันก็คือการทำศิลปะให้นายทุนซื้อเราไง คือนายทุนเค้าก็รับความเสี่ยง อย่าไปคิดว่าศิลปะของเราดีที่สุดในประเทศ มันไม่ดีหรอก คือเราทำให้นายทุนเชื่อว่าของเราสวยจริงแล้วเค้าก็รับความเสี่ยงด้วยไง ถึงแม้นายทุนจะเป็นคนทำธุรกิจ เป็นอาเสี่ย

“ไม่รอด เพื่อรอด” ผมดื่มน้ำในแก้วเพื่อทำลายความหิว
“ใช่ๆ คือถ้าเราจะตายยังไงมันก็ต้องรอด”
แต่เค้าก็รับความเสี่ยงนะ ศิลปะอย่าง Fine Art มันเป็นศิลปะที่รองรับตัวเอง ขายงานได้หรือไม่ได้ก็รองรับจิตใจตัวเอง แต่นี่มันรับมวลชนรับทั้งสังคม อีโก้ก็มีบ้างแต่ขอให้เป็นอีโก้อีกอย่าง อย่าเป็นอีโก้ที่บอกงานกูดีที่สุด อย่าทะนง ศิลปะที่มวลชนรู้สึกได้เป็นกลุ่มใหญ่มันน่าจะดีนะ เพราะดึงประสบการณ์ที่หลากหลายออกมารวมได้”

Thai Animator is Still Running
“มีนักศึกษามาเรียนเยอะมั้ยครับ”
“เยอะครับ”
“อ้าว แล้วพวกเขาจะทำอะไรต่อ ในเมื่อตลาดแอนิเมชั่นของเรายังไม่โต”
ข้อดีของศาสตร์แอนิเมชั่นก็คือมันเป็นศาสตร์ที่ครอบคลุมทุกศาสตร์ของคอมพิวเตอร์อาร์ต อาจารย์ชัยพรจึงแนะนำนักศึกษาที่เรียนด้านนี้ว่าควรปรับเอาความรู้ไปใช้กับงานในด้านอื่นๆ ก่อน ไม่ว่าจะเป็นงานโปรดักชั่นภาพยนตร์หรือโฆษณา
“ตอนนี้ผมอยากให้สถาบันเป็นตัวที่สร้างแอนิเมเตอร์กันก่อน ตอนนี้คือมันไม่มีช่างที่จะทำ เพราะปัจจัยหลายๆ อย่างรวมกัน เอาศาสตร์คอมพิวเตอร์ไปใช้กับงานโฆษณา ภาพยนตร์ หรือแม้แต่สิ่งพิมพ์ก็ได้หมด แต่ถ้าเกิดมีนายทุนอยากจะทำจริงๆ ยอมลงทุนเยอะมาก ใจถึง ซึ่งไม่ค่อยมี (ยิ้ม) แล้วค่อยมารวมตัวกันใช้ศาสตร์ของการ์ตูนก็ได้”
ผมเหลือบไปมองภาพของชายในกรอบรูปอีกครั้ง รอยยิ้มนั้นหายไปแล้ว ทว่าในดวงหน้านั้นครุ่นคิดถึงบางสิ่ง บางทีสิ่งที่ชายในภาพครุ่นคิดอาจเป็นความแห้งแล้งของการดำรงชีวิตให้อยู่ได้บนเส้นทางแห่งศิลปะชีวิตจึงมีสิ่งที่อยากทำ และต้องทำควบคู่กันอยู่เสมอ!
“นอกจากแอนิเมชั่น ช่วงนี้ยังทำงานศิลปะอยู่บ้างไหม” ผมถามหลังจากสบตากับชายในกรอบรูป
“เราจะมีงานบางอย่างที่อยากทำ และอีกอย่างที่ต้องทำ เพราะต้องเอาเงินตรงนี้ไปซัพพอร์ตงานที่เราอยากทำ ชีวิตส่วนตัวของผมทำคอมพิวเตอร์เสร็จ กลับบ้านก็ต้องเขียนสีน้ำมัน อะคริลิก เขียนบนเฟรม เขียนแอร์บรัช คือเราโตมากับงานผ้าใบ ผมจะมีแกลเลอรี่เป็นห้องเขียน อะไรก็ตามที่เราได้สัมผัสกระดาษ สัมผัสเฟรม ใครเชิญไปแสดงงานผมก็ไป คือขอให้เราได้ทำในสิ่งที่เรารัก
“อย่างตอนนี้ชีวิตผมกับบ้านอิทธิฤทธิ์ก็เหมือนกัน คือขอเก็บตังค์เพื่อสร้างสิ่งที่เราชอบ อย่างชีวิตผมทำคอมพิวเตอร์เพื่อเอาเงินเอาไปซัพพอร์ต เช่น มีเงินระดับหนึ่งเพื่อเขียนงานบนเฟรมผ้าใบซึ่งเราไม่ต้องอิงกับพาณิชย์แล้ว ก็เหมือนบ้านอิทธิฤทธิ์เก็บเงินจากงานบางอย่างเพื่อเอามาซัพพอร์ตกับงานบางอย่างที่อยากทำ ทำตัวเองให้แข็งแรงก่อน ต้องเลี้ยงดูแอนิเมเตอร์หลายคนด้วย” (ยิ้ม)
บ่ายแก่ลงเรื่อยๆ ยังไม่มีอะไรตกถึงท้องของผม แมลงวันตัวนั้นยังคงบินวนอยู่รอบๆ วงสนทนาของเรา ‘อีกไม่นานมันคงหมดแรงบินไปตามเวลา’ ผมคิด วงจรชีวิตของแมลงสั้นแสนสั้น!!! แต่วงจรชีวิตของความฝันมันยาวพอๆ กับลมหายใจของความตั้งมั่น

หมายเหตุ : ฮายาโอะ มิยาซากิ (Miyazaki Hayao) เป็นผู้กำกับภาพยนตร์แอนิเมชั่น ซึ่งเป็นที่รู้จักอย่างดีในหมู่ชาวตะวันตก โดยเฉพาะในกลุ่มของผู้นิยมดู ‘หนังศิลปะ’ และเมื่อปีพ.ศ.2545 ภาพยนตร์เรื่อง Spirited Away ได้ออกฉายและได้รับรางวัลออสการ์ สาขาภาพยนตร์แอนิเมชั่นยอดเยี่ยม ชื่อของมิยาซากิกลายเป็นที่จับตามองในวงการอุตสาหกรรมภาพยนตร์แอนิเมชั่นของโลก

Feb 9, 2008

เสิร์ฟความสุข 'ฟังทีไร ได้สุขทุกที'


มติชน

ปิยะวรรณ ผลเจริญ

วันที่ 04 กุมภาพันธ์ 2551

หนทางแห่งการแก้ไขปัญหาชีวิต
เมื่อรู้สึกว่าได้เดินมาถึงจุดอับ
'จะเป็นใครก็มีความสุขได้ ขอเพียงให้ใช้ชีวิตให้เป็น...'


'ความคิด สติปัญญา'
จะนำพาชีวิตให้เกิดความสุขได้

พระพรหมคุณาภรณ์ ( ป.อ.ปยุตฺโต )
ณ วัดญาณเวศกวัน อ.สามพราน จ.นครปฐม ได้เทศนาธรรม
ตอนที่ว่า

'จะเป็นใครก็มีความสุขได้ ขอเพียงให้ใช้ชีวิตให้เป็น'

เมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 2543

ถาม - แม้จะเป็นฆราวาส เป็นคนธรรมดาที่ทำงานอยู่ก็สามารถจะมีหลักธรรมได้ หากพูดว่ามี 2 ขั้วใหญ่ๆคือ ศีล สมาธิ ปัญญา และอีกอันหนึ่งก็คือ ทาน ศีล และภาวนา คราวนี้สิ่งที่ทำประจำวันคือ ขณะขับรถ เมื่อท่านพูดว่าสามารถปฏิบัติธรรมได้ พอถึงท่านที่ 2 คือ การปฏิบัติด้วยการสมาธิ และขั้นต่อไปก็ถึงปัญญา ผมอยากจะถามว่าจะทำยังไงให้เป็นคำง่ายๆแจ่มแจ้ง สำหรับปุถุชน ฆราวาส หรือ หมอที่จะเกษียณ คือจะทำยังไงกับชีวิต ซึ่งไม่จำเป็นว่าจะต้องทำสมาธิทุกวัน ให้คนธรรมดาทั่วไปถือเป็นหลักปฏิบัติได้ เราเป็นคนธรรมดาไปทำงานก็ยังทำตามหลักพุทธศาสนาได้ ตามความเป็นจริงไม่ได้เป็นทฤษฎี ให้ท่านได้อธิบายง่ายๆการใช้ชีวิตที่ต้องไปงานสังคม งานศพ งานปาร์ตี้ แต่ดำเนินการเป็นชาวพุทธที่ดีได้อย่างไร ในฐานะคฤหัสที่สนใจทำตัวให้ดี สังคมดี ทำยังไงง่ายๆให้คนอ่านสัก 2-3 หน้า ให้รู้สึกว่าไม่เป็นทฤษฎีมาก

พระพรหมคุณาภรณ์ ( ป.อ.ปยุตฺโต )ตอบว่า - ก่อนจะพูดถึงเรื่องนั้น ขอพูดเรื่องถ้อยคำนิดนึง ที่ผู้ถามพูดถึง 'สมาธิ' สมาธิเป็นตัวอย่างของการที่บางทีเราไปหลง และติดในความหมายแง่ใดแง่หนึ่ง สมาธิโดยรูปแบบกับสมาธิโดยสาระ สมาธิในรูปแบบจะติดในแง่การนั่งอย่างนี้ และไปอยู่ในที่แบบนั้น แล้วนำสมาธิไปผูกในรูปแบบ ความจริงสมาธิมันเป็นธรรมชาติ เป็นสภาวะเป็นคุณสมบัติของจิตใจ เมื่อจิตใจมันอยู่แน่วแน่ มันอยู่กับสิ่งนั้น มันไม่ฟุ้งซ่าน มันไม่วอกแวก มันก็เป็นสมาธิ อันนี้แหละคือสมาธิตัวแท้ คนไปนั่งสมาธิแต่ใจไม่มีสมาธิิเลยก็ได้ มันก็จะงุ่นง่านคิดอยู่คนเดียว

สมาธิ คือ ธรรมชาติ เป็นคุณสมบัติของจิตใจ เมื่อจิตใจมันสงบและอยู่กับสิ่งที่ต้องการได้ ' อาตมาเลยอยากบอกง่ายๆว่าสมาธิก็คือ จิตอยู่ในที่ที่เราต้องการ ใครอยู่กับสิ่งที่ต้องการได้ก็เก่งแล้ว คนที่นั่งสมาธิมีกี่คนที่จิตอยู่กับสิ่งที่ต้องการ พอจิตอยู่กับสิ่งที่ตามต้องการ แล้วแต่ว่าเราจะใช้มันทำอะไร เรียกว่าเป็นจิตที่เหมาะแก่การใช้งาน จิตที่สงบไม่วอกแวก ไม่เหงา ถือว่าเป็นจิตที่พร้อมตื่นตัว มีความหนักแน่นมั่นคง จะใช้ทำงานอะไรก็ได้'

ฉะนั้นธรรมะที่เป็นของจริง จะเรียกธรรมะในชีวิตประจำวันก็ได้ ทุกคนมีโอกาส แต่ทำไมต้องมีรูปแบบอย่างนั้น ก็เพราะคนเรามีคุณสมบัติในจิตใจไม่เหมือนกัน การพัฒนาปัญญา และจิตใจไม่เท่ากัน เมื่อจิตไม่พร้อมสภาพแวดล้อมต่างๆก็มีอิทธิพล คนเราเมื่อจะฝึกควรมีคุณสมบัติที่ดีนั่นคือการฝึก และอาศัยเทคนิคโดยทั่วไป รวมถึงสภาพแวดล้อมและวิธีการที่จะมาช่วย เลยมีการพัฒนาวิธีการและรูปแบบขึ้นมา เป็นการนั่งสมาธิแบบนี้
สาระที่แท้จริงของสมาธิ คือ คุณสมบัติที่เป็นธรรมชาติอยู่ในจิตใจของมนุษย์เอง เมื่อสามารถแยกสาระกับรูปแบบแล้ว เราจะเข้าถึงพุทธศาสนาได้ง่ายขึ้น การดำเนินชีวิตนั้นมี 3 ด้าน

1. 'กายวาจา' โดยสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมและทางวัตถุ การฝึกวาจาเพื่อสัมพันธ์กับมนุษย์และการฝึกกายตั้งแต่การบริโภคอาหาร การใช้ปัจจัยสี่ หรือการใช้ตา หู จมูก ลิ้น ไปสัมพันธ์กับโลกภายนอกได้ และการทำอาชีพของตัวเองให้สุจริตเกิดผลดี ไปตามวัตถุประสงค์ของวิชาชีพนั้นๆ

2. 'จิตใจ' ก่อนที่จะออกมาเป็นพฤติกรรม กาย วาจา ทุกครั้งมนุษย์มีเจตนามีความตั้งใจ และจงใจที่จะคิดเอาได้หรือทำ จิตใจมีความสัมพันธ์กับพฤติกรรม จิตใจจะแสดงอะไรออกมาต้องขึ้นอยู่กับสภาพของจิตใจแล้ว ถ้าจิตใจโลภมากๆ ด้านอื่นก็จะแสดงถึงความโลภด้วย รวมถึงโทษะ และโมหะ ดังนั้นถ้าจะให้พฤติกรรมดีมั่นคง ต้องพัฒนาจิตใจ ข้อสำคัญสุขและทุกข์นั้นต่างก็อยู่ที่ใจ มันไม่ใช่เฉพาะคุณสมบัติที่ดีร้ายเท่านั้น แต่หมายถึงว่าความสุขและความทุกข์นั้นมันอยู่ที่จิตใจ ฉะนั้นต้องขึ้นอยู่กับการฝึก ให้โลภะ โทษะ น้อยลง มีเมตตากรุณา มีจิตใจที่ดีงาม เรื่องจิตใจเป็นแดนใหญ่ลึกลงไปมากกว่าพฤติกรรม

3. 'ความรู้' จะทำพฤติกรรมได้แค่ไหนต้องขึ้นอยู่กับความรู้ คนที่มีความรู้กว้างขวางลึกซึ้งจะมีพฤติกรรมที่ซับซ้อน สามารถทำให้ประสบความสำเร็จได้ เรื่องจิตใจถ้าไม่มีปัญญามันอึดอัด ทุกข์ แต่เมื่อรู้จะโล่งเลย
ปัญญาเป็นตัวสำคัญ หากพฤติกรรมจะไปได้ จิตใจจะโล่งจะโปร่ง เป็นอิสระด้วยปัญญา ปัญญาเป็นตัวชี้นำบอกทางให้แสงสว่าง เปิดขยายมิติ ในที่สุดจะพัฒนาพฤติกรรมและจิตใจได้ ต้องอาศัยปัญญา ในที่สุดจึงต้องมีแดนปัญญาความรู้

สิ่งที่ชอบใจให้ความรู้และสุขได้ ส่วนสิ่งที่ไม่ชอบใจก็ให้ความรู้และสุขได้เช่นกัน การรับรู้ที่มีอคติเหมือนใส่แว่นสี การรับรู้มีตั้งแต่ รับรู้ที่ความรู้สึกไม่พัฒนา พอเปลี่ยนเป็นการรับความรู้ จะสนองความรับรู้ มนุษย์จะพัฒนาไม่ได้หากไม่ปรับปรุงเรื่องการรับรู้ของตัวเอง เท่านี้แดนความสุขและทุกข์ก็เปลี่ยนไป กลายเป็นแดนปัญญา เมื่อความรู้ที่ได้เป็นความจำก็จะนำมาใช้ประโยชน์ ปรับใช้สถานการณ์ต่างๆ และคิดสร้าง

มนุษย์ที่ไม่ได้อยู่ด้วยปัญญาแต่อยู่ด้วยความอยาก " พอเป็นไปตามอยากก็เป็นสุข พอไม่เป็นไปตามอยากก็เป็นทุกข์" แต่ว่ามนุษย์จะให้ทุกอย่างเป็นไปตามอยากก็เป็นไปไม่ได้ มันเป็นไปตามเหตุปัจจัยของมัน แต่สิ่งทั้งหลายมันไม่ได้เป็นไปตามความอยากของมนุษย์แต่มันเป็นไปตามเหตุปัจจัย เมื่อขัดแย้งสามารถตอบได้ว่าความจริงจะชนะ เราต้องศึกษาเหตุปัจจัย ทำได้เท่าไหร่เท่านั้น ชีวิตเราถ้าหากปฏิบัติถูกต้องจะเป็นธรรมะที่เป็นความจริงของสิ่งทั้งหลาย หากปฏิบัติได้จะเป็นความจริงของชีวิตเรา

ถาม -ทำยังไงถึงจะดับความโมโห เช่นถูกรถจักรยานยนต์ปาดหน้า ควรให้ทานเข้าไปเลย หรือทำยังไงให้จิตใจ ถ้าเป็นอดีตจะด่ากลับ เดี๋ยวนี้เฉยๆ แต่จะทำยังไงให้เหนือกว่านั้น ควรแผ่เมตตาไปได้มั้ย

พระพรหมคุณาภรณ์ ( ป.อ.ปยุตฺโต )ตอบว่า - " อาจเป็นคนดีเท่าเดิม " แต่ได้ทำสิ่งที่ดีมากขึ้น รวมถึงด้านศีลเราดีขึ้นมั้ย ด้านจิตใจ เรามีคุณธรรมมากขึ้นมั้ย มีเมตตา หรือความศรัทธาต่างๆมากขึ้นมั้ย รวมถึงปัญญาที่มีมากขึ้น เข้าใจมากขึ้น เจอผู้คนที่อากัปกิริยาต่างกัน เห็นใครแล้วขำไปหมด มันจึงกลายเป็นการวางท่าทีของจิตใจ หากเราศึกษาหลายคนไม่ว่าจะมาดีหรือไม่ดี คนแรกอาจขำอย่างเดียว คนต่อไปอาจได้ความรู้อย่างเดียว ดังนั้นจึงต้องมองอย่างเผื่อแผ่เพื่อนมนุษย์

"การมองแบบบททดสอบตัวเรา" บททดสอบ เช่น การโดนว่า เราจะทนได้มั้ย เราต้องมองบททดสอบเป็นแบบฝึกหัดตัวเอง จะทำให้ชีวิตราบรื่น ส่วนคนที่ไม่มีแบบฝึกหัดจะไม่รู้ว่าปัญหาคืออะไร และเมื่อต้องแก้ปัญหา จะไม่ความราบรื่น อีกทั้งคนที่สุขเกินไป ไม่เคยเจอปัญหาจะต้องอาศัยกัลยาณมิตรเท่านั้น ดังนั้นคนที่เจอแบบฝึกหัดมากเป็นเรื่องดี

วิธีการนำธรรมะมาใช้ในชีวิตประจำวัน บางคนเข้าวัดเพื่อทำสมาธิมากมาย แต่พอเจอชีวิตจริงแก้ปัญหาอะไรไม่ได้ "วางใจไม่ถูก โกรธอย่างรุนแรง" ถ้าเรานำธรรมะมาปฏิบัติแต่ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงมันจะมีผลอะไร การเปลี่ยนแปลงของวัฏจักรธรรมชาติ หากเรารู้จะไม่ส่งผลกระทบจิต เพราะปัญญามันรู้ทันหมด จะทำให้จิตผ่องใส

"มุทิตาจิต" แปลว่า " แสดงความเคารพความยินดีด้วย" เมื่อผู้อื่นได้ดี แต่ที่ถูกแสดงมุทิตาต้องมองว่าตัวเองกำลังจะได้รับความสุข ไม่ใช่ว่าการเกษียณแล้วต้องเป็นทุกข์ เพราะถ้ามองว่ากำลังเป็นอิสระจะทำให้ตัวเองมีความสุข

ดังนั้นการเกษียณอายุ ถ้ามองในแง่ดีก็มีเยอะแต่ถ้าผู้เกษียณมองตัวเองในแง่ลบก็จะเป็นทุกข์ มีแต่ความเศร้าสร้อย หว้าเหว่ไปต่างๆกัน และถ้าไม่อยู่เฉยให้มีอะไรทำ อะไรที่เป็นสิ่งที่มีคุณค่า ควรเอาเวลาตอนนี้เริ่มทำได้เลย พอตั้งใจจะทำ สิ่งที่ปรารถนาจะทำให้สำเร็จ ยิ่งมีปัญญามอง เห็นยิ่งดี จะเกิดฉันทะ คืออยากจะทำ เกิดวิริยะความเพียร เกิดกำลัง เมื่ออยากให้สำเร็จ จากนั้นจึงเกิดจิตตะและวิมังสา
คนที่เกษียณมองในแง่ดีจะได้ประโยชน์ รวมถึงนำประสบการณ์มาเผยแพร่
จะทำให้มีประโยชน์อย่างมากแก่คนรุ่นหลัง เช่นอาชีพหมอมีประโยชน์อย่างมาก เพราะถึงเกษียณก็สามารถรักษาผู้ป่วยได้
'เพียงคุณใช้ชีวิตให้เป็น คุณจะเป็นคนคนหนึ่งที่มีความสุขแท้'



Feb 3, 2008

'ม.ล.คฑาทอง ทองใหญ่' ขับเคลื่อนนักออกแบบไทยสู่เวทีโลก


คอลัมน์ เฉลียงไอเดีย

นันทนา แสงมิตร

มติชน

วันที่ 02 กุมภาพันธ์ 2551


หลายคนอาจจะคุ้นเคยกับผู้ชายชื่อ 'ม.ล.คฑาทอง ทองใหญ่'
ในบทบาทพรีเซ็นเตอร์สินค้าผ่านทางสถานีโทรทัศน์
แผ่นพับใบปลิว มายาวนานหลายสิบปี
สินค้าที่สร้างชื่อให้คนจดจำหน้าตาเขาได้เป็นอย่างดี
มีโฆษณาโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบจีเอสเอ็ม แอดวานซ์
ในยุคสร้างแบรนด์เริ่มแรก

ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวหน้า นีเวีย ฟอร์เมน,ชีวาส รีกัล,นม,
น้ำมันพืช และสินค้าอื่นๆ อีกหลายรายการ
แต่บทบาทแท้จริงของผู้ชายคนนี้คือ ข้าราชการสังกัดกรมส่งเสริมการส่งออก
กระทรวงพาณิชย์ ตำแหน่ง 'ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาและเพิ่มมูลค่าสินค้า'
ทำงานเกี่ยวข้องกับการพัฒนาผลิตภัณฑ์
เพิ่มมูลค่าสินค้าขีดความสามารถทางด้านแข่งขันเพื่อการส่งออก

ม.ล.คฑาทองเล่าให้ฟังว่า เริ่มรับราชการมาตั้งแต่ พ.ศ.2532
ในตำแหน่งนักวิชาการออกแบบผลิตภัณฑ์ ระดับ 4
กรมส่งเสริมการส่งออกทำงานในส่วนเกี่ยวข้อง
กับงานออกแบบดีไซน์มาเรื่อยจนได้ปรับตำแหน่ง
เป็นผู้อำนวยการสำนักแห่งนี้ในพ.ศ.2545
หลังกรมจัดตั้งสำนักพัฒนาและเพิ่มมูลค่าสินค้าขึ้นใน ปี 2533
ตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.)

เขาเลือกงานทางด้านออกแบบดีไซน์ เพราะมีความรักและชื่นชอบงานประเภทนี้
จึงเลือกเรียนทางด้านออกแบบ สาขาออกแบบอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยแคนเบอร์รา
ประเทศออสเตรเลียในระดับปริญญาตรีและปริญญาโทสาขา อิเล็กทรอนิกส์ กราฟิค
มหาวิทยาลัยโคเวนทรี ประเทศอังกฤษ
ก่อนจะมารับราชการ ม.ล.คฑาทองเคยผ่านงานในแวดวงโฆษณา
ทำงานในตำแหน่งครีเอทีฟกับบริษัทโอกิลวี่ แอนด์ เมเธอร์ เป็นระยะเวลาสั้นๆ หนึ่งปี
ออกจากแวดวงเอเยนซี่ทำงานหาประสบการณ์กับนิตยสารเอ็กเซ็นต์ไทย
ในตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายศิลป์อีกหนึ่งปี
จากนั้นจึงเดินทางไปศึกษาต่อระดับปริญญาโท
จังหวะโอกาสดีหลังเรียนจบเดินทางกลับเมืองไทย
ทางกรมส่งเสริมการส่งออกเริ่มให้ความสำคัญ
กับการสร้างมูลค่าเพิ่มสินค้าส่งออกด้วยงานดีไซน์ออกแบบพอดี
จึงเริ่มต้นชีวิตราชการตั้งแต่ ปี 2532 เป็นต้นมา

'จริงๆ ผมมีความสนใจเรื่องงานออกแบบดีไซน์
เป็นพื้นฐานอยู่แล้วจึงเลือกเรียนทางด้านออกแบบดีไซน์
ทั้งในระดับปริญญาตรีและปริญญาโท
ก่อนรับราชการคิดว่าต้องไปอยู่ในวงการโฆษณา
แต่ผู้ใหญ่อยากให้รับราชการ
บังเอิญจังหวะ โอกาสดีเข้ามาอยู่ในช่วงที่ภาคราชการ
ให้ความสำคัญกับเรื่องพัฒนาผลิตภัณฑ์
เพิ่มมูลค่าสินค้าเป็นไอเดียใหม่สำหรับคนไทยพอดี'

แนวทางการเพิ่มมูลค่าสินค้าที่วางไว้ทำอย่างครบวงจรตั้งแต่
การพัฒนาผลิตภัณฑ์ด้วยงานออกแบบดีไซน์,สร้างตราสินค้า,ระบบโลจิสติคส์
และงานทางด้านบริการ ลักษณะเดียวกับ
งานส่งเสริมผลิตภัณฑ์ของสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลาง
และขนาดย่อม (สสว.) กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม
ศูนย์ออกแบบสร้างสรรค์หรือทีซีดีซี
ตอนหลังได้ยุบรวมกับพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้
ใช้ชื่อใหม่ว่าศูนย์การเรียนรู้และสร้างสรรค์แห่งชาติ
หรือทีดีซีซี แต่จะต่างกันตรงที่งานในความรับผิดชอบของเขา
เน้นต่อยอดเพื่อการส่งออกเป็นเป้าหมายหลัก
ม.ล.คฑาทองบอกว่า

'งานออกแบบดีไซน์ในเมืองไทยอยู่ในช่วงเริ่มต้น
ทำมาไม่ถึง 20 ปี
แผนการพัฒนางานออกแบบดีไซน์ช่วงแรก
จึงเริ่มจากงานให้ความรู้ผู้ประกอบการ
เรื่องการพัฒนาผลิตภัณฑ์ สนับสนุนเรื่องข้อมูลข่าวสาร
แนวโน้มตลาด รสนิยมของผู้บริโภค
สร้างดีไซเนอร์มีอาชีพ
จากนักศึกษาผู้สนใจงานออกแบบ
ผ่านโครงการประกวดออกแบบดีไซน์หลากหลายโครงการ
เมื่อคัดเลือกนักออกแบบได้แล้ว
ทางสำนักจะเป็นหน่วยงานกลางประสานให้
ดีไซเนอร์' กับ 'ผู้ประกอบการ'
ได้พบเจอกัน 'เราต้องปรับวิธีการทำตลาดใหม่
หากผลิตสินค้าที่เน้นเรื่องต้นทุนต่ำเป็น 'แมส โปรดักส์'
หรือสินค้าจับกลุ่มเป้าหมายเป็นการทั่วไป
จะแข่งกับประเทศฮ่องกง จีน เวียดนาม
ไม่ได้ต้องสร้างความแตกต่าง ด้วยความคิดสร้างสรรค์ของคนไทย
หมดยุคกดต้นทุนสู้กันแล้ว
ยุคนี้สู้กันเรื่องคุณภาพ บริการ
ตลาดโลกไม่ต้องการของถูกอีกต่อไป
แต่ต้องการของมีคุณภาพมีนวัตกรรม ลูกค้าจึงจะมีความพึงพอใจ
รู้สึกคุ้มค่าที่ได้ซื้อสินค้าชิ้นนั้นๆ
ซื้อสินค้าด้วยฟังก์ชั่นอย่างเดียวแทบไม่มีในตลาดแล้ว
คนซื้อจะดูเรื่องงานออกแบบ ดีไซน์ ประกอบด้วย'

ม.ล.คฑาทองบอกถึงสินค้ากลุ่มเป้าหมายหลักที่ให้การส่งเสริมโดยนำนักออกแบบ
กับผู้ประกอบการมาทำธุรกิจร่วมกันว่า มีตั้งแต่สินค้าไลฟ์สไตล์ในกลุ่มเฟอร์นิเจอร์
ของใช้ตกแต่งบ้าน จิวเวลรี่ เสื้อผ้า รองเท้า เครื่องหนัง
ไปจนถึงสินค้ากลุ่มอาหาร สุขภาพ ความงาม
ที่ผ่านมามีนักออกแบบดีไซน์หลายคนที่เกิดขึ้นจากเวทีประกวดงานออกแบบ
อาทิ นายจิตริน จินตปรีชา ได้ออกแบบเฟอร์นิเจอร์หวาย
สไตล์โมเดิร์นคอนเท็มโพรารี ผสมผสานระหว่าง
ตะวันออก-ตะวันตกให้กับบริษัทโยธกา จำกัด
ประสบความสำเร็จเป็นอย่างดีในตลาดยุโรปเป็น
เวทีให้นักออกแบบได้สร้างสรรค์ผลงานให้กับผู้ประกอบการ
แล้วยังเปิดโอกาสในการสร้างโปรดักส์ของตัวเองได้ด้วย
เหมือนกรณีนายธีระ ฉันทสวัสดิ์ เจ้าของแบรนด์ 'T-RA'
เมื่อผู้ประกอบการเริ่มรับรู้ตระหนัก
ถึงความสำคัญของงานออกแบบดีไซน์

อีกก้าวของงานนับจากนี้ไปคือ ส่งเสริมศักยภาพ
ด้านการออกแบบอุปกรณ์ตกแต่งยานยนต์ผ่าน
เวทีออกแบบอุปกรณ์ตกแต่งรถกระบะ ประเภทชุดแต่งรอบคัน (Body kit)
จำนวนไม่เกิน 12 ชิ้น พร้อมปรับเปลี่ยนวิธีการ
ทำตลาดสินค้าให้สอดคล้องกับภาวะการณ์ความเปลี่ยนแปลงของตลาดโลก
หลังอเมริกาตลาดหลักสินค้าไลฟ์สไตล์ โปรดักส์
ถดถอยลงจากปัญหาสินเชื่อด้อย
คุณภาพภาคอสังหาริมทรัพย์หรือซับไพรม์

ม.ล.คฑาทองบอกว่า สินค้าเรือธงหรือแฟลกชิพ
ประเภทไลฟ์สไตล์ โปรดักส์ ได้หันไป
รุกตลาดเกิดใหม่กำลังซื้อสูงอย่างจีน
รัสเซีย อินเดีย ประเทศในตะวันออกกลางเพิ่มมากขึ้น

'เราอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการสร้างสินค้าอุตสาหกรรม
เพื่อปรับเปลี่ยนสถานะจากประเทศผู้รับจ้างผลิต
หรือโออีเอ็มเป็นประเทศที่มีดีไซน์ ของตัวเองหรือโอดีเอ็มจริงๆ

อุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ของไทยเติบโต
เคียงคู่กับอุตสาหกรรมยานยนต์มาตลอด
ทางสำนักและสมาคมผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์
จึงให้ความสำคัญกับการสร้างสรรค์
ผลงานชิ้นส่วนยานยนต์ส่งออกไปขายตลาดโลก'

'อย่าไปคิดว่าเศรษฐกิจอเมริกาถดถอย
จากซับไพรม์จะส่งผลกับตลาดส่งออก
ยังมีกลยุทธ์รักษามูลค่าส่งออก
โดยขยายตลาดไปยังตลาดใหม่
อย่างดูไบกำลังสร้างเมืองอุตสาหกรรมก่อสร้างเติบโตได้ดี
จึงเป็นโอกาสนำเฟอร์นิเจอร์ประเภทชุดตกแต่ง
ในโรงแรมเข้าไปเจาะตลาด เมื่อตลาดเปลี่ยนไป
วิธีการทำตลาดต้องเปลี่ยนตามไปหาตลาดใหม่ที่คนมีกำลังซื้อ
เรื่องออกแบบ ดีไซน์ เพื่อการส่งออกจึงมีบทบาทมากขึ้น'

การสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าเพื่อการส่งออกนับจากนี้ไป
ยังจะเน้นสร้างกลุ่มเครือข่ายนักออกแบบผ่าน
โครงการพัฒนานักออกแบบไทยสู่ตลาดโลก หรือ TALENT THAI

ม.ล.คฑาทองบอกว่า โครงการดังกล่าวจัดต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 10
กิจกรรมหลักมีการจัดนิทรรศการในงานแสดงสินค้าในประเทศ
ส่งนักออกแบบเข้าร่วมจัดแสดงผลงานในงานระดับโลก เช่น
งานแสดงสินค้า INTERIOR LIFESTYLE ประเทศญี่ปุ่น
MAISON & OBJET ประเทศฝรั่งเศส
ขึ้นปี 11 จะเน้นสร้างเครือข่ายนักออกแบบ
หรือ 'Talent Thai Network'
รวมนักออกแบบทั้งส่วนกลาง
ภูมิภาคทั่วประเทศไทยเข้าไว้ด้วยกัน
เขาบอกว่า เครือข่ายนักออกแบบจะมีบุคลากรเกี่ยวข้องทุกส่วน

'ตั้งแต่คนสนใจเรื่องผลิตภัณฑ์,กราฟิก,ดีไซน์
ตอนนี้ขยายกว้างออกไปได้กว่า 180 คนแล้ว
'งานออกแบบดีไซน์บ้านเราแค่จุดเริ่มต้นอย่างจริงจังไม่ถึง 20 ปี
ต่างจากประเทศญี่ปุ่นที่ทำมา 60 ปีแล้ว
ส่วนประเทศจีน เวียดนาม เพิ่งเริ่มงานดีไซน์มาแค่

2-3 ปี แต่ทำอย่างจริงจัง
งานออกแบบจึงพัฒนาไปได้เร็วมาก
เราจึงหยุดนิ่งไม่ได้ หากหยุดเมื่อไหร่ เวียดนาม
จีนจะแซงเรา 'หน่วยงานราชการมีข้อจำกัดมาก
แต่ต้องเคลื่อนไหวเท่ากับเอกชน
ต้องมุ่งมั่นสร้างเครือข่าย
นักออกแบบให้ได้มากสุดเท่าที่จะมากได้'
ม.ล.คฑาทองทิ้งท้ายเอาไว้อย่างนั้น







กรณีศึกษา: วัฒนธรรมองค์กร




















เบื้องลึก'อภิรักษ์'ซบ'ออเร้นจ์' 'เถ้าแก่'ไม่รักผม พัดลม'อากู๋'ยังส่ายหน้าเลย

มติชนสุดสัปดาห์

สรกล อดุลยานนท์

14 ตุลาคม 2545

หลังจากลือกันมาเกือบครึ่งปี "ข่าวลือ" ก็กลายเป็นจริง

"อภิรักษ์ โกษะโยธิน" ซีอีโอของค่ายแกรมมี่

ตัดสินใจโบกมือลาไปนั่งเก้าอี้ใหญ่ของค่าย "ทีเอออเร้นจ์"

แม้ "อากู๋" ไพบูลย์ ดำรงชัยธรรม,

อภิรักษ์ และ "เล็ก" บุษบา ดาวเรือง "ซีอีโอ" คนใหม่ของ "แกรมมี่"

นั่งแถลงข่าวพร้อมกัน และตอบทุกคำถามอย่างถ้อยทีถ้อยอาศัย

แต่คำถามที่นักข่าวสายเศรษฐกิจยิงใส่แบบไม่เกรงใจ

เป็นสัญญาณให้เห็นว่า "ข้อมูล" ที่นักข่าวได้รับรู้จากภายในองค์กรแกรมมี่นั้น

ไม่ใช่ "ข่าว"
ในทางที่ดีนัก
ความขัดแย้งทางความคิดและการบริหารงานระหว่าง "อากู๋" กับ "อภิรักษ์"

คุกรุ่นมานานทีเดียว เป็นความขัดแย้งในวิธีคิดและการทำงาน ช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา

"ไพบูลย์" มีความคิดอยากวางมือทางธุรกิจ แต่ "คนใน"

แต่ละคนไม่มีใครอยากเป็นใหญ่เป็นโต ไม่มีใครอยากเป็น "ซีอีโอ"

นี่คือ เรื่องจริงที่อธิบายให้ผู้บริหารจากองค์กรอื่นเข้าใจได้ยาก

"ไพบูลย์" จึงเลือก "ซีอีโอ" จาก
"คนนอก" คือ "วิสิฐ ตันติสุนทร"

มือดีด้านการเงินระดับสากลคนหนึ่ง

"วิสิฐ" เป็นกรรมการคนนอกของ "แกรมมี่" มาก่อน

เป็นคนชอบดนตรี

"อากู๋" ใช้เวลานานพอสมควรในการชักชวนกว่า
"วิสิฐ" จะยอมรับเป็น "ซีอีโอ"

ของ "แกรมมี่" แต่ "วิสิฐ" กลับใช้เวลาไม่นานในตำแหน่งนี้

"แกรมมี่" เป็นบริษัทที่เต็มไปด้วย "ครีเอทีฟ"

เหมือนปูนซิเมนต์ไทยที่เต็มไปด้วยวิศวกร

เมื่อมาเจอ "นักการเงิน" ที่เติบใหญ่มาด้วยวัฒนธรรมองค์กร

ที่ใช้การสื่อสารในอีกรูปแบบหนึ่ง
การสื่อสารจึงเป็นพิษ
ในที่สุด "วิสิฐ" ก็ถูกดันขึ้น
"บันไดน้ำแข็ง" ไปดูแลงานระดับสากล

ด้วยเวลาที่สั้นมากในตำแหน่ง "ซีอีโอ"

เหล่า "ครีเอทีฟ" ใน "แกรมมี่"

จึงเรียก "วิสิฐ" ว่า "VISITER"

หรือแขกที่มาเยี่ยมเยียน

"ไพบูลย์" ใช้เวลาเฟ้นหา "ซีอีโอ" คนใหม่

และในที่สุดก็ได้ "อภิรักษ์" จาก "ฟริโตเลย์"
มาแทน

"อภิรักษ์" เป็นคนหนุ่มที่สร้างชื่อ
จากตำแหน่งใหญ่ใน "โค้ก" และ "ฟริโตเลย์"

เป็นนักการตลาดที่ผ่านองค์กรระดับโลกมาแล้ว

สิ่งที่ "ไพบูลย์" ต้องการจาก "อภิรักษ์" มากที่สุด

คือประสบการณ์จากบริษัทยักษ์ใหญ่ของโลก

เพื่อมาจัดระบบให้กับ "แกรมมี่"

เขาเชื่อว่าด้วยความเป็นนักการตลาดด้วยกัน

จะสามารถ "สื่อสาร" กันได้ดี

แต่แล้วความแตกต่างในเรื่อง "วัฒนธรรมองค์กร" ก็เริ่มออกฤทธิ์

หลักการทำงานในช่วง 6 เดือนแรกที่ "ไพบูลย์" บอก "อภิรักษ์"
คือ
1.ให้พยายามไปสังสรรค์กับกลุ่มผู้บริหารของแกรมมี่ให้มากที่สุด

2.ถ้าเรื่องใดความเห็นขัดแย้งกับเขา
ให้เชื่อว่า "อากู๋" ถูกไว้ก่อน

"ไพบูลย์" รู้ดีว่าวัฒนธรรมองค์กรของ "แกรมมี่" มีลักษณะเฉพาะอย่างยิ่ง

ทั้งวิธีคิดและวิธีทำงาน เขาจึงอยากให้ "อภิรักษ์"

ใช้เวลาช่วงแรกๆ เรียนรู้ก่อนที่จะทำงานจริง

วันแรกที่ "อภิรักษ์" เข้ามาเขาก็ต้องแปลกใจ เขาเป็นคนทำงานเช้า

แต่เมื่อเข้าบริษัทกลับไม่พบผู้บริหารของ "แกรมมี่" เลย

เพราะแทบทุกคนเข้าทำงานบ่ายและสมองจะสดใสอย่างยิ่งยามดึก
เชื่อหรือไม่ว่าทีมงานของบริษัทโฆษณาแห่งหนึ่ง
เคยต้องไปประชุมกับผู้บริหาร "แกรมมี่"

ตอนตีสอง หรือครั้งหนึ่ง "
อภิรักษ์"
เรียกประชุมเพื่อทำ "YEAR PLAN"

หรือแผนงานประจำปีของแต่ละบริษัทย่อยในเครือแกรมมี่

แต่ทันทีที่เขาเอ่ยปาก

ผู้บริหารเกือบทุกคนทำหน้างงๆ อะไรคือ "YEAR PLAN" ?

นั่นคือ ความแตกต่างทางวัฒนธรรมองค์กรระหว่าง "คนนอก" กับ "คนใน"

"อภิรักษ์" นั้นมาจากองค์กรที่มีโครงสร้างการบริหารแบบตะวันตก

และเนื่องจากเป็นองค์กรระดับโลกโครงสร้างการบริหาร
จึงให้น้ำหนักและบทบาทกับ"มืออาชีพ" ค่อนข้างสูง

เขาจึงเก่งในเรื่องการจัดการและบริหารอย่างมี "แบบแผน"

กรอบประสบการณ์ที่ยาวนานกว่า 10 ปีของ "อภิรักษ์" ยากจะเปลี่ยน

ยากจะเปลี่ยนเช่นเดียวกับผู้บริหารของแกรมมี่ที่อยู่กับวัฒนธรรมองค์กร

แบบเดิมมานานเกือบ 20 ปี

"แกรมมี่"
เป็นองค์กรธุรกิจบันเทิง
ระบบการบริหารแตกต่างจากองค์กรธุรกิจทั่วไป


"ไพบูลย์" ผสมผสานการบริหารระหว่าง "มืออาชีพ" กับ "เถ้าแก่"

คล้ายกับที่ "ทักษิณ ชินวัตร" เคยใช้กับ "ชินคอร์ป"

ในช่วงที่ยังใช้ชื่อว่า "ชินวัตรคอมพิวเตอร์" "ทักษิณ"

บอกว่าเขาบริหารงานกึ่ง "เถ้าแก่" กึ่ง "มืออาชีพ" ทำงานแบบ "มืออาชีพ"

แต่ตัดสินใจแบบ "เถ้าแก่" ไม่ต้องเรียกประชุมมาก เคาะเลย

วัฒนธรรมองค์กรนี้อาจจะแปลกและแตกต่างยิ่งในสายตาของนักบริหารมืออาชีพ

แต่ต้องไม่ลืมว่าด้วยวัฒนธรรมองค์กรแบบนี้ทำให้ "แกรมมี่"

เติบโตอย่างยิ่งใหญ่ในช่วงเวลา 19 ปีที่ผ่านมา

แสดงว่าต้องมีอะไรบางอย่างดีอยู่ไม่น้อย

องค์กรจึงเติบใหญ่ได้ขนาดนั้น สิ่งที่ "
อภิรักษ์" โดดเด่นมากในช่วงที่อยู่แกรมมี่
คือ เขาเป็นคนที่นักข่าวสายเศรษฐกิจให้การยอมรับสูงมาก

การสื่อสารต่อสาธารณชน "
อภิรักษ์" ทำได้ดี ภาพลักษณ์ของ "แกรมมี่"
ผ่านทาง "
อภิรักษ์" จึงดีมาก และดีอย่างยิ่ง
แต่ในการบริหารภายในแม้เขาจะรวบรวมความยุ่งเหยิงให้เป็นระบบ
แต่ความไม่คุ้นกับสินค้าที่เป็นสินค้ารสนิยม

และวัฒนธรรมองค์กรที่มีลักษณะเฉพาะ
ทำให้เขาอึดอัด


ถามว่า "
ไพบูลย์" อึดอัดไหม ?
ตอบว่า "อึดอัด" ไม่แพ้กัน

เพราะ "อากู๋" ต้องการ "รายได้" มากกว่า "ภาพพจน์"

ยิ่ง "
ไพบูลย์" แสดงท่าทีอึดอัด
"
อภิรักษ์" ก็ยิ่งทำงานยากขึ้น และเมื่อเกิดสถานการณ์สู้รบในกรณี
"ลิขสิทธิ์คาราโอเกะ" ความแตกต่างระหว่าง

แนวคิดของ "เถ้าแก่ "กับ "มืออาชีพ"ก็ยิ่งชัดเจนขึ้น

ทั้งคู่รู้กันดีว่าถึงเวลาที่ต้องอำลาจากกันมาตั้งแต่ 6 เดือนก่อน

ดังนั้น เมื่อ "
อภิรักษ์" ได้โอกาสเพราะทีเอออเร้นจ์มาติดต่อให้รับตำแหน่งใหญ่
เป็นองค์กรตามแนวถนัดของ "
อภิรักษ์" เขาจึงตัดสินใจโบกมือลา
"อากู๋" ก็กล่าวคำอวยพร






Feb 1, 2008

"ดี้"ซึ้งใจ"พี่เต๋อ"พลิกชีวิต


โลดแล่นในวงการเพลงมากว่า 25 ปี ส่งให้ "ดี้-นิติพงษ์ ห่อนาค" ครองตำแหน่ง
"เจ้าพ่อเพลงรัก" จนถึงทุกวันนี้ งานนี้รายการ "เรื่องของเรื่อง"
เลยคว้าตัวมา
พูดคุยแบบเจาะลึก ซึ่งดี้เล่าว่า"ผมเติบโตมาท่ามกลางครอบครัวที่รักดนตรี
เลยผูกพันกับเสียงเพลงมาตั้งแต่เด็ก
โตมาซักหน่อยก็เริ่มเล่นกีต้าร์แล้ว

จนเริ่มลองแต่งเพลงเอง แต่ก็ไม่เคยคิดที่จะเป็นนักแต่งเพลงมืออาชีพ
เพราะสมัยนั้นยังไม่มีใครรู้จักหรืออยากทำงานทางด้านนี้


จนเริ่มได้มารู้จักกับ พี่เต๋อ-เรวัต
ประกอบกับพี่เขาก็ชื่นชมความสามารถของเรา
เลยได้มีโอกาสร่วมงานกันหลายครั้ง
จนมาวันนึงพี่เขาก็ลองให้เราแต่งเพลง

ประกอบภาพยนตร์
เรื่องวัยระเริง
ซึ่งเป็นการรับเขียนเพลงให้คนอื่นเป็นครั้งแรกแล้วได้ตังค์

และในที่สุดก็มีโอกาสได้ร่วมงานกับพี่เต๋อ
เข้าทำงานเป็นนักเพลงมืออาชีพที่ได้รับ
ค่าจ้างเป็นรายเดือนคนแรกของแกรมมี่เลยก็ว่าได้
และทำให้เรากลายเป็นดี้-นิติพงษ์นักแต่งเพลงที่ทุกคน
รู้จักในวันนี้ครับ" ดี้กล่าว
แหล่งข่าว



( 05-06-2007 ) 16:56:48

"แท่ง"อ้อน"พี่ดี้"แต่งเพลงจีบสาวให้
นสพ. แนวหน้า
18/5/2007
แต่งเพลงจนโดนใจคนอินเลิฟยันคนอกหัก ส่งให้ "ดี้-นิติพงษ์ ห่อนาค"
ขึ้นแท่นเจ้าพ่อเพลงรักอมตะจนครองใจคนฟังมากว่า 25 ปี
พอมาเยือนรายการ "3 หนุ่ม 3 มุม วาไรตี้"
งานนี้ แท่ง-ศักดิ์สิทธิ์ เลยกระแซะขอเคล็ดลับวิชาแต่งเพลงจากพี่ดี้
ว่ามีแรงบันดาลใจอะไร โดยพี่ดี้เผยว่า
"
แรงบันดาลใจที่ทำให้พี่มาเป็นนักแต่งเพลง
ก็เพราะเป็นคนรักเสียงดนตรีมาตั้งแต่สมัยเรียน
ไปเที่ยวที่ไหนก็ต้องหอบกีต้าร์ไปร้องเพลงเฮฮากับแก๊งค์เพื่อนตลอด
จนมีวันนึงนึกสนุกอยากร้องเพลงที่ไม่เหมือนใคร
เลยลองร้องเพลงแซวเพื่อนจนออกมาเป็นเพลง "เข้าใจ"
เพลงแรกที่แต่งและยังคงติดหูคนฟังมาจนทุกวันนี้
เคล็ดลับก็ไม่มีอะไรมาก แค่เราตีโจทย์ทำนองเพลงให้ออก
ถึงวันนี้จะแต่งเพลงมา 25 ปีแล้ว แต่พี่ก็ไม่เบื่อเลยนะ
จะพยายามค้นหาสิ่งใหม่ๆ ให้ตัวเองอยู่เสมอ
ก็เลยมีเพลงใหม่ๆ ออกมาโดนใจแฟนๆ ทุกครั้ง
"
พี่ดี้กล่าว