Custom Search

Mar 31, 2011

การเมืองเยอรมนีและปริญญาเอก



มติชน
วรากรณ์ สามโกเศศ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์
(http://www.dpu.ac.th)
วันที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2554

http://www.varakorn.com

http://th-th.facebook.com/varakornn


ความชื่นชอบของประชาชนเยอรมันในตัวนักการเมืองที่มี ปริญญาเอก
ทำให้นักการเมืองอนาคตไกลคนหนึ่งใช้วิธีลอกงานวิชาการของคนอื่น
เพื่อให้ได้ ปริญญาเอกกับเขาบ้าง
เขาทำได้สำเร็จจนได้กลายเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมที่ประชาชนนิยม
แต่ในที่สุดก็หนีความจริงที่ว่าสิ่งที่ทำไว้ในอดีต
มักตามมาเรียกเก็บบัญชี เสมอไปไม่ได้

Karl-Theodor zu Guttenberg รัฐมนตรีคนดังกล่าว
ลาออกจากตำแหน่งไปเมื่อเร็วๆ นี้
เมื่อมีคนไปขุดคุ้ยวิทยานิพนธ์ที่ทำเสร็จในปี 2006 ของเขา
และพบว่าเขาลอกคนอื่นมาทั้งดิบๆ อยู่เป็นจำนวนหลายแห่ง

ในประเทศที่ พัฒนาแล้วคงไม่มีดินแดนใด
ที่บ้าปริญญาเอกในหมู่นักการเมืองเท่าเยอรมนี
ในจำนวน ส.ส. 114 คน มีถึงร้อยละ 20 ที่จบปริญญาเอก
(นายกรัฐมนตรี นาง Angela Merkel ก็จบปริญญาเอกเหมือนกัน)
ในสหรัฐอเมริกามี ส.ส.จบปริญญาเอกเพียงร้อยละ 3
และไม่มีวุฒิสมาชิกคนใดเลยที่จบปริญญาเอก
คนในประเทศพัฒนาแล้วไม่เห็นความจำเป็น
ในการเลือก ส.ส.ที่เรียนจบปริญญาเอก
ซึ่งเหมาะกับการเป็นอาจารย์มากกว่าเป็นนักการเมือง

The Economist แสดงตัวเลขที่น่าสนใจว่า
ในกลุ่มคนที่เกิดปีเดียวกัน
เริ่มเข้าโรงเรียนปีเดียวกันและเรียนจนไปจบปริญญาเอกนั้นมีสัดส่วนดังนี้
สูงสุดคือโปรตุเกส ร้อยละ 3.8 อังกฤษ (ร้อยละ 2.1)
สหรัฐอเมริกา (ร้อยละ 1.2) ญี่ปุ่นและเกาหลี (ร้อยละ 1.1)
สวีเดน (ร้อยละ 3.2) สวิตเซอร์แลนด์ (ร้อยละ 3.2 เยอรมนี (ร้อยละ 2.2)

Guttenberg นักการเมืองหน้าตาดีและมาดดี
ปัจจุบันอายุเพียง 40 ปี สืบเชื้อสายจากเจ้าเยอรมันย้อนไปตั้งแต่ ค.ศ.1158
ถ้ารัฐธรรมนูญ Weimar ไม่ยกเลิกฐานันดรเขาก็จะมีฐานะเป็น Baron
ภรรยาเขาเป็นโหลนของนายกรัฐมนตรีคนแรกของเยอรมนี
คือ Otto von Bismarck ผู้มีชื่อเสียง

Guttenberg ร่ำรวยเพราะมีที่ดิน
เป็นมรดกสืบทอดมามากมายในเมือง Guttenberg ใน Bavaria
เขาอยู่ในปราสาทที่บรรพบุรุษอยู่กันมาตั้งแต่ ค.ศ.1482
ปู่และพ่อของเขาก็เป็นนักการเมืองเช่นกัน

เขาเรียนจบปริญญาตรีด้านกฎหมายและการเมืองจาก University of Bayreuth
สอบผ่านการสอบของรัฐในเวลาต่อมาซึ่งเทียบเท่าปริญญาโทในปี 1999
ลงสมัครรับเลือกตั้งเป็น ส.ส. ในปี 2002
และเป็นเลขาธิการพรรค Christian Social Union (CSU)
เป็นระยะเวลาสั้นๆ
ก่อนที่จะเป็นรัฐมนตรีเศรษฐกิจและเทคโนโลยี
ในรัฐบาลแรกของนาง Merkel
และตั้งแต่ปี 2009 ก็เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม

เมื่อดูโหง วเฮ้งสไตล์เยอรมันแล้ว Guttenberg
มีโอกาสไปได้ไกลถึงนายกรัฐมนตรี
เพราะทั้งมีความสามารถ หล่อ รวย มีเสน่ห์
(คะแนนที่ได้รับเลือกตั้งเป็น ส.ส. คือร้อยละ 60)
จนเป็นนักการเมืองที่ป๊อปปูล่าร์ที่สุดคนหนึ่งของประเทศ

สิ่งเดียวที่จะทำให้เขามั่นใจว่าไปถึงดวงดาวแน่ก็คือปริญญาเอก
และนี่คือสาเหตุของความดับของเขา

นักการเมืองผู้สืบทอดมาจาก Leopold II จักรพรรดิโรมันด้วยผู้นี้
ได้กระทำสิ่งที่ผิดจริยธรรมอย่างสำคัญ วิทยานิพนธ์ปริญญาเอก
ด้านกฎหมายของเขาเป็นเรื่องวิวัฒนาการของกฎหมายรัฐธรรมนูญ
ของสหรัฐอเมริกาและสหภาพยุโรป
อยู่ภายใต้การดูแลของศาสตราจารย์
Peter Haberle แห่ง University of Bayreuth
มหาวิทยาลัยเดียวกับที่เขาจบปริญญาตรีและโทมา

ใน เดือนกุมภาพันธ์ 2011 มีผู้คนนำหลักฐานมาเปิดเผยต่อสาธารณะว่า
เขาลอกข้อความโดยตรงมาจากหลายแหล่ง
ในหลายส่วนของวิทยานิพนธ์โดยไม่ระบุแหล่ง ที่มา
บ้างก็เป็นบทความจากหนังสือพิมพ์
งานของอาจารย์ที่ปรึกษา คำปราศรัย เอกสารศึกษาของนักศึกษา

เมื่อถูกรุกหนักเข้าเขาก็บอกว่า เขาจะไม่ใช้ไตเติ้ลดอกเตอร์เป็นการชั่วคราว
ต่อมาก็บอกว่าไม่ต้องการใช้ไตเติ้ลดอกเตอร์อีกต่อไปแล้ว
และต่อมาก็ขอร้องให้มหาวิทยาลัยถอนชื่อเขาออกจากการได้รับปริญญาเอก
ซึ่งมหาวิทยาลัยก็ทำในเวลา 2 วันต่อมา
เพราะมหาวิทยาลัยเองก็สืบสวนและพบว่า
มีการไม่ระบุที่มาของข้อความในวิทยานิพนธ์
โดยลอกมาจากต้นฉบับอยู่ในหลายที่ตรงตามข้อกล่าวหา

ในตอนแรก นายกรัฐมนตรีหญิงออกมาปกป้องโดยบอกว่า
เธอต้องการใช้งานรัฐมนตรี ไม่ให้ใช้งานผู้ช่วยนักวิจัย
ซึ่งคำกล่าวส่อว่าไม่สนใจการกระทำผิดจริยธรรมนี้
กลุ่มนักศึกษาปริญญาเอกออกมาโจมตีว่า
เธอพูดราวกับว่าการฉ้อฉลได้ปริญญาเอกมา
เป็นเรื่องเล็กน้อย อย่างไรก็ดี
ประชาชนจำนวนมากอยู่ข้าง Guttenberg
แต่ที่เขาอยู่ไม่ได้ในที่สุดก็เพราะนักศึกษาปริญญาเอก 51,000 คน
ทั่วประเทศร่วมกันลงนามเปิดผนึกถึงนายกรัฐมนตรีเรียกร้องให้ปลดเขา

Guttenberg ลาออกจากการเป็น ส.ส. และรัฐมนตรี
เมื่อต้นมีนาคม 2011 แต่เรื่องก็ยังไม่จบ
เพราะเขาถูกกล่าวหาว่าได้ใช้อภิสิทธิ์ของการเป็น ส.ส.
ใช้บริการวิจัยของสภาผู้แทนราษฎร
เพื่อทำวิทยานิพนธ์อันเป็นเรื่องส่วนตัว

และยังแถมเอางานเขียน 6 ชิ้นไปใช้โดยไม่ได้
ขออนุญาตเจ้าของซึ่งเป็นการละเมิดสิทธิอีกด้วย

เรื่องการลอกวิทยานิพนธ์ของนักการเมืองนั้น
มิได้มีแต่เฉพาะประเทศไทย และเยอรมนีเท่านั้น
นาย Vladimir Putin นาย Joe Biden
รองประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาก็มีปัญหา
สำหรับนาย Saif ลูกชายทายาททางการเมืองของ
Muammar Qaddafi ก็กำลังจะถูกถอดปริญญาเอก

Joe Biden เคยถูกสอบสวนข้อหาลอกงานคนอื่น
เอามาเป็นงานเขียนของตนเองตอนเรียนกฎหมายปีหนึ่งที่ Syracuse University
สำหรับนาย Putin นั้น ถูกกล่าวหาว่าวิทยานิพนธ์ปริญญาเอก
ด้านเศรษฐศาสตร์ของเขาในปี 1997
จาก St.Petersburg Mining Institute
ลอกเนื้อหาตรงๆ จากตำราอเมริกันเมื่อ 20 ปีก่อน
และ 16 จาก 20 หน้าของบทหนึ่งลอกตรงๆ
มาจากหนังสืออเมริกันที่แปลเป็นภาษารัสเซีย
มีคนเชื่อว่าเขาอาจไม่ได้อ่านวิทยานิพนธ์ด้วยซ้ำเพราะเชื่อว่ามีคนเขียนให้

สำหรับ Saif ที่จบปริญญาเอกจาก LSE
(London School of Economics and Political Science)
เมื่อปี 2008 นั้น ขณะนี้กำลังมีการสอบสวนว่า
เขาไม่ได้เขียนวิทยานิพนธ์เอง
มีหลักฐานมากขึ้นว่าเขาจ้างศาสตราจารย์จาก Garyounis University
ใน Benghazi ชื่อ Dr.Menesi
ซึ่งเรียนจบจากเยอรมนีเขียนวิทยานิพนธ์ให้เขา
ที่น่าสังเกตก็คือไม่นานหลังจากที่ Saif ได้ปริญญาเอก
อาจารย์คนนี้ก็ลาออกและได้งานดี
เป็นผู้ว่าการธนาคารชาติของลิเบีย
และต่อมาได้เป็นเอกอัครราชทูตประจำออสเตรีย

ความบ้าเห่อปริญญาเอกของ ประชาชนเยอรมัน
และการขาดจริยธรรมทำให้อนาคตของ Guttenberg
จบลงอย่างที่นายกรัฐมนตรีและผู้สนับสนุนเขา
เสียดายความรู้และความสามารถเป็น อย่างมาก

ใครที่ชอบเชื่อถือคนมีไตเติ้ลดอกเตอร์
คงตระหนักเมื่อได้อ่านเรื่องนี้แล้วว่าปริญญาเอกนั้น
มีทั้งของจริงและของไม่ จริง
สิ่งที่เป็นของจริงแท้แน่นอนนั้นก็คือความรู้ของบุคคล
ไม่ใช่ไตเติ้ลที่เป็นเปลือกนอกไม่ใช่ไตเติ้ลที่เป็นเปลือกนอก


Mar 30, 2011

สุขภาพดี 100 ปี


อาหารสมอง

วีรกร ตรีเศศ
วันที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2554

http://th-th.facebook.com/varakornn

http://www.agingthai.org/page/2308



หนังสือ "สุขภาพดี 100 ปี" เรียบเรียงโดยสมาคมศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยประเทศจีน
และชมรมศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยเซี่ยเหมินในประเทศไทย
(หัวหน้าบรรณาธิการ คุณธีรวุฒิ ตันติวงษากิจ โทร.02-613-5588)
ให้ข้อมูลเรื่องสุขภาพจากแง่มุมของภูมิปัญญาจีนแนววิทยาศาสตร์อย่างน่าสนใจ

ขอนำบางเรื่องมาเล่าต่อ


"...มีหลายเรื่องที่ผู้ออกกำลังกายพึงระวังดังนี้

1) อากาศร้อนอบอ้าว ออกกำลังกายอย่างไรจึงจะเหมาะสม

การ ออกกำลังกายภายใต้อากาศร้อนจัดเป็นการเพิ่มภาระให้กับหัวใจและปอด
จะทำให้อุณหภูมิร่างกายสูงขึ้น และเพื่อเป็นการระบายความร้อน
เลือดที่ไหลเวียนสู่ผิวหนังจะมากขึ้น
เลือดที่ไหลเข้าสู่กล้ามเนื้อจะน้อยลง เป็นการเร่งอัตราการเต้นของหัวใจ

ค่อยเป็นค่อยไป : เริ่มต้นออกกำลังกายควรทำอย่างค่อยเป็นค่อยไป
เมื่อร่างกายปรับตัวเข้ากับอุณหภูมิของอากาศแล้ว
จึงเพิ่มเวลาและระดับความหนักของการออกกำลังกาย
หากคุณมีโรคเรื้อรังหรืออยู่ในช่วงบำบัดรักษาควรขอคำปรึกษาจากแพทย์ก่อน

ดื่ม น้ำให้มาก : ความสามารถในการขับเหงื่อเพื่อลด
อุณหภูมิของร่างกายขึ้นอยู่กับการดื่มน้ำ เพียงพอหรือไม่
แม้ว่าขณะออกกำลังกายคุณอาจไม่กระหายน้ำ
คุณก็ควรดื่มน้ำให้เพียงพอ หากคุณต้องการออกกำลังกายหนัก
หรือออกกำลังกายเป็นเวลา 1 ชั่วโมงขึ้นไป
ควรพิจารณาเครื่องดื่มเพื่อการเล่นกีฬาซึ่งสามารถ
เสริมโซเดียมคลอไรด์และโพแทสเซียมที่เสียไปพร้อมกับเหงื่อ
หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนหรือแอลกอฮอล์
เพราะจะทำให้สูญเสียน้ำในร่างกายมากขึ้น

สวมเสื้อผ้าให้เหมาะสม : เสื้อผ้าที่มีลักษณะเบาบางและหลวม
มีส่วนช่วยในการระเหยของเหงื่อและระบายอากาศ
ควรหลีกเลี่ยงเสื้อผ้าสีเข้มซึ่งจะดูดซับพลังงานความร้อน
ขณะที่การสวมหมวกสีอ่อนสามารถลดความร้อนจากแสงแดดได้

หลีกเลี่ยงแดด จัด : การออกกำลังกายในช่วงเช้าตรู่หรือช่วงเย็น
ในช่วงนี้อากาศกลางแจ้งเย็นสบาย สำหรับช่วงเวลาอื่น
หากโอกาสอำนวยก็สามารถไปออกกำลังกายในที่ร่มหรือว่ายน้ำในสระ

อยู่ใน ห้อง : หากกังวลในเรื่องอุณหภูมิและความชื้น
สามารถออกกำลังกายในห้องออกกำลังกาย
เดินเล่นที่ซุปเปอร์มาร์เก็ต หรือเดินขึ้นบันไดในอาคารที่ติดเครื่องปรับอากาศ

ขณะออกกำลังกายควร ให้ความสนใจเรื่องการป้องกันไข้แดด
เมื่อเกิดอาการเป็นลมแดด ควรหยุดการออกกำลังกาย
และหลีกเลี่ยงพื้นที่ที่มีอุณหภูมิสูงทันที รีบดื่มน้ำ
เช็ดตัวให้เปียกตามด้วยเป่าพัดลม
หากอาการไม่ดีขึ้นภายใน 60 นาที ควรพบแพทย์

หากมีไข้ขึ้นสูงถึง 38.9 องศา ขึ้นไป
หรือสลบไม่ได้สติ มีความรู้สึกเลอะเลือน ต้องรีบปฐมพยาบาลทันที



2)

สิ่งที่ควรและไม่ควรทำในขณะออกกำลังกาย
ในระหว่างการออกกำลังกาย สิ่งที่ควรทำคือดื่มน้ำให้เพียงพอ

ก่อนออกกำลังกาย 1 ชั่วโมงควรดื่มน้ำให้ได้ 100-150 มิลลิลิตร
ทุก 30 นาทีให้ดื่มน้ำ 100-150 มิลลิลิตร

หลังออกกำลังกายให้ดื่มน้ำอีก 100-150 มิลลิลิตร

นอกจากนี้ หลังการออกกำลังกาย 10-20 นาที
การทำงานของร่างกายยังคงอยู่ในสภาวะตื่นตัว จึงไม่ควรทำสิ่งดังต่อไปนี้

(1) อาบน้ำทันที

(2) ดื่มเครื่องดื่มเย็นๆ (ของที่แช่เย็น)

(3) พักผ่อนในท่านั่งยองๆ

(4) รับประทานอาหารทันที



3)

ระแวด ระวังความรู้สึกผิดปกติ 8 ประการในขณะออกกำลังกาย
ความรู้สึกตัวเป็นปฏิกิริยาโดยธรรมชาติของร่างกาย
และเป็นสัญญาณบ่งบอกความเปลี่ยนแปลงของร่างกาย
ความรู้สึกตัวแบ่งออกเป็นความรู้สึกปกติและความรู้สึกผิดปกติ ความรู้สึกปกติ
ได้แก่ กระหายน้ำ หิว ง่วง อ่อนล้า หนาว ร้อน บวม ปวด เหน็บชา ฯลฯ
ในกิจกรรม กายบริหาร หากมีความรู้สึกผิดปกติต่อไปนี้
เกิดขึ้นควรรีบหยุดทำกิจกรรม
และควรขอคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญหรือไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาล

(1) วิงเวียนศีรษะ ในกิจกรรมกายบริหาร นอกจากการออกกำลังกาย
โดยการหมุนโดยทั่วไป อาการวิงเวียนศีรษะจะไม่เกิดขึ้น
หากมีอาการวิงเวียนศีรษะอย่างต่อเนื่องหรือชั่วคราว
ก็ไม่ควรฝืนใจทำกิจกรรมต่อ โดยเฉพาะ วัยกลางคนและวัยชรา
ควรหยุดกิจกรรมทันที และไปพบแพทย์
โดยเน้นการตรวจหลอดเลือดหัวใจและกระดูกสันหลังบริเวณคอ

(2) ปวดศีรษะ ในกรณีที่มีอาการปวดศีรษะ
ควรรีบหยุดกิจกรรมทันที และไปพบแพทย์
ควรเน้นการตรวจระบบประสาท หลอดเลือดหัวใจและสมอง

(3) หอบ การหอบเป็นอาการปกติที่เกิดขึ้นเมื่อมีการออกกำลังกาย
อาการจะมากหรือน้อยในระดับต่างกันตามความหนักเบาของการออกกำลังกาย
หลังจากพักผ่อนแล้วก็จะกลับสู่ภาวะปกติ แต่หากเคลื่อนไหวเพียงเล็กน้อย
ก็มีอาการหอบและยังมีอาการหลังจากได้รับการพักผ่อนเป็นเวลานาน
ก็ถือว่าเป็นอาการผิดปกติ ควรหยุดกิจกรรมทันทีและไปพบแพทย์
ควรเน้นการตรวจระบบทางเดินหายใจ

(4) หิว ความอยากอาหารมักเพิ่มมากขึ้นหลังออกกำลังกาย
เป็นอาการปกติธรรมดา แต่หากความอยากอาหารเพิ่มมากขึ้น
อย่างต่อเนื่อง ควรตรวจหน้าที่การทำงานของต่อมตับอ่อน

(5) เบื่ออาหาร หลังการออกกำลังกายอย่างหนักแล้ว
อาจมีอาการเบื่ออาหารชั่วคราว แต่เมื่อได้รับการพักผ่อนแล้ว
ความอยากอาหารจะกลับคืนมา ซึ่งเป็นเรื่องปกติ
ตรงกันข้าม หากเบื่ออาหารเป็นเวลานาน
ก็ถือว่าผิดปกติ ควรตรวจเช็กระบบการย่อยอาหาร

(6) กระหายน้ำ เรามักรู้สึกกระหายน้ำหลังการออกกำลังกาย
ถือเป็นเรื่องปกติ แต่หากดื่มน้ำแล้วยังรู้สึกกระหายน้ำ
ปัสสาวะมากเกินไป ถือเป็นเรื่องผิดปกติ ควรพบแพทย์

(7) ปวด กิจกรรมเพิ่งเริ่มต้นหรือหยุดกิจกรรมมานานแล้วกลับมาทำอีก
หรือเปลี่ยนท่วงท่าของกิจกรรมใหม่ ล้วนจะทำให้กล้ามเนื้อบางส่วนของร่างกาย
เกิดอาการปวดเมื่อยเป็นเรื่องปกติ ธรรมดา แต่หากอาการปวดเกิดขึ้น
ที่ข้อต่อหรือใกล้เคียงกับข้อต่อ พร้อมทั้งมีความผิดปกติของการทำงานของข้อต่อ
ถือว่าไม่ปกติแล้ว ควรหยุดกิจกรรม และพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยข้อต่อ

(8) อ่อนเพลีย อาการอ่อนเพลียหลังการออกกำลังกายถือเป็นเรื่องปกติ
โดยทั่วไปพักผ่อนเอาแรงสัก 15 นาที ก็จะรู้สึกดีขึ้น
หากไม่สามารถคืนสู่สภาพปกติได้เป็นเวลาหลายวัน
แสดงว่าออกกำลังกายมากเกินไป
ควรออกกำลังกายน้อยลงตามความเหมาะสม

หากลดการออกกำลังกายแล้วยังมีความรู้สึกอ่อนเพลียต่อเนื่อง
ควรพบแพทย์เพื่อตรวจตับและระบบไหลเวียน



4)

ไม่ ควรรับประทานอาหารที่มีฤทธิ์เป็นกรดหลังการอออกกำลังกาย
กลุ่มอาหารแบ่งออกเป็นอาหารที่มีฤทธิ์เป็นกรดและอาหารที่มีฤทธิ์เป็นด่าง
การวินิจฉัยความเป็นกรดด่างมิได้ขึ้นอยู่กับการรับรู้รสของคนเรา
และไม่ได้เป็นไปตามคุณสมบัติทางเคมีของอาหารที่ละลายในน้ำ
หากแต่บ่งชี้โดยความเป็นกรดด่างของผลิตภัณฑ์
จากกระบวนการสันดาป (Metabolic Product)
ครั้งสุดท้ายของอาหารที่เข้าสู่ร่างกายมนุษ์

อาหารที่มีฤทธิ์เป็นกรดมักอุดมด้วยโปรตีนไขมันและน้ำตาล

ส่วน อาหารที่อุดมด้วยโพแทสเซียม โซเดียม แคลเซียม และแมกนีเซียม
เมื่อผ่านกระบวนการเผาผลาญในร่างกายแล้วจะเป็นสารที่มีความเป็นด่างซึ่ง
สามารถป้องกันไม่ให้เลือดเกิดการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่มีความเป็นกรด

เพราะฉะนั้น ผลไม้เปรี้ยวโดยทั่วไปจะเป็น
อาหารที่มีฤทธิ์เป็นด่างไม่ใช่อาหารที่มีฤทธิ์เป็นกรด

ไก่ ปลา เนื้อ ไข่ น้ำตาล และอื่นๆ ถึงแม้จะไม่มีรสเปรี้ยว
แต่กลับเป็นอาหารที่มีฤทธิ์เป็นกรด
หากของเหลวในร่างกายมีคุณสมบัติเป็นด่างอ่อนๆ
ก็จะรักษาสุขภาพให้แข็งแรงสมบูรณ์ได้

หลังการออกกำลังกายเรามัก รู้สึกว่ากล้ามเนื้อ
ข้อต่อมีอาการปวดเมื่อย อิดโรย สาเหตุหลักเกิดจากน้ำตาล
ไขมันและโปรตีนที่อยู่ในร่างกายสลายตัวไป
ในกระบวนการสลายตัวทำให้เกิดกรดแลกติก (Lactic Acid)
กรดฟอสฟอริก (Phosphoric Acid)
และสารกรดอื่นๆ สารกรดเหล่านี้จะมีฤทธิ์ระคายเคือง
ต่อเนื้อเยื่ออวัยวะร่างกายมนุษย์
ทำให้คนเราเกิดความรู้สึกปวดเมื่อยในกล้ามเนื้อและข้อต่อพร้อมความรู้สึกที่ อิดโรย

หากรับประทานอาหารจำพวกเนื้อ ไข่ ปลา และอื่นๆ
ที่อุดมด้วยสารกรด ก็จะทำให้ของเหลว
ในร่างกายมีความเป็นกรดมากยิ่งขึ้น
ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อการขจัดความเหนื่อยล้า



5)

ไม่ควรออกกำลังกายหนักในตอนเช้า
ยามฟ้าสางเลือดเลี้ยงหัวใจมักพร่องลง
คนเราจึงมีภาวะชีพจรที่เต้นเร็ว ความดันโลหิตเพิ่มสูงขึ้น

การออกกำลังกายในช่วงเวลาดังกล่าวจะทำให้หัวใจ
รับภาระหนักเป็นพิเศษ หัวใจเต้นแรงขึ้น
เกิดปฏิกิริยาเคมีมากขึ้น

ส่งผลให้แผ่นไขมันที่เกาะผนังหลอดเลือดหลุดร่อน
เกิดภาวะเลือดจับตัวเป็นลิ่ม

ทั้งหมดนี้ ล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่นำไปสู่อาการหลอดเลือดตีบตัน
และเป็นปัจจัยสำคัญที่กีดขวางการไหลของกระแสเลือดเข้าสู่หัวใจและสมอง

ดังนั้น ในช่วงเวลานี้คนเราจึงไม่ควรออกกำลังกายหนัก



6)

เวลา ออกกำลังกาย อย่ารอจนกระหายน้ำแล้วจึงดื่มน้ำ
เมื่อรู้สึกกระหายน้ำ แสดงว่าร่างกายอยู่ในภาวะขาดน้ำ
เราทุกคนเวลาปกติล้วนต้องเติมน้ำให้กับร่างกาย
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในขณะออกกำลังกายและบริหารร่างกาย
ควรเติมน้ำให้ร่างกายอย่างพอเพียง

ผู้ที่นิยมออกกำลังกายอย่างหนัก จะมีเหงื่อออกมาก
ขณะเดียวกัน สารละลายอิเล็กโทรไลต์ (Electrolyte)
ก็จะสูญเสียไปด้วย เมื่อน้ำเข้าสู่ร่างกายแล้วจะถูกเยื่อเมือก
ของกระเพาะอาหารและลำไส้ดูดซึม
และเข้าสู่ระบบไหลเวียนของโลหิต
ของเสียและสารพิษจะถูกขับถ่ายออกไป

ดัง นั้น หากดื่มน้ำไม่เพียงพอ ความเข้มข้นของเลือดจะสูงขึ้น
สารพิษไม่สามารถถูกขับออกไป จนเกิดโรคภัย
แม้แต่นิ่วก็เกิดขึ้นได้ หากเสียน้ำไปเพียง
1% ของน้ำหนักตัวขณะออกกำลังกาย
อุณหภูมิและการเต้นของหัวใจก็จะขยับสูงขึ้นอย่างชัดเจน

หากขาดน้ำถึง 6% ของน้ำหนักตัว
ผู้ออกกำลังกายก็จะเป็นตะคริวรุนแรง
มีอาการเพลียแดด (Heat Exhaustion)
โคม่า (Coma) และอาจเสียชีวิตได้..."

รู้จักการมีสุขภาพดี ชีวิตรื่นรมย์ถึงร้อยปี
รู้จักวิธีบำรุงรักษาสุขภาพ สุขภาพแข็งแรงตลอดชีวิต



เครื่องเคียงอาหารสมอง :

เรา รู้กันมานานแล้วว่ามนุษย์เป็นสัตว์สังคม
ไม่สามารถอยู่คนเดียวได้อย่างมีความสุข
จำเป็นต้องมีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งมีชีวิตอย่างอื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับมนุษย์ด้วยกันเอง

ล่าสุด นักวิจัย Umberto Castiello
และเพื่อนนักวิจัยแห่ง University of Padova
ได้ใช้เครื่องมืออัลตราซาวด์ติดตามดูการเคลื่อนไหวของทารกแฝดในครรภ์ซึ่งมี
อายุระหว่าง 14-18 อาทิตย์ รวม 5 คู่ และพบว่าทารกเหล่านี้
"จำ" คู่แฝดที่อยู่ใกล้ๆ ได้และมีปฏิกิริยาโต้ตอบด้วย

นักวิจัยพบว่าทารก ของแต่ละคู่เมื่อสัมผัสบริเวณตาและปากของคู่ตน
จะสัมผัสอย่างช้าๆ และอ่อนโยน จะระมัดระวังมากขึ้น
เมื่อสัมผัสบริเวณเดียวกันของตนเอง แต่จะค่อนข้างโหดกับผนังมดลูก
เพราะทั้งเตะและดันด้วยพลัง นักวิจัยพบอีกว่าดูเหมือนทารก
ในครรภ์จะมีความรู้สึกเป็นตัวตน
โดยรู้ว่าตัวเองนั้นแตกต่างจากอีกคนหลังมีอายุได้ 6 เดือน

การศึกษา ครั้งนี้ ยืนยันความเชื่อการเริ่มเป็นสัตว์สังคมของทารกแรกเกิด
ซึ่งมีที่มาจากงาน วิจัยในทศวรรษ 1970 ที่ว่า
ทารกเกิดใหม่สามารถเลียนแบบการแสดงออกทางสีหน้าของคนรอบข้างได้

Andrew Meltzoff นักจิตวิทยาผู้ค้นพบการเลียนแบบนี้
มีความเห็นต่องานศึกษานี้ว่าการมีสังคม
ของมนุษย์นั้นเริ่มต้นตั้งแต่ก่อนเกิดออกมาเป็นตัวตนจริงๆ ในโลกด้วยซ้ำ



น้ำจิ้มอาหารสมอง : Book : A garden carried in a pocket.

(สุภาษิตอาหรับ)

หนังสือคือสวนดอกไม้ที่พกติดกระเป๋า

"หนุ่มเมืองจันท์" กับหนังสือเล่มใหม่ "ให้โอกาสกับสิ่งที่เราไม่รู้"


ฟาสต์ฟู้ด ธุรกิจ
หนุ่มเมืองจันท์
boycitychan@matichon.co.th

วันที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2554


และแล้วก็ถึงเวลาของงานที่ "หนอนหนังสือ" รอคอย
งานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ครั้งที่ 39
และหนังสือนานาชาติครั้งที่ 9 ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

วันที่ 25 มีนาคม ถึง 6 เมษายน เวลา 10.00-21.00 น.
ปีนี้สำนักพิมพ์มติชนยังประจำการที่เดิม คือ โซนพลาซ่า

มี หนังสือใหม่ที่น่าสนใจหลายเล่ม
ตั้งแต่ "ต้นกำเนิด 100 สิ่งแรกของโลก"
หรือ The genius of china
เป็นเรื่องสิ่งประดิษฐ์ของจีนในอดีต
ที่เป็นจุดเริ่มต้นของสิ่งประดิษฐ์ยิ่งใหญ่ของโลกในวันนี้


หนังสือ "โยคะสีชมพู" หนังสือในชุด "ผู้หญิงเลือกได้"
"นิ้วกลม" มีหนังสือ "ความสุขโดยสังเกต"
"วรรณสิงห์ ประเสริฐกุล" กับหนังสือ "สำรวจศรัทธา"
"ชาติ ภิรมย์กุล" มีหนังสือท่องเที่ยว "เที่ยวเมืองไทยหายเซ็งเป็ด"
ขอยืนยันว่าเที่ยวไปกับตัวอักษรของพี่ชาติ สนุกกว่าไปเที่ยวเอง
เพราะเที่ยวเองไม่ขำแบบนี้หรอกครับ

ส่วนผมก็มีหนังสือเล่มใหม่เช่นกัน ถือเป็นเทศกาลประจำปี

"ฟาสต์ฟู้ดธุรกิจ" เล่มที่ 16
วิ่งไล่ "เพชรพระอุมา" มาห่างๆ
หนังสือเล่มใหม่นี้ได้สร้างปรากฏการณ์ใหม่ 2 เรื่อง
ในสำนักพิมพ์มติชนครับ


เรื่องแรก เป็นชื่อหนังสือที่ยาวที่สุด

ก่อนหน้านี้ชื่อหนังสือของผมยาวที่สุดประมาณ 8 พยางค์

"ชีวิตไม่ยาก ถ้าตั้งโจทย์ง่าย-ไม่ตั้งใจแต่ทำไมจึงสุข"

แต่เล่มนี้ 9 พยางค์ครับ

เรื่องที่สอง ผมส่ง "ชื่อหนังสือ" ก่อนส่ง "เนื้อเรื่อง"

ตามปกติ "ชื่อหนังสือ" จะต้องตามมาหลังจากส่ง "เนื้อเรื่อง"

แต่ครั้งนี้ส่งก่อนครับ

น้องๆ ตกใจเลย

เหตุผลที่ส่งก่อน เพราะคำนี้อยู่ในใจผมมานานแล้ว

พอเนื้อหาในเล่มเข้าล็อก

ก็เปรี้ยงเลย



ผมเชื่อเสมอว่าในโลกนี้มีหลายสิ่งหลายอย่างที่เรา "ไม่รู้"
แต่เราชอบคิดว่าเรา "รู้"
ความผิดพลาดในชีวิตของเรา คือ
การตัดสินใจหรือตัดสินคนด้วยความคิดว่าเรา "รู้" ทั้งที่เรา "ไม่รู้"

ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความรัก เพื่อน หรือการทำงาน
เราเสียเพื่อน เสียแฟน หรือเสียลูกน้องไปกี่คนแล้วในชีวิต
เพียงเพราะคิดว่าเรา "รู้" ทั้งที่เราไม่ได้ "รู้จริง"
ผมจึงเชื่อว่าความรู้ที่น่ากลัวที่สุดในโลก
คือ คำว่า "รู้แล้ว"
เพราะเมื่อคำว่า "รู้แล้ว" ดังขึ้น
ประตูแห่งการเรียนรู้ หรือการแสวงหา "ความจริง" เพิ่มเติมก็ปิดลงทันที
นี่คือ ความรู้ที่น่ากลัวและอันตรายอย่างยิ่ง
ผมเชื่อว่าหลายคนเคยเสียใจเมื่อรู้ภายหลังว่า
หลายสิ่งไม่เป็นไปอย่างที่เราคิด

แต่เราตัดสินใจไปแล้ว

"เวลา" นั้นยุติธรรมกับทุกคน
เพราะเมื่อผ่านไปแล้ว ก็จะไม่หวนกลับมาอีก
และเมื่อเรารู้ว่าเราตัดสินใจผิดพลาด
สิ่งหนึ่งที่ค้นพบก็คือครั้งนั้นเรามองปัญหาไม่ครบ
มีบางสิ่งบางอย่างที่เรานึกไม่ถึง
มีบางเรื่องที่เราไม่รู้จริง แต่คิดว่ารู้
คำว่า "อาจจะ" เป็นอย่างนั้นก็ได้
ไม่ได้อยู่ในความคิดของเราในช่วงเวลานั้นเลย


แปลกไหมครับว่า จินตนาการสำหรับ
"สิ่งที่เราไม่รู้" ล้วนเป็นไปในทางลบทั้งสิ้น


"สิ่งที่เราไม่รู้" เหมือนกับ "ความมืด"
ทุกครั้งที่เราเดินไปในความมืด
จินตนาการสำหรับเส้นทางข้างหน้ามักจะน่ากลัวเสมอ
เราไม่รู้ เราไม่เห็น แต่เราไม่เคยคิดในทางบวก
ไม่เคยคิดว่าเส้นทางจะราบเรียบ
ไม่เคยคิดว่าอีกแป๊บเดียวก็ถึง
ไม่คิดว่าสักพักไฟฟ้าก็ติด ความสว่างก็จะมาเยือน ฯลฯ
เราไม่เคยให้ "โอกาส" กับ "สิ่งที่เราไม่รู้" เลย

"ให้โอกาสกับสิ่งที่เราไม่รู้"

เป็นชื่อหนังสือเล่มใหม่ของผม
9 พยางค์ครับ
คาดว่าถึงเล่มที่ 20 เมื่อไร
ชื่อหนังสือ อาจต้องมี "ย่อหน้า"

ผมชอบคำนี้มานานแล้ว และนำไปใช้อยู่เป็นประจำ
"ให้โอกาสกับสิ่งที่เราไม่รู้"
ชอบเหมือนกับคำอื่นที่กลายเป็นชื่อหนังสือ
มองโลกง่ายง่ายสบายดี, ฝันใกล้ใกล้ไปช้าช้า,
ชีวิตไม่ยากถ้าตั้งโจทย์ง่าย, เหยียบโลกไว้ไม่ต้องเครียด,
พลิกมุมคิดชีวิตเปลี่ยน, ฯลฯ


เพราะคำเหล่านี้ไม่ใช่แค่ "ชื่อหนังสือ"

แต่เป็นวิธีคิดและสิ่งที่ผมเชื่อ

ถ้าพูดให้เท่และดูขลังก็ต้องบอกว่ามันเป็น "ไบเบิลแห่งชีวิต" ครับ

ผมเชื่อว่านี่คือวิธีคิดหนึ่งที่ทำให้เรามองโลกในแง่ดี
เพราะไม่สรุปอะไรเร็วเกินไป


เราต้องให้โอกาสกับสิ่งที่เราไม่รู้บ้างครับ

ปีนี้ผมไปประจำการสักยันต์ในหนังสือแค่ 3 วัน

เสาร์ที่ 26 มีนาคม เวลา 14.00-15.00 น.

อาทิตย์ที่ 27 มีนาคม เวลา 15.00-16.00 น.

พุธที่ 6 เมษายน เวลา 13.00-14.00 น.

ส่วนเสาร์-อาทิตย์ที่ 2-3 เมษายน ติดงานสำคัญประจำปีของครอบครัว

งานเช็งเม้งครับ

ปีนี้สำนักพิมพ์มติชนคิดการใหญ่ จัดงานเปิดตัวหนังสือพร้อมกัน 3 เล่ม
ในวันอาทิตย์ที่ 27 มีนาคม เวลา 13.00-14.00 น.


นักเขียนที่ขึ้นเวทีประกอบด้วย "นิ้วกลม-วรรณสิงห์ ประเสริฐกุล"

และ...ผม

มี "อริณธรณ์" เป็นผู้ดำเนินรายการ

ตอนที่น้องบอกว่าต้องขึ้นเวทีกับ "2 ซุป-ตาร์" ผมรีบเสนอตัวทันที

"ให้ผมเป็นผู้ดำเนินรายการดีกว่า"

เป็นกลยุทธ์สร้าง "ความแตกต่าง" เพื่อไม่ให้เกิดการเปรียบเทียบที่ชัดเจนเกินไป

แต่เมื่อน้องไม่ยอม

ผมก็เริ่มคิดแผนใหม่

...ใส่หน้ากาก "อินทรีแดง" ขึ้นเวที

เผื่อคนจะสับสน

และ "ให้โอกาส" กับ "สิ่งที่เราไม่รู้" บ้าง

”นิ้วกลม”กับหนังสือเล่มใหม่”ความสุขโดยสังเกต”




นิ้วกลม
วันที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2554
www.facebook.com/Roundfinger.BOOK

เคยคิดจะโฆษณาหนังสือตัวเองผ่านมติชนสุดสัปดาห์มาหลายครั้ง
ก็ได้แต่คิดครับ มิกล้าทำ
พอคิดจะทำก็คิดในใจว่า ควรจะโทร.ไปขออนุญาต "ผู้ใหญ่"
อย่างพี่ตุ้ม-หนุ่มเมืองจันท์เสียก่อน
แต่พอลองคิดต่อไปอีกหน่อย ก็ได้คิดถึงคำกล่าวที่คนโบราณว่าไว้
"เดินตามหลังผู้ใหญ่ หมาไม่กัด"
จึงลองเหลือบมองคอลัมน์ของ "ผู้ใหญ่"
อย่างคอลัมน์ "ฟาสต์ฟู้ดธุรกิจ"
ได้เห็นสัจธรรมแห่งชีวิตว่า "ผู้หลักผู้ใหญ่"
เขาโปรโมตหนังสือของตัวเองผ่านคอลัมน์ในมติชนสุดสัปดาห์แทบทุกครั้ง ทุกงานหนังสือ
ไม่ได้ทำแบบเนียนๆ แต่เล่นกันแบบโจ่งแจ้งกันเลยทีเดียว
หากเทียบระดับการประกาศก็น้องๆ
รถกระบะขายผักที่มีลำโพงติดอยู่บนหลังคารถ
แล้วเรียกลูกค้าผ่านลำโพงด้วยเสียงอันดังว่า
"ผักบุ้ง คะน้า ขิง ข่า ตะไคร้ มะเฟือง
มะไฟ มะกรูด มะนาว มะพร้าว ส้มโอ มาแล้วจ้า"

ระดับนั้นกันเลยทีเดียว

ครั้น "ผู้ใหญ่" ยืดอกเดินนำแบบนั้น
แล้วผู้น้อยอย่างเราจะไม่ทำตามก็กระไร
วันนี้จึงตัดสินใจเดินตาม "ผู้ใหญ่" โดยพลัน
ครับท่านผู้อ่าน วันนี้ผมจะมาโฆษณาหนังสือเล่มใหม่

แหม แก้ตัวเสียยืดยาว

เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ผมถือกล้องคู่ใจ
เดินออกจากบ้านไปพร้อมอารมณ์ดีเต็มกระเป๋า
ตั้งใจว่าวันนี้จะออกไปเก็บ "ความสุข" กลับบ้าน
ไม่ใช่ "ความสุข" ของตัวเอง แต่เป็น "ความสุข" ของคนอื่น
เดาว่าน่าจะหลากหลาย
ระหว่าง ที่เดินอยู่บนทางเท้าในวันที่แดดร้อนระอุ
ผมก็เหลือบไปเห็นเจ้าหมาน้อยสามตัว
กำลังนอนหลับปุ๋ยอยู่ใต้พุ่มชาดัดข้างถนน
นอนเรียงกันอย่างเป็นระเบียบ
น่ารักน่าชัง หลับตาพริ้มสมเป็นวันพักผ่อน

เอ...หรือแค่ได้นอนในที่เย็นๆ ก็เป็น "ความสุข" แล้ว

พอ เดินลงเรือเพื่อล่องแม่น้ำเจ้าพระยา
กะว่าจะไปลงที่ท่าเตียน ก็ได้เห็นพี่ชายคนหนึ่ง
กำลังนอนฟุบอยู่บนเรือตามลำพัง
สงบเงียบ เพราะยังไม่มีคนลงมาในเรือ เสียงกรนเบาๆ คลอเสียงคลื่น

เอ...หรือแค่ได้พักผ่อนในที่เงียบๆ ก็เป็น "ความสุข" แล้ว

พอ เรือเริ่มเดินเครื่อง เสียงเครื่องยนต์ดังขึ้น
พี่ชายคนเดียวกันตื่นขึ้นมา
เขาจัดแจงยัดหูฟังเข้าไปในรูหูซ้ายขวาของเขา
ผมเห็นเขาหลับตาพริ้ม แย้มยิ้มน้อยๆ

"ความสุข" อาจหมายถึงการได้มีโลกส่วนตัวก็เป็นได้

หลัง จากนั้น ไปอีกสองท่าเรือ
มีพ่อแม่ชาวญี่ปุ่นอุ้มลูกน้อยตัวเล็กๆ
ขึ้นมานั่งตรงข้ามกับผม ผมเห็นคุณพ่ออุ้มลูกตัวน้อย
ไปนั่งบนตักของเขา
แล้วชี้ชวนให้ดูข้างทางที่เรือแล่นผ่านไป
ทั้งคู่ยิ้มอย่างเพลิดเพลิน

"ความสุข" อาจหมายถึงการได้อยู่กับคนที่เรารัก

ระหว่าง กำลังจ้องมองสองพ่อลูกอยู่เพลินๆ
ทันใดนั้นผมก็ได้ยินเสียงหัวเราะดังขึ้นมาจากตรงกลางเรือ
กลุ่มชายหนุ่มชาวอินเดียกำลังหัวเราะร่า
เพราะเพื่อนคนหนึ่งในกลุ่มโดนน้ำในแม่น้ำสาด
เข้าใส่เต็มหน้าจากแรงกระแทกของ ท้องเรือ

"ความสุข" อาจเกิดจากการได้เห็นเพื่อนเดือดร้อน (ฮ่าฮ่า)

เมื่อ ลองมองเฉไปนิดเดียว
ก็ได้พบกับคุณป้าคนหนึ่งกำลังเงยหน้ารับลม
ปล่อยให้สายลมลูบไล้เส้นผมให้ปลิวไสว
ราวกับนางแบบหนังโฆษณาแชมพู
ป้าแกหลับตาพริ้มอย่างมีความสุข

"ความสุข" อาจเกิดจากการได้สัมผัสส่วนหนึ่งของธรรมชาติ

ผมลงจากเรือขึ้นไปที่ท่าเตียน
เห็นสาวแหม่มสองคนหัวเราะคิกคัก
ระหว่างยกกล้องถ่ายรูปวิวทิวทัศน์ฟากตรงข้ามของแม่น้ำ

"ความสุข" อาจเกิดจากการได้เดินทางไปเห็นสิ่งใหม่ๆ

พอเดินออกมาจากท่าเรือ
ผมเหลือบไปเห็นคุณพี่คนหนึ่ง
กำลังปอกสับปะรดอยู่อย่างเชี่ยวชาญ
แปลกดีที่ใบหน้าเขามีรอยยิ้ม

"ความสุข" อาจเกิดจากการที่เรามีสมาธิกับอะไรสักอย่าง

พอ เดินผ่านสวนสาธารณะเล็กๆ ริมแม่น้ำ
ผมหยุดนั่งมองฝรั่งชาย-หญิงคู่หนึ่งกำลังเล่นกายกรรมคู่
ทำท่าประหลาด ผู้หญิงนอนหลังชนพื้น
ยกแขนขาขึ้นมารับน้ำหนักของผู้ชาย
ที่ทำท่าบิดไปมาคล้ายๆ โยคะ
หน้าตาพวกเขาแลดูมีความสุขมาก
ผมเดาว่า พวกเขาน่าจะฝึกฝนร่วมกันมาเป็นเวลาไม่น้อย

"ความสุข" อาจเกิดจากการได้พบคนที่ไปด้วยกันได้

แถวท่าเตียน ท่าพระจันทร์ สิ่งที่พบเห็นได้เป็นประจำคือ
เซียนพระ พวกเขาหยิบแว่นขยายขึ้นส่องพระ
และแลกเปลี่ยนคำพูดกันอย่างสนุกสนาน

"ความสุข" อาจเกิดจากการที่ได้ใช้เวลากับสิ่งที่ชอบ

ใกล้ๆ แผงพระ ยังมีแผงขาย "ความสุข"
ชนิดอื่นอีกมากมาย อาทิ หนังสือเก่า ของเก่า
ของเล่น อาหาร น้ำดื่ม นาฬิกาเก่า สร้อย แหวน กำไล ฯลฯ
เมื่อลองคิดดูแล้ว มนุษย์เราต่างผลิตสิ่งต่างๆ เหล่านี้ขึ้นมา
เพื่อตอบสนองความสุขของตัวเองทั้งนั้น

ผมเหลือบไปมองคอนโดมิเนียมหรูริมแม่น้ำ แล้วเกิดคำถามว่า

"ความสุข" ราคาถูกหรือแพงกันแน่นะ

เมื่อ หันกลับมาก็ได้เห็นรถเข็นขายซาลาเปา ขนมจีบ
ที่มีตัวหนังสือเขียนด้วยหมึกสีน้ำเงินไว้บนสังกะสีของตัวรถว่า
"ชีวิตนี้เพื่อลูก หัวใจนี้เพื่อเธอ" โดย "หนุ่มชรา"

"ความสุข" อาจเกิดขึ้นเมื่อได้ทำเพื่อคนที่เรารัก

เมื่อเดินไปถึงท่าพระจันทร์ ก็เห็นหญิงสาวคนหนึ่ง
กำลังนั่งให้หมอดูดูลายมือ แล้วไถ่ถามถึงอนาคตของตัวเอง

บางที "ความสุข" อาจจะไม่ได้อยู่ในปัจจุบันก็เป็นได้

เหลือบ มองไปอีกนิดหนึ่ง เห็นชายคนหนึ่งกำลังนั่งดูดไอติม
ด้วยหน้าตาจริงจังอย่างยิ่ง ท่ามกลางอากาศร้อนระอุ
ดูเหมือนไอติมแท่งนั้นทำให้เขามีความสุขขึ้นมาได้พอดู

"ความสุข" อาจไม่ยากอย่างที่คิด

ที่ท่าเรือตอนขากลับ ผมเห็นศิลปินหนุ่มผมยาว
แต่งตัวเซอร์ๆ ยืนพิงเสารอเรือออกจากท่า
พร้อมกับใช้นิ้วสางผมหยิกๆ ของเขาเป็นระยะ

บางคนอาจมี "ความสุข" จากการได้เป็นอิสระ
จากกฎระเบียบมาตรฐานทั่วไปของสังคม

ที่ท่าเรือเดียวกันนั้นเอง มีพระภิกษุรูปหนึ่งนั่งนิ่ง
สงบรอเรือออกจากท่าอยู่เช่นกัน

ขณะที่สำหรับบางคน "ความสุข" อาจเกิดขึ้นเมื่อครองตนอยู่ในวินัย

เมื่อเรือมาจอดเทียบท่า เราทุกคนก็เดินขึ้นเรือลำเดียวกัน

ก่อนที่จะแยกย้ายกันไปตามเส้นทางของแต่ละคน



ทั้งหมดนั้นเป็นเพียงช่วงเวลาสั้นๆ ในหนึ่งวันที่
ผมลองเดินออกจากบ้านไปสังเกต "ความสุข" ของผู้คน
และเก็บ "ความสุข" กลับมาบ้าน

นี่น่าแปลกก็คือ ขณะที่จ้องมองผู้คนเหล่านั้น
ตัวผมเองก็มีความสุขไปด้วย

สุขที่ได้เรียนรู้ "ความสุข" จากคนอื่น

ผมคิดว่า วิถีทางหนึ่งที่อาจทำให้เรามีความสุขมากขึ้น
คือการทำความเข้าใจว่า อะไรทำให้เรามีความสุข

เมื่อ เราพอจะรู้ว่า อะไรทำให้เรามีความสุข
สถานการณ์แบบไหน ภาวะแบบไหน
การทำอะไร ผู้คนแบบไหน ทำให้เรามีความสุข
เราก็น่าจะพอจัดสรรชีวิตของตัวเอง
ให้เข้าไปอยู่ในสถานการณ์แบบนั้น
ใกล้ผู้คนแบบนั้น หรือสิ่งๆ นั้นได้

และเราก็น่าจะมีความสุขมากขึ้นได้เช่นกัน

การที่จะทำแบบนั้นได้
เราคงต้องเริ่มจากการ "สังเกต" ความสุขของตัวเองและคนอื่น

ผม ลองใช้เวลา "สังเกตความสุข" ของตัวเองและคนอื่นมาสักระยะหนึ่ง
หลายครั้งก็เขียนถึง "ความสุข" เหล่านั้น
ผ่านทางหน้ากระดาษของคอลัมน์นี้
วันนี้สิ่งที่เขียนไว้หนาพอที่จะรวมเป็นรูปเป็นเล่มได้แล้ว

ตามที่สัญญาไว้ครับ ผมจะมาโฆษณาหนังสือเล่มใหม่ (หุหุ)
"ความสุขโดยสังเกต" คือชื่อของมัน
เป็นการสังเกตเพื่อหานิยามของความสุขโดยสังเขป
โดยแอบหวังว่า ผู้อ่านจะมีความสุขเพิ่มขึ้นบ้างระหว่างที่ได้อ่าน
สามารถไปสังเกตหาหนังสือเล่มนี้ได้ที่ "บูธมติชน" ในงานหนังสือครับ
บางทีเราอาจไม่ต้องรู้ก็ได้ว่า "ความสุข" คืออะไร
แต่สิ่งที่น่ารู้ก็คือ "ความสุข" เกิดขึ้นจากอะไร
คล้ายๆ "ความรัก" นั่นแหละ
ไม่สำคัญว่าเรารู้ความหมายหรือไม่ แต่สำคัญว่าเรามีมันหรือเปล่า
และการเริ่มจากการมีหนังสือที่มีชื่อเกี่ยวกับ "ความสุข" ไว้กับตัว
ก็ดูจะเป็นนิมิตหมายที่ดีมิใช่น้อยนะครับ
ผม จะไปแจกลายเซ็นในวันเสาร์-อาทิตย์ที่ 26-27 มีนาคม
และอาทิตย์ที่ 3 เมษายน ที่บูธมติชน
เวลาสี่โมงเย็นถึงห้าโมงเย็นครับ
ใครไปเดินงานช่วงนั้นก็แวะไปทักทาย ส่งยิ้ม ส่งป๊อกกี้ให้กันได้นะครับ
เพราะการได้พบปะผู้อ่านก็นับเป็น "ความสุข" อย่างหนึ่งของผู้เขียน
"ความสุข" ที่ "สังเกต" ได้จากรอยตีนกาข้างตาหยีๆ ที่กำลังยิ้ม
สามารถ เข้าไปชม "คลิปหนัง" จากการสังเกตความสุขที่เล่ามาได้ในยูทูบ
โดยเสิร์ชคำว่า "ความสุขโดยสังเกต"

หรือสามารถเข้าไปดูในเฟซบุ๊กของผมตามที่อยู่ด้านบนได้ครับ




การเดินทางของ นิยามรัก ศรัณย่า ส่งเสริมสวัสดิ์

Saranya Songs 20th Anniversary

http://www.saranyasongs.com
http://saranyasongs.hi5.com







โดย : ชาญณัฐ วัฒนานนท์


ไม่ง่ายที่ใครสักคนจะประสบความสำเร็จ
กระนั้น การรักษาความสำเร็จยากยิ่งกว่า
แต่ไม่ใช่กับเธอคนนี้ที่ยืนระยะบน
ถนนสายดนตรีมากว่า 20 ปี

ใครบางคนบอกว่า ชีวิตคนเรากว่าจะประสบความสำเร็จได้นั้น
ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่การรักษาความสำเร็จนั้น
ให้อยู่กับตัวเองเป็นเรื่องที่ยากกว่า
บ่อยครั้งเราจึงมักเห็นหลายคนที่ผ่านขึ้นมาแล้วลับหายไป
แต่คงไม่ใช่กับ

ศรัณย่า ส่งเสริมสวัสดิ์ นักร้องสาวเสียงสวย ที่ "ยืนระยะ"
อยู่บนเส้นทางสายดนตรีมากว่า 20 ปี และ "คงเส้นคงวา"
ที่สุดคนหนึ่งของประเทศไทย
ในฐานะนักร้องที่มีนิยามรักอันไม่จำกัดห้วงเวลา

ภาพที่คุ้นชินในความรู้สึกของแฟนเพลงนั้น
ศรัณย่า คือนักร้องที่เต็มเปี่ยมไปด้วยพลังบวก
เพลงรักอบอุ่น ให้กำลังใจ ถึงจะผิดหวัง
แต่ก็ยังมองโลกในแง่ดี ไม่ทำร้ายใคร
และยังเป็นผู้หญิงคนเดิมที่มีอารมณ์ละเมียดละไม
อ่อนโยนแต่ไม่อ่อนแอ แข็งแกร่งแต่ไม่แข็งกร้าว
ทั้ง 300 บทเพลงของเธอจนถึงวันนี้
ยังคงเป็นแบบนั้น

"ไม่มีอะไรเลี่ยนสำหรับเรา (ยิ้ม)
เรารักได้แบบเท่ๆ เราพูดไปคนฟังเขาก็ชอบอยู่ดี
มีใครบ้างไม่ชอบฟังคนบอกรัก
แฟนเพลงเราก็เชื่อว่าเขาชอบ
คนที่ชอบเพลงศรัณย่าส่วนใหญ่เป็นคนโรแมนติกละเมียดละไม
แล้วเราก็ร้องเพลงที่เป็นลูกกรุงเยอะแยะ
โอ้โห รักมันทุกเพลง
ซึ้งทีแบบ 30 เพลง 40 เพลง ก็ยังคงทำได้อยู่" ศรัณย่าให้ความเห็น

หรือหากใครมีโอกาสแวะเข้าไปเยี่ยมบ้านยะหยาแฟนคลับ
(yaya-fanclub.pantown.com)
หรือ saranyasongs.hi5.com
คงสัมผัสได้ถึงความอบอุ่นที่ไม่ได้มีห้วงเวลาเข้ามาเป็นกรอบขวางกั้น
สังคมเล็กๆ ที่ค่อยๆ ก่อร่างสร้างตัวมาตั้งแต่
"สาวยะหยา" เริ่มร่าย "นิยามรัก"
ผ่านบทเพลงเมื่อ 20 ปีก่อน

จากจดหมายถึงโปสการ์ด จากเนื้อกระดาษสู่หน้าจอคอมพิวเตอร์
กลายเป็นสังคมของความผูกพัน
และความปรารถนาดีระหว่างคนฟังเพลงและคนร้องเพลง
ภาพลักษณ์ภายนอกของเธอ
ที่ดูเหมือนจะเป็นคนหวานซึ้งตรึงจิต แต่ตัวตนที่แท้ เจ้าตัวเผยให้ฟังว่า

"ที่เห็นว่าหวานหรือซึ้งเนี่ย มันเป็นส่วนหนึ่งของเรา
ศรัณย่าเป็นคนสองบุคลิก ถ้าจะหวาน
เราจะหวานได้ในเพลงกับหวานกับคนที่เรารักเท่านั้น
เพราะในความเป็นจริงเราคงไม่ได้ใช้มุมนี้บ่อยนัก
แต่เราใช้มุมนี้ในเพลงได้ก็ใส่เต็มที่
จริงๆ เป็นคนคล่องแคล่ว อารมณ์ดี
มีคนบอกว่าศรัณย่าไม่ดำก็ขาว
เพราะฉะนั้น ความยุติธรรม โผงผาง
ตรงไปตรงมา จริงใจเราก็มีหมด
เพราะฉะนั้นที่เห็นว่าเป็นอย่างนั้นก็ถูกต้อง
เรารู้สึกชอบด้วยซ้ำที่จะร้องเพลงรัก อ้อนเขา ง้อเขา
ทำอย่างไรก็ได้ทุกวิถีทางให้เขารู้ว่าเราชอบ
ขณะเดียวกันถ้าฟังเพลงก้อยรุ่นแรกๆ เราก็จะแอบร็อค ร้องเต็มๆ ร้องแรงๆ"

ถ้าอย่างนั้น ศรัณย่า ส่งเสริมสวัสดิ์ เป็นนักร้องแบบไหน...

"เป็นป๊อป (ตอบทันที) แล้วก็สามารถที่จะผสมร็อคได้บ้าง
ผสมแจ๊สได้ เป็นคนสองอารมณ์ไง ร็อคนี่จะเป็นความชัดเจน
แจ๊สก็จะเป็นฟังสบาย อีซี่ลิสนิ่ง ชิลล์ๆ เป็นคนชิลล์ด้วย
เวลายิ้มก็อารมณ์ดี ขำจะตาย บางคนบอกก้อยตัวจริงขำๆ
ตลกด้วยซ้ำ เวลาดุก็จะดุมาก
โหดๆหน่อยประมาณโหดหฤหรรษ์
โหดด้วยรื่นรมย์ด้วย
จริงใจกับทุกอย่างชัดเจน รักในสิ่งที่ทำอยู่อย่างมาก"

20 ปีที่ผ่านมา ศรัณย่ายอมรับว่ามองตัวเองเปลี่ยนไปมากเหมือนกัน
แต่มุมหนึ่งนั่นยังหมายถึงการเติบโตไปพร้อมๆ กับแฟนเพลงของตัวเธอเองด้วย

"อย่าว่าแต่คนร้องเลย คนฟังก็เปลี่ยนเหมือนกัน (ทำหน้าจริงจัง)
เราเชื่อว่าเราโตมาพร้อมกัน ผูกพันกันตั้งแต่งานแรกสำหรับบางคน
จนตอนนี้ก็โตมาพร้อมกัน อาจจะไม่ได้เจอหรือพูดคุยกันบ้าง
ก็จะมาเจอกันตรงนี้ เรามาอัพเดทกันว่า
คุณเป็นยังไง เราเป็นยังไง สบายดีไหมอย่างไร
ก็ยังอยู่ตรงนี้นะ อ้อ ! คุณก็อยู่ตรงนี้เหมือนกัน
ส่วนตัวเองเปลี่ยนแปลงแค่ไหน
ต้องเจอกันและฟังในเพลง
ส่วนตัวเราเราจะรู้ แต่ก็อยากจะรู้เหมือนกันว่า
คนภายนอกเขามองเราอย่างไร (ยิ้ม)"

สำหรับตัวเธอเองความเปลี่ยนแปลงที่ผ่านมานั้น
ก็คือ "ความเข้าใจชีวิต" มากขึ้นกว่าแต่ก่อน

"เวลาเราโตขึ้น เราล้ม เราเจ็บกว่าตอนเด็ก ตอนเด็กๆ ล้ม
เราไม่ค่อยเจ็บหรอก ในเรื่องของอารมณ์เหมือนกัน
เราเข้าใจมันและเราต้องอยู่กับมันให้ได้
เราไม่ควรจะเก็บมันไว้ หัวเราะให้มันดังก้องไปเลย
เวลาทุกข์มันมาจะได้มีแรงสู้กับมัน เต็มที่กับทุกอย่าง
นี่คือการเปลี่ยนแปลง แต่ก่อนอาจจะเรียบร้อย
เก็บๆ มันไว้ เดี๋ยวนี้ก็ไม่ค่อย
ตอนนี้สามารถพูดจาตรงๆ ได้มากกว่าเดิม"

ความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวนั้นเกิดจากส่วนผสมหลายๆ
อย่างที่ผ่านเข้ามาในชีวิตของเธอ ถึงอย่างนั้น
ความสวยงามของโลกแง่บวกก็ยังคงเป็น
ลายเซ็นประจำตัวของนักร้องสาวคนนี้
ชนิดที่ว่า "ยิ้มร่าน้ำตาหลั่ง" เลยทีเดียว

"ก็เป็นรักบวกๆ ขนาดจะโดนทิ้ง อกหัก
ในเพลงก็ยังคิดดีตลอด หามุมดีๆ ให้ตัวเองอยู่ได้ตลอด
ไม่ว่าจะเป็นบวกหรือลบ ความรักของเราอยู่ได้
เวลาเราจะตาย เราก็ตายสวย (ยิ้ม)"

นอกจากนั้นยังหมายถึงการคลี่คลายของเนื้องานในอัลบั้มใหม่ล่าสุด
"อยากหยุดเวลา" วาระครบรอบ 20 ปี
ของนักร้องสาวเสียงสวยคนนี้ด้วยเหมือนกัน

"ถึงเวลาแล้วก็คนสะกิดมาบอกเราว่า มัน 20 ปีแล้วนะ..." เธอเล่าที่มา

"แต่ตัวเองไม่เคยคิดไว้ก่อนเลยว่า จะมีอัลบั้มอย่างนี้...
ไม่ได้รู้สึกว่าต้องมาเฉลิมฉลองอะไรกัน เพียงแต่ในใจนึกว่า
มีคนถามถึงก็ดีเหมือนกัน เรารักแฟนเพลงเรา
เรารักคนฟังเพลง ศรัณย่ามีคนถามให้ชื่นใจตลอดเวลาว่า
เพลงนั้นยังฟังอยู่นะ เพลงชุดแรก อยากหยุดเวลา
แปลกตรงที่หัวใจ ชุดที่สอง สองเวลา
น้อยไปอีกหรือ เคว้งคว้าง
ถามให้ชื่นใจกันตลอดเวลา วิทยุก็ยังเปิด"

นั่นกลายมาเป็นโจทย์ให้ ศรัณย่า
หยิบเพลงจากอัลบั้มในอดีตมาถ่ายทอดใหม่
เรียบเรียงดนตรีให้มีความสดมากขึ้น
พร้อมด้วยคุณภาพเสียงที่ดีขึ้น ซึ่งเธอเชื่อว่า
จะให้มุมมอง อารมณ์ และความรู้สึกที่แตกต่างออกไป
ตามวัยและประสบการณ์

"อารมณ์ในปัจจุบันกับสมัยก่อน มันต่างกันแน่นอน
เหมือนกับว่ารู้จักนักร้องที่ชื่อศรัณย่า เมื่อ 20 ปีที่แล้ว
เขามาร้องเพลงเดิมให้ฟังในปัจจุบัน เมื่อเวลาเปลี่ยนไป
ความคิด ตัวตน และความเข้าใจในบทเพลงก็จะเปลี่ยนแปลงตามไปด้วย
เป็นอย่างไรนั้น คงต้องลองฟังกันดู"

ไม่มีความคาดหวังมากไปกว่าความต้องการถ่ายทอด "นิยามรัก"
ตามแบบฉบับของผู้หญิงที่ชื่อ ศรัณย่า ส่งเสริมสวัสดิ์
ให้กับบรรดาคนฟังเพลงอันเป็นที่รักของเธอได้ฟังเท่านั้น

"แค่มีคนยอมรับในระยะเวลายาวนานขนาดนี้
เราว่าก็เกินพอแล้ว" คำตอบนั้นเผยยิ้มแช่มชื่นริมมุมปาก








Mar 27, 2011

“กอด” ทรงพลัง...ที่สุดแห่งความรัก ความเข้าใจของครอบครัว

http://teetwoblog.webs.com/24_mar_11_daily.pdf


ผู้จัดการ

ธรรมชาติ ของมนุษย์ ต้องการสัมผัสและ
โหยหากำลังใจจากคนที่รักอยู่เสมอ

หากไม่ได้รับการสัมผัสในช่วงวัยเยาว์มากพอ
อาจส่งผลเสียต่อสุขภาพกายและพลังใจอย่างแน่นอน
สัมมนา ครอบครัว หัวข้อ
“พลังครอบครัว...ถ่ายทอดได้ด้วยการกอด”

เนื่องในวันครอบครัวเพื่อ
ส่งเสริมความสัมพันธ์และรณรงค์ให้สมาชิกในครอบครัว

แสดงความรักความรู้สึกที่ดีต่อกัน
ผ่านการกอดสัมผัสมากขึ้น

มุ่งหวังให้ทุกครอบครัวตระหนักถึง
ความสำคัญของ “พลังครอบครัว”

ว่า สามารถสร้างเสริมจิตใจให้มีความเข้มแข็ง
เกิดความพร้อมที่จะต่อสู้กับปัญหาอุปสรรคต่างๆ

ศ.ดร.นพ.วิทยา นาควัชระ กล่าวว่า
การกอด หมายถึงการให้ความรักต่อกัน

คนเราต้องการการกอดสัมผัสจากคนที่รัก
การใช้ชีวิตร่วมกัน ร่วมทุกข์ ร่วมสุข
เป็นการอยู่ร่วมกันแบบครอบครัวธรรมชาติ
และพลังสำคัญของครอบครัวธรรมชาติ ก็คือ
ความรัก และความเอื้ออาทร
ความรักเป็นความรู้สึกที่ต้องกล้าแสดงออก
ที่ทำให้รู้สึกถึงความสุข
ความสดชื่น แจ่มใส และเบิกบาน
ทั้งผู้ให้และผู้รับ
แม่ที่ลงโทษลูกอย่างรุนแรงเมื่อผิด
จนลูกต้องเจ็บกาย
แม้จะเป็นการลงโทษที่แม่กล่าวว่าเกิดจากรัก
แต่ลูกจะไม่ตระหนักถึงความรักและความผูกพันได้
เพราะลูกรู้สึกทุกข์ เจ็บกาย
โดยไม่รู้สึกถึงความสดชื่นหรือความสุขนั่นเอง

สำหรับ “เทคนิคการกอด”
ที่เหมาะสมของคนในครอบครัวนั้น
การกอดรัดที่แน่นเกินไป เนื่องจากอาการเอ็นดู
หมั่นเขี้ยวนั้นเด็กจะไม่ชอบเพราะเจ็บ
ส่วนเวลากอดลูกวัยรุ่นนั้น
อาจจะต้องระมัดระวังมากขึ้น
ในการสัมผัสพื้นที่บางแห่ง เช่น
กอดลูกสาววัยรุ่นก็กอดแนบแน่น
ตรงระดับหัวไหล่
ต่ำจากนั้นก็ปล่อยหลวมๆ ไว้สักหน่อย
หรือกอดลูกชายวัยรุ่นก็โอบ
ให้เต็มกล้ามเนื้อท่อนแขนและทรวงอก
ต่ำจากท้องลงไปก็ปล่อยหลวมๆ ไว้ เป็นต้น

การแสดงความรักกับลูกวัยรุ่นนั้น
ควรจะเป็นสัมผัสเบาๆ
เพื่อถ่ายทอดความรักความอบอุ่น
และการให้กำลังใจครอบครัวใด
ที่ไม่เคยบอกรักกันเลย
เพราะรู้สึกอายที่จะพูด
หรือแสดงออกนั้น ก็ควรเริ่มฝึกฝน

โดยเริ่มต้นจากการยิ้มแย้มเข้าหากัน
การทักทาย การชมเชย ความช่วยเหลือ
และจึงค่อยๆ เริ่มสัมผัสให้อีกฝ่ายได้รับรู้
ถึงความปรารถนาดีที่ส่งมา
ทีละเล็กน้อย เมื่อรู้สึกชิน
ก็ค่อยๆ เปิดวงแขนออก
และกอดอย่างที่ใจต้องการ
เพื่อแสดงออกถึงความรัก

ทั้งนี้การแสดงออกถึงความรัก
ควรจะถ่ายทอดให้ถูก กาลเทศะ
ในเวลาและบรรยากาศที่สมควร
บรรยากาศที่ดีในการแสดงความรักต่อกัน อาทิ
การสร้างบรรยากาศสนุกสนาน
เล่าเรื่องขำขันให้สมาชิกในครอบครัวฟัง,
ผู้ปกครองไม่ควรนินทาคนอื่น
เพราะจะเป็นตัวอย่างที่ไม่ดี
สร้างความหงุดหงิดแก่จิตใจให้เยาวชน
ความหวาดระแวงและไม่ไว้ใจในเพื่อนมนุษย์ ฯลฯ

ในปัจจุบันหลายครอบครัวจะต้องต่อสู้กับสภาวะ เศรษฐกิจ
ต้องทำมาหาเลี้ยงชีพ
ซึ่งทำให้เวลาที่อยู่พร้อมหน้าพร้อมตากันมีน้อย
แม้จะเป็นช่วงเวลาสั้นๆ
หากครอบครัวให้ความสำคัญกับ
การแสดงออกถึงความรัก
ก็ดีกว่าครอบครัวที่อยู่ด้วยกันทั้งวัน
แต่ไม่มีความรู้สึกที่ดีต่อกัน
นอกจากนี้
ผู้ปกครองจะต้องรู้วิธีในการแสดงออก
รู้ว่าในเวลาที่ลูกต้องการคำปรึกษา
ก็ควรจะเป็นผู้ใหญ่
ในเวลาที่ลูกต้องการเพื่อนเพื่อปรับทุกข์
ก็ควรเป็นเพื่อน
เพื่อสร้างบรรยากาศของความรักและความอบอุ่น
ภายในบ้าน ให้เด็กรู้สึกรักและอยากอยู่บ้าน

สำหรับเด็กที่ขาดความรัก ขาดความอบอุ่นในครอบครัว
จะพยายามแสวงหาความสนใจของคนอื่น
หลายครั้งที่เด็กใช้วิธีเรียกร้องความสนใจ
ด้วยการทำลายสิ่งของ
เพื่อให้ผู้ใหญ่หันมาสนใจ
แม้จะถูกลงโทษ แต่ก็ได้รับความสนใจจากผู้ใหญ่
เด็กหลายคนที่เกเรก็เป็นเพราะขาดความรัก
ฉะนั้น เป็นหน้าที่ของผู้ปกครองที่จะต้องเติมความรัก
ความเมตตา และให้ภูมิคุ้มกันแก่เด็ก
พร้อมกันนี้ยังได้แนะเคล็ดลับ
ในการแสดงออกถึงความรักแบบง่ายๆ
โดยกระทำทุกๆ เช้าหลังจากอาบน้ำ
แต่งกายเรียบร้อยแล้ว

คู่สามีภรรยาควรจะกอดเบาๆ
พร้อมยิ้มให้อีกฝ่ายอย่างให้กำลังใจและ เข้าใจ
เพื่อการเริ่มต้นวันใหม่ที่สดใส
ส่วนผู้ปกครองควรจะกอดลูกหลาน
พร้อมอวยพรก่อนที่จะออกจากบ้าน
เพียงแค่นี้ก็เป็นการสร้างพลังชีวิต
พลังกายและพลังใจให้กัน

นอกจากนี้ ผศ.ชาญชัย ขันติศิริ
อาจารย์ประจำภาควิชาพละศึกษา
คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
อดีตนักยิมนาสติกทีมชาติไทย
ได้ให้ความรู้ในเชิงปฎิบัติการ
ในเรื่องของการถ่ายทอดรักด้วยการสัมผัส
ที่ช่วยให้ทุกครอบครัวเกิดความใกล้ชิด
นำการสัมผัสมาเป็นส่วนหนึ่ง
ในการสร้างปฏิสัมพันธ์ในครอบครัว
โดยมีความเชื่อว่า หากผู้ปกครองกอดหรือลูบศีรษะ
เด็กในช่วงก่อนเข้านอน
จะทำให้ลูกนอนหลับฝันดี
ทำให้จิตใจเบิกบาน
สำหรับคนที่นอนหลับยาก
การกอดจะช่วยลดความกดดัน
ผ่อนคลายความเครียด
ทำให้หลับง่ายยิ่งขึ้น
หากกระทำเป็นประจำก็จะเป็น
การสร้างสายใยที่ดีสำหรับครอบครัว
พร้อมกับแนะวิธีการออกกำลังกายเพื่อ สุขภาพ
เพื่อเป็นการรักษาสมดุลระหว่างครอบครัว
ด้วยท่าออกกำลังกายต่างๆ บนเก้าอี้
จะได้ทำร่วมกันในระหว่างดูทีวี อาทิ Stretching
การผ่อนคลายกล้ามเนื้อเริ่มต้นจากกล้ามเนื้อฝ่าเท้า
เพียงแค่นั่งปลายขาชิดกัน เหยียดตรง และแกว่งเท้าเข้าออก
เพื่อให้ประสาทสัมผัสและต่อมต่างๆ
ได้มีการทำงานอย่างสมบูรณ์
ทั้งนี้เพราะเส้นประสาททั้งหมดจบลงอยู่ที่ฝ่าเท้า
การออกกำลังฝ่าเท้าจะช่วยกระตุ้นให้
ระบบไหลเวียนโลหิตมีการทำงานได้ดีขึ้น
สมองปลอดโปร่ง และช่วยผ่อนคลาย กล้ามเนื้อ
พร้อมกับการนวด สัมผัสทางกาย
ซึ่งเป็นศาสตร์แขนงหนึ่ง
ของการกอดที่ต้องอาศัยความเข้าใจ
เพื่อให้ผู้ได้รับสัมผัส รู้สึกผ่อนคลายเส้นสาย
และกล้ามเนื้อที่เกร็งตัว เคร่งเครียด
ด้วยการกด ทุบ
หรือบีบให้กับสมาชิกในครอบครัว

เห็นไหมล่ะว่า
ถึงแม้จะเป็นเพียงสัมผัสอันน้อยนิด
ทว่าคุณประโยชน์มากล้นทั้งด้านอารมณ์และจิตใจ
ฉะนั้นวันนี้เรามาถ่ายทอดความรัก

และร่วมสร้างพลังให้กับชีวิตด้วยการ “กอด” กันเถอะ ค่ะ


Mar 24, 2011

วรากรณ์ สามโกเศศ ในนาม 'วีรกร ตรีเศศ'


http://www.dpu.ac.th



http://th-th.facebook.com/varakornn







ภาณุพงษ์ คงจันทร์

Life Style : Read & Write

วันที่ 11 กันยายน 2553


http://www.goodreads.com/author/show/2741617._


ใครอยากรวยต้องอ่านงานเขียนของ วีรกร ตรีเศศ กับวลีเด็ด
งานเขียนต้องสร้างความแตกต่าง

ใครอยากรวยต้องอ่านงานเขียนของ วีรกร ตรีเศศ
ซึ่งเป็นนามปากกาของ วรากรณ์ สามโกเศศ
ตำแหน่งอธิการบดี มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์
จบการศึกษาระดับปริญญาเอกสาขาเศรษฐศาสตร์
จากมหาวิทยาลัยแคนซัส สหรัฐอเมริกา
เคยเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
และรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวง ศึกษาธิการ ปี 2550

แม้ขณะนี้อายุ 63 ปี แต่ก็ใช้เวลาว่างเขียนหนังสือแนว How To
ติดตลาดหลายเล่มและยังเขียนบทความประจำ
ในคอลัมนิสต์เขียนบทความให้กับนิตยสารบางฉบับอีกด้วย

ดังนั้น การเปิดเผยถึงเคล็ดลับการเขียนในฉบับนี้
จึงเป็นสิ่งที่น่าสนใจ และใครอ่านอาจได้แง่คิดทำให้รวยก่อนใครก็ได้

0 ตอนนี้มีผลงานรวมเล่มอะไรบ้าง?

ผมมีผลงานรวมเล่มกับ 3 สำนักพิมพ์ รวมแล้วทั้งหมด 22 เล่ม
ทั้งของสำนักพิมพ์โอเพ่น ชื่อเก๋ๆ แบบฝรั่ง เช่น Difference, First และ Best
ประมาณ 8 เล่ม และมีของสำนักพิมพ์อมรินทร์ที่ฮิตขายดีอยู่ 3 เล่ม
เช่น เงินไหลมา, เงินทองของไม่หมู และเงินต่อเงิน
ส่วนที่เหลือเป็นสำนักพิมพ์มติชนก็มีเรื่อง โลกนี้ไม่มีอะไรฟรี

0 ทำไมใช้นามปากกาว่า "วีรกร ตรีเศศ"?

คุณแม่เล่าอยู่เสมอว่าพระตั้งชื่อมาให้ผมสองชื่อคือ วรากรณ์ และวีรกร
ผมก็เลยใช้นามปากกาว่า "วีรกร" ก็ดีเหมือนกัน ส่วนนามสกุลว่า "ตรีเศศ"
เพื่อจะบอกใบ้มาจากนามสกุลจริงว่าใครอยู่เบื้องหลัง
นามสกุลผมต้องอ่านว่า "สา-มะ-โก-เศศ"
แต่ทุกคนจะอ่านว่า "สาม-โก-เศศ" จึงกลายมาเป็น "วีรกร ตรีเศศ"
ผมเริ่มเขียนในมติชนสุดสัปดาห์ตั้งแต่ปี 2534
สมัยตอนเป็นอาจารย์ธรรมศาสตร์
จริงๆ แล้วผมเขียนในแนวหน้าสุดสัปดาห์ที่เคยมีมาก่อน
เขียนมาทุกสัปดาห์เกือบ 20 ปีแล้ว จะขาดตอนบ้างเกือบปีกว่าๆ เท่านั้น
เรียกว่าเป็นคนเขียนยาวนานและต่อเนื่อง
หายไปตอนสั้นๆ ช่วงไปเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ

0 เป้าหมายในการเขียนต้องการนำเสนอเรื่องใดบ้าง?

เริ่มต้นผมต้องการเขียนเรื่องเศรษฐศาสตร์ให้คนธรรมดาเข้าใจได้
คนที่สอนเศรษฐศาสตร์มักจะสอนเรื่องที่ยากๆ
นักศึกษาเองก็ไม่เข้าใจ คนสอนสนุกก็เพราะนำมาจากตำรา
ทั้งคนสอนและคนเรียนยังไม่รู้ว่าสอนอะไร
ผมคิดว่าถ้าเขียนตำราที่ทำให้คนอ่านรู้เรื่อง
ผมเชื่อในประโยคที่ว่า "ถ้าเป็นคนแรกไม่ได้ก็ต้องสร้างความแตกต่างกับชาวบ้าน"
ผมไม่ใช่คนเก่งและไม่ใช่คนแรกสุดด้วย ผมก็ต้องมีแนวของผมที่ไม่เหมือนใคร
บังเอิญมีความสามารถในการเขียนด้านนี้อยู่
จึงเขียนเศรษฐศาสตร์ให้คนเข้าใจได้
พอเขียนไปๆ ก็แตกลูกออกไปเพราะเศรษฐศาสตร์มันโยงเข้ากับหลายศาสตร์ด้วยกัน
ถ้าเราเขียนเศรษฐศาสตร์อย่างเดียวคนก็เบื่อ
ผมก็เลยต้องพยายามหาเรื่องอะไรที่มันแปลกใหม่
ที่ไม่เหมือนคนอื่นและไม่ใช่เรื่องที่คนอื่นเขียนแล้ว
เพื่อจะเอามาเขียนและต้องสนุกด้วย
มีสาระอะไรสักอย่างสองอย่างได้จากข้อความที่อ่าน

0 ตั้งใจที่จะให้งานเขียนมีอารมณ์ขันเลยหรือ?

ใช่เลย ....บางทีมีอารมณ์ขันบ้าง มีอะไรเจ็บๆ บ้างเล็กน้อย
เมื่อเขียนใช้นามปากกาย่อมมีเสรีภาพมากขึ้น
ถ้าเป็นชื่อจริงก็ไม่อยากไปร้าวรานความรู้สึกคนอ่าน
เพราะคนเรามีความคิดหลากหลาย
ผมเองก็ต้องมีความคิดเป็นของตัวเองบ้าง

0 บทความระหว่างรายวันและรายสัปดาห์แตกต่างกันอย่างไร?

การเขียนรายวันมักจะเป็นวิชาการกว่าและรับผิดชอบมากกว่า
เพราะใช้ชื่อจริง ส่วนสุดสัปดาห์จะเขียนเบากว่าเมื่อก่อนมันก็เท่าๆ กัน
โลกนี้มันต้องพัฒนาไปเรื่อยๆ เรื่องเกี่ยวกับเศรษฐศาสตร์ทางวิชาการ
จะเขียนในมติชนรายวัน ส่วนเรื่องแปลกๆ เบาๆ
จะเขียนในรายสัปดาห์ ผมคิดเสมอว่าต้องทำงานให้แปลกกว่าชาวบ้าน
ทำไมไม่ทำสามอย่างในบทความเดียวกัน
คือมี "เครื่องเคียง" "อาหารสมอง" และ "น้ำจิ้ม"
ซึ่งเป็นคำพูดที่ค้นคว้ามาอ่านแล้วสะกิดใจ
กลายเป็นบทความที่มีสามอย่างในเวลาเดียวกัน
บางคนไม่อยากอ่านในส่วนของ "อาหารสมอง"
อาจจะอ่าน "เครื่องเคียง" ผมต้องหาอะไรแปลกๆ มาเขียน
บางครั้งต้องเขียนให้มีอารมณ์ขัน
คนเรามันเครียดมาทั้งวันแล้ว

เมื่อก่อนเคยเขียนในนิตยสารแพรว คอลัมน์ "รู้ก่อนรวยก่อน"
เขียนหน้าเดียว ตอนนี้เลิกไปแล้ว
คนอ่านเป็นผู้หญิง ผมเลยต้องทำตัวเป็นผู้หญิง
เพราะผู้หญิงไม่ค่อยสนใจเรื่องเงินทองเท่าไหร่
อันนี้เขียนยากกว่าฉบับอื่น
ผมเขียนตั้ง 3-4 ปี เพิ่งจะเลิกไป

0 มีวิธีการเขียนอย่างไร?

ผมใช้เวลาส่วนใหญ่ระหว่างอาทิตย์ในการคิดว่าจะเขียนอะไร
ผมใช้เวลาในการคิดมากกว่าเวลาเขียน
เวลาที่ใช้เขียนไม่เกินชั่วโมงครึ่ง
แต่ระหว่างคิดว่าจะเขียนอะไรต้องใช้เวลานานพอสมควร
บางทีคิดอะไรไม่ออก วันสุดท้ายจึงจะคิดออก
คิดว่าจะเริ่มต้นเล่าเรื่องอย่างไร
บางทีคิดว่าย่อหน้าแรกจะเขียนอย่างไร
ท่อนสุดท้ายเขียนอย่างไร เราคิดตลอด
ถ้าคิดอะไรไม่ออกมานั่งลงเขียน
มันมีแรงกดดัน อย่างไรมันก็ต้องโผล่ออกมาเอง

ผมเขียนตอนกลางคืนด้วยลายมือ
ตอนเช้าวันจันทร์หรืออังคารค่อยมาพิมพ์ส่งเมลไป
สำหรับรายวันต้องส่งวันอังคารเพื่อต้องพิมพ์ในวันพฤหัสฯ
ส่วนสุดสัปดาห์ต้องส่งล่วงหน้าหนึ่งอาทิตย์
บางทีคิดมากเขียนได้สองเรื่องในคราวเดียวกันเลย
ผมไม่มีสต็อกล่วงหน้า ผมต้องการให้มันสดขึ้นอยู่กับสถานการณ์
อย่างรายวันต้องเขียนไม่ให้หลุดโลก
ต้องให้สอดคล้องกับสถานการณ์

ที่บ้านสะสมหนังสือเป็นพันๆ เล่ม ไม่ได้อ่านหมด
แต่อ่านบางบทแล้วใช้กระดาษคั่นเอาไว้
มีเวลาจะกลับมาอ่านอีก สิ่งที่ผมอยากเขียนมาก คือ
ประวัติศาสตร์ แต่ผมมีความรู้ไม่มากพอจึงต้องอ่านเยอะๆ
ผมสนใจประวัติของ "เจงกิสข่าน" เมื่อ 700 ปีก่อน
สามารถปราบราชวงศ์จีนได้ มีแรงบันดาลใจเมื่อดูหนังตั้งแต่ยังเด็กๆ
ทำไมคนมันเก่งอย่างนี้เป็นเพียงพวกป่าเถื่อนขี่บนหลังม้า
มันทำได้อย่างไร ความเป็นผู้นำสูงมาก
ในระหว่างทางมันมีการปล้น
สามารถปลุกเร้าให้คนเชื่อมั่นในตนเอง
รวมคนได้มากมาย ผมอยากจะเขียนเรื่องนี้มากเลย

0 มีปฏิกิริยาตอบโต้จากคนอื่นบ้างไหม?

เมื่อก่อนเคยแจ้งอีเมลไว้ในบทความ มีจังค์เมลเข้ามาเยอะมาก
ผมเลยตัดออกไป ก็มีปฏิกิริยาจากการพูดคุยกันระหว่างอาจารย์ด้วยกัน
หรือผ่านทางจดหมายเข้ามา หน้าบรรณาธิการ มีจำนวน 99.90 เปอร์เซ็นต์ที่ไม่ด่าผม
ไอ้ที่ด่าผมก็มีบ้างเป็นเรื่องธรรมดา
'คนรักเท่าผืนหนัง คนชังเท่าผืนเสื่อ'
มันเป็นธรรมชาติของมนุษย์

0 บทบาทด้านการเขียนกับการเป็นผู้บริหารสัมพันธ์กันไหม?

ผมพยายามที่จะแยกออกจากกัน เพราะมันอาจจะมีผลกระทบกับงานที่ผมทำ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเป็นมหาวิทยาลัย เอกชน มีคนหลากหลายมาเรียน
อะไรที่มันอื้อฉาวมากก็จะใช้นามปากกา
เวลาที่มีปัญหาจะได้ไม่รุนแรงเท่าใช้ชื่อจริงและในทางกฎหมายนั้น
การใช้นามปากกาใครก็เขียนได้
ผมก็เลยต้องใช้ลีลาหยิกๆ เจ็บๆ บ้างในรายสัปดาห์
ผมว่าอาจารย์ส่วนใหญ่ในที่ทำงานก็รู้ว่าผมเป็นนักเขียน
ในเว็บอธิการก็มีบทความเก่าๆ อยู่

0 งานเขียนของท่านทำให้คนอ่านหันมาสนใจวิชาเศรษฐศาสตร์มากขึ้นไหม?

ก็อาจจะมีส่วนบ้าง เวลาที่ผมไปเซ็นชื่อในงานมหกรรมหนังสือฯ
พบคนที่เรียนเศรษฐศาสตร์เขาจะบอกว่าผมเรียนเศรษฐศาสตร์มันยาก
ผมไม่เข้าใจจนได้มาอ่านอะไรที่มันง่ายๆ
จึงเข้าใจสิ่งที่เรียนมายากๆ ผมดีใจเหมือนกัน
การลงรายละเอียดมากๆ เห็นแต่ต้นไม้
เห็นแต่เซลล์แต่ไม่เห็นป่า ผมจึงพยายามวาดป่าให้เห็น
น่าจะช่วยอะไรได้บ้าง แฟนหนังสือของผมมักจะเป็นนายแพทย์และอาจารย์มีส่วนหนึ่ง
ส่วนในสุดสัปดาห์จะมีผู้หญิงเพิ่มมากขึ้น
เพราะจะเขียนอะไรที่มันซับซ้อนซ่อนเงื่อน
ความตื่นเต้น อย่างที่ผมเขียนเรื่อง
ผู้หญิงที่รวยที่สุดในฝรั่งเศส มีทั้งเรื่องการหลอกลวง
มีทั้งเรื่องเซ็กซ์ ทำให้มีคนอ่านเยอะ

0 คนที่เรียนเศรษฐศาสตร์ย่อมได้เปรียบกว่าคนสาขาอื่นไหม?

ผมว่ามันไม่จริง ก็คงเหมือนศาสตร์อื่นๆ
เพียงแต่ว่าวิชาเศรษฐศาสตร์มันครอบคลุมหลากหลายหัวข้อและเศรษฐศาสตร์ก็มอง
ด้านการวิเคราะห์มากกว่าการบรรยาย
ก็เลยมีวัตถุดิบนำมาเขียนและคนก็สนใจเรื่องปากท้องเยอะมาก
วิชาเศรษฐศาสตร์ไม่ใช่ศาสตร์ที่ลึกซึ้งเกินกว่าที่คนธรรมดาจะเข้าใจได้
ยกตัวอย่างประโยคที่ว่า
"การทำให้ทรัพยากรที่มีจำกัดสูญเปล่า เท่ากับอาชญากร" เช่น
ตึกปล่อยทิ้งร้างไม่ก่อประโยชน์หรือว่า
อาจารย์ที่ร่ำเรียนมาหลายสาขาแต่ไม่ ได้สอน
ไม่ได้ทำอะไรให้ก่อประโยชน์ถือว่าสูญเปล่าทรัพยากร
หรือว่าส่งคนไปเรียนแล้วไม่จบถือว่าผิดหลักเศรษฐศาสตร์
เพราะฉะนั้นเศรษฐศาสตร์มันอยู่ทุกอณูของชีวิต

อย่างคำพูดที่ว่า "โลกนี้ไม่มีอะไรฟรี" มันก็เอาไปใช้ได้ในการบริหาร
ทุกอย่างต้องมีต้นทุนทั้งนั้น ไม่ได้อะไรมาโดยที่ไม่มีอะไรไปแลก
อยากได้บัณฑิตที่ดีก็ต้องลงทุน
อยากได้ความประทับใจด้านการสอนจากนักศึกษาก็ต้องมีการเตรียมตัว

0 นักศึกษาในอนาคตควรเป็นอย่างไร?

เป็นยุคที่นักศึกษาควรมีความรู้หลากหลายสาขา
มีความรู้แคบๆ ในสาขาของตนเองไม่ได้อีกต่อไปแล้ว
เหตุที่เป็นอย่างนั้นเพราะโลกสมัยหน้ามันเป็นโลกที่มีการเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว
ซับซ้อนและมีความหลากหลายในอิทธิพลที่มีต่อชีวิตของคน เช่น
วิทยาศาสตร์เทคโนโลยี การค้าเสรี โลกาภิวัตน์
ที่เข้ามาด้านวัฒนธรรมต่างๆ ทำให้โอกาสทางธุรกิจหรือ
โอกาสการทำงานต้องใช้ทักษะที่มีความหลากหลายมากขึ้น
ถ้ารู้อย่างเดียวแล้วมันผันผวน
ทักษะนั้นไม่มีแล้วอาจหางานทำไม่ได้
ถ้าคนที่มีทักษะหลายอย่างหรือใฝ่หาความรู้เยอะๆ
ปรับตัวให้คล่องตัว จะเป็นประโยชน์มาก
หรือพูดอีกอย่างว่าความคล่องตัวเป็นสิ่งจำเป็น

ครูบาอาจารย์ก็เช่นเดียวกัน โลกปัจจุบันไม่ใช่โลกแห่งการสอน
ต้องสอนให้น้อยๆ เรียนรู้ให้เยอะๆ
การถ่ายทอดแบบเดิมที่ถ่ายทอดจากปากครูแล้วจดเอาไปเรียน
ผมว่ามันเป็นวิธีการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพน้อยลงไปเรื่อยๆ เพราะ
หนึ่ง ความสนใจของคนมันสั้นลง
การเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีมันรวดเร็ว
เขาเคยชินต่ออะไรที่มันรวดเร็ว ดูโทรทัศน์กดรีโมตก็หายไปได้
เรื่องที่สอง ความรู้มันหลากหลายมาก มันงอกทุกวั
เรื่องที่สาม โลกมันเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว
ความต้องการของคนก็เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
เพราะฉะนั้นการถ่ายทอดแบบเดิมไม่ได้แล้ว
ต้องให้การเรียนรู้ด้วยตนเอง จุดไฟการอยากรู้อยากเห็นของเขา
หาความรู้ด้วยตัวเขาเอง เราจะใช้วิธีแบบเติมน้ำใส่ถังไม่ได้แล้ว
น้ำมันเยอะเหลือเกินและก็ไม่มีถังเพียงพอ
แต่ถ้าจุดไฟแห่งความอยากรู้อยากเห็นเขาก็จะมีถังไม่จำกัด
และเอาไปตักได้เอง การเรียนการสอนต้องมีการออกไปนอกสถานที่มากขึ้น
การที่เขาได้ลงมือทำเอง เช่น การได้ถกเถียงกัน
ต้องมีการอ่านมากขึ้น

ที่ผมพบมากขึ้นคือนักศึกษาไม่ชอบอ่านในชั่วโมง
จึงต้องหาบทความสั้นๆ ที่น่าสนใจสัก 2 หน้า
ซีร็อกซ์แล้วนำมาแจกให้ทุกคนอ่านในห้อง
หันหน้าเข้ามาจับกลุ่มกันให้เวลาอ่านสัก 30 นาที
อ่านจบแล้วมาถกเถียงกัน ในกลุ่มช่วยกันสรุปว่าอ่านแล้วได้อะไร
หรือไม่ก็กำหนดให้อ่านหนังสือเล่มนี้ล่วงหน้า
แล้วให้นำเข้าไปในห้องสอบใช้เวลา 1 ชั่วโมง
ถ้าใครอ่านมาก่อนจะตอบคำถามหนังสือในเล่มนี้ได้ง่ายขึ้น
ถ้านักศึกษารู้กติกาแบบนี้จะอ่านมาล่วงหน้า
หนังสืออะไรก็ได้ที่ดีๆ หรือเพียงบางบทก็ได้

0 สังคมการอ่านสมัยนี้เป็นอย่างไรในสายตาของท่าน?

คนสมัยนี้ไม่ค่อยอ่านหนังสือกัน แต่ไปอ่านในเว็บ
ในอินเทอร์เน็ต ในเฟซบุ๊คกันมากขึ้น
เป็นรูปแบบการอ่านที่กระจัดกระจายมากกว่าโฟกัสไปเรื่องใดเรื่องหนึ่ง
เมื่อก่อนไม่มีอะไรดึงดูดความสนใจได้มากกว่าหนังสือ
มีทางเลือกน้อย แต่เดี๋ยวนี้โหมดของเอ็นเตอร์เทนมันหลากหลายกว่า
การเขียนก็เป็นปัญหา เพราะหลายวิชาในชั้นมัธยมเลิกไป
เช่น การเขียนสรุป การจับใจความ
วิธีนี้ครูอาจให้นักศึกษาเขียนด้วยลายมือตัวเอง
เป็นไปในลักษณะการตั้งคำถาม ไม่ใช่ตั้งหัวข้อลอยๆ
แล้วไปโหลดทางอินเทอร์เน็ตหนาตึบมาเลย
มันไม่เป็นประโยชน์อะไรต่อตัวเขาเลย
ให้เขาเขียนด้วยลายมือสัก 3 หน้ากระดาษ เช่น
ตั้งหัวข้อว่า ทำไม? ถ้าเขาเขียนบ่อยๆ
จะทำให้ความคิดของเขาชัดเจนขึ้น

0 มีข้อเสนอแนะสำหรับนักเขียนบทความมือใหม่อย่างไร?

ผมว่าอย่างแรกคือต้องชอบที่จะเขียน
สองรู้ว่าจะเขียนโดยมีวัตถุประสงค์อะไร
จะแสดงความคิดเห็นบางเรื่องหรือว่าจะให้ข้อมูล
สาม ต้องค้นคว้าหาข้อมูล
สี่ ต้องลำดับเรื่องราวเหมือนเล่านิทานให้ลูกฟัง
มีตอนต้น ตอนกลาง ตอนจบ ถ้าเขียนไปเรื่อยๆ
อาจเหมือนฟังนิทานไม่รู้เรื่อง การลำดับเป็นเรื่องสำคัญ
ปัญหาของนักเขียนคือต้องหาเรื่องที่ไม่ซ้ำกับคนอื่น
ประเด็นที่ใหม่หรือคนอื่นอาจมองข้าม
เขียนแล้วคนอ่านต้องรู้เรื่อง
บทความทางวิชาการมี 2 อย่าง คือ
อย่างแรกเขียนให้คนอ่านไม่รู้เรื่อง ใช้คำศัพท์ที่ยุ่งยาก
อย่างที่สองเขียนให้คนอ่านรู้เรื่อง คนอาจจะมองว่าไม่เก่ง
คุณต้องเลือกเอาว่าจะเป็นนักวิชาการแบบไหน
แบบแรกเขียนไม่ยาก
เขียนอะไรที่มีศัพท์วงเล็บภาษาอังกฤษเยอะๆ
คนก็เลิกอ่านไปเอง แต่คนประทับใจมาก
เขียนไม่รู้เรื่องคนเลยไม่กล้าถาม

เวลาเขียนผมมีคนอ่านอยู่ในใจตลอดเวลา
ทุกครั้งที่เขียนทุกย่อหน้าไป
แล้วถามตัวเองว่าถ้าผมไม่รู้อะไรเลยแล้วอ่านย่อหน้านี้รู้เรื่องไหม
ถ้าผมอ่านแล้วรู้เรื่องแปลว่าใช้ได้ แต่ละครั้งผมต้องแก้ 3-4 หน
ต้องไม่มีตัวอักษรผิดหรือตกเลย
ผมค่อนข้างเป็นคนทำอะไรแล้วต้องให้ได้ดี
แล้วต้องอ่านย้อนกลับไปมา
บางทีต้องเขียนให้รายละเอียดปราศจากข้อสงสัย

เวลาเขียนผมมีความสุข ในระหว่างที่เขียนอาจไม่มีความสุขเท่าไหร่
เพราะต้องส่ง พอเขียนเสร็จไปแล้วมีความสุขเหมือนตอนเราออกกำลังกาย
ก่อนออกกำลังกายไม่อยากออกเท่าไหร่ แต่พอออกไปแล้ว
เฮ้อ...มันปีติ เหมือนพวกที่ไม่กินเนื้อ กินแต่ผัก
ตอนกินจะรู้สึกไม่อร่อย
แต่พอกินไปแล้วจะรู้สึกปีติว่าไม่ได้เบียดเบียนใคร
ฉะนั้นเวลาที่ต้องส่งต้นฉบับ 3-4 ชิ้น
เราต้องจินตนาการว่าหากเขียนจบแล้วจะรู้สึกดี
จึงต้องกัดฟันเขียนต่อไป
ผลตอบแทนมันเป็นความสุขใจเมื่อรู้ว่าคนอ่านได้ประโยชน์
มีคนบอกว่าเขาตัดเอาไปสอนนักศึกษา
เออ..ชีวิตเราก็มีประโยชน์นะ 0