Custom Search

Apr 29, 2009

ท่านผู้สมควรเป็นพระเอกของชาติ


นิติภูมิ นวรัตน์
http://www.nitipoom.com/
เปิดฟ้าส่องโลก
ไทยรัฐ

พฤหัสบดี ๓๐ เมษายน ๒๕๕๒

ระยะนี้ นิติภูมิเทียวเที่ยวไปในต่างจังหวัดทุกวัน ตั้งแต่ มุกดาหาร กระบี่
เชียงราย ตราด จันทบุรี จันทร์วันที่ผ่านมาผมอยู่ชลบุรี
อังคารราตรีที่กำลังเขียนคอลัมน์ฉบับนี้ผมอยู่ที่ระยอง
มาพูดรับใช้ผู้บริหารและปลัดองค์กรปกครองท้องถิ่นของกาญจนบุรี
มีผู้คนจำนวนไม้น้อยถามนิติภูมิถึงเรื่องพัฒนาการศึกษา
ผมพูดเล่นๆ ว่าถ้าจะให้ดีสมใจ ท่านต้องไปดูว่า
ที่จังหวัดเชียงรายในอดีตสอนกันยังไง

ถึงมีศิลปินที่มีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับระดับสากลถึง ๒ ท่าน
คือท่านอาจารย์เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ จิตรกรเอก
และท่านอาจารย์ถวัลย์ ศิลปินแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๔ สาขาจิตรกรรม

หลายท่านถามว่า ใครคือพระเอกในดวงใจของนิติภูมิ
ผมตอบทุกทีไม่มีรีรอว่า
อภิพญามหาผู้ยิ่งใหญ่ในแผ่นดินไทยของผมมี ๓ ท่าน
คือ ท่านอาจารย์อังคาร กัลยาณพงศ์
ท่านอาจารย์เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ และท่านอาจารย์ถวัลย์ ดัชนี

เยาวชนคนยุคใหม่คลั่งไคล้ดารานักร้อง แต่วัยรุ่นสมัยคนรุ่นผม
ผมเคยมีความฝันว่า ในอนาคตเมื่อโตขึ้น
ผมอยากไปพบไปสนทนา และไปกราบท่านอังคาร
และวันหนึ่งท่านอังคารเมตตากรุณามาที่บ้าน
ท่านกรุณาเขียนกลอนถึงผมและมอบให้ผมหลายตอน
ทุกทีที่ได้พบท่านอังคาร ผมก็จะนอนฝันหวานไปหลายทิวาราตรี
ผมได้พบท่านเฉลิมชัยสองครั้ง เจอท่านครั้งใดผมตื่นเต้นและตื้นตันใจเป็นที่สุด
สมัยก่อนตอนเริ่มเรียนปริญญาตรีที่รามคำแหง มีคนเล่าว่า
บ้านของท่านถวัลย์อยู่ในหมู่บ้านนวธานีที่ถนนสุขาภิบาล ๒ แถวบางกะปิ
ยอมรับครับว่าในชีวิตผม ผมแอบดูบ้านของท่านถวัลย์ไม่ต่ำกว่า ๑๐๐ ครั้ง
เคยแม้แต่ไปเจรจาขอซื้อบ้านเก่าในซอยเดียวกันกับท่านถวัลย์
ปรารถนาของผมก็คือ อยากอยู่ใกล้จิตรกรในดวงใจ
พระเอกในชีวิตของผมทุกท่าน สถานะเดิมของท่านไม่ใช่คนร่ำรวย
หรือเป็นคนมีทุกอย่างเพรียบพร้อม

กรณีท่านถวัลย์
ท่านมีพื้นฐานการศึกษาดั้งเดิมจากโรงเรียนเชียงรายวิทยาคม
โรงเรียนบุญนิธิที่อยู่ติดกับกว๊านพะเยา โรงเรียนพะเยาพิทยาคม
และจบมัธยม ๖ ที่โรงเรียนสามัคคีวิทยาคมของจังหวัดเชียงราย
ผู้ยิ่งใหญ่ในโลกนี้ ส่วนใหญ่จะใช้ชีวิตในวัยเด็กอยู่กับธรรมชาติ
อย่างท่านถวัลย์ สมัยก่อนตอนเด็ก ท่านทัศนาไปทางใด ก็ได้เห็นแต่ภูเขาเลากา
เจอกว๊านพะเยา สมองของท่านจึงได้ก่อกำเนิดเกิดจินตนาการอันยิ่งใหญ่

บั้นปลายท้ายต่อมา ท่านเข้าเรียนที่โรงเรียนเพาะช่าง
ปริญญาตรีที่คณะจิตกรรม ม.ศิลปากร
ต่อมาท่านได้ทุนไปต่อปริญญาโท
สาขาจิตรกรรมฝาฝนัง อนุสาวรีย์ และผังเมือง
ที่ราชอาณาจักรเนเธอร์แลนด์
ปริญญาเอกสาขาอภิปรัชญาและสุนทรียศาสตร์ที่ราชวิทยาลัยศิลปะอัมสเตอร์ดัม
ราชอาณาจักรเนเธอร์แลนด์ เช่นกัน

สัปดาห์ก่อนตอนวันพฤหัสบดี ผมมีโอกาสได้ไปกราบท่านถวัลย์
ที่ บ้านดำ ตำบลนางแล อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย
ท่านกรุณาใช้เวลาสนทนา
และแนะนำผมในเรื่องต่างๆ อยู่นานถึง ๕ ชั่วโมง
คำสนทนาของท่านบางตอนเป็นบทร้อยกรอง เมื่อได้ฟังแล้ว
ก็ดุจประหนึ่งว่า ผมถูกท่านทุ่มไปในอวกาศแสนไกลสมองของท่านถวัลย์
กอร์ปด้วยความจำล้ำเลิศ
ได้พบท่านแล้ว
ผมก็กลับมาใช้เวลานั่งนิ่งไม่ไหวติงเพื่อตั้งสติพิจารณาว่า
อะไรทำให้ประเทศไทยสามารถมีบุคลากรผู้ยิ่งใหญ่ระดับโลก
อย่างท่านทั้งสามที่ผมเอ่ยนามไปแล้ว
ขอเรียนว่า เพราะประสบการณ์ของท่านผ่านโลกมา ๓ ระดับ คือ
ระดับชนบทอยู่กับกว๊านไร่นาป่าเขา
รู้จักชีวิตชนบทของแท้แน่นอน
ระดับกรุงเทพฯและประเทศไทย
สุดท้ายก็เป็นระดับนานาอารยะประเทศ

เมื่อสนทนากัน ก็จะพบว่า อ้า ทุกท่านเหล่านี้จะรู้จักเรื่องราวของต่างประเทศดีมาก
ท่านถวัลย์ใช้ชีวิตเทียวเที่ยวไปในนานาประเทศจนจบครบทุกทวีป
เคยอยู่กับชาวเขาเผ่าพันธุ์ต่างๆ ไปอยู่ไกลในตะวันออกกลาง ยุโรปตะวันออก
แอฟริกา อเมริกาเหนือ-ใต้ ฯลฯ ท่านไปประสบพบเหตุการณ์อันน่าเรียนรู้มาจนหมด

วันนี้สมองของท่านจึงตกผลึก ท่านสมถะ กินน้อย นอนน้อย ทำงานมากวาดรูปเป็นกิจนิสัย
การกระดิกพลิกตัวของท่านจึงได้สร้างความยิ่งใหญ่ให้แก่มวลมนุษยชาติ

ตอนยังเป็นเด็กเล็กอยู่ พระเอกของผมแต่ละท่านแต่ละคนจะมาจากชนชั้นธรรมดาสามัญ
อันทำให้ผมมีกำลังใจคิดว่า อ้า ถึงอย่างไร
ถ้าผมขวนขวายขยันฝึกฝนตนเองและแสวงหาความรู้

ผมก็สามารถดั้นด้นตนเองขึ้นไปในระดับชีวิตขั้นต่างๆ
จนบรรลุถึงสิ่งที่มุ่งหวังได้ในภายภาคหน้า
สื่อมวลชนในปัจจุบันทุกวันนี้มักยกย่องแต่พระเอกที่มาจากครอบครัวร่ำรวย
ทำให้เด็กชนบทจำนวนหนึ่งขาดกำลังใจ น้อยใจในวาสนาว่าเราคงไปไม่ถึงจุดนั้น
เพราะพระเอกที่เห็นในทีวีมีครอบครัวที่เศรษฐกิจดียอดเยี่ยมกระเทียมดองทั้งสิ้น
ผมอยากให้เยาวชนคนไทยหันมายึดพระเอกเพื่อใช้เป็นตัวอย่าง
นำทางชีวิตตนอย่างท่านเฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ ท่านอังคาร กัลยาณพงศ์
และท่านถวัลย์ ดัชนี

อยากให้สังคมไทยหันมาใส่ใจศิลปะ อยากให้คนไทยหันมายกย่องผู้คนที่จิตวิญาณ
ไม่ใช่ที่วัตถุหรือที่ทรัพย์สินเงินทองของสะสมทั้งหลาย
และนี่คือสิ่งที่เป็นรากฐานชั้นเลิศ
อันจะสามารถแก้ปัญหาการศึกษาของไทยในปัจจุบันทุกวันนี้ได้



ข้อมูลจาก วิกิพีเดีย สารนุกรมเสรี

ประวัติ อ.ถวัลย์ ดัชนี

ถวัลย์ ดัชนี (27 กันยายน พ.ศ. 2482 - ) จิตรกร ช่างเขียนรูป แห่งดอยสูงเชียงราย
ได้รับการยกย่องเชิดชูเกียรติให้เป็นศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (จิตรกรรม)
เมื่อพ.ศ. 2544 เกิดที่อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย

ชีวิตวัยเยาว์และการศึกษา
ถวัลย์ ดัชนี ศึกษาชั้นมูลและระดับประถมที่โรงเรียนเชียงรายวิทยาคม
ต่อมาบิดาย้ายมาปฏิบัติงานสรรพสามิตที่อำเภอเมืองพะเยา

จึงเรียนต่อชั้นประถมที่โรงเรียนบุญนิธิซึ่งตั้งอยู่ริมชายกว๊านพะเยา
และชั้นมัธยมต้นที่โรงเรียนพะเยาพิทยาคม
เมื่อบิดาย้ายกลับเชียงราย
จึงเข้าเรียนจนจบชั้นชั้นมัธยมปลายที่
โรงเรียนสามัคคีวิทยาคม

จนจบชั้นมัธยมปีที่ 6 ของสมัยนั้น

ถวัลย์มีแววด้านการ วาดรูปมาตั้งแต่ชั้นมูลและชั้นประถม
สามารถวาดตัวละครรามเกียรติ์ได้เกือบทุกตัว
นอกจากจะมีความจำเป็นเลิศสามารถจำชื่อเพื่อนร่วมชั้นได้ทุกชั้นปีทั้งที่
เชียงรายและพะเยาแล้ว เมื่อถวัลย์มีอายุ 8-9 ขวบก็มีความคิดแผลงๆ
จำเรื่องนายมั่นนายคงจากละครวิทยุปลุกใจยุคปลายและหลังสงคราม
เที่ยวชักชวนเพื่อนกรีดเลือดสาบานไปอยู่ดงพญาเย็นด้วยกันเมื่อโตขึ้นเป็นต้น

เมื่อจบชั้นมัธยม 6 ที่เชียงราย ถวัลย์ก็ได้รับทุนมาเรียนต่อที่ โรงเรียนเพาะช่าง
และได้เป็นนักเรียนดีเด่น ด้วยฝีมือการวาดรูปที่แม่นยำ เฉียบคม ฉับไว
จึงเป็นหนึ่งในนักเรียนเพาะช่างดีเด่นด้านจิตรกรรม
ที่ผลงานได้รับการคัดเลือกไปแสดงในหอศิลป์แห่งชาติ นครโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น
หลังจากนั้น ถวัลย์ ดัชนี จึงเข้าศึกษาต่อที่คณะจิตรกรรม มหาวิทยาลัยศิลปากร
และได้เป็น "ศิษย์รุ่นท้ายๆ ของ ศาสตราจารย์ ศิลป์ พีระศรี"

ตอนเรียนอยู่ที่ศิลปากรในชั้นปีที่ 1 ถวัลย์ ดัชนี ทำคะแนนการวาดรูปได้ถึง 100+
แต่เมื่อขึ้นปี 2 เขากลับทำได้แค่ 15 คะแนน เพราะเหตุผลที่ศาสตราจารย์ ศิลป์ พีระศรี
ให้ไว้ว่า ปลาของนายไม่มีกลิ่นคาว นกของนายแหวกว่ายไปในอากาศไม่ได้
ม้าของนายไม่สามารถที่จะควบหรือวิ่งทะยานออกไปได้
นายเป็นเพียงแค่นักลอกรูป มันไม่ใช่งานศิลปะ

การค้นหาและการพบตัวเอง
คำวิจารณ์ของศาสตราจารย์ ศิลป์ พีระศรีดังกล่าวนี้ทำให้ถวัลย์ ดัชนี
เปลี่ยนแปลงการทำงานทุกอย่างใหม่หมด
เมื่อคิดและดำรงอยู่ในวิถีทางแห่งศิลปะได้แล้ว
เขาจึงได้รับการสนับสนุนจากศาสตราจารย์ ศิลป์ พีระศรี

ให้สอบชิงทุนไปศึกษาต่อที่ประเทศเนเธอร์แลนด์
ด้านสาขาจิตรกรรมฝาผนัง อนุสาวรีย์ ผังเมือง
และในระดับปริญญาเอกสาขาอภิปรัชญา
และสุนทรียศาสตร์ที่ราชวิทยาลัยศิลปะอัมสเตอร์ดัม
ที่แห่งนี้เองที่ถวัลย์ได้เรียนร่วมชั้นเดียวกันกับนักเรียนต่างชาติ
ซึ่งในเวลาต่อมาได้มีศิลปินแห่งชาติเกิดขึ้น 3 คนจากสถาบันแห่งนี้นั่นคือ
ศิลปินแห่งชาติของอินโดนีเซีย ด้านการแกะสลัก,
ศิลปินแห่งชาติของอเมริกา ชาวสวิตเซอร์แลนด์ นามว่า Giger
(ไกเกอร์ หรือ กีเกอร์ ถ้าอ่านแบบเยอรมัน)
ซึ่งเป็นศิลปินที่วาดรูปออกแนวอวกาศและเป็นผู้ออกแบบเอเลี่ยน
และศิลปินแห่งชาติของไทย ถวัลย์ ดัชนี
เมื่อกลับมาถึงประเทศไทย เหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น
รูปเขียนขนาดใหญ่ของเขาหลายรูปถูกนักเรียนกรีดทำลาย
ด้วยเหตุที่ว่างานของเขานั้นดูหมิ่นพระพุทธศาสนา ทำใหถวัลย์ ดัชนี
เลิกแสดงผลงานในประเทศไทยไปนานหลายปี กว่าคนไทยจะยอมรับได้
เขาก็ต้องเดินตากแดดตากฝนนานอยู่ถึง สามสิบกว่าปี
ในปัจจุบันผลงานของเขาได้รับการยอมรับ
และได้รับการยกย่องชื่นชมว่าเป็นงานศิลปะชั้นเลิศอีกทั้งเป็นที่นิยม
ในหมู่นักสะสมงานศิลปะทั่วไปอีกด้วย

ถวัลย์ ดัชนี ได้ฝากศิลปะไทยจิตวิญญาณตะวันออกของเขาไว้ในหลายๆ ที่ในโลก
"ผลงานบางส่วนถูกเขียนขึ้นในปราสาทที่มีถึง 500 ห้อง
ในประเทศเยอรมนีซึ่งมีชื่อว่าปราสาทกอททอฟ (Gottorf Castle) "
ซึ่งเป็นที่น่าเสียดายที่ปราสาทนี้ไม่เปิดให้ใครได้เข้าชมแล้ว
เพราะอากาศที่หนาวเย็นจะทำให้มีหยดน้ำมาเกาะบนกำแพง
ทำให้ภาพเสียหาย แต่รายการโทรทัศน์ที่ได้เข้าไปถ่ายทำเป็นรายการสุดท้าย
นั่นคือ รายการชีพจรลงเท้า
ยามว่างจากการเขียนรูป ถวัลย์ ดัชนีจะเดินไปในป่าเพื่อหาเขากวางที่ผลัดแล้วมาเก็บไว้
เพื่อเป็นเครื่องลับจินตนาการให้เฉียบคมอยู่ตลอดเวลา




Apr 28, 2009

มนุษย์หนีไม่พ้น โรคอุบัติใหม่


นิติภูมิ นวรัตน์
พุธ ๒๙ เมษายน ๒๕๕๒
ในสมัยของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๖
ขณะที่ประเทศไทยประกาศใช้พระราชบัญญัติโรงเรียนราษฎร์พุทธศักราช ๒๔๖๑
เพื่อเป็นระเบียบควบคุมดูแลโรงเรียนราษฎร์ทั่วประเทศ
ในห้วงช่วงนี้นี่เองก็เป็นปีสุดท้ายของสงครามโลกครั้งที่ ๑
มีการะบาดของโรคชนิดหนึ่งซึ่งมนุษยชาติไม่เคยรู้จักมาก่อน
ไอ้โรคบ้าที่ว่านี้แพร่ขยายกระจายไปทั่วโลกภายในเวลาปีเดียว
ทำให้ผู้คนบนโลกตายไป๒๐ล้านคน นั่นเฉพาะตัวเลขที่นับได้แน่นอน
ในดินแดนแสนไกลที่ไม่มีการทำสถิติยังมีตายไปอีกมาก มีการประเมินกันว่า
น่าจะมีคนตายไปมากถึง ๕๐ ล้านคนซะด้วยซ้ำ
วันเวลาหมุนเวียนเปลี่ยนไปจนถึงวันนี้ ๙๑ ปีแล้วครับ
ที่โรคใหม่ซึ่งชื่อว่า “ไข้หวัดใหญ่” ได้อุบัติขึ้นมาคร่าชีวิตมนุษย์
ในครั้งนั้น มีการขนานนามตามชื่อประเทศที่พบการติดเชื้อของโรคนี้เป็นครั้งแรกว่า
“ Spanish flu” หรือ “โรคไข้หวัดใหญ่สเปน”
ผมมีภาพของกาชาดอเมริกันใน พ.ศ. ๒๔๖๑
ขณะกำลังพยาบาลผู้ป่วยในโรงละครของเมืองโอ๊คแลนด์ สหรัฐอเมริกา
ที่ต้องเข้าไปดูแลในโรงพยาบาลเพราะ
คนป่วยจากไข้หวัดใหญ่สเปนมีมากขนาดโรงพยาบาลไม่มีเตียงเพียงพอสำหรับผู้ป่วย
นักวิทยาศาสตร์สันนิษฐานว่า โรคไข้หวัดใหญ่สเปนน่าจะ
เกิดการบ่มเชื้อและระบาดในหมู่ทหารชาติต่างๆ ในสงครามโลกครั้งที่ ๑
ที่ต้องสู้รบอยู่ในที่กำบังซึ่งมีสภาพแวดล้อมไม่ดี เมื่อสงครามสงบจบลง
บรรดาทหารทั้งหลายที่มีเชื้อโรคไข้หวัดใหญ่อยู่ในตัวก็เดินทางกลับบ้าน
นำโรคนี้ไปขยายกระจายต่อในบ้านเกิดเมืองนอนของตน
จนผู้คนทั้งโลกต้องมาตายไปเป็นจำนวนหลายสิบล้านคน
มากกว่าจำนวนทหารที่เสียชีวิตจากการสู้รบในสงครามโลกครั้งที่ ๑
ทั้งหมดซะอีก โรคไข้หวัดใหญ่จากเชื้อโรคสายพันธุ์ใหม่เกิดขึ้นมา
อีกมากมายหลายครั้งครับ
แต่ละครั้ง มีผลทำให้มนุษย์ป่วยเป็นจำนวนหลายล้านคน
และตายไปเป็นเรือนหมื่นหรือจำนวนแสนทุกครั้ง เช่นเมื่อ
พ.ศ.๒๕๐๐ พ.ศ.๒๕๑๑ และ พ.ศ. ๒๕๒๐
ผู้อ่านท่านครับ สำหรับ พ.ศ. ๒๕๕๒
สถานการณ์ล่าสุดของโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์เม็กซิโก
ทำให้ยอดคนตายในเม็กซิโกเพิ่มเป็น ๑๐๓ คน ส่วนในสหรัฐอเมริกา
ทางการอเมริกันก็ยืนยันแล้วว่า มีคนติดเชื้อไข้หวัดเม็กซิโกแล้ว ๒๐ คนใน ๕ รัฐ
ขณะนี้ที่นิติภูมิกดแป้นคอมพิวเตอร์รับใช้ผู้อ่านท่านทั้งหลาย
ไอ้ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์บ้านี้ก็ลามปามตามเข้าไปอาละวาดในทวีปยุโรปแล้ว
โลกพัฒนาไป โรคภัยไข้เจ็บประเภทใหม่ๆ ก็อุบัติตาม
ผู้อ่านท่านยังจำโรคพยาธิใบไม้ในเลือดได้ไหมครับ
พวกที่ทำให้โรคนี้แพร่ขยายกระจายไปก็เป็นหนอนพยาธิสกุลซิสโตโซมา
พวกนี้มาจากการสร้างเขื่อน ระดับน้ำทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงระบบนิเวศ
หอยซึ่งเป็นพาหะของโรคพยาธิใบไม้ในเลือดโตเร็วและเพิ่มจำนวนได้อย่างไวมาก
๑๕ พฤศจิกายน ๒๕๔๕ ผู้ป่วยรายแรกของโรคซาร์สถูกตรวจเจอ
ในโรงพยาบาลแห่งหนึ่งของมณฑลกว่างตงของจีน
ตอนนั้นคนไข้รายนี้อาการเหมือนคนปอดบวม
กว่าจะรู้ว่าเป็นโรคอุบัติใหม่ก็กินเวลาหลายเดือน
ตอนหลังโรคนี้เริ่มแพร่ขยายกระจายเป็นวงกว้าง คนที่เป็นในห้วงช่วงแรกๆ
เป็นแพทย์ชาวจีนทั้งนั้น ทุกคนจะมีอาการเหมือนกันคือ คล้ายเป็นโรคปอดบวม
โชคดีที่จีนสืบประวัติคนไข้เหล่านี้อย่างละเอียด พบว่าทุกคนที่ป่วยล้วน
แต่เคยไปพักที่โรงแรมเมโทรโพล บนเกาะฮ่องกงในคืนวันที่ ๒๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๖
รวมทั้งแพทย์คนหนึ่งซึ่งเคยรักษาคนไข้โรคซาร์สในมณฑลกว่างตงคนนั้นด้วย
เรื่องก็จึงถึงบางอ้อ ว่าหมอคนนั้นนั่นเองที่เป็นพาหะต้นตอของการะบาดของโรคซาร์
เมื่อผู้คนที่พักที่โรงแรมเมโทรโพลในคืนนั้น เดินทางไปยังประเทศอื่น
ก็นำโรคซาร์สไปแพร่เชื้อด้วย เมื่อสืบสวนหาข่าวโดยละเอียด ก็จึงพบว่า
แขกของโรงแรมเมโทรโพลคืนนั้น เดินทางไปสิงคโปร์ เวียดนาม
และแคนาดา ก็ปรากฏว่า ในเวลาอันสั้น
โรคซาร์ได้โผล่หน้าไประบาดในประเทศทั้งสาม และบั้นปลายท้ายต่อมา
เพียงเวลา ๙ เดือนนับจากการกระจายโรคนี้ครั้งแรกที่โรงแรมเมโทรโพล
ก็มีการพบผู้ป่วยด้วยโรคซาร์ใน ๒๖ ประเทศ
โชคดีที่ตอนนั้นเราทั้งโลกกระดิกพลิกตัวช่วยกันป้องกัน
การแพร่ระบาดของโรคซาร์สอย่างรีบเร่ง และสามารถควบคุมโรคนี้
ได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดในวันที่ ๕ กรกฏาคม ๒๕๔๖
ปรากฏยอดผู้ติดเชื้อสะสมรวมทั้งสิ้น ๘,๐๙๖ ราย ตายไป ๗๗๔ ราย
สิ่งที่ทำให้โรคซาร์สแพร่ขยายกระจายไปก็คือ
ระบบทางเดินหายใจของผู้คนบนเครื่องบิน
ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์เม็กซิโกที่อุบัติในเวลานี้
มนุษย์เราจะโชคดีเหมือนตอนที่เกิดระบาดโรคซาร์สหรือไม่
ต้องช่วยกันภาวนาและหาทางยับยั้งครับ

แบบสำรวจอาการขาดรัก...จากรายการตาสว่าง


แบบสำรวจอาการขาดรัก
ผศ. ดร. อุษณีย์ อนุรุทธ์วงศ์
http://www.giftedcenter.org
18 Feb 2009

นับแต่ยุคการปฏิวัติอุตสาหกรรมการปฏิวัติอุตสาหกรรมเกิดขึ้นเมื่อประมาณกว่า 200 ปี
เป็นเหตุการณ์สำคัญที่มีผลกระทบต่อประชากรทั่วโลกในเวลาต่อมา
ทั้งทางด้านเศรษฐกิจสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่เรียกว่ายุคโลกาภิวัฒน์
ที่กำลังดำเนินอยู่
การเปลี่ยนแปลงของโลกนี้ส่งผลโดยตรง
ของวิถีชีวิตของคนทุกคนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
โครงสร้างทางสังคมเปลี่ยนอย่างสิ้นเชิง
เด็กจำนวนมากที่เป็นผู้ใหญ่ในวัยเกือบเกษียณในปัจจุบัน
จนถึงเด็กที่เพิ่งเกิดต้องรับกับสถานการณ์ที่คนรุ่นปู่ ย่า ตา ยาย ไม่เคยเผชิญ
คืออาการของการขาดรัก
เพราะขาดคนดูแลด้วยรักตั้งแต่แรกเกิด
เด็กส่วนใหญ่รับความเครียดตั้งแต่อยู่ในครรภ์ของแม่
เมื่อเกิดมาอาจถูกส่งไปให้ปู่ ย่า ตา ยาย ดูแล
หรือส่งสถานรับเลี้ยงเด็ก
ด้วยความเชื่อว่ามีกิน มีอยู่เรียบร้อยแล้ว
เด็กจำนวนมากอยู่อย่างอดๆ อยากๆ

เด็กที่ไม่อดอยากเพราะพ่อแม่มีเงินเลี้ยง
หรือจ้างคนมาเลี้ยงก็ไม่แตกต่างกันมากนัก
ถ้าดูในด้านจิตใจ
เด็กที่เกิดมาเกือบทุกคนจึงเกิดมาแบบได้รักไม่เต็มอิ่ม
เพราะพ่อ แม่ต้องทำงานนอกบ้าน
เด็กแทบไม่ได้เห็นสายตาที่ส่งมาด้วยความรัก ไม่ได้รับสัมผัสอย่างเต็มอิ่ม
เด็กจำนวนไม่น้อยจึงขาดรัก
หรือได้รับความรักแบบไม่เพียงพอ
การขาดความรักเป็นต้นตอสำคัญที่ทำให้เด็กเกิดปัญหาต่างๆ ตามมา
แล้วแต่กรณี โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับเด็กที่เชื่อว่าไม่มีใครรัก
และกลุ่มที่ถูกทั้งทอดทิ้งและถูกทำร้าย
จนเกิดเป็น"เด็กที่มีปัญหา"
ต่อมา
เราจึงพบว่าปัญหาอาชญากรรม ปัญหายาเสพติด ปัญหาทางอารมณ์ สังคม
การฆ่าตัวตาย
มีเพิ่มขึ้นทั่วโลกอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
ปัญหาทุกอย่างมักเกิดจากการขาดรักทั้งสิ้น
การขาดรักอาจทำให้คนก้าวร้าว
เศร้าซึม มีอาการทางกายเพราะสาเหตุทางจิต ฯลฯ
ท่านเป็นหนึ่งในคนที่ขาดรักหรือไม่
หากอยากทราบลองทำแบบสำรวจด้านล่างดู

คุณมีอาการเช่นนี้หรือไม่?
1. รู้สึกเหงา เป็นคนขี้เหงา เหงาง่าย
2. คิดว่าตนเองเป็นคนที่ไม่มีคุณค่า ต่ำต้อยด้อยค่า
3. เป็นคนที่ชอบพึ่งพิงคนอื่น ขาดความเชื่อมั่นว่าตนเอง
สามารถทำสิ่งต่างๆ ได้ด้วยตนเอง
4. ขาดสมาธิง่ายๆ
5. รักใครไม่เป็น ไม่เชื่อว่าความรักมีจริง
6. ทำให้ใครรักไม่เป็น สร้างความสัมพันธ์กับคนอื่นยาก
7. ไม่เชื่อใจใครง่ายๆ คิดว่าคนส่วยใหญ่คิดร้าย หรือเสแสร้ง ไม่มีใครจริงใจ
8. มีอาการทางกายเพราะสาเหตุทางจิตใจ เช่นปวดหัว
ปวดท้อง ปวดหลัง มีอาการเรื้อรัง ฯลฯ เมื่อมีปัญหา
9. ต้องการเป็นจุดเด่น อยากให้คนหันมาสนใจ
ชอบสร้างเรื่องเพื่อเรียกร้องความสำคัญ ความสนใจจากทุกคน
เช่นการแต่งตัวแปลกๆ ทำตัวแปลกๆ ทำตัวไม่สมวัยฯลฯ
10. อิจฉาริษยาคนที่ประสบความสำเร็จ อยากหาทางทำลาย
หรือทำลายโดยขาดเหตุผล
11. แสดงความรักอย่างเหมาะสมกับคนอื่นไม่เป็น
เพราะไม่รู้ว่ารักเป็นอย่างไร
หากคุณตอบว่า "ใช่" มากกว่า "ไม่ใช่" แสดงว่าคุณเป็นคนหนึ่งที่ควรปรับเปลี่ยนวิธีคิด
เปลี่ยนโลกทัศน์
และควรเริ่มฝึกที่จะให้ความรัก
อาจเริ่มจากการดูแลสัตว์เลี้ยงด้วยความรัก
ฝึกการแสดงออกถึงความรัก
และเอาใจใส่ต่อคนใกล้ตัว
ฝึกที่จะเป็นคนให้มากกว่าที่จะเป็นคนรับอย่างที่ผ่านมา
ฝึกที่จะดูแลผู้อื่นมากกว่าการรอคอยให้ผู้อื่นมาดูแล ฝึกการให้อภัย
ฝึกการคิดแบบคนใจกว้าง มองเห็นแง่มุมความคิดของคนอื่นๆ ให้มากขึ้น
พยายามตรวจสอบเรื่องความรับรู้ของตน กับความจริงนั้นตรงกันหรือไม่
ฝึกการคิดอย่างใช้วิจารณญาณมากๆ เช่น ก่อนที่จะด่วนสรุปความเห็นเรื่องใดๆ
โดยเฉพาะข่าว หรือเรื่องที่เป็นความเห็นของคนทั่วไป
นอกเหนือจากนั้น.....สิ่งที่จะช่วยให้อาการขาดรักบรรเทาเบาบางอย่างรวดเร็ว
คือการสำรวจว่าตนเองมีศักยภาพด้านใดมากที่สุด
แล้วพยายามพัฒนาตนเองให้ประสบความสำเร็จในเรื่องนั้น
จะทำให้เกิดความเชื่อมั่นในตนเองมากขึ้น รู้สึกว่าตนเองมีคุณค่ามากขึ้น

Apr 25, 2009

รังสรรค์ ราศีดิบ นักดนตรีร่วมสมัย หัวใจสะล้อ ซอ ซึง

ชมพูนุท นำภา
มติชน
ภาพ/เรื่อง
วันที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2552

หนานเย็น


ไม่มีเทศกาล วาระ หรือโอกาส สำคัญใดๆ
ในการอยากพบปะพูดคุยกับผู้ชายคนนี้ "รังสรรค์ ไชยา"

แต่ เพราะ "งานเพลง" แนวแปลกๆ จะว่าล้านนาก็ไม่ใช่
จะโมเดิร์นก็ไม่เชิง ฟังแล้วสำเนียงคุ้นหู แต่ก็ดูล้ำกว่านั้น
บทเพลงเสียงดนตรีที่ไม่เหมือนใครนี่เอง
กลายเป็นแรงดึงดูดอยากให้ทำความรู้จัก และค้นหา

ซึ่งในเวลาต่อมาระยะทางเกือบแปดร้อยกิโลทำหน้าที่
เป็นสะพานเชื่อมให้เดินทางไปสัมผัสชีวิตของเขาคนนี้

... บ่ายวันนั้น...ที่บ้านหลังน้อยละแวกซอยวัดอุโมงค์

จังหวัดเชียงใหม่
มอเตอร์ไซค์คันเก่าวิ่งช้าๆ เข้ามาจอดที่หน้าบ้าน
คนขี่ถอดหมวกกันน็อคออกแล้วหันมาพยักหน้ายิ้มทักทาย

ดูจากบุคลิกที่ พบเห็นในยามนั้น ถ้าไม่เคยรู้จักผลงานเพลงของเขามาก่อน
เชื่อแน่ว่าใครก็นึกไม่ถึงว่าชายวัย 40 ต้นๆ ผู้นี้ ในชุดเสื้อยืดกางเกงยีนส์ขะมุกขะมอม
จะเป็นนักดนตรีมือรางวัล ทั้งยังพ่วงตำแหน่งโปรดิวเซอร์ให้กับศิลปินอีกหลายต่อหลายคน ตั้งแต่ศิลปินเมืองไปจนถึงวงร็อคอินดี้หน้าใหม่

แล้วเขาคงเห็นอะไรบางอย่างจากสีหน้า จึงเอื้อนเอ่ยสีหน้ายิ้มๆ...

"เราอย่าตัดสินด้วยการมองแป๊บเดียวสิ เห็นนี่ไหม (ชี้ไปที่ห้องหลังเล็กๆ ข้างบ้าน)
โกโรโกโสอย่างนี้แต่เป็นห้องอัดเสียงนะ..."

แล้ว ต่อด้วย "เหมือนงานของเราไปตัดสินจากปกซีดี หรือแค่ชื่อเพลงไม่ได้หรอก
หรือเห็นหน้าแก่ๆ อย่างนี้ (ชี้ตัวเอง) โอ๊ย...ย...มันขนผักแน่นอน"
กล่าวปนหัวเราะอย่างอารมณ์ดี

"รังสรรค์ ราศีดิบ" หรือชื่อจริงตามบัตรประชาชน "รังสรรค์ ไชยา"
มีชื่อเล่นเรียกขาน "โจ้"

เขา คนนี้คลุกคลีในแวดวงดนตรีกลางคืนมานานนม จึงรู้จักกันดีในเมืองเชียงใหม่
แต่สำหรับคนทั่วไปเริ่มรู้จักเขาเมื่ออัลบั้มชุดแรก "การเดินทางของตะกร้า"
ได้รับรางวัลสีสันอวอร์ด เมื่อปี 2544

อัลบั้มแรกนั้นสร้างความแปลก ใหม่ให้ผู้ฟังอย่างชัดเจน โจ้บอกว่า อัลบั้มแรกเหมือนเป็นงานทดลองที่ได้เพื่อนๆ ฝีมือดีเข้ามาช่วยกันจนเสร็จเป็นรูปเป็นร่าง มีการทดลองเอาเครื่องดนตรี
พื้นเมืองของล้านนามาผสมร่วมกับเสียงเครื่องดนตรี สากล
สอดแทรกด้วยเสียงอิเล็กทรอนิกส์อีกนิด ให้คนหลายชาติหลายภาษามาร่วมขับร้อง
ไม่ว่าจะเป็นภาษาอังกฤษ ฝรั่งเศส ภาษาปกาเกอญอ ภาษาคำเมือง ผสมผสานกันจนลงตัว
และน่าฟัง บางเพลงก็แฝงด้วยปรัชญาให้คนฟังได้ขบคิดจินตนาการกันต่อ

"รังสรรค์ " เป็นคนเชียงรายโดยกำเนิด จบปริญญาตรี คณะพืชสวนประดับ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ซึ่งไม่เกี่ยวกับดนตรีแม้แต่น้อย แต่ด้วยใจรักในช่วงวัยรุ่นเขาจึงมุมานะหัดกีตาร์ด้วยตัวเอง
และได้รับคัดเลือกให้อยู่วง "เดอะ คาวบอย" วงดนตรีประจำมหาวิทยาลัยแม่โจ้

หลัง เรียนจบรังสรรค์ตระเวนเล่นดนตรีกลางคืนหาประสบการณ์ตามร้านอาหารในเชียงใหม่
จนบัดนี้หลายร้านปิดตัวไปแล้ว แต่หลายร้านที่เขาเล่นดนตรีร้องเพลงก็ยังอยู่ อาทิ
ร้านคีย์เฮ้าส์ ร้านรีเวอร์ไซต์ ร้านบลาสเซอรี่ มาเบิ้ล ร้านมะปราง ร้านสุดสะแนน
เป็นต้น

หากจะไถ่ถามเขาเกี่ยวกับเรื่องพืชสวนคงยากหน่อย เพราะตั้งแต่เรียนจบ
เขาบอกว่าเคยรับจ้างจัดสวนแค่สองปีเท่านั้นที่เหลือคลุกเคล้าอยู่กับเสียงกีตาร์มาตลอด


โจ้-รังสรรค์ มีอัลบั้มของตัวเอง 2 ชุด คือ "การเดินทางของตะกร้า" และ "วาดเวลา" ระหว่างนั้นทำหน้าที่โปรดิวซ์ให้กับศิลปินอีกหลากหลาย

ส่วนงานตัว เอง ขณะนี้ร่วมกับเพื่อนนักดนตรีประกอบด้วย "ทศ พนมขวัญ" (กลอง) "แอ๊ด-ภานุทัต อภิชนาธง" (เครื่องพื้นเมือง) "บอย เหนือเมฆ" (เปียโน) "ธวัชชัย แย้มสำรวล" (เบส) ร่วมมือทำดนตรีอีกครั้ง ในนาม "ราศีดิบ โปรเจ็กต์" เป็นดนตรีบรรเลงโดยมีเครื่องดนตรีหลัก 3 ชิ้น ผสมผสานกับเครื่องดนตรีล้านนา

นอกจากงานดนตรีแล้ว หน้าที่หลักอีกอย่างของรังสรรค์ คือช่วยภรรยาขายข้าวแกงชื่อ "ครัวแม่ชะเอม" ขายอาหารปักษ์ใต้ เพราะภรรยาเป็นคนใต้ หาเลี้ยงครอบครัวซึ่งมีสมาชิกอีกสองชีวิต คือ ลูกสาวชื่อ "ชะเอม" วัย 3 ขวบ และลูกชายชื่อ "ข้าวนึ่ง" วัย 7 เดือน

ชีวิตธรรมดาสามัญของนักดนตรีคนเมืองเชียงใหม่เป็นเช่นไรได้แรงขับ

ในการสร้างสรรค์อย่างไร

"หาคำตอบได้จากปากของหนุ่มอารมณ์ดีคนนี้เอาเอง"

เรียนรู้เรื่องของดนตรีได้อย่างไร?
ใช้วิธีถามเพื่อนบ้าง พี่บ้าง แล้วลองผิดลองถูกเอาเอง แต่ส่วนหนึ่งอาจเป็น
เพราะว่าฟังเพลงและอ่านหนังสือเยอะมาก

แนวไหน?

ชอบ ฟังบลูส์ แล้วก็ฝึกกีตาร์ จริงจังมากนะ ซ้อมวันละหลายๆ ชั่วโมง
อย่างแกะเพลงก็พยายามศึกษาวิธีคิดของเขาว่าเขาทำยังไง ไม่ใช่ว่าแกะได้เล่นเสร็จก็จบ
แต่จะพยายามหา เช่น ทำไมเขาใช้ทางคอร์ดแบบนี้ พยายามตีความวิธีคิดของเขา
แบบนี้มันสนุกกว่า เพราะถ้าแกะเพลงอย่างเดียวมันจะเหมือนเครื่องถ่ายเอกสาร
สมัยนี้สบายแล้วมียูทูบให้ดู

ใช้เวลานานไหมที่เล่นตามร้านอาหารแล้วมาเป็นอย่างทุกวันนี้

เริ่ม จากเล่นตามร้านอาหารได้สัก 10 ปี ก็เริ่มเบื่อเลยไปทำร้านคอมพิวเตอร์แป๊บนึง
ก็เลิกแล้วมาทำห้องอัด พอไม่เวิร์กก็ไปจัดสวนกับเพื่อน กลับไปกลับมาอย่างนี้
ทำอะไรก็ไม่ค่อยดี สะเปะสะปะ ก็เลยทำอัลบั้มชุดแรกโดย
ไปขอใช้ห้องเพื่อนกิน-นอนอยู่ที่นั่น จนอัลบั้มสำเร็จซึ่งถือว่า
โชคดีมีเพื่อนฝูงฝีมือดีมาช่วยเยอะ เมื่อเห็นว่าทำแบบนี้เราสนุกกว่าก็เลยรักที่จะอยู่กับมัน
จนถึงทุกวันนี้

ยุคนั้นถือว่าเป็นใต้ดินหรือเปล่า?

ไม่รู้ แต่ว่าเราก็เป็นไปตามธรรมชาติ อย่างผมจะไปขายหน้าตาเหรอ (หัวเราะ)
เดี๋ยวเฮียเขาเจ๊ง

เออ... แต่ว่าฝรั่งแก่ๆ เขาก็ยังทำออกมาสนุกสนานเฮฮากัน คุณลุงๆ
ทั้งหลายก็ยังอยู่ดีอยู่ แต่ผมไม่ได้คิดไปรองรับตลาดตรงนั้น
แค่อยากเห็นว่าถ้าเอาพิณเปี๊ยะมาใส่ในเพลงเรกเก้มันจะเป็นยังไง
มันเหมือนงานทดลอง เวลาทำเสร็จก็ไรต์ขายเองพักหนึ่ง

แต่ละเพลงจะคิด อยู่ในหัวนานแล้ว บางทีนั่งรถอยู่ก็คิด อย่างเพลงแก้วมาลูน
ก็คิดว่าถ้าเป็นแบบเพลงบ้านนอก แต่มีอารมณ์สะวิงเข้ามาใส่ให้มันดูหรูหราหน่อย
กระฉับเฉงหน่อย มีซึงมาแจม ก็คงจะเวิร์ก เอ๊...แล้วจะเอาซึงมาใส่ตรงไหน
ก็จะคิดแล้วเก็บใส่ลิ้นชักไว้เวลาจะทำงานก็เอามาใช้

ผลงานชุดแรกได้รางวัล

ก็ ดีนะ เป็นที่รู้จักขึ้นเยอะแต่ผมอ่อนเรื่องการตลาด การขาย ส่วนมากจะใช้วิธีฝากขาย
ที่กรุงเทพฯ อย่าให้พูด บางร้านก็ไม่จ่ายเงินเราเลย แต่บางร้านก็ดี คนซื้อก็คงอยากจะฟังแปลกๆ ใหม่ๆ บ้าง คือผมพยายามทำเพลงให้น่าสนใจ ต้องมีสารในเพลงบ้าง

ชีวิตคนเมืองเชียงใหม่เนิบๆ อะไรเป็นสิ่งกระตุ้นให้ทำงานเพลง

อืม... มันหลายอย่างมาก มันเหมือนกับเราต้องเดินทาง บางทีสิ่งที่เราเจอระหว่างทาง
แล้วเรารู้ว่าเรื่องนี้มันกระทบกับเรา เรื่องนี้เรารู้สึก บางทีอ่านบ้าง ฟังบ้าง
คนเราแต่ละคนมันจะมีเรื่องราวที่ไม่เหมือนกัน เป็นการบันทึกเรื่องราวโดยสายตา
ของแต่ละคน เหมือนห้องอัดนี้ถ้าไม่บอกก็ไม่มีใครรู้ว่าเป็นห้องอัด คือ
เราใส่ใจกับสารข้างในก่อนแล้วค่อยทำข้างนอก

ปกติชอบเดินทาง

การ เดินทางของผมคือการออกจากตัวเอง ไม่จำเป็นที่จะต้องเดินทางข้ามทวีป
แค่เราออกไปสัมผัสผู้คน เรื่องราว แล้วก็อ่านหนังสือ ดูข่าวสาร
แล้วก็มาย่อยว่าอันไหนเรารู้สึก อันไหนจริง ไม่จริง สัมผัสมัน รู้สึกกับมัน
อันไหนดีก็ให้กระตุ้นเรา อันไหนไม่ดีก็ปล่อยผ่านไปเสีย ต้องเรียนรู้ ศึกษา
นี่คือการเดินทางของผม เดินทางไปเรื่อยๆ

คือ ถ้าอยู่กับตัวเองนานๆ จะรู้สึกว่าแก้วมันเต็ม เราก็ต้องหาอะไรมาเติม
อย่าทำตัวเป็นน้ำเต็มแก้ว บางทีแค่เพลงเพลงหนึ่ง เสียงเสียงหนึ่ง
หรืออะไรสักอย่างที่ทำให้เรารู้สึก หรือเรื่องที่ผู้คนคิด มันจะเข้ามาหาเราเอง
อยู่ที่เราจะมองยังไง ตีความยังไง

โปรดิวซ์งานศิลปินคนอื่นด้วย

ครับ เช่น ทำเพลงครบ 10 ปีให้สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)
หรืออัลบั้มของ ชิ-สุวิชาน (ศิลปินชาวปกาเกอญอ) ซึ่งมี 12 เพลง
ความยากของอัลบั้มนี้คือ ภาษา เครื่องดนตรี เรื่องราวของชาวปกาเกอญอ
สามอย่างนี้เราอย่าตีความมั่ว เพราะมันจะกลายเป็นจับเขามายัดใส่ในบล็อคความคิดเรา
ซึ่งอาจจะไม่ถูกต้อง

ยก ตัวอย่างเพลง เทาะแมป่า ผู้ที่เป็นบรรพบุรุษของปกาเกอญอ
เราก็จะคิดถึงละครเวลาเปิดฉาก แต่เราต้องหาวิธีเปิดฉากแบบเอาเครื่องดนตรีมาใส่แทน ประมาณว่าส่องแสงให้เขา เขาโผล่มาจากที่มืด ผมเลือกเสียงคีย์บอร์ดเป็นแบ๊คกราวด์
แล้วให้กีตาร์ส่งให้ระยิบระยับขึ้นมาหน่อย แล้วก็มีเสียงอะไรบางอย่างให้รู้ว่าคนคนนี้มาแล้ว
เช่น ใช้เคาะฆ้องกบ มันจะให้ความรู้สึกเหมือนกับย่องมาแล้ว

หรือศิลปินรุ่นใหม่อย่างจุ๋ย จุ๋ย ก็ช่วยทำ เขาเล่นได้ทุกอย่าง อืมม...ประหลาด ป๊อป
(หัวเราะ) ล่าสุด โปรดิวซ์ ให้วงร็อคอินดี้ "wild seed" เพลงสัตว์เลี้ยงของแวมไพร์

งานล่าสุด

ตอน นี้ทำวงเล่นกับเพื่อน ใช้ชื่อว่า "ราศีดิบ โปรเจ็กต์" ทำวง 3 ชิ้นอยู่ เป็นเบส กลอง กีตาร์ ผสมกับซึงที่เครื่องดนตรีพื้นเมือง คงจะเป็นอัลบั้มใหม่เร็วๆ นี้ เป็นเพลงออกแนวบรรเลง ซ้อมวันละ 2-3 ชั่วโมง ไม่หนักมาก เพราะในวงจะรุ่นๆ ใกล้กัน หลักสี่อัพ (หัวเราะ) แต่ก็สนุกๆ แบ่งเวลากันมาเล่น คนแก่แล้วทำงานช้า (ยิ้ม) แล้วก็จะมีเพลงร้องอีก 1 ชุด เป็นชุดของผมเอง ใครสนใจติดตามความเคลื่อนไหวได้ที่ www.live.banleng.com

นอกจากดนตรีแล้วชีวิตประจำวันทำอะไร

บาง ทีก็ช่วยเสิร์ฟข้าวแกงให้แม่บ้าน ผมเคยไปจ่ายตลาด เดินผ่านหน้าผับตอนตี 4
เห็นคนเมากำลังออกจากผับ หันไปอีกฟากเห็นชีวิตคนที่กำลังทุบหัวปลา หั่นผัก
ขายขนมกะทิ ซึ่งต่างกันอย่างสิ้นเชิง เรื่องพวกนี้เป็นแรงบันดาลใจเรื่องแต่งเพลงได้หมด
แล้วก็ให้แง่คิดเราด้วย อยากรู้ต้องออกไปเดินตลาดตีสี่ตีห้า จะได้รู้อีกรสชาติ

ทำไมศิลปินชอบมาอยู่เชียงใหม่กัน

อาจ เป็นเพราะบรรยากาศในการทำงาน มันไม่เหมือนกรุงเทพฯ ที่กรุงเทพฯมันวุ่นวาย
มีปัญหาเรื่องการจราจรไปไหนทีครึ่งวันแล้ว กำลังคิดงานออกก็หายไปแล้ว

ในสายตาเชียงใหม่ตั้งแต่ที่มาอยู่ถึงตอนนี้เปลี่ยนแปลงไปแค่ไหน?

เปลี่ยน ไปมาก การก่อสร้างเยอะขึ้น ฝุ่นควันก็เยอะ ปีที่แล้วนี้หนัก ก็หงุดหงิดบ้าง
บางทีเราก็ส่งเสียงนิดหน่อย จะรวมกลุ่มกันภายในเชียงใหม่ ใครมีเรื่องอะไรก็ส่งสารกันไป อย่างซีดีชุดเชียงดาวของกลุ่มภาคีฮักเจียงใหม่ เขาอยากทำเพลง
เราก็ช่วยเหลือให้แง่คิดเรื่องเพลง ทำเพลงได้ก็ทำไป ช่วยกัน

อยากสื่อสารความเป็นล้านนาเพียวๆ ไหม?

ผม ไม่ได้มาสายนี้โดยตรง ชอบที่จะประยุกต์มากกว่า มีเพื่อนฝรั่งเขาทำห้อง
อยู่แถวสันกำแพงเขาบอกว่าดนตรีบ้านเราบางทีมันน่า เบื่อ ไม่น่าสนใจ
ผมก็บอกว่าจริงๆ มันน่าสนใจนะ แต่คุณไม่สนใจเอง

ผม บอกว่างั้นเดี๋ยวเราจะทำให้น่าสนใจ ตอนนี้หลายๆ คนก็ทำอยู่
แล้วคนที่เก่งเรื่องแบบแผนเดิมก็จะมีอยู่ แต่เราชอบที่จะเห็นว่าร่วมสมัยก็ไม่ใช่
จะว่าโมเดิร์นก็ไม่เชิง แต่อยากให้มันมีสีสันที่บางทีมันเป็นสีใหม่ๆ เช่น
เสียงสะล้อแบบนี้ถ้าได้อยู่อีกบรรยากาศหนึ่งจะเป็นยังไง
หรือถ้าเวลาได้ฟังก็จะคิดอยู่ตลอดว่ามันมีอะไรอยู่ในนั้น ซึ่งมันสนุก

แสดงว่าพื้นเมืองยังมีอะไรให้เล่นอีก

เยอะ ครับ ไม่ตัน ถ้าตันนี่คือเราตันเอง มันเหมือนเราไปบล็อควิธีคิดของเราว่ามันหมดแล้ว
มีแค่นี้แหละ เหมือนคำพูดที่ว่าโลกนี้ไม่มีอะไรใหม่ มันก็จริงว่าไม่มีอะไรใหม่
แต่ถ้าไม่มีคนทำอะไรมาใหม่ๆ อีก มันก็จะหยุดนิ่ง แต่เราไม่ได้คิดเรื่องใหม่-ไม่ใหม่
เราคิดเรื่องมันเป็นไปได้หรือเปล่า

เป็นคนรักในความเป็นล้านนาสูง

เพราะ คุ้นกับเครื่อง กับเสียง-เสียงซอ สะล้อ ปี่ ซึง และตอนนี้เราสนใจจะกลับไปหา
ในลักษณะเด็กนักเรียนต้องไปศึกษาจากผู้เฒ่าผู้ แก่ว่าเขาเล่นดนตรีกันมายังไง
มีวิวัฒนาการมายังไง

แต่อย่างว่าของที่เราสนใจมากที่สุดอาจจะไร้ค่าที่สุดสำหรับคนที่ไม่สนใจ
หรือของที่มีค่าสำหรับคนอื่นเราอาจจะไม่รู้สึกอะไรเลยก็ได้

ตอนนี้คิดจะเข้าสู่ดนตรีกระแสหลักไหม?

อืม...มม...คิดไหม... ก็คิดนะ คิดแบบสนุกๆ ว่า เฮ้ย...มาดังตอนแก่จะยุ่งนะเว้ย (หัวเราะ)

"เดี๋ยวรับมือไม่ไหว"

หน้า 17

การประพฤติธรรม

คอลัมน์ รื่นร่ม รมเยศ
เสฐียรพงษ์ วรรณปก

มติชน

ภาพ/เรื่อง
วันที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2552



วันนี้จะพูดถึงสูตรสำเร็จแห่งชีวิตสูตรที่ 16 คือ
ธัมมจริยา (การประพฤติธรรม)


พระ อรรถกถาจารย์ท่านให้คำจำกัดความว่า ธัมมจริยา
คือการประพฤติตามกุศลกรรมบถสิบประการชาวบ้านฟังแค่นี้ก็คงถามต่อไปว่า
แล้ว"กุศลกรรมบถสิบประการ" ล่ะ คืออะไร


กุศลกรรมบถ คือแนวทางแห่งกุศล หรือ "ทางแห่งความดี" นั่นแหละครับ มีสิบประการ
แบ่งเป็นดีทางกายสาม ดีทางวาจาสี่ และดีทางใจอีกสาม รวมเป็นสิบพอดี มีอะไรบ้าง
ผู้ใฝ่รู้ไปหาอ่านเอาเอง ถ้าเราตั้งคำถามและหาคำตอบให้แก่ตัวเองได้ชัดแจ้งว่า
ธรรมคืออะไร บางทีเรื่องเรื่องนี้จะดูง่ายขึ้นกระมังครับ ลองมาคิดกันดู


ธรรมคือ อะไร คงมีผู้รู้ให้คำตอบแตกต่างกันออกไปแต่ถ้าจะให้พูดสั้นๆ
ให้ครอบคลุมแล้ว ธรรมน่าจะได้แก่ ความถูกต้องและความดี อะไรที่ถูกด้วยดีด้วย
อันนั้นเรียกว่าธรรมหมดไม่มียกเว้นส่วนสิ่งใดไม่ถูกต้องและไม่ดี หรือพูดอีกนัยหนึ่ง
สิ่งที่ผิดและสิ่งที่เสียไม่เรียกว่า ธรรม คำจำกัดความแค่นี้คิดว่าคงครอบคลุม
ลองนึกให้ดีก็แล้วกัน ธรรมะที่พระพุทธองค์ทรงสั่งสอนมีมากมาย ที่ท่านว่า
มีถึงแปดหมื่นสี่พันพระธรรมขันธ์นั้นน่ะ เป็นเรื่องของความดีทั้งนั้น


สวา กขาโต ภควตา ธัมโม - พระธรรมอันพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ถูกต้องแล้ว
ตรัสไว้ดีแล้ว ไหมล่ะ บทสวดมนต์สรรเสริญพระธรรมก็บอกอยู่ชัดแจ้งแล้ว


ทีนี้การประพฤติธรรมล่ะ ทำอย่างไร การประพฤติธรรมสรุปได้สองสถานคือ

-ประพฤติ เป็นธรรม หมายถึงทำให้ถูก ทำให้ดีนั้นเอง ไม่ต้องทำอะไรใหม่
ใครมีหน้าที่อะไรอยู่แล้ว มีงานมีการอะไรทำอยู่แล้วก็ทำหน้าที่นั้น
การงานนั้นให้ถูกและดียิ่งขึ้น ที่มันถูกอยู่แล้วดีอยู่แล้ว ก็ทำให้มันถูกมันดียิ่งๆ ขึ้นไป


เป็นนักเรียนก็เรียนให้มันถูกวิธี เรียนให้มันดี ทำราชการก็ทำให้มันถูกทำให้มันดี
ค้าขายก็ค้าให้มันถูกให้มันดี เป็นนักการเมืองจะอนุมัติอะไรตามอำนาจหน้าที่
ก็อนุมัติให้มันถูกให้มันดี คนขออนุมัติมาก็ขอให้มันถูกให้มันดี
เขาอนุมัติให้แค่นี้ ก็ไม่ไปทำเกินกำหนดที่เขาอนุมัติอะไรอย่างนี้ เรียกว่า
การประพฤติตามธรรม


หลวงปู่ท่านหนึ่งท่านมักย้ำเสมอว่า การทำตามหน้าที่ให้ดีที่สุดนั่นแหละ
คือการปฏิบัติธรรมก็หมายความดังที่ผมว่ามานี่แหละครับ


-ประพฤติ ตามธรรม นัยนี้ก็คล้ายกับนัยต้น แต่ละเอียดประณีตขึ้น
นัยต้นถูกดีอาจถูกดีเพียงระดับพื้นฐาน ถ้ามองอย่างสายตาชาวโลกก็อาจไม่เห็นความ
"ถูกดีที่ไม่สมบูรณ์" ก็ได้ เช่น นาย ก.มีอาชีพขายลูกน้ำ เลี้ยงปลา
ตั้งหน้าตั้งตาทำงานในหน้าที่ของตนอย่างขยันหมั่นเพียร
จนขายลูกน้ำได้เงินมาเลี้ยงตนและครอบครัวไม่เดือดร้อน ก็เรียกว่า
นาย ก.ประพฤติเป็นธรรม คือทำหน้าที่ของตนให้ถูกให้ดี
และเจริญรุ่งเรืองเพราะทำถูกทำดีนั้น แต่ถ้ามองให้ลึก
อาชีพนั้นยังเป็นไปเพื่อเบียดเบียนอยู่ ถ้าจะให้ถูกต้องจริงๆ
นาย ก.จะต้องเลิกอาชีพขายลูกน้ำ หันมาประกอบอาชีพอื่นที่ดำเนินตามทางธรรม
หรือบริสุทธิ์กว่า การประพฤติตามธรรมจึงหมายถึง
การฝึกฝนอบรมตนตามแนวทางแห่งความถูกต้องดีงามให้สูงขึ้น
ประณีตขึ้น บริสุทธิ์ตามลำดับ


จะอธิบายในแง่ไหนก็ไม่หนีกรอบที่พระอรรถกถาจารย์ท่านให้ไว้ คือ
"การดำเนินชีวิตตามแนวทางแห่งกุศล" นั่นแหละครับคือการประพฤติธรรม


ผู้รู้ท่านตั้งข้อสังเกตว่า นักประพฤติธรรมควรดูพระอริยสงฆ์เป็นหลักแล้ว
จะไม่เสียหลักการประพฤติธรรม ท่านว่าอย่างนั้น


ดู อย่างไร พระอริยสงฆ์ท่านปฏิบัติครบสี่ลักษณะคือ ปฏิบัติดี ปฏิบัติตรง ปฏิบัติควร
ปฏิบัติเหมาะสม ปุถุชนอย่างเราเวลาจะทำอะไรก็ควรยึดหลัก "ดี-ตรง-ควร-เหมาะสม"
แล้วจะประสบความสำเร็จ นี่ว่าถึงการกระทำหน้าที่การงานโดยทั่วไป


พูดในเรื่องการทำความดี ไม่ว่าจะทำอย่างไหนก็ตามก็ต้องยึดหลักนี้เช่นกัน คือ
จะต้องทำดีให้ดี ทำดีให้ตรง ทำดีให้ควรและทำดีให้เหมาะสม พูดมาถึงตรงนี้
บางท่านอาจสงสัยว่า ผมพูดอะไร "ไม่รู้ฟัง" ทำดีไม่ดี มีหรือ มีสิครับ
ลองดูพฤติกรรมของคนส่วนใหญ่ดู หลายคนทำดีก็จริง แต่ทำไม่ดีดอกครับ
ยกตัวอย่าง บางคนตั้งใจจะบวช นั่นเป็นการทำดีไม่มีใครเถียง
แต่พอถึงวันบวชเลี้ยงเหล้ายาปลาปิ้งเฉลิมฉลองกัน
พอเหล้าเข้าปากก็ทะเลาะวิวาทกันถึงกับฆ่ากันตายก็มี นาค
แทนที่จะได้เข้าโบสถ์บวชเป็นพระ กลับต้องขึ้นเมรุ
คือกลายเป็นศพถูกหามไปเผาที่เมรุแทนก็มี อย่างนี้เรียกว่า เจตนาจะทำดี แต่ทำดีไม่ดี
ทำดีไม่ตรงตามเป้าหมาย ทำดีไม่เหมาะสม ทำดีไม่ควร เลยกลายเป็นเสียไป


เพราะฉะนั้น พระพุทธเจ้าจึงตรัสไว้ว่า ธมฺมํ สุจริตํ จเร พึงประพฤติธรรมให้สุจริต
แปลเอาง่ายๆ ชนิดที่ฟังออกทันที ก็คือ อันการทำดีนั้นต้องทำดีๆ มันถึงจะดีนั่นแหละครับ


การประพฤติ ธรรม กับการปฏิบัติธรรมเป็นเรื่องเดียวกันนะครับ
เพียงแต่ใช้คำให้มันต่างกันเท่านั้นเอง การประพฤติธรรมแปลมาจากคำพระว่า
"ธัมมจริยา" การปฏิบัติธรรมแปลมาจากคำว่า "ปฏิปัตติ" หรือ "ธัมมปฏิปัตติ"


มี หลายคนยังเข้าใจผิดว่า การศึกษากับการปฏิบัติเป็นคนละเรื่องกัน เข้าใจว่า
การเล่าเรียนหรือการเรียนหนังสือเรียกการศึกษา การลงมือทำตามที่เรียนมาคื
การปฏิบัติ ความจริงไม่ใช่ ถ้าดูที่มาของคำเหล่านี้
แล้วจะเห็นคำพูดอยู่สามคำมาเป็นหมวดเดียวกันคือ ปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ ทั้งปริยัติ
(การเรียน) และปฏิบัติ (การลงมือทำ) คือสิ่งที่เรียกว่าการศึกษา
ส่วนผลที่เกิดจากปริยัติและปฏิบัติ เรียกว่า ปฏิเวธ


ดังนั้น ปริยัติก็คือการศึกษา เป็นการศึกษาขั้นปริยัติ ปฏิบัติก็คือการศึกษาเรียกว่า
ศึกษาขั้นปฏิบัติเรื่องที่ต้องศึกษาตามหลักพระพุทธศาสนาก็คือ เรื่องปัญญา ศีล สมาธิ
(หรือที่คนไทยเรียกติดปากว่า ศีล สมาธิ ปัญญา)


เมื่อใคร เอ่ยคำว่า ปฏิบัติ จึงมิใช่การทำสมาธิเพียงอย่างเดียว หากหมายถึง
การทำศีล สมาธิ ปัญญาให้เกิดมีและเจริญ
เป็นการดำเนินตามหลักอริยมรรคมีองค์แปดหรือดำเนินตามแนวทางแห่งกุศลกรรมบถสิบ
ดังที่พระอรรถกถาจารย์ท่านว่าหรือเรียกง่ายๆ ว่า
"การทำให้ดี ให้ตรง ให้ควร ให้เหมาะสม" นั่นเองมิใช่อย่างอื่น


ที่ผมพูดมานี้รู้ดีว่า บางท่านอ่านแล้วเข้าใจทันที แต่อีกหลายท่านคงบ่นอุบอิบว่า
เขียนอะไรอ่านไม่รู้เรื่อง ไม่รู้ก็ต้องเขียนครับ เพื่อปรับความเข้าใจให้ตรงกัน
ในแง่หลักวิชาไม่งั้นจะเตลิดไปไกล


ไกล จนเห็นได้ว่า การนั่งทำสมาธิเท่านั้นคือการปฏิบัติธรรม
คนอื่นที่เขาดำเนินชีวิตในทางที่ถูกต้องดีงามอย่างอื่นไม่ได้ปฏิบัติธรรมนั่นแหละจ้ะ


หน้า 6

บทสัมภาษณ์ ธเนศ วงศ์ยานนาวา : GURU POSTMODERN



คอลัมน์ Weekly interview

นิตยสาร A day weekly

ปีที่ ๑ ฉบับที่ ๑๗ ๑๐-๑๖ กันยายน ๒๕๔๗
(เรื่อง: พนิดา วสุธาพิทักษ์, อังศุมาลิน บุรุษ ภาพ: อนุชิต นิ่มตลุง)
สำรวจ teen มนุษย์ไร้จุดยืน

ด้วยบุคลิกที่ไม่ได้บ่งบอกถึงสถานะผู้ทรงภูมิความรู้อันใด
ธเนศ วงศ์ยานนาวา มีตำแหน่งเป็น
อาจารย์ประจำภาควิชาการเมืองการปกครอง
คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
เป็นนักวิชาการด้านสังคมศาสตร์คนหนึ่ง
ที่ถูกจัดประเภทให้รวมหมวดหมู่อยู่ในฐานะผู้ทรงภูมิความรู้ในเรื่อง ‘ล้ำๆ’ ของยุคสมัย

เขาเสพสมชีวิตด้วยการกิน ท่องเที่ยว ดูหนัง ฟังเพลง และอ่าน-เขียน-สอนหนังสือ
โดยไร้สังกัดทางชนชั้น บางครั้งก็มีความขี้เกียจเป็นแรงขับเคลื่อนชีวิต
ทั้งยังปฏิบัติตัวเป็นนักสังคมบริโภคอย่างเสมอต้นเสมอปลาย

เคยพำนักพักแรมตั้งแต่โรงแรมหะหรูหะราระดับ ๕ ดาวไปจนถึงริมฟุตบาทข้างถนน
ท่องเที่ยวในดินแดนไกลโพ้นด้วยพาหนะทุกรูปแบบ
ไม่ว่าจะเป็นเครื่องบิน รถบัส เรือ ร่อนเร่
เอาเป้สะพายหลังในหลายประเทศทั่วโลก
และหลายจังหวัดในประเทศไทย
กระทั่งเข้าไปแฝงตัวอยู่ในหมู่ลูกทัวร์ผู้น่ารักของบริษัททัวร์ก็เคยมาแล้ว

“ผมเป็นคนไม่มีหลักการ และไม่มีจิตสำนึกทางการเมือง
ชายผู้มีจุดยืนอยู่ที่ตีนตัวเองกล่าวไว้เยี่ยงนั้น

บท สะท้อนในงานเขียนที่ชื่อ
‘ภาพตัวแทนของตูด’ ซึ่งตีแผ่ถึงกิเลสตัณหา
ของมนุษย์ผ่านรูทวารที่น่ารังเกียจ
(แต่เราก็ใช้มันขับถ่ายทุกวัน)
ย่อมบ่งบอกถึงมุมมองความคิดและ
การใช้ชีวิตแบบกลับหัวหลับหางกับปุถุชนคนอื่น
ในวิถีของธเนศได้เป็นอย่างดี
A day weekly ชวนเขาคุย (สบายๆ)
ถึงเรื่องราวชีวิตในรอยทาง อาหาร เสียงดนตรี
แผ่นฟิลม์และ
ตัวหนังสือ เพื่อมองผ่านเข้าไปสำรวจตรวจสอบถึงการมีอยู่หรือไม่มีอยู่ของ
‘สำนึกร่วมทางสังคม’ ในฐานะที่เขาประกาศตัวตั้งแต่ต้นว่าเป็นคนไร้สำนึก
ว่าเอาเข้าจริงแล้วคนใน
ยุคปัจจุบันกำลังว่ายวนอยู่ในกระแสการมีชีวิตอย่าง
ไร้ราก ไร้ประวัติศาสตร์ ไม่ยอมร้อยเรียงเชื่อมโยงตัวเองเข้ากับอะไรทั้งสิ้นเลยล่ะหรือ

ในขณะที่มนุษย์โพสต์โมเดิร์นก็ (คงจะ) ยกฝ่าเท้าขึ้นเบา ๆ
แล้วตอบคุณด้วยหน้าตาย ๆ ว่า ถ้าอย่างนั้นมีรากอันใดอยู่ใต้ teen ฉันงั้นรึ...
คนนะ ไม่ใช่ต้นไม้
หรือ นี่อาจเป็นปฏิบัติการทางสังคมในรูปแบบหนึ่ง
เพื่อแสดงออกถึงการต่อต้านความพยายามของรัฐประชาชาติที่ต้องการจะเชื่อมโยง
อุดมการณ์ความเป็นชาติ ตอกตรึง หลอมรวมให้ทุกคนกลายเป็นหนึ่งเดียวกัน

เรียบเรียงจาก คอ
ลัมน์ Weekly interview
-รวินทร์-
จิ๊กซอว์ชีวิต การเดินทาง-ละตินอเมริกา-โลกาภิวัตน์
“ผม เดินทางโดยใช้ทุกวิถีทาง ไม่ว่าจะเป็นนั่งรถ ลงเรือหรือขึ้นเครื่องบิน
คือผมไม่มีข้อจำกัดว่าจะใช้พาหนะอะไร
และไม่ได้มีเงื่อนไขเฉพาะเจาะจงอะไรมาก อย่างเช่น
ถ้ามันดึกมากแล้ว นอนโรงแรมไม่คุ้ม ผมนอนข้างถนนก็ได้
เวลาเดินทางผมอาจจะมีความจำเป็นอย่างเดียวคือต้องกิน”

นอกจากจะเดินทางได้ทุกวิธีและไร้เงื่อนไข
ธเนศยังท่องเที่ยวได้ทุกรูปแบบตั้งแต่โบกรถจนถึงเป็นลูกทั
วร์
“... ผมไมได้โบกรถนานมาก...ครั้งสุดท้ายเมื่อประมาณ ๑๐ กว่าปีมาแล้วสมัยยังเป็นวัยรุ่น
แต่เดี๋ยวนี้เมื่อทำงานแล้วผมมีเวลาที่จำกัด
ทำให้ผมไม่สามารถที่จะคอยโบกรถได้
และนี่แหละผมถึงเข้าใจ คือจะให้ผมไปเที่ยวกับบริษัททัวร์ก็ได้ ผมไปได้หมด”

ความสนุกสนานของผู้คน ความอันตรายในประเทศแถบละตินอเมริกา
ได้สร้างแรงดึงดูดและท้าทายให้ธเนศพา teen ไปเหยียบเยือนอยู่บ่อยๆ
เช่นตอนปิดเทอมภาคฤดูร้อน (ปี ๒๕๔๗) ที่เขากลับไปเที่ยวเปรูอีกเป็นครั้งที่ ๒

“ผม คิดว่ามันมีความตื่นเต้น เพราะทุกขณะที่คุณเดินหรือทำอะไรก็แล้ว
แต่ในประเทศเหล่านี้ คุณต้องคอยระวังตัวและมีสติอยู่เสมอ
ทุกวินาทีที่คุณเผลอ คุณมีโอกาสถูกขโมยของหรือถูกจี้ได้...
และเรื่องของหายเป็นเรื่องปกติมาก
ถ้าขอ
งไม่หายสิถือว่าคุณมีบุญหรืออย่างใครบอกว่าขโมยอิตาลีน่ากลัว
โอ๊ย...กระจอก เด็ก ๆ
จะด้วยความเป็น ‘ไทย’ หน้าตาผิดระเบียบ
หรืออะไรที่ไม่มีใครรู้ เบื้องหลังการเดินทางของธเนศจึงไม่ราบรื่น
เรียบร้อยอย่างนักเดินทางทั่วไป
แต่นั่นไม่ได้ทำให้เขา ‘หยุด’ พัก
ขา
“ประเทศที่ผมอยากไปตอนนี้ (ปี ๒๕๔๗) ผมอยากไปหมู่เกาะคุกที่อยู่
ในมหาสมุทรแปซิฟิก...ตาฮิติ ก็เป็นอีกที่หนึ่งที่อยากไป...สถานที่ทัวริสต์ทั้งนั้น
ผมไม่ได้เป็นคนประเภทที่ต้องไปในดินแดนที่ไม่มีทัวริสต์อยู่เลยนะ
จะไปหรือไม่ไปที่ไหนมันก็แล้วแต่อารมณ์ของผม ผมไปได้หมดทุกที่

แล้ว ที่กัวเตมาลา นี่อยากไปมาหลายปีแล้วแต่ไม่เคยได้วีซ่า
กระทั่งเดินเข้าไปขอและลองพยายามข้ามแดนไปเหยียบแผ่นดินเขามาแล้ว
ก็ถูกกรมตำรวจกรมเข้าเมืองเด้งกลับมา ก็ไม่ทราบว่าทำไม
ผมคิดว่าหนังสือเดินทางของไทยมันมีปัญหาทุกที่นะ
แม้แต่ในปัจจุบันผมก็ยังคิดว่าการเดินทางด้วยหนังสือเดินทางจากเมืองไทยนี่
ยากและค่อนข้างลำบาก คือผมไม่เคยเดินทางด้วยพาสปอร์ตข้าราชการ
หรือด้วยการใช้เส้นสาย ผมไปยืนเข้าคิวที่กรมตรวจคนเข้าเมืองทุกที

ผม ยังเคยถูกจับเลย ตอนนั้นผมนั่งรถจากโบลิเวียจะเข้าไปชิลี
ระหว่างเส้นทางบนภูเขาแอนดิส รถก็ถูกเรียกให้หยุดและเรียกผมไปคุยคนเดียว
ทำให้เสียเวลาไปเป็นชั่วโมงและคนอื่น ๆบนรถต้องนั่งคอย
ส่วนที่เวเนซูเอลาก็เคยถูกเรียก แต่คราวนั้นผมไปกับเพื่อน
เพื่อนถูกเรียกแล้วผมก็ติดร่างแหไปด้วย ผมเจอเหตุการณ์อย่างนี้บ่อย
คงเป็นรูปร่างหน้าตาด้วยที่ดูไม่เรียบร้อย หน้าตาผิดระเบียบหรืออะไรก็ไม่รู้”


ด้วยประสบการณ์ทำให้ธเนศมองว่าการก้าวสู่ยุคโลกาภิวัตน์
กลับยิ่งทำให้การเดินทางยากขึ้น และโลกไร้พรมแดนเป็นเพียงภาพลวงเท่านั้น

“ยิ่ง เป็นโลกาภิวัฒน์มากขึ้นการเดินทางจะยิ่งยาก
ถ้าไม่ใช่ประเทศมหาอำนาจก็ยิ่งมีข้อกำหนดข้อบังคับมากขึ้น
เช่นในประเทศเล็ก ๆ จะมีข้อเรียกร้องและต้องใช้เอกสารต่าง ๆ มากมาย
อย่างคุณจะขอวีซ่า เช็งเกน (Visa Schenghen) นั้น
การขอวีซ่าไปยุโรปจะสะดวกกว่า

โดย เฉพาะหลังเหตุการณ์ ๑๑ กันยายน ๒๕๔๔ ยิ่งมีความสลับซับซ้อนมากขึ้น
แต่ปัญหาที่ผมเจอนั่นไม่ใช่ผลของ ๑๑ กันยา แต่เพียงอย่างเดียว
เพราะฉะนั้นใครก็ตามที่บอกว่าโลกาภิวัตน์มันไร้พรมแดน
คือคนที่เดินทางโดยมีคนไปทำวีซ่าให้ ไม่เคยรับรู้ว่าการขอวีซ่ามันยุ่งยากน่าเบื่อแค่ไหน…

จริง ๆ แล้วหากคุณไปสำรวจดูจะพบว่ายิ่งมีพรมแดนมากขึ้น
ยิ่งเข้มงวดมากขึ้น พรมแดนมันไม่ได้ลดลง แต่มันจะลดลงให้เฉพาะคนบางประเภทเท่านั้น
ถึงอย่างไรโลกมันก็ยังมีลำดับชั้นสูงต่ำอยู่เหมือนเดิม
ผมคิดว่ามันเป็นเรื่องของชนชั้น ถ้าเป็นชาวบ้านธรรมดาไป
ขอวีซ่าข้ามประเทศมันง่ายซะที่ไหน ผมถามว่านักการเมืองระดับใหญ่ของประเทศนี้
เคยไปยื่นขอวีซ่าของสหรัฐอเมริกามั้ย...ผมว่าเขาไม่ต้องไปทำเองหรอก
(หลังจากวันที่ ๓๐ กรกฎาคม ๒๕๔๗
ถ้าจะเข้าอเมริกาต้องพิมพ์ลายนิ้วมือกับถ่ายภาพตาม
มาตรการคุมเข้มความปลอดภัย-กองบก. A day weekly)
และอเมริกาเป็นประเทศที่หากไม่จำเป็นผมไม่อยากไปที่สุด ปวดกบาล”


จาก บทบาทบรรณาธิการวารสารรัฐศาสตร์สาร การเขียนบทความทางวิชาการ
และคอลัมน์นิสต์ จึงมีหลายคนชักชวนให้ธเนศถ่ายทอด
เรื่องราวการเดินทางออกมาเป็นหนังสือ
แต่การท่องเที่ยวถือเป็นสิ่งเดียวในชีวิตที่เขายังไม่ได้ทำให้เป็นงานและไม่
อยากทำถ้าไม่จำเป็น เนื่องจากมีงานเขียนที่รับผิดชอบอยู่ค่อนข้างมาก
และยอมรับว่าตนเองไม่มีความ สามารถในเรื่องของการเขียน
เพราะติดทั้งรูปแบบสำนวนการขยายความมาจากการสอนและการอ่านหนังสือทฤษฎี
ปรัชญาต่าง ๆ


ปัจเจก ปรัชญา การศึกษา ในรส (บริโภค) นิยม

-หนังสือ-

“ผม เกลียดการเรียนหนังสือเป็นอย่างยิ่ง” ธเนศกล่าวประโยคโดนใจวัย teen
นี้มากกว่าหนึ่งครั้งในการให้สัมภาษณ์กับA day weekly แล้วอะไรล่ะ?
ที่ทำให้เขาจบการศึกษาระดับปริญญาตรีด้วยเกียรตินิยมอันดับ ๒

“ผม ชอบอ่านหนังสือ แต่เกลียดการเรียนหนังสือ...เวลาไปเที่ยว
ผมคิดว่าของที่น่าจะมีน้ำหนักมากที่สุดคือหนังสือ...จะ ๒-๓ เล่มก็แล้วแต่
ซึ่งผมจะอ่านนิยายเมื่อมีเวลาว่างจริง ๆ เพราะผมเป็นคนมีปัญหามากเวลาอ่านนิยาย
กว่าจะอินเข้าไปมันต้องใช้เวลา เพราะมันไม่เหมือนการอ่านหนังสือวิชาการ
ที่มีโครงสร้างรูปแบบการเขียนแน่นอน ตายตัว
สมมุติคุณเคยอ่านงานวิชาการของคนคนนี้มาแล้ว
คุณก็พอจะเดาได้ว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่เพราะมันมีโครงสร้างที่ค่อนข้างเป็น
รูปแบบพอสมควร และเนื่องจากผมเป็นคนไม่ค่อยพูด...
ยกตัวอย่างเวลาไปเที่ยว ผมสามารถจะอยู่ได้เป็นอาทิตย์ ๆ โดยไม่พูดกับใคร...
เพราะไม่รู้จะพูดคุยกับใคร ผมไม่ชอบคุยและจะไม่เป็นคนเริ่มต้นชวนใครคุยก่อน

ฉะนั้น ในแง่นี้ หนังสือก็เป็นสิ่งหนึ่งที่ทำให้คุณไม่ต้องยุ่งกับใคร
ในโลกแห่งหนังสือเป็นโลกแห่งความเป็นปัจเจกชน...
วัฒนธรรมในการอ่านหนังสือ จึงเป็นวัฒนธรรมในการสร้างความเป็นบุคคลคนเดียวมาก

การ ดำรงตนอย่างสันโดษ ชอบอ่านหนังสือ ‘ผมทำอย่างอื่นไม่เป็น’
และ ‘พูดกันตรง ๆ ว่าผมไม่รู้จะทำอะไร’ เป็นเหตุที่มีผลให้เขาสนใจเรียนปรัชญา
วิชาที่เด็กรุ่นใหม่ส่ายหน้าหนี

“เด็ก รุ่นไหนก็ไม่สนใจเรียนทั้งนั้นแหล่ะคุณ...เป็นสิ่งที่คุณต้องเข้าใจว่าเวลา
เราพูดถึงโลกวิชาการ โลกแห่งการแสวงหาความรู้
ผมยกตัวอย่างง่าย ๆ ถ้าคุณไปดูมหาวิทยาลัยในสหรัฐอเมริกา

และอ่านประวัติศาสตร์มหาวิทยาลัย
ในช่วง ศตวรรษที่ ๑๙ ตอนต้น การไปเรียนมหาวิทยาลัย
เป็นการไปเรียนเพราะว่าคนในตระกูลของคุณไปเรียนกัน
หรือไปก็เพราะเพื่อนไป คุณไม่ได้ไปเรียนเพื่อแสวงหาความรู้อะไรทั้งสิ้น
ที่อังกฤษก็แบบเดียวกัน นี่เป็นเรื่องของชนชั้น

มหาวิทยาลัย ในโลกตะวันตกโดยเฉพาะในอเมริกาก็ได้รับอิทธิพลจากเยอรมัน
ในช่วงปลายศตวรรษ ที่ ๑๙ ซึ่งมีส่วนให้โครงสร้างเปลี่ยนแปลงไป
ที่นี้เมื่อมหาวิทยาลัยได้ตอบสนองความต้องการความรู้ออกสู่ภายนอกหรือไปสู่
ความต้องการของตลาดนั้น มหาวิทยาลัยจึงมีความสัมพันธ์กับที่ระบบเศรษฐกิจ
ที่แปรเปลี่ยนไป และความสัมพันธ์ทั้งหลายที่เกิดขึ้น
มีความชัดเจนมากในศตวรรษที่ ๒๐ เพราะฉะนั้นคนจำนวนมากก็ไม่จำเป็น
ที่จะต้องเรียนให้ได้เกียรตินิยมอันดับ หนึ่ง แต่ก็เข้าไปเรียนอย่างนั้นน่ะ
แล้วผมคิดว่านี่คือคนส่วนใหญ่ของประเทศ ”

ส่วนการแสวงหาความรู้ทางวิชาการได้รับความใส่ใจเพียงในวงแคบนั้น
เขาตอบแสกกลางใจว่าเพราะคนส่วนใหญ่ชอบอะไรสบาย ๆ และไม่ปวดกบาล!!!

“คน ที่จะเข้ามหาวิทยาลัยเพื่อขวนขวายแสวงหาความรู้ มันก็มีอยู่
แต่ละปีมันก็มีอยู่ไม่กี่คนแล้วก็ได้แค่นั้น และผมก็ไม่คิดว่าเด็กฝรั่งขยัน
คือถ้ามันอ่านหนังสือไม่ทัน มันก็ไม่อ่าน ผมว่ามันไม่ได้แตกต่างกัน
เพียงแต่สิ่งที่เห็นก็คืออาจารย์จำนวนมากกำลังพยายามเอามาตรฐานของนักศึกษา
ปริญญาเอกมาพูดถึงนักศึกษาปริญญาตรี

เวลา ที่คุณเป็นนักวิชาการ คุณก็อยากให้เด็กขยัน อยากให้เด็กอ่านหนังสือ
ซึ่งผมคิดว่าคนส่วนใหญ่ไม่ได้ต้องการแสวงหาความรู้อย่างนั้นนะ
ตัวอย่างง่าย ๆ เวลาคุณดูหนัง...คนส่วนใหญ่ไปดูหนังเรื่องสัตว์ประหลาดหรือเปล่า
คนส่วนใหญ่ก็นิยมที่จะไปดูสไปเดอร์แมนหรือหนังของสตีเวน สปีลเบอร์ก
หนังดูง่าย ๆ คลายเครียดอะไรพวกนี้ ไม่มีใครเขาอยากดูหนังเข้าใจยากหรอกครับ
ชีวิตคนทุกคนก็ต้องการอะไรสบาย ๆ ไม่ปวดกบาล”

“ในศตวรรษที่ ๑๙...คาร์ล มาร์กบอกว่าศาสนาคือยาฝิ่น สมัยนั้นคนเสพยาฝิ่น...
เพราะว่ามันสบาย”

เป็นคำตอบต่อประเด็นที่ว่าคนส่วนใหญ่ชอบเสพความบันเทิงไร้สาระ ไม่มีคุณภาพ
ซึ่งถูกป้อนมาจากผู้ผลิตที่ต้องการเอาใจตลาด

“คุณ ลองนึกดูว่า ทำไมเมื่อ ๒,๕๐๐ ปีกว่าปีที่แล้วโสคราติสหรือปราชญ์โบราณ
ถึงบอกว่าประชาธิปไตยมันไม่ดี คือถ้าคิดแบบชนชั้นนำ สิ่งที่คุณพูดมามันก็ใช่
ทีนี้ต้องมาถามว่าคุณจะ ใช้มาตรฐานอะไรในการตัดสิน
จะดูที่จำนวนหรือดูสิ่งที่เรียกว่าคุณภาพ ก็ต้องถามด้วยว่าเป็นคุณภาพของใคร
ของชนชั้นไหน แต่ผมคิดว่ามันเป็นเรื่องปกติ

กรณี หนังเรื่องสัตว์ประหลาดของอภิชาตพงศ์
ผมคิดว่ามันเป็นภาพสะท้อนที่ดีมากของประเทศไทย
ทั้งที่มีคนพูดกันอยู่ตลอดเวลาว่าเป็นหนังคุณภาพ...
ได้รับรางวัลจากเทศกาลหนังเมืองคานส์ แต่ทำไมคนไทยถึงไม่ดู
ผมถือว่าในแง่หนึ่งจะได้พูดกันสักทีหนึ่งว่าเวลาคุณพูดถึงหนังคุณภาพ มันคืออะไร
(เน้นเสียง) คุณคิดว่าคนเยอรมันทุกคนจะดูหนังของ Hans-Jurjen Syberberg เหรอ
ผมว่าคนจำนวนมากก็ชอบดูละครน้ำเน่ากันทั้งนั้น...มันเป็นกันทั่วโลก
เพราะดูแล้วมันสบาย ฉะนั้นมันมีคนแค่กระหยิบมือเดียวเท่านั้นที่จะเสพงานแบบนี้...
และผมว่ามันก็ เป็นเรื่องธรรมดา

คุณลองนึกภาพเวลาที่คาร์ลมาร์กบอกว่าศาสนาคือยาฝิ่น ในศตวรรษที่ ๑๙
คุณอย่าคิดว่ายาฝิ่นเป็น
ยา เสพติดนะ เพราะยังไม่มีคอนเซ็ปต์เรื่องยาเสพติด
รู้ใช่มั้ยว่าคนเสพยาฝิ่นเพื่ออะไร...ก็เพราะว่ามันสบาย (เน้นเสียง)
แต่คนปัจจุบันเวลาคุณเสพยาฝิ่นแล้วไปคิดว่าเป็นยาเสพติด
ทั้งที่คนในสมัยนั้นเขาก็สูบยาฝิ่น ซิกมัน ฟรอยด์ก็ติดยาเพราะมันสบาย
การดูละครน้ำเน่าพวกนี้มันก็สบายเหมือนกัน พวกฝ่ายซ้ายสมัยก่อนถึงบอกว่านี่คือสิ่งมอมเมา”
-ภาพยนตร์-
นักวิจารณ์ภาพยนตร์ในสยามรัฐสัปดาห์วิจารณ์เป็นอีกบทบาทของธเนศ
และภาพยนตร์คือหนึ่งในกิเลสตัณหาที่เขาเสพสมอย่างมีความสุข

“หนัง ส่วนใหญ่ที่ผมเขียนวิจารณ์ในคอลัมน์จะดูที่ต่างประเทศครับและดูจากในโรงหนัง
แค่ครั้งเดียว ชื่อหรือบทบาทในตัวละครส่วนใหญ่ในเรื่องก็พอจะจำได้
เมื่อดูไปสักพักหนึ่งก็เริ่มเขียนเก็บ ๆ ตุนไว้ ถ้าไม่จำเป็นจะไม่ดูวีดิโอ ดีวีดี หรือวีซีดี
ยกเว้นก็แต่หนังที่จะต้องเอามาสอนหรือมีคนชักชวนให้ดู ผมถึงจะดู
และนี่เป็นสิ่งที่ทำให้ผมขาดการดูหนังจำนวนมากไป
ช่วงไปเที่ยวต่างประเทศเป็นเวลาที่ผมได้อ่านนิยาย ได้ดูหนัง
ถ้าอยู่ในกรุงเทพฯ ผมไม่มีเวลาว่างขนาดนั้น

สำหรับ ผมมันคือรสนิยมส่วนตัว ผมไม่ได้บอกว่าใครดี ใครไม่ดี
ผมดูหมด อย่างเรื่องเทอร์มิเนเตอร์ที่อาร์โนลฯเล่นน่ะ
ผมชอบมากเลยเพราะสำหรับผมถ้าดูหนังฮอลลีวู้ด ผมก็คิดแบบฮอลลีวู้ดก็เท่านั้นเอง”

-ดนตรี-
“ผม ไม่ค่อยได้ฟังเพลงไทยสมัยใหม่ ส่วนใหญ่ถ้าฟังก็ฟังตามวิทยุ
หากถามว่าเพลงไทยในยุคนี้ที่ผมชอบ ผมชอบเพลงลูกทุ่งมากกว่า
ผมคิดว่าเพลงลูกทุ่งมันมีพลวัตมากกว่าและมันมีอะไรน่าสนใจ”

-อาหาร-
“เรื่อง กับข้าว เวลาอยู่ต่างประเทศหรือมีคนชวนผมถึงจะทำ เพราะผมเป็นคนขี้เกียจ
ส่วนรสชาติ..ก็มีคำชมตามมารยาทบ้าง เพราะบางครั้งมันก็อร่อย
บางครั้งก็ไม่อร่อยเท่าไหร่ มีอยู่ครั้งนึงเมื่อสองปีที่แล้วผมทำไก่อบใบชา
แต่มันไม่เป็นอย่างที่ตั้งใจ เพราะผมดันไปซื้อไก่ตัวเล็กแล้วมันก็เละ....

เออ... จะเรียกว่าชอบทำอาหารไหม? ก็ชอบทำนะ ปีหนึ่งผมมักจะหาอะไรแปลก ๆ ทำ
อย่างเช่นล่าสุดผมก็พยายามทำขนมสตอร์เบอรี่ซุปสูตรของโจแอลลู เบอร์ซอง
เชพชาวฝรั่งเศส ทำอยู่ ๓-๔ ครั้งรสชาติก็เริ่มโอเค แต่อย่าเรียกว่าทำเก่งเลยก็พอทำได้
เอาง่าย ๆ เลยก็คือกินแล้วไม่ตายละกัน แต่ถามว่าอร่อยไหม บางอันก็พอกินได้
แต่บางอัน...ขอโทษ โยนให้สุนัขบ้านผมมันก็อาจจะไม่กิน
เพราะการทำอาหารถ้าคุณไม่ได้ทำบ่อย ๆ มันจะไม่มีความคงที่ มือมันไม่นิ่ง
แล้วผมไม่ใช่คนประเภทที่มานั่ง ชั่ง ตวง วัด ผมก็กะ ๆ เอา ยกเว้นทำครั้งแรกจะดูตามสูตร
แต่เดี๋ยวนี้ไม่ค่อยได้ทำเพราะในที่สุดแล้วมันเสียเวลา ผมขี้เกียจขับรถไปโน่นมานี่
ยกเว้นเวลาไปอยู่เมืองนอกก็ทำได้”

ซึ่ง ธเนศได้เขียนบทความสะท้องมุมที่คนอื่นลืมมองเกี่ยวกับอาหารโดยเชื่อมโยง
เรื่องรางทางสังคม วัฒนธรรม การเมืองสอดแทรกอยู่ในแต่ละจาน
และปรุงรสไว้ให้ขบคิดไว้หลายชิ้น อาทิ
ความเป็นอนิจจังของอาหารจีนชั้นสูงในกรุงเทพฯ :
การเดินทางสู่เส้นทางของอาหารประชาธิปไตย
ศิลปวัฒนธรรม 24, ๔ (ก.พ. ๒๕๔๖) ๑๓๒-๑๔๕ และล่าสุดในหนังสือจักรวาลวิทยา

บางส่วนจากตอนสุดท้าย ตัวตน (ผล)งาน ชิมลางไปพลาง ๆ ก่อน
“ผมอยากสอนหนังสือ....ที่ผมเลือกอาชีพนี้เพราะผมเป็นคนรักสบาย”
“ผมเป็นคนไม่ชอบการเรียนหนังสือ ผมเกลียดการเรียนหนังสือเป็นอย่างยิ่ง
เพราะฉะนั้นผมจึงไม่เคยเช็คชื่อใครเลยในชีวิต...”

“เรื่อง ที่ผมเขียน (ในเผยร่าง-พรางกาย)

เป็นเรื่องเกี่ยวกับกิเลสตัณหาของมนุษย์ทั้งสิ้น
...สำหรับผมคนที่ไมมีกิเลส ไม่มีตัณหา คือคนที่ตายแล้ว”
เซ็กส์-ความตาย-ศาสนา
“สำหรับผมมี ๓ สิ่ง..ที่ถือว่าเป็นสิ่งกำหนดชีวิตมนุษย์ ...คือ เซ็กส์-ความตาย-ศาสนา”
จิต (ไร้) สำนึกทางการเมือง
“อาจารย์ อรรถจักร์ สัตยานุรักษ์...แกเคยบอกว่าผมเป็นคนที่เป็นปัจเจกสุด ๆ
ผมไม่รู้เหมือนกันว่าเป็นอย่างนั้นหรือเปล่า พูดง่าย ๆ ก็คือ ผมไม่มีจิตสำนึกทางการเมือง”

“ผมจะ ไม่เขียนวิจารณ์การเมือง สำหรับผมการเมืองไม่ว่าที่ไหนในโลก
ก็เหมือนกันหมดทั้งสิ้น นักการเมืองก็คือนักการเมือง...ไม่มีใครดีกว่าใคร
ขึ้นอยู่กับว่าใครจะสร้างภาพได้เก่งกว่ากันเท่านั้น...”

“สำหรับผมการเมืองคือเรื่องของทางเลือก คือคุณจะเลือกเข้าไปเกี่ยวข้องหรือไม่…”
“คำ พูดที่ว่าคุณมีราก...เมื่อคุณยกตีนขึ้นมาดู คุณมีรากรึเปล่า...
คุณถูกไปเปรียบกับต้นไม้ เพราะรัฐประชาชาติต้องการตรึงกำลังคนให้อยู่กับที่...
คุณต้องกลายเป็น ทรัพยากรมนุษย์ให้กับรัฐและสามารถนำคุณไปใช้ให้เป็นประโยชน์ได้
ฉะนั้นคนทุกคนในประเทศจึงกลายเป็นสิ่งที่มีคุณค่าเพื่อที่จะเข้าไปสู่การ
เป็นแรงงานและอยู่ในระบบการผลิต”

“ผม ไม่เคยไปลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง เพราะสำหรับผมไม่มีใครเป็นตัวแทนให้ผมได้
คนที่จะเป็นผู้แทนผมได้ นั่นหมายความว่าคนคนนั้นต้องเอาความตายของผมไปด้วย...”

“การ ที่คุณเข้าคูหาไปเลือกตั้งมันไม่ได้เกี่ยวข้องกับความรัฐ
รัฐกับผู้นำประเทศต้องแยกออกจากกัน เพราะรัฐไม่ใช่สิ่งมีชีวิต
รัฐยังคงเป็นสิ่งที่ดำรงอยู่ไม่ว่าคุณจะมีรัฐธรรมนูญหรือไม่มีรัฐธรรมนูญ
คุณจะมีการปกครองระบอบไหนก็ตาม รัฐจะยังดำรงอยู่
ฉะนั้นสิ่งที่คุณกำลังข้องเกี่ยวอยู่ขณะนี้ คือคุณกำลังยุ่งอยู่กับระบอบการปกครอง
ไม่ได้ยุ่งกับรัฐ”

“... ในปัจจุบันคุณกำลังเชื่อว่าคุณกำลังมีการตัดสินใจทางการเมืองได้ด้วยตัวคุณ เอง
หรือมี self-determinationแค่วินาทีเดียวในบู้ธเลือกตั้ง ...
ขณะที่ในชีวิตประจำวันคุณไม่สามารถตัดสินใจด้วยตัวเองได้
(กรณีลูกศิษย์มาบอกว่าไม่อยากเข้าพิธีรับปริญญา แต่ต้องรับให้พ่อแม่)

  .. คุณจะไปต่อสู้กับรัฐที่ใหญ่กว่าไม่รู้กี่เท่า
ในขณะที่คุณยังต่อสู้กับครอบครัวของคุณที่เป็นเครือข่ายกลไกของรัฐไม่ได้เลย ...
ในแง่นี้ การเลือกตั้งของคุณมันก็เหมือนออกัสซัมทางการเมืองที่ฟึ๊บเดียวแล้วมันไป”



“ฉะนั้น ...ผมจึงคิดว่าชีวิตประจำวันมันสำคัญกว่าการเมือง ยกตัวอย่างง่าย ๆ
คุณไม่เคยรู้เลยว่าคุณเริ่มนั่งขี้ในห้องส้วมแบบนี้เมื่อไหร่ คุณเปลี่ยนมาใช้โถส้วม
ชักโครกเมื่อไหร่ แต่คุณรู้เรื่องการเมืองสารพัดที่มันไม่เกี่ยวข้องกับในชีวิตคุณเลย...แล้ว
ผมถามคุณว่าขี้กับการเมืองอันไหนสำคัญกว่ากัน..
ขอโทษถ้าใครบอกการเมือง แม่งบ้าแล้ว เพราะว่าคุณต้องขี้
นั่นคือสิ่งที่คุณจะต้องดำรงชีวิตอยู่”

“คุณ ต้องเข้าใจว่าทำไมการเมืองไทยต้องบังคับให้คุณไปเลือกตั้ง...
อย่างที่เรา รู้สึกว่าการเมืองไม่ดี...แล้วคิดกันไปว่าเมื่อไปลงคะแนนเสียงเลือกตั้งมาก
ขึ้นแล้วการเมืองจะดีขึ้น ซึ่งเป็นปัญหาของพวกรัฐศาสตร์ พวกร่างรัฐธรรมนูญ...
แต่ผมไม่เชื่อแบบนี้และผมยืนหยัดความเชื่องมงายของผม”


ประวัติ

ร.บ. (เกียรตินิยมอันดับสอง) (สังคมวิทยา – มานุษยวิทยา) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
M.S. (Sociology) University of Wisconsin Madison, U.S.A.
M.Phil (Social & Political Theory) Cambridge University, England.

ผลงาน
หนังสือ 


  • เช เกวารา กับความตาย 
  • ปฏิวัติบริโภค : จากสิ่งของฟุ่มเฟือยมาสู่สิ่งจำเป็น
 



Apr 23, 2009

'ป๋าเปรม'ยกพระสยามฯ คุ้มครองประเทศไทย คนคิดร้ายจะเป็นไป

ทีมข่าวการเมือง
ไทยรัฐ
23 เมษายน 2552

ที่สโมสรทหารบก ถ.วิภาวดี กรุงเทพฯ

พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์
ประธานองคมนตรี และรัฐบุรุษ
เป็นประธานพิธีเปิดโครงการสานใจไทยสู่ใจใต้ รุ่นที่ 12
มีเยาวชนจาก 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้เข้าร่วมโครงการ 240 คน
พล.อ.เปรม
กล่าวให้โอวาทกับเยาวชนตอนหนึ่งว่า
"เด็กทุกคนที่เข้าร่วมโครงการฯ
ขอให้ภูมิใจและมั่นใจในความเป็นไทยของตัวเอง
แม้ว่าจะไม่นับถือศาสนาที่คนส่วนใหญ่ของประเทศนับถือ
แต่ทุกคนคือเยาวชนของชาติไทยมีหน้าที่รับผิดชอบดูแลชาติบ้านเมือง
และเมื่อโตขึ้นมาจะสามารถทำหน้าที่ตอบแทนบุญคุณแผ่นดินได้
ทุกคนถือเป็นส่วนหนึ่งที่จะสามารถพูดถึงความดีหรือไม่ดีของคนในชาติบ้านเมืองได้
ซึ่งคนไทยที่ดีต้องมีความซื่อสัตย์สุจริต รู้จักการเสียสละ
และจงรักภักดีต่อชาติบ้านเมือง ศาสน์ และพระมหากษัตริย์ขอให้ภูมิใจว่าทุกคนเป็นสิ่งที่เราตั้งใจว่าจะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มุ่งมั่น
ปรารถนาดูแลชาติบ้านเมืองให้มีความรักสามัคคีสมานฉันท์นำพาประเทศเจริญก้าวหน้า
ทุกคนรู้จัก
พระสยามเทวาธิราช หรือไม่ ท่านไม่ใช่พระ
แต่คือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของประเทศ ท่านประทับอยู่ในพระบรมมหาราชวัง
คนไทยทุกคนถือเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่จะคุ้มครองประเทศชาติให้สงบร่วมเย็น
พระสยามเทวาธิราชแสดงให้เห็นตลอดว่า
ท่านดูแลชาติบ้านเมืองเราจริง อยากให้เราระลึกถึงพระสยามเทวาธิราช
และขอให้ท่านคุ้มครองเยาวชนและชาติบ้านเมืองของเราให้สงบร่วมเย็น
ส่วนคนที่ไม่หวังดีต่อประเทศให้มีอันเป็นไป"
พล.อ.เปรม
ให้สัมภาษณ์ขยายความถึง
พระสยามเทวาธิราช
สิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านเมืองที่ปกป้องประเทศชาติให้รอดพ้นวิกฤตว่า
พระสยามเทวาธิราชไม่ได้เป็นของศาสนาพุทธหรือศาสนาใด
แต่เป็นของคนไทยทุกคน ไม่ว่าจะนับถือศาสนาใดคุ้มครองทั้งนั้น
พระสยามเทวาธิราช เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองเรา
ตนพูดว่า
ชาติบ้านเมืองเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์
เพราะเมื่อมองไปในอดีตเหตุการณ์อะไรที่ทำให้บ้านเมืองเสียหาย
จะมีเรื่องเสียหายน้อยหรือสงบโดยเร็ว
และคนไทยจะกลับมารักชอบพอกันเหมือนเดิม
พระสยามเทวาธิราชเป็นศักดิ์สิทธิ์ที่เชื่อว่ามีจริง
ถ้าใครศรัทธาเลื่อมใส
จะรู้ว่า
พระสยามเทวาธิราช
จะคุ้มครองคนดีของประเทศ

แล้วจะไม่คุ้มครองคนไม่ดี


ภาพประกอบ: ชัย ราชวัตร