Custom Search

Dec 31, 2014

New Year Card 2015 from His Majesty the King



พระราชดำรัสพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
พระราชทานแก่ประชาชนชาวไทย
ในโอกาสขึ้นปีใหม่ พุทธศักราช ๒๕๕๘
วันพุธ ที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๕๗
(ฉบับไม่เป็นทางการ)



ประชาชนชาวไทยทั้งหลาย
บัดนี้ถึงวาระจะขึ้นปีใหม่ ข้าพเจ้าขอส่งความปรารถนาดี
มาอวยพรแก่ท่านทุก ๆ คน ให้มีความสุข ความเจริญ
ซึ่งเป็นสิ่งที่ทุกคนปรารภปรารถนา.
ในปีใหม่นี้ ขอให้ประชาชนชาวไทย ตั้งใจให้เที่ยงตรงแน่วแน่
ไม่ว่าจะทำการสิ่งใด ให้คิดให้ดี ให้รอบคอบและรอบด้าน
เพื่อให้การกระทำนั้น บังเกิดผลเป็นความสุขความเจริญ
ที่แท้จริงและยั่งยืน ทั้งแก่ตนเองและประเทศชาติ.
ขออานุภาพแห่งคุณพระรัตนตรัย และสิ่งศักดิ์สิทธิ์
จงคุ้มครองรักษาท่านทุกคน ให้มีความสุขสวัสดี
พร้อมด้วยพรอันเป็นมงคลทุกประการ.


Dec 29, 2014

เกียรติศักดิ์ – อัสราภา เสนาเมือง รักแท้แค่เข้าใจ

 http://women.kapook.com/view18092.html
22 ตุลาคม 2553

รักแท้...แค่เข้าใจ อัสราภา-ร.ต.ท.เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง (Woman’s story)

          ฉบับนี้ Woman’s story มีโอกาสได้เข้าไปเจาะลึกถึงเรื่องราวความรักของนักเตะตำนานหมายเลข 13 ขวัญใจชาวไทยอย่าง ซิโก้-เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง พร้อมกับเปิดตัวภรรยาสาวสวย คุณเปิ้ล-อัสราภา เสนาเมือง ผู้ซึ่งคอยอยู่เคียงบ่าเคียงไหล่กันเสมอมา เรื่องราวของรักแท้ครั้งนี้จะมีความเป็นมาอย่างไรนั้น เราไปติดตามพร้อม ๆ กันเลยค่ะ...

ย้อนวันวานเรื่องราวความรักครั้งนี้เป็นมาอย่างไรคะ

          คุณซิโก้ : ตอนนั้นผมก็เล่นฟุตบอล แล้วเปิ้ลเขาทำงานในสมาคมกรีฑา

          คุณเปิ้ล : พอดีเจ้านายเขามีบริษัทที่ทำเว็บไซต์เกี่ยวกับกีฬา แล้วเปิ้ลก็ต้องเข้ามาทำตรงนี้ ซึ่งเจ้านายก็อยากให้ทำเว็บไซต์ที่เป็นประวัติของซิโก้...ก็เลยมีโอกาสได้ รู้จักกันตอนนั้น เปิ้ลก็ต้องมีหน้าที่ไปตามขอข้อมูลของพี่โก้น่ะค่ะ (ยิ้ม)

          คุณซิโก้ : ตอนนั้นเปิ้ลก็ยังไม่รู้จักผมหรอก ไม่รู้ว่าผมเป็นใคร ผมเองก็คิดว่าเขาก็เป็นนักข่าวที่มาขอสัมภาษณ์ประมาณนั้น แล้ววันแรกที่ได้เจอกันก็เป็นวันงานเลี้ยงนักกีฬา ที่ทำเนียบรัฐบาลครับ ตอนนั้นก็ได้คุยกัน แต่ผมเองก็ยังไม่ได้คิดอะไร แต่รู้สึกว่าจะตามอะไรนักหนา (หัวเราะ)

          คุณเปิ้ล : คือตอนแรกเปิ้ลก็จะตามหาตัวก่อนว่าคนไหนคือซิโก้ แล้วก็ต้องตามข้อมูลเขา เพื่อที่จะเอามาทำเว็บไซต์ ซึ่งต้องเป็นข้อมูลที่เจาะลึก ก็เลยต้องตามตื้อนิดนึง (ยิ้ม) ตามอยู่เป็นเดือน ๆ เลยค่ะ (ยิ้ม) ด้วยเหตุนี้มันกลายเป็นว่าเราต้องคุยกันทุกวันเลย

ครั้งแรกที่เจอกันความรู้สึกเป็นอย่างไรบ้างคะ

          คุณเปิ้ล :  ตอนแรกแค่รู้จักว่าเค้าคือ ซิโก้- เกียรติศักดิ์ เท่านั้นเอง เพราะวันที่เจอกันครั้งแรก คนเยอะมาก มีนักกีฬาทุกประเภทเลย เปิ้ลก็คิดว่าวันนี้จะได้เจอเขา ก็จะได้นัดขอข้อมูลมาทำงาน ไม่ได้คิดมากไปกว่านั้น ก็เข้าไปที่สมาคมฟุตบอล ไปหาตัวเขา หาอยู่นานก็ไม่เจอ คือเปิ้ลก็จินตนาการไปว่าซิโก้ต้องสูง แล้ววันนั้นเขายืนอยู่ข้าง ๆ ปีเตอร์ วิท เราก็เลยมองข้ามไปเลย อืม...แล้วก็ไปบอกคนที่ทำงานด้วยกันว่าวันนี้ซิโก้ไม่มา เพื่อนก็บอกว่าเป็นไปไม่ได้หรอก เพราะฟุตบอลได้เหรียญซิโก้ต้องมา ก็เลยพากันไปดูหมดเลย แล้วเพื่อนก็บอกว่า ซิโก้ยืนอยู่ข้างปีเตอร์ วิทไง เปิ้ลก็มองแล้วก็คิดในใจว่าจะเล่นฟุตบอลได้เหรอ ตัวเล็กจัง (หัวเราะ)

          คุณซิโก้ : (ยิ้ม)

หลังจากวันนั้นความสัมพันธ์มีการพัฒนาไปอย่างไรบ้างคะ

          คุณเปิ้ล : ก็เป็นเพื่อนกันค่ะ

          คุณซิโก้ : ครับ ส่วนใหญ่ก็จะคุยกันเรื่องงาน เรื่องข้อมูลที่จะเอาไปทำเว็บไซต์ ผมก็ให้ความร่วมมือเขาในการทำงาน ก็ทำให้เราได้คุยกัน เจอกันมากขึ้นเรื่อย ๆ แต่ก็เป็นเหมือนเพื่อนกันซะมากกว่าครับ เพราะผมก็โฟกัสเฉพาะเรื่องฟุตบอล ก็ไม่ได้มีเวลาที่จะไปเที่ยว ดูหนัง ฟังเพลงอะไร จะมีบ้างก็ไปทานข้าวกัน (ยิ้ม)

          คุณเปิ้ล : แต่ก็น้อยมากค่ะ ไม่ค่อยมีโอกาสแบบนั้นเท่าไหร่ ส่วนใหญ่คุยกันเรื่องงานเลย

          คุณซิโก้ : เหมือนเป็นเพื่อนร่วมงานกันมากกว่าครับ (ยิ้ม)



แล้วความรักเริ่มมางอกเงยขึ้นตอนไหนคะ

          คุณซิโก้ : ตอนนั้นผมจะไปอังกฤษ ไปเล่นอาชีพที่นั่น ก็เลยปรึกษาเรื่องข้อมูลการไปอยู่ต่างประเทศจากเปิ้ล เพราะเขาเคยไปอยู่ต่างประเทศ พูดภาษาอังกฤษได้ แล้วผมเองก็คิดว่าถ้าเราไปคนเดียวคงลำบาก น่าจะมีล่ามไปด้วย แล้วตอนนั้นเราก็สนิทกันแล้ว ก็เลยชวนเปิ้ลไปช่วยเป็นล่ามให้หน่อย ให้เขาไปส่งที่อังกฤษ เขาก็โอเค ก็เลยโทรไปขอกับคุณพ่อคุณแม่เขา

          คุณเปิ้ล : คือตอนนั้นเปิ้ลเป็นไกด์อยู่ด้วย ไปแถบยุโรปบ่อยอยู่แล้ว พอเขาชวนให้ไปส่ง เราก็เลยตกลงไป ก็คิดแค่ว่าไปส่งเขาเสร็จก็กลับ เพราะเราก็มีงานที่ต้องทำอยู่

          คุณซิโก้ : แต่มันไม่เป็นอย่างที่คิดครับ เพราะพอไปถึงมันก็เจอปัญหาหลายอย่าง ซึ่งทำให้เปิ้ลมีความจำเป็นที่ต้องอยู่ช่วยต่อไปเรื่อย ๆ ก่อน

          คุณเปิ้ล : สรุปก็คือ เปิ้ลต้องคอยดูแลในเรื่องต่าง ๆ ของเขา เหมือนเป็นผู้จัดการประมาณนั้น เพราะที่โน่นขึ้นชื่อว่าเป็นนักเตะ ก็คือมีหน้าที่เล่นฟุตบอลอย่างเดียวเลย

          คุณซิโก้ : เราใช้เวลาร่วมทุกข์ร่วมสุขกันตรงนั้นประมาณปีนึงได้ พอกลับมาเมืองไทย ก็เลยมาคิด ๆ ดูว่าเปิ้ลเขาเป็นคนเดียวที่คอยอยู่กับเรา ในเวลาที่เราไม่มีใครนะ เพราะที่ผ่านมาก็เจอผู้หญิงมาเยอะนะ (ยิ้ม) แต่เวลาที่เราลำบาก คนที่อยู่ข้าง ๆ เราคือเปิ้ลคนเดียว ก็เริ่มมีความรู้สึกดี ๆ มากขึ้น แล้วก็มาคิด ๆ ดู เราก็อายุมากขึ้น ถ้าจะคบใครแบบเปิดเผยก็คงไม่ผิด แล้วจากที่เราได้ไปร่วมลำบาก เจอกับเหตุการณ์ต่าง ๆ มาด้วยกัน ก็เลยรู้สึกว่านั่นคือชีวิตจริง

          คุณเปิ้ล : คือมันสนิทสนมกันมากขึ้นทุกวัน ความผูกพันมันก็เพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ความรู้สึกมันก็เพิ่มขึ้นไปเองค่ะ (ยิ้ม) จริง ๆ มันก็คงเริ่มตั้งแต่ตอนไปอังกฤษนั่นแหละ คือตอนที่จะไปมีคนมาส่งซิโก้เยอะมาก เป็นร้อยคนได้ แต่พอไปอยู่ที่โน่นมันคนละเรื่องไงคะ เรามีกันอยู่แค่นี้ที่ต้องคอยช่วยเหลือดูแลกัน มันก็เลยผูกพัน (ยิ้ม)

แล้วอะไรที่ทำให้คิดว่าคนนี้แหละคือคนที่ใช่ของกันและกัน

          คุณซิโก้ : คือผมเองก็คิดดูแล้วว่า ถ้าเราจะคบใครสักคน แล้วจะมาเป็นแม่ของลูก เราก็ต้องดูว่าเขามีอะไรบ้าง การศึกษา ความมีระเบียบวินัย ก็ยอมรับว่ามองหลาย ๆ อย่าง แล้วตอนที่ไปอยู่อังกฤษเราก็ได้เห็นการใช้ชีวิตของกันและกัน แล้วเปิ้ลเค้าเป็นคนที่ลุย ถึงไหนถึงกัน สีทนได้ (หัวเราะ) ก็เลยคิดว่าเขาเป็นคนที่โอเคในทุก ๆ ด้าน เพราะจริง ๆ แล้วเปิ้ลก็มีหน้าที่ที่ดีต้องทำ แต่ทำไมเขาต้องมาใช้ชีวิตร่วมกับเรา ซึ่งถ้าเขาไม่มาทำกับเราตรงนี้ อนาคตเขาอาจจะดีกว่านี้ด้วยซ้ำไป ก็เลยคิดว่าเขาน่าจะเป็นคนที่ใช้ชีวิตร่วมกับเราได้ แล้วถ้าเราคิดจะมีชีวิตคู่ก็น่าจะเป็นเขานี่แหละที่เราจะพิจารณา ก็ดูใจกันมาเรื่อย ๆ ครับ

          คุณเปิ้ล : สำหรับเปิ้ล พี่โก้เขาธรรมดาค่ะ พอเราได้อยู่ด้วยกัน มันสนิทกัน ทำให้เรารู้ว่าเขาเป็นคนธรรมดา เรียบง่าย แล้วเวลาที่เราได้อยู่ร่วมกัน มันจะไม่ใช่แค่เราสองคน แล้วเราก็ได้เห็นการปฏิบัติของเขากับคนอื่น ซึ่งเขาทำกับทุกคนเหมือนกัน เขาเป็นคนที่คอยห่วงคนอื่นก่อนเสมอ เขาห่วงคนรอบข้างทุกคน แล้วเขาเป็นผู้ชายที่ไม่นินทาใครเลย ไม่เคยว่าให้ใครลับหลัง เขาเป็นคนดีอ่ะค่ะ เราก็เลยรู้สึกว่าดีจังเลย (ยิ้ม) ที่สำคัญอีกอย่างคือ พี่โก้เป็นคนรักครอบครัวมาก เขาจะดูแลครอบครัวเขาดีมาก ดูแลตั้งแต่พ่อ แม่ พี่สาว พี่เขย ทุกคนในครอบครัวเขาดูแลหมดเลย เราก็เลยคิดว่าในเมื่อเขาเป็นคนที่รักครอบครัว แล้วถ้าเรามีครอบครัวกับเขา เขาก็คงจะดูแล เป็นผู้นำที่ดี สร้างครอบครัวที่ดีด้วยกันได้ (ยิ้ม)

Suzuki Cup 2014 Champion


Dec 26, 2014

Merry Christmas & Happy New Year

By

Mor Thiwawat Pattaragulwanit

Dec 4, 2014

๕ ธันวาคม ๒๕๕๗





ที่มา http://www.thairath.co.th/content/467402

"บารัค โอบามา" ส่งสาส์นถวายพระพรในหลวง เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา 87 พรรษา ย้ำสัมพันธ์แน่นแฟ้นไทย-อเมริกา ยาวนานกว่า 180 ปี ยึดมั่นมิตรภาพอันยืนยงกับชาวไทย...
เมื่อวันที่ 5 ธ.ค. เฟซบุ๊กของสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย ได้เผยแพร่คำถวายพระพรของนายบารัค โอบามา ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาครบรอบ 87 พรรษาของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช วันที่ 5 ธันวาคม 2557 มีใจความว่า ขอเดชะฝ่าละอองธุลีพระบาทปกเกล้าปกกระหม่อม ข้าพระพุทธเจ้า นายบารัค โอบามา ประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกา พร้อมด้วยประชาชนชาวอเมริกัน ขอพระราชทานพระบรมราชวโรกาสถวายพระพรชัยมงคลเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาของใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท วันที่ 5 ธันวาคมนี้

สหรัฐอเมริกาและประเทศไทยมีความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นและเกื้อกูลต่อกันมายาวนานกว่า 180 ปี ทั้งสองประเทศร่วมมือกันอย่างมุ่งมั่นในหลากหลายประเด็น ไม่เพียงเพื่อประโยชน์ร่วมกันของทั้งสองประเทศเท่านั้น แต่ยังช่วยส่งเสริมสันติภาพและความเจริญรุ่งเรืองของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก โดยรวมอีกด้วย ประชาชนชาวอเมริกันต่างยึดมั่นในความร่วมมือและมิตรภาพอันยืนยงกับประชาชนชาวไทย ข้าพระพุทธเจ้าหวังเป็นอย่างยิ่งว่า สหรัฐอเมริกาและไทยจะธำรงมิตรภาพนี้สืบต่อไป บนรากฐานอันมั่นคงแห่งประวัติศาสตร์ที่ผูกพันกันของทั้งสองประเทศ

Nov 11, 2014

วิถีแห่งอำนาจ สุมาอี้


http://teetwo.blogspot.com/2012/05/blog-post_06.html

เรื่องย่อ 
หนังสือ “วิถีแห่งอำนาจ สุมาอี้” ของ “เสถียร จันทิมาธร”
อธิบายให้เห็นบทบาทของ “สุมาอี้” ใน “สามก๊ก”
โดยอธิบายว่าให้เห็นว่า เหตุใด “คนเก่ง”
อย่างสุมาอี้จึงเลือกที่อยู่ข้าง “โจโฉ” สมุหนายกที่มีจิตใจโหดเหี้ยม
ตรงข้ามกับขงเบ้งที่อยู่ฝ่ายเล่าปี่ จนทำให้ “สุมาอี้” เป็นฝ่าย “ผู้ร้าย”
ในสายตาของนักอ่านวรรณคดีและพงศาวดาร
ทว่าตลอดเวลาของการหักเหลี่ยมระหว่าง “สุมาอี้” กับ “ขงเบ้ง”
กลับเห็นได้ชัดว่า “สุมาอี้” เป็นสุภาพบุรุษนักรบ
เป็นกุนซือที่ซื่อสัตย์ต่อเจ้านาย จนกระทั่งเมื่อถึงยุคสิ้นสุดของสามก๊ก
บทสรุปในชีวิตของเขาประสบความสำเร็จยิ่งกว่าขงเบ้ง
หนังสือเล่มนี้ จึงเผยให้เห็นความสุขุมนุ่มลึกของชายคนหนึ่งซึ่งเป็นบุรุษ
ผู้อยู่เบื้องหลังการกำชัยชนะ แม้จะเคยพลาดท่าให้แก่ข้าศึกมาบ้าง
แต่เมื่อประมวลความสำเร็จทั้งชีวิต นายทหารอย่าง “สุมาอี้”
กลับพบความสำเร็จที่ “เหนือกว่า”


ชื่อหนังสือ : วิถีแห่งอำนาจ สุมาอี้ 

ชื่อผู้แต่ง : เสถียร จันทิมาธร

ชื่อผู้แปล :

ราคา : 240 บาท

Oct 16, 2014

คำคม+วลี จาก อัจฉริยะรอบโลก

ที่มา  http://whitebears.exteen.com/20090503/entry


http://teetwo.blogspot.com/2008/01/blog-post_12.html

He who would learn to fly one day must first learn to stand and walk and run and climb and dance;
 one cannot fly into flying.
 : Fredrich Wilhelm Nietzche

 ผู้ใดอยากจะบินได้ ต้องเริ่มเรียนรู้ที่จะยืน เดิน วิ่ง ปีน และเต้นรำก่อน เพราะไม่มีใครสามารถบินได้ในทันที
 : ฟรีดริช วิลเฮล์ม นิทเช่



 The weak can never forgive. Forgiveness is the attribute of the the strong.
 : Mahatma Gandhi

 ผู้ที่อ่อนแอไม่เคยรู้จักให้อภัย การให้อภัยเป็นคุณลักษณะของผู้เข้มแข็ง
 : มหาตมะ คานธี



 What is not started today is never finished tomorrow.
 : Johann Wolfgang von Goethe

 ไม่เริ่มต้นในวันนี้ จะไม่มีทางสำเร็จในวันพรุ่ง
 :โยฮันน์ วูล์ฟกัง ฟอน เกอเต้



 All that we are is rusult of what we have thought. The mind is everything. What we think we become.
 : Buddha

 สิ่งที่เราเป็นคือผลพวงจากความคิดเราเอง ทุกอย่างอยู่ที่ใจ เราก็เป็นไปตามที่ใจเราคิด
 : พระพุทธเจ้า



 Every child is an artist. The problem is how to remain an artist once we grow up.
 : Pablo Picasso

 เด็กทุกคนล้วนเป็นศิลปิน ปัญหาคือทำอย่างไรให้ความเป็นศิลปินนั้นยังคงอยู่เมื่อเขาเติบใหญ่
 : พาโบล ปิกัสโซ



 Genius without education is like silver in the mine.
 : Benjamin Franklin

 อัจฉริยะที่ปราศจากการศึกษา ไม่ต่างอะไรกับแร่เงินที่อยู่ในเหมือง
 : เบนจามิน แฟรงคลิน



 Genius is one percent inspiration and ninety-nine percent perspiration.
 : Thomas Alva Edisons

 การเป็นอัจฉริยะ ประกอบด้วยแรงบันดาลใจ 1% และหยาดเหงื่ออีก 99%
 : โทมัส อัลวา เอดิสัน



 The man of genius inspires us with a boundless confidence in our own powers.
 : Ralph Waldo Emerson

 อัจฉริยะบุคคล เป็นแรงบันดาลใจให้พวกเรามีความเชื่อมั่นอย่างไร้ขอบเขต ในพลังของตัวเราเอง
 :ราล์ฟ วัลดา เอเมอร์สัน



 If you can't explain it simply, you don't understand it well enough.
 : Albert Einstein

 ถ้าคุณไม่สามารถอธิบายสิ่งใดให้ผู้อื่นเข้าใจได้โดยง่าย นั่นหมายความว่าตัวคุณเองยังไม่เข้าใจมันดีพอ
 : อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์



 You cannot teach a man anything; you can only help him find it wihtin him self.
 : Galileo Galilei

 เราไม่สามารถสอนอะไรใครได้เลย เราเพียวช่วยให้เขาค้นพบสิ่งที่อยู่ในตัวเขาเท่านั้น
 : กาลิเลโอ กาลิเลอี



 If I had eight hours to chop down a tree, I'd spend six hours sharpening my ax.
 : Adraham Lincoln

 ถ้าข้าพเจ้ามีเวลาแปดชั่วโมงในการตัดต้นไม้ ข้าพเจ้าจะใช้เวลาหกชั่วโมงในการลับขวานให้คม
 : อับราฮัม ลินคอล์น



 Even if L knew that tomorrow the world would go to pieces, I would still plant my apple tree.
 : Martin Luther

 หากแม้ข้าพเจ้ารู้ว่าพรุ่งนี้โลกจักถึงกาลแตกสลาย ข้าพเจ้าก็จะยังปลูกต้นแอปเปิ้ลต่อไปอยู่ดี
 : มาร์ติน ลูเธอร์



 Expectation is the root of all heartache.
 : William Shakespeare

 การคาดหวัง คือต้นตอของหัวใจสลาย
 : วิลเลีียม เชกสเปียร์



 Reasoning draws a conclusion, but does not make the conclusion certain, unless the mind discovers    
 it  by the path of experience.
 : Roger Bacon

 เเม้การใช้เหตุผลจะนำไปสู่บทสรุปได้ แต่ก็มิได้ทำให้บทสรุปนั้นเป็นจริงเสมอไป หากปราศจากจิตใจที่ค้นพบ
 ด้วยประสบการณ์
 : โรเจอร์ เบคอน



 Success is a lousy teacher. I seduces smart people into thinking they can't lose.
 : Bill Gates

 ความสำเร็จคือครูที่ต่ำช้า เพราะมันล่อลวงคนฉลาดให้คิดว่าพวกเขาไม่มีวันล้มเหลว
 : บิลล์ เกส์



 For the things we have to learn before we can do them, we learn by doing them.
 : Aristotle

 สิ่งใดที่เราจำต้องเรียนรู้ก่อนที่จะทำเป็น เราเรียนรู้ได้ด้วยการลงมือทำ
 : อริสโตเติล



 The superior man is modest in his speech but exceeds in his actions.
 : Kongzi

 บุรุษเหนือบุรุษย่อมถ่อมตนในวาจา แต่ล้ำหน้าในการกระทำ
 : ขงจื้อ



 Men often bear little grievances with less courage than they do large misfortunes.
 : Aesop

 มนุษย์เรามักกล้าในอันที่จะอดทนต่อเรื่องจุกจิก น้อยกว่า อดทนต่อคราวเคราะห์ที่หนักหนาจริงๆ
 : อีสป



 Innovation distinguishes between a leader and a follower.
 : Steve Jobs

 นวัตกรรม แบ่งแยกผู่นำออกจากผู้ตาม
 : สตีฟ จอบส์



 Neither a lofty degree of intelligence nor imagination nor both together go to the making of genius.
 Love, love, love, that is the soul of genius.
 : Wolfgang Amadeus Mozart

 ผู้ใดฉลาดล้ำ หรือจินตนาการเลิศ แม้เพียบพร้อมทั้งสองประการเพียงใด ก็หาได้เป็นอัจฉริยะไม่
 จิตวิญญาณของอัจฉริยะนั้นคือความรัก ความรัก และความรักต่างหาก
 : โวล์ฟกัง อมาเดอุส โมสาร์ท



 The person born with a talent they are meant to use will find their greatest happiness in using it.
 : Johann Wolfgang von Goethe

 บุคคลผู้เกิดมาพร้อมพรสวรรค์ที่ตนหมายมั่น ย่อมได้พบความสุขอันยิ่งใหญ่ที่ได้ใช้พรสวรรค์นั้น
 : โยฮันน์ วูล์ฟกัง ฟอน เกอเต้



 A lie can run around the world before the truth can get it's boots on.
 : James Watt

 เรื่องโกหกสามารถวิ่งรอบโลกได้ก่อนที่ความจริงจะทันคว้ารองเท้ามาใส่เสียอีก
 : เจมส์ วัตต์



 Common sense is genius dressed in its working clothes.
 : Ralph Waldo Emerson

  สามัญสำนึก คือ อัจฉริยะที่สวมชุดทำงาน
 : ราล์ฟ วัลโด อีเมอร์สัน



 Work saves us from three great evils; boredom, vice and need.
 : Voltaire

 การทำงานช่วยปกป้องเราจากจอมปีศาจร้ายทั้งสาม ความน่าเบื่อ ความชั่วร้าย และความขัดสน
 : วอลแตร์



  There's nothing remarkable about it. All one has to do is hit the right keys at the right time and the 
 instrument plays itself.
 : Johann Sebastian Bach

 ไม่มีอะไรมากหรอก เพียงเคาะให้ถูกคีย์ ถูกเวลา เครื่องดนตรีก็จะบรรเลงของมันเอง
 : โจฮันน์ เซบาสเตียน บาค



 A man may imagine things that are false, but he can only understand things that are true, for if the 
 things be false, the apprehension of them is not understanding.
 : Sir lsaac Newton

 คนเราอาจจินตนาการอะไรผิดๆได้มากมาย แต่ความเข้าใจจะเกิดกับสิ่งที่เป็นจริงเท่านั้น เพราะถ้าสิ่งนั้นเป็นสิ่ง
 ไม่จริง เราก็ไม่สามารถเข้าใจมันได้อยู่แล้ว
 : เซอร์ไอแซก นิวตัน



 I cannot afford to waste my time making money.
 : Louis Agassiz

 ผมไม่มีเวลามากพอที่จะมามัวแต่หาเงินอยู่หรอกนะ
 : หลุยส์ อะกาสซิส



 If we all worked on the assumption that what is accepted as true is really true, there would be little
 hope of advance.
 : Orville Wright

 หากเราทำการใดด้วยสมมุติฐานว่า 'เมื่อยอมรับว่าสิ่งใดเป็นจริงแล้ว สิ่งนั้นก็เป็นจริงตามนั้น' 
 ความหวังที่จะก้าวหน้าได้ คงมีเพียงน้อยนิด
 : ออร์วิลล์ ไรต์



 The Earth is the cradle of the mind -- but one cannot eternally live in a cradle.
 : Konstantin Tsiolkovsky

 โลกเรานี้คือเปลแห่งจิต ทว่าไม่มีใครอยู่ในเปลได้ตลอดไปหรอก
 : คอนสแตนติน ไซออลคอฟสกี



 What makes old age hard to bear is not the failing of one's faculties, mental and physical, but the
 burden of one's memories.
 : William Somerset Maugham

 ความชรานั้นยากจะทานทน ไม่ใช่เพราะสังขารและสัมปชัญญะที่เริ่มเสื่อยถอย หากเพราะความทรงจำที่แบกรับมา
 : วิลเลียม ซอมอร์เซต มอห์ม



 Life is pretty simple: You do some stuff. Most fails. Some works. You do more of what works.
 If it works big, others quickly copy it. Then you do something else. The trick is the doing something else.
 : Leonardo da Vinci

 ชีวิตเป็นแค่เรื่องง่ายๆ คุณทำอะไรหลายอย่างขึ้นมา หลายอย่างล้มเหลว บางอย่างสำเร็จ อะไรที่สำเร็จ 
 คุณก็ทำมันมากขึ้น และถ้ามันประสบผลสำเร็จยิ่งใหญ่ ใครๆก็จะแห่ลอกเลียน จากนั้นคุณก็ทำอย่างอื่นอีก
 เคล็ดลับก็คือ ทำอย่างอื่นอีก
 : ลีโอนาร์โด ดาวินซี



 The act of birth is the firstexperience of anxiety, and thus the source and prototype of the affect of
 anxiety.
 : Sigmund Freud

 การเกิดเป็นประสบการณ์ความวิตกกังวลครั้งแรก อันเป็นที่มาและต้นแบบของความวิตกกังวลที่จะมีครั้งต่อไป
 : ซิกมุนด์ ฟรอยด์



 The science of today is the technology of tomorrow.
 : Edward Teller

 สิ่งที่เป็นวิทยาศาสตร์ในวันนี้ จะเป็นวิทยาการในวันพรุ่ง
 : เอ็ดเวิร์ด เทลเลอร์



 We keep moving forward, opening new doors, and doing new things, because we're curious and
 curiosity keeps leading us down new paths.
 : Walt Disney

 เราก้าวเดินไปข้างหน้า เปิดประตูบานใหม่ๆ และทำในสิ่งใหม่ๆ เพราะคนเป็นสิ่งมีชีวิตที่อยากรู้อยากเห็น
 และเจ้าความอยากรู้อยากเห็นนี่เองที่นำพาเราไปสู่หนทางใหม่ๆ
 : วอลท์ ดิสนีย์



 Nothing in life is to be feared. It is only to be understood.
 : Marie Curie

 ไม่มีอะไรในชีวิตที่จะต้องกลัว ขอแค่เราเข้าใจ
 : มารี คูรี



 Knowledge itself is power.
 : Sir Francis Bacon

 ความรู้คือพลัง
 : เซอร์ ฟรานซิส เบคอน



 We cannot possible let ourselves get frozen into regarding everyone we do not know as an adsolute
 stranger.
 : Albert Schweitzer

 เราไม่อาจปล่อยให้ตัวเองเป็นคนเย็นชา จนถือว่าคนที่เราไม่รู้จักเป็นคนแปลกหน้าไปเสียทั้งหมดทีเดียวหรอก
 : อัลเบิร์ต ชไวท์เซอร์



 I am always doing things I can't do, that's how I get to do them.
 : Pablo Picasso

 ผมมักจะทำในสิ่งที่ผมทำไม่ได้ และนั่นแหละทำให้ผมทำในสิ่งนั้นได้
 : พาโบล ปีกัสโซ



 Man can climb to the hightest summits, but he cannot dwell there long.
 : George Bernard Shaw

 บุรุษอาจขึ้นถึงจุดสูงสุดได้ แต่ก็มิอาจยืนหยัดอยู่ ณ ที่นั้นได้นานนักหรอก
 : จอร์จ เบอร์นาร์ด ชอว์



 Even the knowledge of my own fallibility cannot keep me from making mistakes. Only when I fall do I
 get up again.
 : Vincent Willem van Gogh

 แม้ผมจะรู้ดีว่าตัวเองมีแนวโน้มที่จะทำอะไรผิดพลาด แต่ผมก็ยังทำอยู่ดี สำคัญที่เมื่อล้มลง ผมลุกขึ้นได้ใหม่อีกครั้ง
 : วินเซนต์ วิลเลม แวนโก๊ะ



 What man's mind can create, man's character can control.
 : Thomas Alva Edison

 ไม่ว่าจิตมนุษย์จะสร้างอะไรขึ้นมาก็ตาม นิสัยก็จะเป็นตัวควบคุมได้ทั้งหมด
 : โทมัส อัลวา เอดิสัน



 What this power is I cannot say;  all I know is that it exists and it becomes available only when a man
 is in that state of mind in which he knows exactly what he wants and is fully determined not to quit
 until he finds it.
 : Alexander Graham Bell

 ผมไม่อาจกล่าวได้ว่าพลังอันนี้คืออะไรแน่ รู้ก็แค่ว่ามันมีอยู่จริง และจะใช้ได้ก็ต่อเมื่อบุคคลมีสภาพจิตใจที่
 ตระหนักรู้ถึงสิ่งที่ตนต้องการ และมีความมุ่งมั่นหาสิ่งนั้นอย่างไม่ลดละ
 : อเล็กซานเดอร์ เกรเฮม เบลล์



 If you have an apple and I have an apple and we have exchange these apples then you and I will still
 each have one apple. But if you have an idea and I have an idea and we exchange these ideas,
 then each of us will have two idea.
 : George Bernard Shaw

 ถ้าคุณมีแอปเปิ้ลหนึ่งผล และผมมีแอปเปิ้ลหนึ่งผล เมื่อเราแลกกัน เราก็ต่างมีแอปเปิ้ลคนละหนึ่งผล
 แต่ถ้าคุณมีหนึ่งไอเดีย และผมมีหนึ่งไอเดีย เมื่อเราแลกกัน เราก็ต่างจะมีเพิ่มเป็นสองไอเดีย
 : จอร์จ เบอร์นาร์ด ชอว์



 Hope is nature's veil for hiding truth's nakedness.
 : Alfred Bernhard Nobel

 ความหวังเป็นเพียงผืนผ้าคลุมที่ธรรมชาติใช้อำพรางความจริงอันโหดร้ายไว้
 : อัลเฟรด เบิร์นฮาร์ด โนเบล



 Let me tell you the secret that has led me to my goal, my strength lies solely in my tenacity.
 : Louis Pasteur

 ความลับที่ทำให้ผมประสบความสำเร็จได้คือ พลกำลังของผมอยู่ที่ความมุ่งมั่นเท่านั้น
 : หลุยส์ ปาสเตอร์



 Attitudu is a little thing that makes a big difference.
 : Sir Winston Churchill

 ทัศนคติ คือสิ่งเล็กน้อยที่สร้างความแตกต่างอันใหญ่ยิ่ง
 : เซอร์วินสตัน เชอร์ชิลล์



 The last thing one discovers in composing a work is what to put first.
 : Blaise Pascal

 เมื่อจะแต่งอะไรขึ้นมาซักอย่าง สิ่งสุดท้ายที่ค้นพบคือ จะเอาอะไรมาขึ้นต้น
 : เบลส ปาสกาล



 Subdue your appetites, my dears, and you've conquered human nature.
 : Charles Dickens

 จงกำราบความกระหายให้ได้ สหายเอ๋ย เพราะนั่นคือการเอาชนะเหนือธรรมชาติของมนุษย์
 : ชาร์ลส์ ดิกเกนส์



 There is a lust in man no charm can tame: Of loudly publishing his neighbor's shame: On eagles wings
 immortal scandals fly, while virtuous actions are born and die.
 : William Harvey

 ตัณหามนุษย์สุดเสน่ห์ใดระงับเรื่องความลับเพื่อนบ้านท่านแฉฉาย เรื่องราวฉาวโฉ่ว้าว่อนอยู่มิวาย
 แต่กระไรวีรกรรมกลับดับสิ้นลง
 : วิลเลียม ฮาร์วีย์



 People with great gifts are easy to find, but symmetrical and balanced ones never.
 : Ralph Waldo Emerson

 ผู้ที่มีพรสวรรค์อันเหลือล้นนั้นมีอยู่มากมาย แต่ผู้มีพรสวรรค์อันสมดุล พอดี กลับไม่เคยมี
 : ราล์ฟ วัลโด เอเมอร์สัน



 Nothing is more intolerable than to have to admit to yourself your own errors.
 : Ludwig van Beethoven

 ไม่มีอะไรจะเกินทนไปกว่า เมื่อเราต้องยอมรับความผิดพลาดของตนกับตัวเอง
 : ลุดวิก ฟาน บีโทเฟ่น



 The Greatest general is he who makes the fewest mistakes.
 : Napoleon Bonaparte

 จอมทัพผู้ยิ่งใหญ่ที่สุด คือผู้ที่ทำผิดพลาดน้อยที่สุด
 :นโปเลียน โบนาปาร์ต

Sep 26, 2014

27 กันยายน 2557 วันคล้ายวันเกิด อ.ถวัลย์ ดัชนี


 

 

 





 
 
 

 
"วันสุดท้ายของพ่อ"
วันที่ 3 กันยายน 2557

วันนี้เป็นวันที่มีเรียนแต่เช้า ผมตื่นขึ้นมาบนโซฟาชั้นล่าง
เพราะไม่มีแรงแม้จะเดินขึ้นไปห้องนอน รีบอาบน้ำแต่งตัวออกจากบ้าน
ขณะนั่งรถไปในใจก็กลัวว่าจะไม่ทันเข้าห้องเรียน
รถก็ติดมาก และแล้วก็ไปถึงหน้าวัดพระแก้ว แต่มีความรู้สึกอะไรบางอย่างเกิดขึ้น
ผมตัดสินใจบอก คนขับ Taxi ว่า "พี่ครับผมเปลี่ยนใจแล้วครับ
มุ่งหน้าตรงไปโรงพยาบาลเลยครับ" แล้วผมก็ฝากเพื่อนลาเรียน
พอไปถึงโรงพยาบาลผมตรงเข้าไปคุยกับหมอ "หมอครับพ่อผมจะอยู่ถึงวันที่ 27
ไหวมั้ยครับ? มันเป็นวันเกิดของพ่อพอดี หมอตอบว่า
ถ้าจะให้อยู่ถึงคงต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ!!! ต้องใส่ท่อพะรุงพะรัง ผมตอบว่า
งั้นอย่าทรมานพ่อเลยครับ
ให้ท่านเลือกวันที่จะไปด้วยตัวท่านเองดีกว่า!!!

จากนั้นผมก็รีบขึ้นไปบนห้อง
ICU ไปเยี่ยมพ่อตามปกติ วันนี้พ่อดูเพลียๆและหลับเป็นส่วนใหญ่
ผมนั่งรอข้างๆสักพักใหญ่ๆ จนพ่อลืมตาขึ้นมาดู แล้วผมเข้าไปหอมที่หน้าผาก
แล้วพูดข้างๆหูพ่อว่า "พ่อครับลูกรักพ่อนะ" พ่อพยักหน้ารับพร้อมกับทำเสียงว่า
อื่อ!!!" ผมยิ้มดีใจที่พ่อรับรู้ได้ ทุกครั้งที่ผมมาหาพ่อ ผมจะบอกว่ารักพ่อทุกๆวัน
บางวันพ่อก็ยิ้มหรือพยักหน้าให้ บางวันก็ตอบเป็นคำพูด


หลังจากที่ผมพูดเสร็จ
พ่อทำตาเบิกโพลง ผมพูดต่อว่า "พ่อครับพ่อไม่ต้องกังวลอะไรนะ พ่อพักผ่อนให้สบาย
ทุกอย่างที่พ่อทำไว้ลูกจะรักษามันไว้อย่างดี พ่อไม่ต้องเป็นห่วงนะ"
พ่อฟังแล้วพยักหน้าเบาๆ จากนั้นผมหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา เปิดคลิปเสียงของแม่ให้พ่อฟัง
เป็นคลิปเสียงของแม่ที่ผมขอร้องให้แม่อโหสิกรรมให้พ่อในวาระสุดท้ายของชีวิต
ตั้งแต่แม่จากไปสามสิบกว่าปีที่พ่อไม่เคยได้ยินเสียงแม่อีกเลย

ใจความในคลิปพูดว่า
"ฮาโหล
หวัน ได้ข่าวว่าไม่สบาย หวังว่าเธออย่าไปคิดมาก อันนี้ถึงเวลาแล้ว
ตายอย่างสงบ ชั้นกับเธอก็มีลูกชายด้วยกันที่น่ารัก เค้าก็ดูแลเธอดี
ชีวิตที่ผ่านไปแล้วคือมันต้องผ่าน คือก็อย่าไปคิดมาก ไปอย่างสบายเถอะ สวัสดีนะจ๊ะ"
เสียงแม่ดังชัดเจนในห้องไอซียู พ่อตั้งใจฟังจนจบ แล้วตาก็มองเหลือบขึ้นด้านบน
ผมหอมที่หน้าผากอีกครั้ง แล้วบอกว่า
"พ่อนอนพักนะไม่ต้องกังวลอะไร"

จากนั้นผมก็นั่งอยู่กับพ่ออีกพัก
พอมั่นใจว่าพ่อหลับผมจึงกลับมาที่ออฟฟิสเพื่อจัดการเรื่องเงินเดือนพนักงาน ผมช้าไป
2 วันแล้ว พอทำอะไรเสร็จก็รีบกลับไปที่โรงพยาบาล ไปถึงช่วงค่ำๆเพราะรถติดมาก
คราวนี้เห็นพ่อใส่เครื่องช่วยหายใจแต่เป็นแบบที่ครอบจมูก อัดอ๊อกซิเจนเข้าไป
มันจะทำให้พ่อไม่เหนื่อยมาก แต่ไม่ใส่ท่อลงไปในคอ
ผมสังเกตุเห็นพ่อหายใจหอบดูท่าทางหายใจลำบาก เพราะน้ำในกระบังลม
และมะเร็งที่ลามไปที่ปอด พอครบ2ชั่วโมง
หมอจะให้พ่อเอาหน้ากากครอบออกเพราะมันจะรัดหน้าเป็นรอย
ช่วงนั้นก็สลับมาใส่หน้ากากอันเล็ก ผมสังเกตุเห็นพ่อหายใจลำบากมากขึ้น
ดูความดันลดลงเหลือ 98 ผมเริ่มใจไม่ดีออกมาเรียกพยาบาลให้ไปดู
พยาบาลสลับสายวัดมาเป็นแขนอีกข้าง จากแขนซ้ายมาเป็นแขนขวา
ปรากฎตั้งวัดอีกหลายรอบ
ผลออกมา 120 ผมก็สบายใจขึ้น

ผมนั่งอยู่กับพ่อจนถึงประมาณ
เที่ยงคืนเกือบตีหนึ่ง ผมดูสถานการณ์พ่อความดันแกว่งมากขึ้นๆลงๆ
ผมนั่งลุ้นตามองที่เครื่องวัดตลอดเวลา ว่าถ้ามันลงต่ำกว่า 90 ต้องฉีดยากระตุ้นแล้ว
ผมนั่งไปก็จับโทรศัพท์ขึ้นมานั่งพิมพ์ ข้อความบางอย่างว่า

"พ่อไม่ต้องกังวล
เพราะพ่อจะไม่ไปไหน พ่อจากไปแต่เพียงร่างกายแต่ผลงานศิลปะที่มาจากหัวใจ จิตวิญญาณ
และลมหายใจที่พ่อสร้างทิ้งไว้จะเป็นอมตะตลอดกาล พ่อคือผู้สร้างและลูกคือผู้รักษา
หลับให้สบายนะพ่อ เลือดของพ่อยังไหลเวียนในกายลูกเสมอ
และเราจะพบกัน...รักพ่อสุดหัวใจ"

ผมรู้สึกว่าไม่ช้าก็เร็ว
พ่อก็ต้องจากผมไปแน่นอน ผมจึงเขียนข้อความนี้ขึ้นมาก่อน
สักพักผมรู้สึกหิวเพราะไม่ได้ทานข้าว จึงเดินออกมาหาอะไรกิน
เดิมทีตั้งใจจะไปฟู๊ดแลนด์ แต่มีความรู้สึกว่า ไม่อยากไปไหนไกล เป็นห่วงพ่อ
เลยซื้อลูกชิ้นทอดหน้าเซเว่นกินแทน นั่งกินสักพัก
ตานินหลานสาวซึ่งเป็นลูกของพี่ชายโทรมา บอกว่าวันนี้รู้สึกเป็นห่วงปู่หวันจัง
อยากมาหามาได้มั้ย?

ผมตอบว่าจะมาก็มาสิ
จะได้มาอยู่เป็นเพื่อนกัน ผมใช้เวลากินลูกชิ้นทอด ประมาณ 10 นาที
จากนั้นตานินก็มาถึง ผมชวนขึ้นไปหาพ่อ
เราสองคนยืนมองพ่อหายใจหอบและดูท่าทางเหนื่อยมาก สักพักพยาบาลเข้ามาเรียกผม
แล้วบอกว่าคุณพ่อชีพจรเต้นช้าลง จะให้ปั๊มหัวใจช่วยชีวิตมั้ย?

ผมถามกลับไปว่าต้องทำยังบ้าง
หมอบอกว่า "ต้องยัดท่อลงไปในคอ พ่ออาจจะทรมานและอาจจะเกิดอาการเลือดไหลไม่หยุดเพราะ
พ่อเป็นตับอยู่ และหมอก็ไม่รับรองว่าจะฟื้นหรือไม่ ผมก็บอกว่าถ้างั้นอย่าทำเลยครับ"
ผมกลับเข้าไปในห้องจับมือพ่อไว้ ตานินก็อยู่ด้วยสักพักพี่อ้อดลงมาพอดี
เราสามคนอยู่ด้วยกันจนวินาทีสุดท้ายของพ่อ ผมจับมือพ่อไว้แน่น
ตาก็มองที่จอมอนิเตอร์ที่ตัวเลขของชีพจรค่อยๆลดลงจาก 110-90-60-60-40-30-20-10-0
จนเสียงเสียงดัง ติ๊ดดดดดดดดดด เครื่องร้องดังพร้อมกับเสียงพวกเราสามคนร้องไห้โฮ
ผมจับมือพ่อไว้แน่นทรุดตัวลงหอมที่หน้าผาก แล้วบอกพ่อว่า"ลูกรักพ่อนะ
หลับให้สบายนะพ่อนะ" ผมปล่อยมือแล้วก้มลงกราบที่เท้าพ่อเป็นครั้งสุดท้าย
และขอใช้เวลาอยู่กับพ่อสองคนโดยไม่มีใครรบกวน
ระหว่างนั้นผมขอให้พี่อ้อดกับตานินกลับไปจัดเตรียมชุดที่จะใส่ให้พ่อ ในวาระสุดท้าย
ผมนั่งลงแล้วจับมือพ่ออีกครั้ง พร้อมกับถ่ายรูปมือผมกับพ่อเก็บไว้เป็นครั้งสุดท้าย
ผมคลายเคราของพ่อที่ถูกมัดไว้
ออกหยิบเอาหวีขึ้นมาหวีผมและเคราให้พ่อเป็นครั้งสุดท้าย พ่อจากเราไปตอน ตี2.15 นาที
ของวันที่3 กันยายน พ.ศ.2557 และผมได้โพสบอกข่าวในเฟสบุ๊คตอน ตี2.30
วันนี้ตรงกับเกิดของผม คือวันที่ 3 เช่นกัน
ผมสังหรใจอยู่แล้วว่าพ่อจะต้องจากไปในวันที่มีความเกี่ยวข้องและสัมพันในชีวิตของผม
พ่อรู้ว่าผมชอบเลข3มาก ทุกอย่างในชีวิตของผมเป็น 3 หมด ตั้งแต่เลขที่บ้าน ทะเบียนรถ
เบอร์โทรศัพท์ ตอนพ่อเป็นเบาหวานหนัก
มีครั้งนึงตอนตรวจวัดน้ำตาลในเลือดมันออกมาเป็น 333 ผมยังขำแล้วบอกพ่อว่า
"นี่พ่อเอาใจลูกขนาดนี้เลยเหรอเนี้ย" เราหัวเราะกันอย่างมีความสุข
และแล้ววันนี้พ่อจากไปในวันที่ 3 กันยา อีกเพียง 1 เดือนจะถึงวันเกิดผม ในวันที่ 3
ตุลา จากนั้นเราแต่งตัวให้พ่ออย่างสง่างาม ในชุดสีขาวเป็นชุดของ NAGARA
เป็นลายที่ผมออกแบบ และใส่บูทหนังงูคู่เก่งของพ่อ ผมหวีผมให้พ่ออีกครั้ง
พ่อถูกนำศพไปเก็บไว้ที่ห้องเย็นหมายเลข3 อย่างบังเอิญ

พ่อจากไปอย่างสงบ
สง่างาม ไร้ที่ติ ชีวิตตั้งแต่ลมหายใจแรกจนลมหายใจสุดท้าย พ่อมีชีวิตอยู่อย่างทรนง
องอาจ กล้าหาญ และเด็ดเดี่ยว ไม่มีแม้น้ำตาสักหยดให้เห็น
หรือบ่นพร่ำรำพันในความยากลำบาก
พ่อคือตัวอย่างของคนทำงานศิลปะซึ่งในชีวิตทำเพียงอย่างเดียวคือ"ศิลปะ"
ชีวิตของพ่อคือกวีไฮกุ เรียบง่าย แต่สง่างาม
ลมหายใจขิงพ่อคือศิลปะที่ได้รังสรรค์ทิ้งไว้

ขอบคุณพ่อที่รักและดูแลผมจนเติบใหญ่
นับแต่นี้ไปผมจะเป็นคนดูแลและรักษาลมหายใจของพ่อต่อเอง
ไม่ว่าจะนานเท่าไหร่ลมหายใจของพ่อจะคงอยู่เป็นอมตะจนกว่าแผ่นดินนี้จะแตกดับ
ผมจะดูแลและรักษามันไว้เยี่ยงลมหายใจของตัวเอง

ด้วยรักและอาลัยยิ่ง
ร่วมใจกันส่งพ่อในพิธีพระราชทานเพลิงศพ
ในวันพรุ่งนี้
ดอยธิเบศร์ ดัชนี
9/9/2557