Custom Search

Nov 30, 2007

ความล้มเหลว


หนุ่มเมืองจันท์

เป็นความรู้ใหม่ว่า บิล เกตต์ ชอบจ้างผู้ประกอบการที่เคยล้มเหลวมาก่อนมาเป็นผู้บริหารระดับสูงของไมโครซอฟท์

เหตุผลง่าย ๆ ก็คือ มีแต่ผู้ที่เคยล้มเหลวเท่านั้นที่รู้ดีว่าเส้นทางของความล้มเหลวมีรูปร่างหน้าตาอย่างไรและความล้มเหลวนั้นเจ็บปวดเพียงใดด้วยประสบการณ์ดังกล่าว จะทำให้เขาไม่นำพาองค์กรไปเส้นทางนี้อีก

อย่าแปลกใจที่ ทักษิณ ชินวัตร และธุรกิจในเครือ ชิน คอร์ป ไม่ได้รับผลกระทบจากการลอยตัวค่าเงินบาท

เมือ่ ปี 2540ทักษิณ นั้นเคยล้มเหลว เคยเจ็บตัวจากการลดค่าเงินบาทในอดีตเขารู้ว่าความเจ็บปวดจากการลดค่าเงินบาทเป็นอย่างไรเมื่อสถานการณ์การเงินของประเทศเริ่มย่ำแย่

ในช่วงต้นปี 2540 เขาจึงซื้อประกันความเสี่ยงเงินกู้ต่างประเทศทั้งหมดการลอยตัวค่าเงินบาทจึ่งไม่ส่งผลกระทบต่อธุรกิจในเครือเพราะความล้มเหลวจากการลดค่าเงินบาทในปี 2527 ทำให้ทักษิณไม่เจ็บตัวในปี 2540

ความล้มเหลว แตกต่างจากความสำเร็จ ไม่ใช่เพียงผลที่เกิดขึ้นทันทีแต่หมายถึงแง่มุมของการจดจำด้วยความล้มเหลว
จะเป็นความจดจำแบบฝันร้ายนึกถึงทีไร บรื๋อวว.....ปริกลี่ฮีท
ทุกทีจดจำแบบหวาดกลัวและหวาดระแวงไม่เหมือนกับความสำเร็จ

ที่เป็นฝันดีที่น่าจดจำทุกครั้งที่ล้มตัวนอน ยังไม่ทันกลับตาก็อยากฝันแล้วความสำเร็จ จึงทำให้คนเชื่อมั่นและประมาทเหมือนที่มีคนบอกว่า คนที่รบชนะติดต่อกัน 100 ครั้งการรบครั้งที่ 101 จะอันตรายที่สุดความประมาท ก็จะเดินมาหาคนนั้นโดยมี ความพ่ายแพ้ แอบซ่อนอยู่เบื้องหลัง

และแปลกไหมครับ คนที่ชนะบ่อย ๆ มักจะมี ท่าไม้ตายเฉพาะตัวเคยชนะท่าไหน
ก็จะใช้ท่านั้นประจำคงเหมือนกับอุลตร้าแมน เคยปล่อยแสงท่าไหนชนะสัตว์ประหลาดได้
ก็ปล่อยแสงท่านั้นตลอดยอดมนุษย์ของเราจึงปล่อยแสงท่า “ บวก ” อย่างเดียว

นักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จแต่ละคน มีท่าไม้ตายแตกต่างกัน
เจริญ สิริวัฒณภักดี จอมยุทธ์น้ำเมาเคยประสบความสำเร็จในธุรกิจเหล้าด้วยการทุ่มตลาดขาย หงษ์ทอง ตัดราคาแม่โขงเป็นกลยุทธ์แบบคน กระเป๋าลึก เท่านั้น

ที่ทำได้พอมาทำเบียร์ช้างแข่งกับเบียร์สิงห์ เจริญ ก็ใช้ท่าไม้ตายเดิม คือตัดราคาเพื่อกินส่วนแบ่งทางการตลาดก่อน

หรือธนินท์ เจียรวนนท์ ของค่าย ซีพี ก็เหมือนกันประสบความสำเร็จจากธุรกิจเลี้ยงได่ด้วยการร่วมทุนกับยักษ์ใหญ่ด้านการเลี้ยงไก่ของสหรัฐ

จากนั้นก็เริ่ม “ จ๊วบ จ๊วบ ” ความรู้และเทคโนโลยีเรื่อย ๆ
จนวันหนึ่งความรู้ท่วมหัวก็อยากเอาตัวรอดบ้าง
เขาจึงลงทุนเองและพัฒนาเทคโนโลยีการเลี้ยงไก่ขึ้นเรื่อย ๆ
จนวันนี้ซีพี แซงยักษ์ใหญ่รายนั้นไปไกลลิบตัว

ท่าไม้ตายนี้ก็นำมาใช้ในธุรกิจอื่น ๆ รวมถึงธุรกิจฟาสต์ฟู้ด
ที่เริ่มต้นด้วยการร่วมทุนกับไก่ทอดเคเอฟซี “ จ๊วบ จ๊วบ ”
เสร็จก็เริ่มถอยออกมาและวันนี้ซีพี

เปิดร้านไก่ทอดของตัวเองขึ้นมาท่าไม้ตายของซีพี คือการเรียนรู้เทคโนโลยีจากคนเก่ง และเอาความรู้นั้นมาพัฒนาให้ดีขึ้นกว่าเดิมถ้าอธิบายแบบท่าไม้ตายของอุลตร้าแมนคือ ท่าบวก ลบ แล้วค่อยคูณ“บวก ”
เอาคนเก่งมาร่วมด้วยก่อน แล้วค่อย “ลบ” คนนั้น
ออกจากนั้นจึงใช้ท่า “คูณ ” ขยายตัวแบบรวดเร็วเป็นทวีคูณ

คนส่วนใหญ่ชอบความสำเร็จ แต่กลัวความล้มเหลว
ทั้งที่จริง ความล้มเหลว คือปุ๋ยที่ดีของการทำงานเหมือนกิ่งไม้
ที่หักและตกลงสู่พื้นดินกลายเป็นปุ๋ยให้กับต้นไม้

มุมมองเรื่อง ความล้มเหลว จึงน่าสนใจ
โซอิจิโร ฮอนด้า บอกว่าสิ่งที่คุณเห็นคือความสำเร็จที่เป็นเพียง 1 % ของชีวิต
ผม แต่สิ่งที่คุณไม่เห็นคือ อีก 99 %ที่เป็นความล้มเหลวของผม

ในมุมของนักวิทยาศาสตร์ เขาไม่เรียกการทำงานที่ไม่ประสบความสำเร็จว่า ความล้มเหลวแต่เขาเรียกว่า
การเรียนรู้ครั้งหนึ่งผู้ช่วยของ โธมัส อัลวา เอดิสัน บ่นกับเขาว่า
เราทำการทดลองเรื่องนี้มา 700 ครั้งแล้ว เรายังไม่พบอะไรเลยก่อนที่จะสรุป
เราล้มเหลวเสียแล้วเอดิสัน หัวเราะ แล้วบอกว่าเราไม่ได้ล้มเหลว

แต่เราได้เรียนรู้อะไรต่าง ๆ เพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ และกำลังใกล้ที่จะพบคำตอบแล้วอย่างน้อยที่สุดตอนนี้เราเรียนรู้แล้วว่า มี 700 วิธีที่ไม่ควรทำเอดิสัน มองความล้มเหลวเป็นการเรียนรู้รูปแบบหนึ่ง

คนส่วนใหญ่คิดว่าสิ่งที่เราควรเรียนรู้คือเราควรจะทำอะไร
อย่างไรชอบเรียนรู้แต่เส้นทางของความสำเร็จแต่เขาลืมว่าสิ่งที่ควรเรียนรู้ไม่แพ้กันคือ เรียนรู้ว่าไม่ควรทำอะไร

อย่างไรบิล เกตต์ คงคิดแล้วว่าเรื่องทำอย่างไรให้สำเร็จ ตัวเขาทำได้แต่สิ่งที่ขาดแคลนคือประสบการณ์ว่าทำอย่างไรจึงจะ “ ไม่ล้มเหลว ”

เขาจึงจ้างคนที่ผ่านการทดลองในเรื่องนี้มาแล้วอย่างโชกโชนและเจ็บปวดมาทำงานด้วยตามหลักจิตวิทยาเมืองจันท์เขาบอกว่า ความเจ็บทำให้ความจำดี

อเล็กซานเดอร์ เกรแฮม เบล ผู้ประดิษฐ์โทรศัพท์คนแรกของโลกก็เป็นคนหนึ่ง
ที่มีมุมมองเรื่องความล้มเหลวที่น่าสนใจเขาเชื่อมั่นว่าในโลกนี้ไม่เคยมีใครล้มเหลวคนที่คิดว่าตัวเองล้มเหลวเพราะคนนั้นทดลองน้อยไปและไม่อดทนที่จะค้นหาต่อไปว่ามีอะไรมากกว่านั้น

ที่น่าขำก็คือ บางครั้งความล้มเหลวก็กลายเป็นความสำเร็จได้อย่าง
โคลัมบัส ผู้ค้นพบทวีปอเมริกา ซึ่งน่าจะถือว่าเป็นคนที่ล้มเหลวที่มีชื่อเสียงที่สุดในโลกเพราะเป้าหมายแท้จริงโคลัมบัส ตั้งใจจะไปอินเดีย

Nov 25, 2007

25 ปี "ดี้" นิติพงษ์ ห่อนาค ความสำเร็จที่สั่งได้




แม้จะไม่ได้เริ่มต้นจากความฝัน
และไม่แน่ใจกับคำว่า พรสวรรค์ มาตลอด
แต่ก็ทำให้วันนี้ชื่อของ
"ดี้" นิติพงษ์ ห่อนาค ขึ้นไปอยู่ทำเนียบ
นักแต่งเพลงมืออาชีพที่ประสบความสำเร็จ
มายาวนานกว่า 25 ปีแล้ว
มีเพลงที่แต่งจากปลายปากกามาแล้วกว่า 300 เพลง

"ผมไม่เคยคิดว่า จะเข้ามาทำงานตรงนี้เลย
ตอนช่วงที่เรียนอยู่ ใครเขาให้ทำอะไรก็ทำ
เขาให้เขียนบท เขียนหนังสือ กระโดดโลดเต้น
ไปที่ไหน ได้สตางค์ไม่ได้สตางค์ทำหมด
เพราะเพื่อนฝูงเยอะ เฮฮาดี
จนวันหนึ่งเพื่อนก็ยุให้แต่งเพลง
เพราะตอนนั้นเล่นดนตรีกันมานาน
เล่นแต่เพลงเก่าซ้ำๆ ซากๆ
ผมก็แต่งเพลง ชื่อ
เพลงเข้าใจ ขึ้นมา ตอนนั้นก็ไม่รู้ว่าจะใช้ได้หรือไม่ได้
แค่แต่งไว้ร้องในหมู่เพื่อนฝูง เล่นกีตาร์ให้มันฟัง
เวลาที่มันอยากจะโรแมนติก


เรื่องพรสวรรค์ ก็เป็นสิ่งที่ทุ่มเถียงกันมานาน ผมว่า
คำว่าพรสวรรค์นี้ มีเอาไว้ให้แตกแยก ไว้ให้ทะเลาะกัน
คำนี้มีทั้งด้านดีและไม่ดี เลยไม่อยากเรียกหรือใช้คำนี้
ผมเชื่อว่าทุกคนมีพรสวรรค์ในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง เพียงแต่จะหาเจอ
แล้วอยากทำมันหรือเปล่ามากกว่า"
"ดี้" นิติพงษ์ ตอบเมื่อถามถึงจุดแรกเริ่ม

ถึงจะไม่อยากใช้คำว่า พรสวรรค์ แต่เป็นที่ทราบกันดีว่า "ดี้" นิติพงษ์
ไม่เคยแม้แต่จะเรียนศาสตร์ด้านดนตรีมาเลย ซึ่งเขาบอกว่า
ทั้งหมดมาจากการที่เป็นคนสนใจสิ่งรอบข้าง อ่านหนังสือและฟังเพลงมามาก
จึงเหมือนซึมซับไปเองโดยอัตโนมัติ
เมื่อวันหนึ่งได้รับการยุจากเพื่อนให้ลองทำ
จึงไม่ใช่เรื่องยากเกินความสามารถ
ส่วนเรื่องที่เริ่มเขียนเพลงเป็นอาชีพเมื่อไร
ดี้ กลับบอกว่า นึกไม่ออกจริงๆ


"ตอนที่ผมอายุ 20 ต้นๆ ช่วงนั้นไม่มีใครสนใจอยากเป็นนักแต่งเพลง
ไม่ว่าจะเพราะจน งง หรือไม่รู้ว่า อาชีพนักแต่งเพลงน่าใฝ่ฝันยังไง
ผมเองก็ทำไปโดยที่ไม่ได้คิดว่าอยากเป็นหรือไม่
ทำได้ก็ทำ ส่วนใหญ่ทำตามคำสั่ง ทุกวันนี้ก็ยังเป็นอย่างนั้น"
คำตอบของดี้สอดคล้องกับ
โปรเจคท์พิเศษที่ฉลองครบรอบ 25 ปี ในการเป็นนักแต่งเพลงของเขา
เพราะโปรเจคท์นี้
ดี้ก็ไม่ได้เป็นคนต้นคิด กลับเป็นเพื่อนๆ ที่จัดการให้หมด

โปรเจคท์ 25 ปีนี้ ผมเกี่ยวข้องน้อยมาก
มันเกิดจากเพื่อนฝูงคงหมั่นไส้ที่ผมไม่ค่อยชอบเสนอตัวทำอะไร
เพื่อนๆ ก็เลยคิดมาให้เสร็จสรรพ ผมก็มีหน้าที่ทำตามสั่งอีกเหมือนกัน
ตอนนี้ก็มีอัลบั้มรวม 50 เพลงที่ผมคัดเลือกมาจากเพลงที่ผมแต่งทั้งหมด
อัลบั้ม Right-Left The Celebration Album
เป็นอัลบั้มคัฟเวอร์จากน้องๆ ศิลปิน และคอนเสิร์ตอีก 2 รอบ
ในวันที่ 25-26 สิงหาคมนี้

ผมเป็นคนขี้เขิน แต่ไม่ใช่ขี้อายนะ ผมสามารถยืนร้องเพลงให้คนดูเป็นหมื่นก็ทำได้
แต่ถ้าจะต้องทำให้ตัวเองดูดี มีใครมาอวยๆ หน่อย มันเขิน
คือถ้าเป็นงานคนอื่นที่ผมไม่เกี่ยวข้อง
ผมจะซัดเต็มเหนี่ยว ไอ้นั่นไม่ดี ไอ้นี่ไม่ได้ พอเป็นของตัวเอง
ไม่รู้เป็นยังไง มันจะเหมือนคนใบ้
ถามต่อว่า ที่ผ่านมาเขียนเพลงจนฮิตมากมาย ทำให้มีศิลปินหลายต่อหลายคน
อยากให้เขาเขียนเพลงให้เพราะหวังจะดัง จะโดน
เขารู้สึกเป็นภาระหนักใจหรือไม่ "ดี้" นิติพงษ์ ตอบว่า

"ก็ไม่ถึงกับขนาดนั้น เราทำได้ก็ทำ แล้วก็มีเพลงตั้งเยอะแยะที่แต่งให้แล้วไม่ดัง
ไม่ได้ใช้โปรโมท แต่พออัลบั้มต่อไปเขาก็เอามาให้เขียนอีกอยู่ดี
คงเหมือนนักฟุตบอลที่ถนัดเตะไซ้โค้ง พอมีลูกโทษที่จะต้องเตะไซ้โค้ง
เขาก็จะให้เราเตะ ซึ่งจะเข้าไม่เข้าก็ยังไม่รู้
แต่เท่าที่ผ่านมาก็ไม่ค่อยมีเพลงที่คิดว่าจะฮิตแล้วไม่ฮิต
คือถ้าออกไปแล้ว ส่วนใหญ่จะรู้เลยว่า จะโดนหรือเปล่า"

ส่วนเรื่องเทคนิคการแต่งเพลงที่ไม่ต้องรออารมณ์
ซึ่งถือเป็นบุคลิกการทำงานของเขา ดี้ บอกว่า
เพราะเขาอยากจะเป็นส่วนหนึ่งที่ชี้นำว่า
อย่าเข้าใจว่าการแต่งเพลงต้องรอแต่อารมณ์
และไม่ใช่ว่าการแต่งเพลงต้องไม่มีอารมณ์
เพียงแต่ไม่อยากให้เชื่อว่า คนทำงานศิลปะต้องมีอารมณ์แล้วถึงจะทำได้

"อารมณ์ศิลปะสร้างได้ เราต้องสร้างจินตนาการขึ้นมาเอง
ไม่ใช่ต้องรอให้อกหัก ผิดหวัง คิดถึง ก่อนแล้วถึงจะเขียนเพลงเหล่านั้นได้
คือถ้าอารมณ์จริงมันมีก็ดี แต่ถ้าต้องไปรออะไรอย่างนั้นตลอด
คงทำงานได้ไม่ตลอดรอดฝั่ง สรุปคือ
ทำงานศิลปะต้องสร้างอารมณ์ จินตนาการได้ด้วยตัวเอง ไม่ใช่รอลมพัดมา"

ถามว่า ผมเคยเบื่อที่จะเขียนเพลงไหม ผมไม่เคยเบื่อนะ จะขี้เกียจมากกว่า
สมมติมีงานต้องเขียน แต่เผอิญตอนนั้นมีเกมคอมพิวเตอร์ใหม่
อยากไปเที่ยว อยากอ่านหนังสือ ก็จะขี้เกียจ
แต่พอได้เริ่มเขียนงานก็ลืมทุกอย่าง เพราะงานมันสนุก
ความสนุกของผม คือการเขียนเพลง ถ้ายังคิดไม่ออก
ก็ยังอยากเขียนอีก ผมว่ามันสนุกยิ่งกว่าเล่นเกม"

เมื่อให้แนะนำรุ่นน้องถึงสิ่งที่สำคุญที่สุดในการเป็นนักแต่งเพลง "ดี้" นิติพงษ์
กล่าวว่า
สิ่งสำคัญที่สุดในการเขียนเพลง คือการค้นคว้า
สนใจเรื่องราวรอบตัว ต้องอ่านเยอะ ดูเยอะ สังเกตเยอะ
วิเคราะห์เยอะ เพราะจะทำให้รู้จักอารมณ์คน ใช้คำได้พอดีกับอารมณ์
ไม่มากไม่น้อยเกินไป ทำให้คนฟังคล้อยตาม
ซึ่งของเหล่านี้ไม่ได้เกิดจากการชี้นำ
การเรียนเขียนเพลงนั้นเป็นแค่การเริ่มต้น
แต่ถ้าจะทำได้จริงๆ ต้องเป็นนักสังเกต

"คนที่อยากเป็นนักแต่งเพลง ต้องถามตัวเอง อยากเป็นเพราะอะไร
อาชีพนี้ไม่ได้แตกต่างจากอาชีพอื่นๆ ต้องอยากเป็นเพราะข้างในมันอยากเป็น
อยากเป็นเพราะเกิดมาเป็นโรคอะไรไม่รู้ ชอบอ่านหนังสือ ชอบเขียนอยู่นั่น
แม้จะเป็นแค่โครง กลอน ไม่ตรงเสียทีเดียว แต่มีความชอบในศิลปะด้านนี้อยู่
หรือชอบฟังเพลงอยู่นั่นแหละ"

การเริ่มแต่งเพลงก็เหมือนกัน ขอให้ชอบอย่างเดียวก่อน
คือถ้าตัวเองยังไม่ชอบแล้วจะให้ใครมาชอบ พ.ศ.นี้
ถ้าอยากเป็นนักแต่งเพลง แต่งมาเลย ไม่ต้องนึกถึงหลักอะไร
ยิ่งสมัยนี้แนวทางเปิดเยอะแยะ แต่งมาอย่างที่อยากจะแต่ง
เห็นกระทะ หลอด แก้วน้ำ สร้างเรื่องมาเลย
อย่ามัวคิดว่า คนอื่นจะชอบหรือเปล่า เพราะงานมันจะไม่เกิด
ดูเพลงหมีแพนด้า ยังดังได้เลย เพราะอะไรก็เพราะมันไม่ซ้ำ
มันมีความแตกต่าง มีความเป็นตัวของตัวเองอยู่"
เอ้า...ใครที่ได้แต่คิด ไม่เริ่มลงมือเสียที
อ่านจบคงได้ฤกษ์จรดปากกาแล้วสินะ


ข้อมูลและภาพประกอบจาก






อยากรวย ? :Dr. Varakorn Samakoses

อยากรวย ปลดหนี้ มีชีวิตที่มั่นคงทางออกสำหรับ “มนุษย์เงินเดือน” ยุคใหม่
“มนุษย์เงินเดือน”
ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2542

ไม่มีการระบุถึงคำนี้แต่เราเชื่อว่าเกือบทุกคนที่กำลังอ่านหน้านี้คือ
“มนุษย์เงินเดือน”
ความต้องการมนุษย์เงินเดือนทั่วไป คงหนีไม่พ้น


1.อยากรวย
2.อยากล้างหนี้
3.อยากมีชีวิตที่มั่นคงแล้วเราควรทำอย่างไร

เราได้รับเกียรติจาก รศ.ดร.วรากรณ์ สามโกเศศ และ คุณโจ-มณฑานี ตันติสุข
สองผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินที่จะมาตอบคำถามแก่เรา

ตอนนี้ดิฉันทำงานเป็นมนุษย์เงินเดือน มีรายได้ประมาณ
20,000 – 30,000 บาทต่อเดือน

แต่อยากหาเงินให้ได้ “หลักล้าน”ภายในระยะเวลาหนึ่งปี ควรทำอย่างไรดีคะ

รศ.ดร.วรากรณ์ สามโกเศศ
(หรือนามปากกา “วีรกร ตรีเศศ”)
นักเขียนบทความด้านเศรษฐศาสตร์แบบเข้าใจง่าย-
ไม่ต้องปีนบันไดอ่าน เจ้าของคอลัมน์ “อาหารสมอง”
ในนิตยสารมติชนสุดสัปดาห์ และเจ้าของหนังสือ “โลกนี้ไม่มีอะไรฟรี”
ล่าสุดดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ

รศ.ดร.วรากรณ์ สามโกเศศ
: มันคือความเป็นไปได้ ในความเป็นไปไม่ได้
การจะมีเงินหลักล้านได้ภายในเวลาหนึ่งปี คุณก็ต้องมีรายได้ที่สูงมาก
แต่กรณีนี้มันแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย ผมว่าคุณไปถูกจระเข้กัดสามครั้ง
หรือฟ้าผ่าสามครั้งภายในปีเดียวยังง่ายกว่า ฉะนั้นอาจเปลี่ยนใหม่ว่า
“มนุษย์เงินเดือนที่อยากมีรายได้มากๆ โดยไม่ต้องลงทุนมาก”
ถ้าอยากรวย คุณก็ต้องลงทุน การทำธุรกิจค้าขายไม่ใช่เรื่องน่าอาย
คนรับเงินเดื
อนอย่างเดียวไม่มีวันรวย เจ้าของบริษัทคุณเขาก็ทำธุรกิจเหมือนกัน
เพียงแต่เป็นธุรกิจที่ต่างกันเท่านั้นเอง สำหรับธุรกิจที่ทำควรเป็นธุรกิจที่ลงทุนน้อย
ทำด้วยตัวเอง ไม่ควรลงทุนกับเพื่อนหรือญาติ
ไม่ควรเป็นธุรกิจฟอร์มใหญ่ แต่ทำแบบค่อยเป็นค่อยไป

มณฑานี ตันติสุข
นักจัดรายการวิทยุชื่อดัง ผู้เคยประสบปัญหาหนี้สินท่วมตัว
ก่อนสามารถพลิกวิกฤติให้เป็นโอกาส ด้วยการจัดระเบียบชีวิต
และการใช้จ่ายเสียใหม่ ก่อนนำประสบการณ์ดังกล่าว
มาถ่ายทอดเป็นหนังสือขายดี “เงิน เรื่องใหญ่ที่โรงเรียนไม่เคยสอน”
ล่าสุดตีพิมพ์เป็นครั้งที่ 7 แล้ว


มณฑานี ตันติสุข:
“รวยเร็ว” คืออะไรอยากรวยในระยะเวลาอันสั้น ฝรั่งเขาเรียก
“Get-rich-quick scheme” คือเล่ห์เพทุบายที่จะรวยลัดรวยเร็ว
แต่คุณก็จะจมเร็วมาก เพราะหนทางรวยระเบิดระเบ้อนั้นมาจาก
1.เล่นหุ้น 2.ซื้อมาขายไป คือเก็งกำไรสุดๆ
สมมติซื้อมา 100 ขายไป 10,000 กำไรจากส่วนต่างถึง 9,900
ขายสักสิบเที่ยวก็รวยตั้งเกือบล้าน ภายในระยะเวลาอันรวดเร็ว
แต่คนจะหลงคารมคุณไม่ได้ตลอด คุณจะขายได้แค่หนสองหน
แล้วคุณจะขายอะไรอื่นอีกไม่ได้เลย

ข้อเสียของคนคิดรวย (เร็ว)
ส่วนใหญ่คนพวกนี้จะมีข้อเสียอยู่สองข้อหลักๆ
คือ
1.ขาดความอดทน เมื่อคุณเคยชินกับการรวยเร็ว
คุณจะไม่ทำอะไรที่ต้องสร้าง แต่อาศัยว่าอะไรก็ตามที่ทำให้รวยเร็ว
ฉันจะเอาไว้ก่อน เช่น หุ้น หวย การพนัน หรืออย่างที่บอกว่าเก็งกำไร
ซื้อมาขายไป เมื่อคุณมีความอดทนไม่พอ
ความมั่นคงทางการเงินจะไม่เกิด คุณจะรวยเร็วและเจ๊งเร็ว
แล้วทีนี้คุณจะขึ้นมาอีกทีได้ยาก
เพราะคุณขาดคุณสมบัติของความมั่นคงทางการเงิน
2. ขาดคุณธรรมอย่างแรง
เพราะคนคิดรวยเร็วมักไม่นึกถึงคนอื่น
จะนึกถึงแต่ตัวเอง