Custom Search

Jan 17, 2017

BBC ไขความลับ อุปนิสัยพื้นฐานของ...ชนชาติเยอรมัน









ด้วยความที่อุปนิสัยใจคอของคนไทย มีความแตกต่างแทบจะตรงกันข้ามกับคนเยอรมันในทุกวันนี้...จึงขอนำเสนอสารคดีจาก BBC ของอังกฤษชุด “Make me a German” ซึ่งถ่ายทอดเรื่องราวของครอบครัวนักข่าวชาวอังกฤษ ที่ประกอบด้วยสามี ภรรยา และลูกน้อย ที่ยินดีจะไปใช้ชีวิตในเยอรมนี
เพื่อค้นหาความลับว่า...อะไรที่ทำให้ประเทศนี้ประสบความสำเร็จทางด้านเศรษฐกิจได้ดีขนาดนี้
(เยอรมนีเป็นพี่เบิ้มของยุโรป ปัญหา Euro Zone ที่ยังประคับประคองกันได้อยู่ ก็อาศัยประเทศหลักอย่างเยอรมนี และยังเป็นผู้นำการส่งออกอันดับสามของโลกอย่างเครื่องไฟฟ้า เครื่องซักผ้า เบียร์ Mercedes Benz รถไฟฟ้าความเร็วสูง)
สองสามีภรรยาชาวอังกฤษได้ค้นพบว่า ระดับหนี้สินต่อครัวเรือนของคนเยอรมันอยู่ในระดับต่ำมากที่สุดในยุโรป ชาวบ้านทั่วไปนิยมใช้จ่ายด้วยเงินสดมากกว่าบัตรเครดิต 
ธนาคารไม่อนุมัติบัตรเครดิตให้กันง่าย ๆ ในขณะที่ชาวเยอรมันก็ไม่ต้องการได้บัตรเครดิตง่าย ๆ เช่นกัน 
ทั้งยังสามารถออมเงินได้ 10% ของเงินเดือนแทบทุกคน 
ผู้คนส่วนใหญ่มีเงินฝากในธนาคารเป็นกอบเป็นกำทำให้ระบบการหมุนเวียนของเงินกู้กับเงินฝากสมดุลกันได้ดี 
คนเยอรมันไม่นิยมเอาบ้านหรือรถยนต์ไปจำนองเพื่อนำเงินมาทำธุรกิจ เพราะถือว่าเป็นความเสี่ยงที่อาจจะสูญเสียทรัพย์สินที่มีอยู่ 
คนเยอรมันใช้เวลาทำงานต่อสัปดาห์น้อยกว่าคนในชาติอื่น ๆ ทั่วโลก แต่ได้ประสิทธิภาพมากกว่า การทำงานล่วงเวลาถูกมองว่าเป็นสิ่งไม่เหมาะสม เนื่องจากการให้เวลากับครอบครัวหลังเลิกงานถือว่าเป็นสิ่งสำคัญมาก 
เวลาแปดชั่วโมงต่อวัน คนเยอรมันทำงานอย่างจริงจังในเวลางาน ไม่เสียเวลาไปกับการพูดคุยเรื่องอื่น ๆ ที่ไม่เกี่ยวกับงาน อีเมลล์ส่วนตัว Facebook และโทรศัพท์มือถือ ...เป็นที่รู้กันว่าไม่ควรใช้ในชั่วโมงทำงาน
นักข่าวชาวอังกฤษที่ไปทำงานในโรงงาน Faber & Castel ที่เยอรมนี ยังถูกต่อว่าจากเพื่อนร่วมงานทันทีที่หยิบโทรศัพท์เพื่อต้องการส่ง SMS แค่ครั้งเดียว
หญิงสาวชาวอังกฤษผู้หนึ่งยังให้สัมภาษณ์ว่า ชีวิตในที่ทำงานที่นี่เขาจริงจังกันมาก ไม่มีการพูดคุย นินทา ไม่อยากรู้อยากเห็นว่าใครเป็นแฟนใคร ใครเลิกกับใคร ใครจะไปออกเดทกับใคร 
ไม่แม้แต่จะเล่าเรื่องละครทีวีที่ดูเมื่อคืน เลิกงานแล้วจะไปไหน จะไปทานดินเนอร์กับใคร ก็ไม่มีการพูดคุยกัน 
การมาทำงานสายจะถูกมองว่าเป็นคนไม่รักษาสัญญา จะมาสายสามนาทีหรือสามสิบนาที ก็ถือว่าเป็นคนไม่มีคุณภาพเพราะขาดความเคารพต่อตัวเองและองค์กร 
สองในสามของคุณแม่มือใหม่จะไม่ทำงานนอกบ้าน การบอกว่าเป็น Housewife ในประเทศอื่น ๆ อาจจะรู้สึกเขินอายเหมือนว่าตนเองไม่มีงานทำ แต่ที่นี่มีแต่ความภาคภูมิใจหากจะได้เป็น Housewife 
รัฐบาลให้สวัสดิการดีกับคุณแม่ที่ต้องออกจากงาน ทั้งนี้ก็เพื่อต้องการให้แม่ได้เลี้ยงดูลูกด้วยตนเอง การให้เวลากับลูกถือเป็นสิ่งสำคัญ 
ในวันอาทิตย์ ร้านรวงทั่วไปตามแหล่ง Shopping จะปิดเงียบ เพื่อให้ผู้คนส่วนใหญ่มีเวลาอยู่กับครอบครัว เมื่อสถาบันครอบครัวแข็งแรงประเทศชาติก็จะแข็งแรง
ระดับองค์กร ในยามยากของเศรษฐกิจ บริษัทส่วนใหญ่ไม่ใช้วิธีการ Lay off พนักงาน ไม่นิยมการปลดคนงานออกแบบกระทันหัน เพื่อความอยู่รอดของบริษัท 
อาจจะเรียกว่าเป็นวัฒนธรรมองค์กรไปเสียแล้วที่บริษัทจะเป็นห่วงความอยู่รอดของพนักงานก่อน เพื่อที่จะได้ช่วยกันประคองให้บริษัทอยู่รอด 
พนักงานยินดีที่จะถูกลดรายได้อย่างพร้อมเพียงกันเพื่อให้ทุกคนอยู่ได้และบริษัทอยู่รอด 
สิ่งนี้จึงสะท้อนให้เห็นถึงการรักพวกพ้อง รักองค์กร และรักชาติในที่สุด 
สังเกตได้จากทีมชาติฟุตบอลของเยอรมนี จะไม่ค่อยมีดาวเด่นที่โด่งดังระดับโลก แต่ก็สามารถคว้าแชมป์โลกได้ถึง 3 สมัย ด้วยทักษะการเล่นอย่างเป็นทีมเวิร์คมากกว่าความสำเร็จจากความสามารถเฉพาะบุคคล 


พื้นที่ชีวิต : ครอบครัวเดียวกัน (13 ม.ค. 60)













Jan 16, 2017

ครูของแผ่นดิน

๑๖ มกราคม พ.ศ. ๒๕๖๐








Jan 10, 2017

บันทึกการแสดงสด หมู่โชว์ อุดมและผองเพื่อน (เจอละเมิดลิขสิทธิ์หนัก)

'หมู่ วาไรตี้โชว์' ถูกโซเชียลละเมิดลิขสิทธิ์หนักหลายช่องทาง ผู้บริหารเผยลงทุนผลิตไป 200,000 ชุด ผ่านไป 5 วันมียอดขายไม่ถึง 10% หากปีหน้าสถานการณ์ยังวิกฤตอาจต้องพิจารณาปิดกิจกาารที่ดำเนินมากว่า 35 ปี วอนคนไทยอุดหนุนสินค้าลิขสิทธิ์... เมื่อวันที่ 20 ธ.ค. 59 ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในสังคมออนไลน์กำลังพากักันแชร์กระทู้เว็บไซต์พันทิปหัวข้อ '20 ล้านบาท ที่หายไปกับ FB live' โดยผู้เขียนอ้างว่าเป็นหนึ่งในครอบครัว EVS Thailand เนื้อหาภายในเป็นการระบายต่อปัญหา
การละเมิดลิขสิทธิ์กับการแสดงชุด 'หมู่ วาไรตี้โชว์' ของ โน้ส อุดม แต้พานิช ที่ถูกเทคโนโลยีในยุคปัจจุบันอาทิ Facebook Live ทำการละเมิดผลงานอันมีลิขสิทธิ์ถูกต้อง

นายสุทธิสรร สุรนันท์กิ่งเพชร อายุ 60 ปี หรือเฮียเสก ประธานกรรมการบริษัท อี.วี.เอส. เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ จำกัด ในฐานะผู้ได้รับลิขสิทธิ์ในการจัดจำหน่าย CD/ DVD 'หมู่ วาไรตี้โชว์' เปิดเผยกับทีมข่าวสายตรวจโซเชียลว่า ทางบริษัทได้จัดเตรียมสินค้าไว้ประมาณ 2 แสนชุด โดยใช้งบประมาณกว่า 20 ล้านบาท ซึ่งหลังจากที่เริ่มจัดจำหน่ายเมื่อวันที่ 15 ธันวาคมที่ผ่านมา ผ่านมา 5 วัน เช็กยอดขายกับร้านสะดวกซื้อพบว่าขายออกได้ประมาณ 13,000 แผ่นเท่านั้น ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องน่าเศร้า เพราะปกติแล้วยอดขายแผ่นการแสดงประเภทนี้ จะขายได้ในช่วงแรกๆ เท่านั้น และตนคิดว่ายอดขายของการแสดงชุดนี้น่าจะขายได้เยอะกว่านี้

"โซเชียลมีเดียมันโหดร้ายมาก เฟซบุ๊กไลฟ์ เว็บหนังเถื่อน ได้เข้ามาละเมิดลิขสิทธิ์เรา ซึ่งจากการที่เราได้ขอความร่วมมือไปพบว่าบางแห่งทำการปิดให้ แต่ขณะที่บางส่วนตอบกลับมาว่าไม่ปิดแล้วจะทำไม ซึ่งเบื้องต้นตนได้ไปแจ้งความไว้ที่ กองบังคับการปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ หรือ บก.ปอศ. แต่ส่วนตัวคิดว่าหากจับผู้กระทำผิดได้ เขาคงได้แต่ร่ำไห้ขอโทษอ้างรู้เท่าไม่ถึงการณ์" นายสุทธิสรร กล่าว

นอกจากนี้ นายสุทธิสรร ยังระบุต่อว่า ก่อนหน้านี้การแสดงชุดเดี่ยว 10 และเดี่ยว 11 ก็มียอดขายที่ตกลงเหลือเพียงราวๆ 1 แสนชุดเท่านั้น โดยปีก่อนๆ ทางบริษัทฯ
ได้รับความร่วมมือจากทางยูทูบประเทศไทยที่ช่วยปิดกั้นผลงานละเมิดลิขสิทธิ์ แต่มาเจอปีนี้ถือว่าเข้าขั้นสาหัสจากระบบเฟซบุ๊กไลฟ์ ตนก็ไม่รู้จะทำอย่างไร หากปีหน้าสถานการณ์ยังคงวิกฤตเช่นนี้ ธุรกิจที่ดำเนินการมากว่า 35 ปีคงต้องปิดกิจกาาร ซึ่งอดีตที่ผ่านมาเมื่อ 6-7 ปีก่อนเคยมีคนงานถึง 400 คน แต่ปัจจุบันเหลือเพียงราวๆ 100 คนเท่านั้น จึงอยากใคร่ขอความกรุณาและความเมตตาผู้บริโภคทุกท่านให้ช่วยกันอุดหนุนสินค้าลิขสิทธิ์ไม่ว่าจะเป็นของบริษัทใดก็ตาม มิเช่นนั้นไม่ต่างกับการทำลายธุรกิจของคนไทยด้วยกันเอง สุดท้ายเมื่อผู้สื่อข่าวสอบถามถึงแนวคิดการจัดจำหน่ายในรูปดิจิตอล นายสุทธิสรร กล่าวว่าที่ผ่านมาเคยทดลองมาแล้วกับแอพพลิเคชั่นดูหนังชื่อดัง แม้ว่าผู้ชมจะเสียเงินเพียงไม่กี่บาท แต่พบว่ายังไม่ค่อยเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภค ปีนี้จึงผลิตแต่ในรูปแบบ CD/DVD ส่วนบลูเรย์นั้นพบว่ายังไม่ค่อยเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภค ปีนี้จึงผลิตแต่ในรูปแบบ CD/DVD ส่วนบลูเรย์นั้นพบว่ายังไม่ค่อยได้รับความนิยมเช่นกัน.





อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/817096

https://pantip.com/topic/35930630


http://teetwo.blogspot.com/2009/10/udomteam.html


Dec 9, 2016

ข้าราชบริพารสองแผ่นดิน



"พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์"ประธานองคมนตรี 2 แผ่นดิน 
อดีตผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ อดีตนายกรัฐมนตรี 3 สมัย 
ปัจจุบันท่านอายุ 96 ปี

วันนี้ (6 ธ.ค.) มีพระราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า 
โดยที่คณะองคมนตรีได้กราบบังคมลาออกจากตำแหน่งองคมนตรีและทรงพระราชดำริ
เห็นเป็นการสมควรแต่งตั้งองคมนตรี นั้น
ทั้งนี้ องคมนตรี ชุดพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ประกอบด้วย

1.พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี โปรดเกล้าฯแต่งตั้งเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2531
2.พล.อ.พิจิตร กุลละวณิชย์
3.นายเชาวน์ ณ ศีลวันต์
4.นายธานินทร์ กรัยวิเชียร
5.พล.ร.ต.ม.ล.อัศนี ปราโมช
6.นายจุลนภ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา
7.พล.อ.อ.กำธน สินธวานนท์
8.ม.ร.ว.เทพ เทวกุล
9.นายพลากร สุวรรณรัฐ
10.นายอำพล เสนาณรงค์
11.พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์
12.นายอรรถนิติ ดิษฐอำนาจ
13.นายเกษม วัฒนชัย
14.นายศุภชัย ภู่งาม
15.นายชาญชัย ลิขิตจิตถะ
16.พล.อ.อ.ชลิต พุกผาสุข
ขณะที่องคมนตรี ชุดสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร

1.พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี โปรดเกล้าฯแต่งตั้งเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2559
2.พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์
3.นายเกษม วัฒนชัย
4.นายพลากร สุวรรณรัฐ
5.นายอรรถนิติ ดิษฐอำนาจ
6.นายศุภชัย ภู่งาม
7.นายชาญชัย ลิขิตจิตถะ
8.พล.อ.อ.ชลิต พุกผาสุข
9.พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ
10.พล.อ.ธีรชัย นาควานิช
11.พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา เป็นองคมนตรี