Custom Search

Mar 21, 2017

เปิดคำทำนายชะตาพล.อ.ประยุทธ์ในวันคล้ายวันเกิด ! ท่านเป็น "คนเหนือดวง" และเป็นเสมือน "เทพบุตรแห่งเกียรติยศ"

Tnews.co.th

ในเว็บไซต์พันธุ์ทิพย์เคยมีผู้โพสต์ตั้งกระทู้ คำทำนาย ชะตาชีวิต ของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะคสช. ไว้อย่างน่าสนใจ ว่า ท่านเป็นชาวราศีมีนที่เกิดในเดือนมี.ค. และมีชะตาชีวิตที่ดีมากๆ ซึ่งในโอกาสวันคล้ายวันเกิดของนายกฯในวันนี้ 21 มี.ค. จึงขอยกมานำเสนออีกครั้ง ซึ่งต้องขอขอบคุณผู้สร้างกระทู้ เป็นสมาชิกพันธุ์ทิพย์หมายเลข 790997 โดยกระทู้นี้ โพสต์ขึ้นเมื่อวันที่ 21 ม.ค. 2558 เวลา 13.03 น.


ตู่ คนเหนือดวง พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา เทพบุตรแห่งเกียรติยศ

พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา หรือ ท่านตู่ของพวกเราทุกคนนั้น ในวัยเด็กท่านเป็นคนที่รักการเรียน บุคลิกเงียบขรึมตามแบบฉบับชาวราศีมีนโดยแท้ เพราะท่านเกิดในราศีมีนคือวันที่ 21 มีนาคมนั่นเอง โดยเนื้อแท้ของชาวราศีนี้เป็นคนรักสงบ ธรรมะธัมโม มีความเมตตาสูง เมื่อมองในแววตาจะพบสายตาแห่งความอาทรมอบให้ผู้อื่นเสมอ แต่ด้วยความเป็นลูกนายทหาร ท่านจึงได้รับอิทธิพลจากบิดาคือ พันเอกพิเศษ ประพัฒน์ จันทร์โอชา ทำให้เรียนมาในสายทหาร หลังจากท่านจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จากโรงเรียนวัดนวลนรดิศ ท่านก็เข้าเรียนโรงเรียนเตรียมทหาร ในรุ่นที่ 12 และการเรียนระดับสุดท้าย ท่านจบจากหลักสูตรการป้องกันราชอาณาจักรภาครัฐร่วมเอกชน รุ่นที่ 20 วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร
จากนั้นท่านก็เข้ารับราชการเป็นที่กรมทหารราบที่ 21 รักษาพระองค์ ในฐานะทหารเสือของพระราชินีเป็นสมาชิกกลุ่มบรูพาพยัคฆ์ ท่านมีบุคลิกเงียบขรึม เฉียบคม มาตั้งแต่เด็กจนโต และเป็นคนเสมอต้นเสมอปลาย เป็นเช่นใดก็เป็นเช่นนั้นตลอด เป็นคนตรงๆ ซื่อๆ ตามลักษณะที่ชาวราศีมีนส่วนใหญ่เป็นกัน เพราะชาวราศีนี้เป็นธาตุน้ำปลายธาตุ เป็นเรือนวินาศของโลก ซึ่งหมายถึงนิพพานและการหลุดพ้น จึงเป็นคนใจบุญ ธรรมะธัมโมเป็นที่สุด ทั้งยังกตัญญูต่อผู้มีพระคุณ ชาติ และพระมหากษัตริย์เป็นอย่างยิ่ง
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ท่านเกิดวันที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2497 มีจุดเจ้าชะตาสำคัญที่ราศีมีน และผูกดวงชะตา ได้รูปดวงดังนี้

ในดวงชะตามีดาวได้มาตรฐานที่ดีหลายดวง คือดาวอาทิตย์ซึ่งหมายถึงเกียรติยศชื่อเสียงได้ตำแหน่งอุจจาวิลาศ ทำให้ท่านมีชื่อเสียง มียศตำแหน่งสูงมาก ดาวอังคารซึ่งหมายถึงความกล้าขยันได้ตำแหน่งเกษตร กุมกับดาวเกตุ ทำให้ท่านเป็นคนขยัน เข้มแข็ง มีความอดทน กล้าหาญ เฉียบขาดเกินใคร ดาวศุกร์ได้ตำแหน่งมหาอุจจ์ กุมกับดาวอาทิตย์ ทำให้ท่านมีเสน่ห์มัดใจมหาชน และเนื่องจากดาวศุกร์กุมกับดาวอาทิตย์เป็นคู่สมพล ก็เสริมเกียรติยศ ทำให้อยู่ในตำแหน่งยาวนานเท่าที่จะนานได้ ดาวเสาร์ได้ตำแหน่งมหาอุจจ์ส่งผลให้ภาระหน้าที่ในชีวิตนั้นยิ่งใหญ่ระดับสูงสุดเลยทีเดียว
เมื่อดูในดวงแล้ว ดาวพฤหัสบดีของท่านเป็น 3 กับจุดเจ้าชะตาสำคัญ ได้ตำแหน่งจุลจักร มีดาวอังคารและดาวเกตุเล็ง ทำให้คุณธรรมไม่เสีย เป็นคนซื่อตรง คิดดี ทำดี พูดดี ราหูซึ่งเป็นดาวกิเลสก็ไปอยู่ในเรือนพฤหัสบดี ท่านจึงไม่มีความละโมบโลภมากในสิ่งที่ไม่ควรได้ เหมือนที่ท่านกล่าวในรายการคืนความสุขให้คนชาติว่า “ผมไม่ใช่คนเก่ง แต่ผมมีจิตสำนึก”

ชีวิตเริ่มฉายแสงเพราะดวงส่ง ได้เป็นถึงผู้บัญชาการ
เมื่อรับราชการทหารมาได้สักพักท่านก็ได้เป็นถึงผู้บัญชาการทหารบก เมื่อวันที่ 2 กันยายน 2553 เนื่องจากดวงของท่านมีวาสนา เมื่อดูดวงของวันที่ 2 กันยายน 2553 เทียบกับดวงกำเนิด จะได้ผลดังนี้





ดวงพลเอกประยุทธ์

ดวงจรวันที่ 2 กันยายน 2553
วันที่ 2 กันยายน 2553 นั้น ดาวพฤหัสบดีจรทับราศีเกิดของพลเอก ประยุทธ์ และเสาร์เล็งดาวพฤหัสบดี ร่วมดาวอังคาร ส่วนจันทร์ก็ทำมุมเป็นสาม ส่งผลให้เกิดความเครียด ความกดดัน และได้รับตำแหน่งหน้าที่สำคัญ ดูจากรูปดวงแล้ว ท่านไม่ได้ต้องการที่จะยิ่งใหญ่ และมีภาระมากมายเช่นนี้ แต่ด้วยความรับผิดชอบจึงทำเพื่อประเทศ
ช่วงก่อนการปฏิวัติรัฐประหาร
ช่วงก่อนปฏิวัติรัฐประหารได้มีนักพยากรณ์หลายท่านออกมาทำนาย โดยใช้ศาสตร์ของตนเอง และผลออกมาตรงกันคือ
“กปปส. จะชนะพรรคเพื่อไทยเมื่อดาวพฤหัสบดีในดวงเมืองเป็นมหาอุจจ์(วันที่ 17 มิ.ย. 2557)”
“พลเอก ประยุทธ์ จันโอชา จะได้เป็นนายกรัฐมนตรี”
อ.กิติคุณ พลวัน ได้ทำนายในหนังสือพิมพ์แนวหน้าเมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2557 ด้วยไพ่ยิปซีว่า กปปส. จะชนะพรรคเพื่อไทย ในเดือนพฤษภาคม 2557 (ดาวพฤหัสบดีองศาใกล้อุจจ์) และพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา จะได้เป็นนายกรัฐมนตรี
อ.ภาวิดา กุลหะรักษ์ หรือ อ.กานธนิกา ชุณหะวัต ได้ทำนายในรายการมดดำออนทีวี เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2556 ว่า กปปส. จะชนะพรรคเพื่อไทยเมื่อดาวพฤหัสบดีในดวงเมืองเป็นมหาอุจจ์
อ.ลักษณ์ เรขานิเทศ ได้ทำนายในหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2557 ว่าพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา จะได้เป็นนายกรัฐมนตรี
อ. เมอร์ลิน นักพยากรณ์ในเว็บไซต์ 
http://www.payakorn.com ได้เปิดประเด็นว่าพรรคเพื่อไทยเป็นเสาร์และราหู ส่วนกปปส. เป็นดาวพฤหัสบดี เขาทำนายว่าเมื่อดาวพฤหัสบดีในดวงเมืองเป็นมหาอุจจ์วันที่ 17 มิถุนายน 2557 จะมีกำลังแกร่งกล้า เอาชนะเสาร์และราหูที่เล็งดวงเมืองเป็นดวงแตกได้
ต่อมาในวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 คณะรักษาความสงบแห่งชาติหรือคสช. ของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา สามารถยึดอำนาจจากรัฐบาลพรรคเพื่อไทยได้สำเร็จ และพลเอกประยุทธ์ได้เป็นนายกรัฐมนตรีในเวลาต่อมา รูปดวงของวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 นั้น ดาวพฤหัสบดีมีองศาใกล้อุจจ์มาก ดังนี้

รูปดวงวันที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

ดูจากตารางองศาของดาว ดาวพฤหัสบดีอยู่ที่ 24 องศา 30 ลิปดา อีกประมาณ 5 องศา 30 ลิปดาก็เป็นอุจจ์แล้ว และดาวนี้เป็นดาวประจำตัวของพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา เพราะท่านเป็นชาวราศีมีน มีดาวพฤหัสบดีเป็นดาวประจำตัว ท่านจึงเป็นบุคคลแห่งดาวพฤหัสบดีที่เข้ามาช่วยคุ้มโทษคุ้มภัยให้ดวงชะตาบ้านเมือง ในทางโหราศาสตร์ดาวพฤหัสบดีเป็นดาวฝ่ายพระเอก เป็นราชาแห่งเทพ เมื่อโคจรเป็นมหาอุจจ์ เรียกได้ว่าสูงส่ง ทำให้ปี 2557 นี้เป็นปีที่ชาวราศีมีนส่วนใหญ่ ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งสูงที่สุดในรอบ 12 ปีเลยทีเดียว
วันที่ 22 พ.ค. 2557 ดาวอาทิตย์ยังทับดาวพฤหัสบดีเดิมของพลเอกประยุทธ์ เป็นคู่มิตร นับว่าเป็นมงคลอย่างยิ่ง บ่งบอกว่าการเข้ามาทำหน้าที่รักษาความสงบให้ประเทศนั้นจะเป็นไปได้ด้วยดี มีความเป็นมิ่งมงคลแก่ตนเองและประเทศชาติ
ผู้เขียนเชื่อมั่นว่าพลเอกประยุทธ์นั้นรักสถาบันชาติ ศาสนาและพระมหากษัตริย์ของเรา แต่ก็มีใจเป็นธรรมต่อฝ่ายของคุณทักษิณ และคุณยิ่งลักษณ์ ท่านจะต้องหาทางให้ทุกคนอยู่ร่วมกันได้แน่นอน แม้หมอดูจะมองว่าฝ่ายพรรคเพื่อไทยเป็นเสาร์ ราหู ก็ไม่ได้หมายความว่าฝ่ายนั้นไม่ดี เพียงมีอำนาจนและบารมีน้อยกว่านั่นเอง ก่อนจะก้าวไปบทถัดไป ลองมองย้อนดูดวงของคุณยิ่งลักษณ์บ้างว่าจะเป็นอย่างไรต่อไป
ถ้าดูดวงกำเนิดแบบราศีจักร เธอเกิดวันที่ 21 มิถุนายน 2510 ราศีมิถุน


เมื่อดูที่ราศีเกิดพบว่ามีดาวพุธตำแหน่งเกษตร และดาวอาทิตย์ตำแหน่งราชาโชค ดาวพุธนั้นหมายถึงการพูด การสื่อสาร ความสามารถในการถ่ายทอดความคิด และความสามารถในการค้าขายทำธุรกิจ เมื่อเป็นเกษตรก็คือความสามารถในการทำการค้า การสื่อสารดีเลิศ สติปัญญาเฉลียวฉลาด มั่นคง ทำสิ่งใดก็มักทำสำเร็จด้วยปัญญา และดาวอาทิตย์นั้นหมายถึงชื่อเสียงเกียรติยศ เป็นราชาโชคหมายถึงมีโชคดั่งพระราชาอุปถัมภ์ ทำให้ดวงชะตารุ่งโรจน์ มียศมีตำแหน่งสูง มีเงินมีทองมากมาย ดังนั้นการที่ดวงชะตาแบบนี้จะเป็นผู้นำหญิงก็คงไม่แปลกแต่ประการใด
ดวงของคุณยิ่งลักษณ์จัดเป็นดวงราชาโชค เพราะมีดาวราชาโชคถึงสองดวงคือดาวอาทิตย์และดาวศุกร์ ชีวิตนี้จะมีความสุขเสมือนมีผู้มีบุญอุปถัมภ์ตลอดชีวิต ไม่ลำบาก และไม่โดนกระทำแบบเดียวกับที่พี่ชายของเธอคือ พ.ต.ท. ดร. ทักษิณ ชินวัตร โดนแน่นอน ซึ่งผู้เขียนจะอธิบายสาเหตุที่เป็นเช่นนี้เอาไว้ดังนี้
ประการแรก ดาวพฤหัสบดีของเธอเป็นอุจจ์ เธอมีคุณธรรมและสัจจะเหนือกว่าพี่ชายของเธอ และดาวพฤหัสบดีนี้คุ้มครองดวงชะตาได้อย่างเด่นชัด
ประการที่สอง ดวงของเธอไม่มีดาวพินทุบาทว์ที่ทำให้ดวงแตกแม้แต่ดวงเดียว
ประการที่สาม ดวงของเธอไม่มีศัตรูที่น่ากลัว
ประการที่สี่ ดวงของเธอเป็นดวงราชาโชค
ดวงชะตาแข็งกว่าพี่ชายของเธอมากทีเดียว ยากที่ใครจะทำอะไรได้ เพราะไม่มีจุดอ่อน และไม่เคยสร้างศัตรูที่ร้ายแรง จากดาวต่างๆ ที่ปรากฏในดวงนั้นไม่มีจุดที่ดวงจะแตกดับเลย
นายกรัฐมนตรีไทยแต่ละคนเมื่อดำรงตำแหน่งแล้ว มักจะทำงานได้ไม่เต็มร้อย เมื่อกำลังแก้ปัญหาด้านหนึ่ง คนที่มีปัญหาด้านอื่นก็มักจะมารุมเร่งเร้าท่าน หวังให้ท่านแก้ปัญหาของตน ผู้เขียนอยากให้เอาใจเขามาใส่ใจเรา เป็นนายกรัฐมนตรีก็เป็นคนธรรมดาคนหนึ่ง ย่อมต้องใช้เวลาในการแก้ปัญหาทุกอย่าง เวลาก็มีจำกัด ปัญหาก็แก้ยากและรุนแรง ใครที่ไหนจะแก้ไขได้หมดสมบูรณ์ ไม่มีที่ติ นายกรัฐมนตรีไทย ไม่ว่าจะเป็น คุณสมัคร คุณทักษิณ คุณชวน คุณอภิสิทธิ์ ฯลฯ ทุกคนล้วนเหนื่อยล้า ผู้เขียนยังคิดเลยว่าท่านไปเอาพลังมาจากไหน อยากให้คนไทยเลิกตำหนิ เลิกจับผิด เลิกคิดแต่เรื่องของตนเอง เลิกด่าว่านายกรัฐมนตรีของเรา แต่ขอให้ให้กำลังใจ ช่วยส่งเสริมไม่ว่าจะด้วยกำลังใจ กำลังกาย หรือทุนทรัพย์ เพื่อให้ท่านทำงานได้สำเร็จ และประเทศชาติของเราจะได้เจริญก้าวหน้าต่อไป สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งสำคัญสำหรับการพัฒนาประเทศ ไม่อยากให้คนไทยเป็นเสมือนเด็กที่ร้องขอต่อพ่อแม่ โดยไม่ดูเลยว่ามันสุดวิสัยที่พ่อแม่จะให้ได้ พวกเราควรมีสติกว่านี้ และสามัคคีกันมากกว่านี้ขอฝากไว้ด้วย
จุดประสงค์ประการหนึ่งที่ผู้เขียนเขียนหนังสือเล่มนี้ คือต้องการส่งเสริมให้คนทั่วไปเข้าใจในเกร็ดโหราศาสตร์โดยใช้ดวงของนายกรัฐมนตรีเชื่อมโยงเข้าไป เพราะว่าโหราศาสตร์นั้น ที่จริงแล้วเป็นวิทยาศาสตร์ สาขาหนึ่ง ดวงดาวนั้นควบคุมมนุษย์ด้วยแรงทางฟิสิกส์ เช่นเดียวกับแรงโน้มถ่วง และสนามแม่เหล็กโลก ดังนั้นไม่แปลกเลยถ้านักพยากรณ์ที่ทำนายถูกหลักวิชาแล้วจะทายดวงชะตาของคนได้แม่นยำ โหราศาสตร์จะเป็นศาสตร์ที่สำคัญในอนาคต และช่วยเหลือคนได้มาก
ผู้อ่านอาจจะสงสัยว่าโหราศาสตร์นั้นจะช่วยเหลือคนได้อย่างไร รู้อนาคตแล้วช่วยได้หรือ ถ้าอนาคตไม่ดี รู้แล้วจะช่วยอะไรได้ จริงๆ แล้วโหราศาสตร์นั้นช่วยให้เรารู้จักตนเอง และป้องกันอันตรายที่เกิดขึ้นในรุนแรงน้อยลง เช่น มีผู้หญิงคนหนึ่งถูกเพื่อนตำหนิว่าที่เธอชอบเขียนหนังสือนั้น เพราะว่าเธอต้องการเงิน เขียนได้หลายเล่ม เพื่อเงิน ต้องการแข่งดีแข่งได้กับคนอื่นๆ มีความโลภ ไม่รู้จักพอ และเพื่อนๆ มองเธอว่าฝืนทำ ไม่ใช่ตัวตนจริงๆ ไม่ได้ทำด้วยความรัก ทำให้เธอเครียดมาก จึงมาหาผู้เขียนให้ดูดวงให้ เมื่อดูดวงแล้วพบว่าลัคนาของเธอคือราศีกันย์ ดาวพุธเป็นเกษตรกุมกับดาวอาทิตย์ และมีดาวพฤหัสบดีโยคมา รวมทั้งดาวเสาร์ก็โยค ทำให้ผู้เขียนสามารถตอบเธอให้เข้าใจความเป็นจริงได้ว่า ตัวของเธอนั้นลัคนาราศีกันย์ มีดาวพุธเป็นดาวประจำตัว ดาวพุธนั้นหมายถึงการสื่อสาร การเขียน การพูด เมื่อเธอลัคนานี้แสดงว่าเธอรักการเขียนด้วยจิตใจที่แท้จริง แทบจะเป็นวิญญาณ เวลาที่เขียนนั้นเธอมีความสุขมาก ไม่ได้เครียดหรือพยายามมากนัก จริงๆ แล้วถ้าคนเราเป็นคนโลภ อยากรวยจริงๆ ก็คงหาวิธีอื่นได้อีกมากมาย ที่ไม่ใช่การเขียน เพราะจริงๆ แล้วอาชีพนักเขียนนั้นรวยยาก เธอทำด้วยใจรัก เพราะเป็นตัวตน ไม่ใช่ทำเพื่อเงินอย่างที่เพื่อนๆ นั้นพูด เมื่อเธอได้ฟังก็จะเข้าใจชัดขึ้น แม้ว่าเธอเองจะพอรู้อยู่บ้างว่าเธอรักงานเขียน แต่เวลาที่โดนคนตอกย้ำมากๆ มันก็ทำให้ผงเข้าตา มองความจริงไม่ออก ต้องให้คนอื่นเขี่ยให้ หรืออย่างดวงคนที่กังวลว่าเข้ากับหัวหน้างานไม่ได้ ก็อาจจะมาดูว่าทำไมจึงมักมีเรื่องกับเจ้านาย เมื่อดูแล้วพบว่าดาวพฤหัสบดีเป็นอริกับลัคนา ดังนั้นนักโหราศาสตร์จึงแนะนำให้คนๆ นั้นทำธุรกิจของตนเองดีกว่า เพราะดาวพฤหัสบดีคือเจ้านาย ไม่ว่าจะทำงานอย่างไร ก็เข้ากับเจ้านายไม่ได้ ดังนั้นทางออกที่ดีที่สุดก็คือการออกไปทำธุรกิจของตนเอง
คนที่เชื่อโหราศาสตร์แล้วใช้ถูกต้องตามหลักการนั้นมักจะประสบความสำเร็จในการทำงาน การทำกิจการค้าต่างๆ มีเศรษฐีหลายคนเชื่อโหราศาสตร์แล้วร่ำรวยมาก อย่างเช่น เจ้าสัว ธนินทร์ เจียรวนนท์ มหาเศรษฐีอันดับ 1 ของไทยนั้นท่านใช้หลักโหราศาสตร์ในการทำการค้าตลอดมา เช่น การสัมภาษณ์รับคนเข้าทำงาน ต้องจ้างซินแสมาดูโหวงเฮ้ง ดูดวงก่อนว่ารับมาจะดีกับบริษัทหรือไม่ นอกจากนี้การซื้อที่ดิน การสร้างอาคาร ต้องดูฮวงจุ้ยตลอด การที่ท่านประสบความสำเร็จก็เพราะเรื่องนี้มีส่วนด้วย และท่านเป็นที่ฉลาดมาก ใช้หลักการที่แยบยลแหลมคม ความคิดเห็นของท่านหลายๆ อย่างมีนักการเมืองนำไปใช้ในการบริหารประเทศด้วย
นอกจากเหตุผลที่ต้องการให้คนเราเข้าใจโหราศาสตร์และใช้โหราศาสตร์แก้ปัญหาแล้ว ผู้เขียนอยากให้ผู้อ่านมีมุมมองที่ดีต่อนายกรัฐมนตรีไทยทุกคน 


เรียบเรียงโดย






บุญชัย ธนะไพรินทร์ : สำนักข่าวทีนิวส์

Mar 18, 2017

‘ทุนอานันทมหิดล’ พัฒนาคน..เพื่อพัฒนาชาติ





"ทุนอานันทมหิดล" พัฒนาคน..เพื่อพัฒนาชาติ
25 ตุลาคม 2559 | โดย ศรัณย์ กิจวศิน
http://www.bangkokbiznews.com/news/detail/724275
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามมินทราธิราช บรมนาถบพิตร ทรงได้รับการยกย่องว่าเป็น กษัตริย์นักพัฒนา เป็นพระราชาผู้ทรงงานหนักที่สุดในโลก เป็นนักปกครองที่มองการณ์ไกล พระราชดำริของพระองค์ล้วนแต่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาประเทศ 

พระองค์ทรงทราบดีว่าการพัฒนาประเทศ จำเป็นต้องมีผู้เชี่ยวชาญในวิชาการขั้นสูง หนึ่งในวิธีที่จะสร้างผู้เชี่ยวชาญเหล่านี้ขึ้นมา คือ การส่งผู้มีความสามารถออกไปหาความรู้ในแหล่งวิชาการแขนงต่างๆ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ตั้ง “ทุนอานันทมหิดล” ขึ้นเมื่อปี 2498 

ปัจจุบันทุนอานันทมหิดล “ผลิต” ผู้ที่มีความรู้ความสามารถมากมาย ใน “ภาคเศรษฐกิจ” มีคนจำนวนไม่น้อยที่ได้รับทุนนี้ แต่ละคนที่ร่ำเรียนจบออกมา ล้วนเป็นกำลังสำคัญทางเศรษฐกิจของประเทศ ไม่ว่าจะเป็น “ประสาร ไตรรัตน์วรกุล” อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) รวมทั้ง “วิรไท สันติประภพ” ผู้ว่าการธปท.คนปัจจุบัน ก็ได้รับพระราชทานทุนอานันทมหิดล 

“ประสาร ไตรรัตน์วรกุล” ทุนอานันฯ สัญญาใจ..รับใช้ชาติ 

“ประสาร” เล่าถึงความประทับใจที่ได้รับ “ทุนอานันทมหิดล” ว่า เขาได้ทุนนี้เมื่อปี 2519 เมื่อรู้ว่าได้ก็ดีใจมาก มองในแง่ส่วนตัว คือ เป็นโอกาสดีที่จะได้ไปศึกษาต่อในต่างประเทศ และทุนนี้ยังส่งเรียนจนถึงขั้นสูงสุด นั่นคือปริญญาเอก 

“ถือเป็นทุนที่มีเกียรติสูง การคัดเลือกจะแตกต่างกันไปตามแต่ละแขนงวิชา กรณีของผม เป็นสาขาวิศวกรรมศาสตร์ ซึ่งแต่ก่อนรวมอยู่ในแผนกวิทยาศาสตร์ วิธีการคัด เขาจะคัดจากนักศึกษาที่เรียนดี ได้เกียรตินิยมอันดับหนึ่ง แต่ขณะเดียวกันจะดูในเรื่องอื่นๆ ด้วย ซึ่งคณะกรรมการใช้คำว่าความมีคุณธรรม และกรรมการที่ให้ทุนยังดูด้วยว่า ช่วงที่เรียนมีคุณลักษณะที่เหมาะสมหรือไม่ หลังจากนั้นก็จะเรียกมาสอบสัมภาษณ์ ให้เขียนวิสัยทัศน์ แล้วนำมาคัดเลือก” 

ประสาร บอกว่า ทุนนี้ไม่มีข้อผูกมัดใดๆ ไม่มีการเขียนเป็นสัญญาทางกฎหมาย และก่อนจะไปศึกษาต่อ ยังได้รับพระราชทานพระราชวโรกาสให้เฝ้าทูลละอองพระบาทเพื่อกราบบังคมทูลลา การเข้าเฝ้าฯแต่ละครั้ง พระองค์ทรงพระราชทานเวลาให้อย่างมาก ทำให้เกิดความผูกพันทางใจ คิดอยู่เสมอว่า เมื่อได้รับพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นเช่นนี้ เมื่อเรียนจบแล้วก็อยากกลับมาทำงานรับใช้ประเทศ 

ประสาร บอกว่า ก่อนเข้าเฝ้าฯ รู้สึกตื่นเต้นมาก ตอนนั้นเกร็งไปหมด เมื่อได้เข้าเฝ้าฯก็มีความรู้สึกว่า พระองค์ทรงพระเมตตายิ่ง ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณเป็นอย่างมาก ตอนที่เข้าเฝ้าฯ ได้ถือพานพุ่มเข้าไป และก้มลงกราบท่าน ตอนนั้นคิดว่าคงนั่งกับพื้น แต่พระองค์ท่านรับสั่งให้นั่งบนเก้าอี้ ท่านตรัสว่าคุยกันนานกลัวจะเมื่อย 

การเข้าเฝ้าฯในครั้งนั้นใช้เวลาร่วม 2 ชั่วโมง แม้แต่ “ประสาร” เองก็ไม่คิดว่าจะนานขนาดนั้น เพราะก่อนเข้าเฝ้าฯคิดว่าอย่างมากสุดคงไม่เกิน 15 นาที 

ตลอดระยะเวลา 2 ชั่วโมง พระองค์ทรงพยายามชี้ให้เห็นว่า บ้านเมืองมีปัญหาอะไรบ้าง ทั้งเรื่องความยากจน ความขัดแย้ง พระองค์ทรงเล่าถึงแนวทางการพัฒนาประเทศ การได้เข้าเฝ้าเหมือนเป็นแสงสว่างนำทาง ทำให้การไปเรียนได้รู้ว่า เรามีเป้าหมายจะต้องทำอะไร 

“การได้เข้าเฝ้าฯถือเป็นเกียรติสูงสุดในชีวิต และยังได้รับพระมหากรุณาธิคุณได้เข้าเฝ้าฯอย่างใกล้ชิดด้วย พระองค์ทรงเล่าเรื่องต่างๆ โดยเฉพาะยามนั้นปี 2519 บ้านเมืองมีปัญหาไม่น้อย พระองค์ทรงเป็นห่วงบ้านเมือง ซึ่งเรื่องบางเรื่องเราไม่มีโอกาสได้รู้ แต่พระองค์ท่านทรงมีข้อมูล ทรงตรัสให้ฟังถึงปัญหาต่างๆ ภายในประเทศ” 

ประสาร บอกว่า แม้ทุนนี้จะไม่มีข้อผูกมัด แต่การที่พระองค์ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณให้เข้าเฝ้าฯอย่างนี้ ทรงพระราชทานเวลา ทรงเล่าถึงประราชประสงค์ของพระองค์ แน่นอนที่สุดกระบวนการเหล่านี้จะซึมซับอยู่ในความนึกคิดของผู้ได้รับทุนไปในตัว โดยที่ไม่ต้องเขียนเป็นสัญญาบนกระดาษ แต่กลับทำให้ผู้รับทุนเกิดความเต็มใจอยากกลับมาตอบแทนแผ่นดิน เหมือนเป็นสัญญาใจ 

การเข้าเฝ้าฯในครั้งนั้น ทำให้เขามุ่งมั่นอย่างมากว่า เมื่อเรียนจบแล้วจะนำความรู้ที่ได้มาช่วยพัฒนาประเทศ เดิมก็คิดว่าคงทำงานด้านวิจัยหรือไม่ก็เป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัย จนกระทั่งช่วงที่ได้ทำงานวิจัยในสหรัฐ ได้พบกับอาจารย์ “อัมมาร สยามวาลา” ท่านแนะนำว่า เมื่อกลับมาไทย หากอยากใช้ทั้งความรู้ทางวิชาการ และได้ทำงานด้านนโยบาย ก็มีหน่วยงานซึ่งอาจจะเหมาะ นั่นคือ ธนาคารแห่งประเทศไทย จึงเป็นที่มาซึ่งทำให้ตัดสินใจสมัครเข้าทำงานใน ธปท. 

“ความมุ่งมั่นนี้ มีมาตลอดทางที่อยู่ระหว่างร่ำเรียน ทำให้เรามีโจทย์ เรามีอะไรได้คิด โดยคิดว่า ถ้าเราจบออกมาจะไปทำอะไรบ้าง” 

นอกจากนี้หลังเรียนจบ มีโอกาสได้เข้าเฝ้าฯพระองค์อีกครั้ง ครั้งนี้พระองค์พระราชทานเวลาให้อีกชั่วโมงกว่า พระองค์ทรงซักถามถึงวิชาที่เรียนมาเป็นอย่างไร นำมาประยุกต์ใช้กับประเทศได้อย่างไรบ้าง พระองค์ยังทรงช่วยต่อยอดทางความคิด และทรงพระราชทานกำลังใจให้ ซึ่งถือเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ 

“เมื่อพระองค์ทราบว่า ไปเรียนด้านเศรษฐศาสตร์มา และตอนนั้นกำลังทำงานวิจัยเกี่ยวกับเรื่องตลาดข้าว พระองค์ทรงให้ข้อคิดว่า เรื่องข้าว พอจะมีแนวทางที่จะเพิ่มมูลค่าได้หรือไม่ ตอนนั้นปี 2524 ความจริงซูเปอร์มาร์เก็ตยังไม่ค่อยมี แต่พระองค์ทรงมองการณ์ไกลมาก ทรงตรัสว่า ข้าวแทนที่จะขายเป็นถุงหรือเป็นกระสอบ ความจริงน่าจะนำมาทำแพ็คเกจจิ้ง ทำเรื่องการตลาด ซึ่งจะทำให้ราคาสูงขึ้นได้ ขณะที่ช่วงเวลานั้นยังไม่มีใครคิดถึงเรื่องนี้เลย” 

ประสาร บอกด้วยว่า ทุกความคิดของพระองค์ ล้วนแต่ทรงเป็นห่วงประเทศชาติ พระองค์ทรงตรัสถามว่า เรื่องสถิติ หรือโมเดลทางคณิตศาสตร์ว่า สามารถนำมาใช้ในชีวิตประจำวันได้จริงหรือไม่ หรือแม้แต่หลักทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์ของชาติตะวันตกที่ร่ำเรียนมา นำมาประยุกต์ใช้กับบ้านเราได้หรือไม่ พระองค์จะทรงตรัสถามในทำนองนี้อยู่ตลอด 

สำหรับความประทับใจที่มีต่อพระองค์ท่าน ประสาร บอกว่า ถ้าพูดเป็นภาษาชาวบ้าน พระองค์ท่านถือเป็น คนเก่ง คนดี และคนขยัน พระปรีชาสามารถของพระองค์เป็นที่ประจักษ์ในหลายๆ ด้าน ตลอดช่วงเวลาของเรา จะเห็นว่า พระองค์ท่านทรงพระปรีชาทั้งด้านศิลปะ ดนตรี วาดภาพ ถ่ายรูป 

นอกจากนี้ ยังทรงพระปรีชาในด้านการพัฒนา ทั้งงานวิศวกรรม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องน้ำ หรือแม้แต่การสร้างพาหนะต่างๆ พระองค์ทรงเป็นนักปกครองที่ยอดเยี่ยม มีพระราชอุตสาหะมากมาย ทรงงานแบบไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย และในหลายๆ พระบรมราโชวาท ท่านจะตรัสเรื่องความถูกผิด เรื่องหลักคุณธรรม เป็นประจำ พระองค์จึงเป็นแบบอย่างที่ทุกคนควรยึดถือปฏิบัติตาม 

ทุนอานันฯ รากฐาน..พัฒนาประเทศ 

“วิรไท” เป็นอีกหนึ่งคนที่ได้รับทุนอานันทมหิดล เมื่อปี 2532 สาขาธรรมศาสตร์ เขาผูกพันกับทุนนี้มาก เพราะถ้าไม่มีทุนนี้ ก็คงไม่มีชื่อ “วิรไท สันติประภพ” คนปัจจุบัน 

เรื่องราวของทุนอานันทมหิดลนั้น มีหลายส่วนที่คนทั่วไปรู้น้อยมาก วิรไท เล่าว่า ถ้าจำกันได้ เราแทบไม่เคยเห็นพระบรมราชานุสาวรีย์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล หรือ “รัชกาลที่ 8” เลย 

จนกระทั่งมีการสร้างสะพานพระราม8 จึงมีการสร้างพระบรมราชานุสาวรีย์ของพระองค์ท่านขึ้น นั่นเป็นเพราะ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระราชดำรัสว่า ทรงอยากตั้งทุนอานันทมหิดล ขึ้นเป็นพระบรมราชานุสาวรีย์ถวายแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล 

สาเหตุเพราะ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงเห็นความสำคัญในเรื่องการศึกษาขั้นสูง ทุนนี้จึงตั้งขึ้นครั้งแรกเมื่อ 60 ปีที่แล้ว พระองค์ทรงมีพระราชดำริว่า การพัฒนาประเทศต้องเริ่มจากการพัฒนาคน ทรงให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มาตั้งแต่ต้นรัชกาล 

สาขาแรกของการจัดตั้งทุนอานันฯ คือ สาขาแพทยศาสตร์ เนื่องจากพระองค์มีพระราชดำริว่า คนที่เป็นกำลังสำคัญของประเทศได้ จะต้องเริ่มจากการมีสุขภาพที่ดีก่อน “แพทยศาสตร์” จึงเป็นสาขาแรกที่พระราชทุนให้ นักเรียนทุนคนแรก คือ “ศ.นพ.จรัส สุวรรณเวลา” รุ่นถัดมา คือ “ศ.นพ.ประเวศ วะสี” 

ปัจจุบันทุนนี้มีรวม 8 สาขาวิชา คือ แพทยศาสตร์ วิทยาศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ เกษตรศาสตร์ ธรรมศาสตร์ อักษรศาสตร์ ทันตแพทยศาสตร์ สัตวแพทยศาสตร์ และคนที่ได้รับพระราชทานทุนนี้มีรวมแล้วกว่า 300 คน ในจำนวนนี้กว่า 80% ทำหน้าที่เป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัย 

วิรไท บอกว่า ทุนอานันฯ มีความพิเศษหลายด้าน สะท้อนแนวพระราชดำริที่พระองค์ทรงคิดไว้อย่างรอบคอบและรอบด้าน ประการแรก ทุนนี้สะท้อนถึงความมีพระทัยที่กว้าง เนื่องจากทุนอานันฯ ไม่มีข้อผูกมัดว่าเรียนจบแล้วจะต้องกลับมาทำงานรับราชการ พระองค์ทรงรับสั่งเสมอว่า จุดประสงค์ของการพระราชทานทุน คือ การสร้างนักวิชาการที่รู้ลึกรู้จริงให้กับประเทศ ไม่ว่าจะอยู่ตรงไหน ก็สามารถทำคุณประโยชน์ให้ประเทศชาติได้ 

สำหรับนักเรียนทุนอานันฯ แม้ไม่มีข้อผูกมัด แต่ก็ตระหนักเสมอว่า เราต้องทำหน้าที่ให้ดีต่อเนื่อง เพราะทุนนี้ไม่มีเวลาจบเหมือนทุนอื่นๆ จะเห็นว่านักเรียนทุนหลายท่านที่เลยวัยเกษียณแล้ว ยังทำงานหนัก เพื่อประโยชน์ของประเทศ 

“สิ่งที่เหมือนกันของนักเรียนทุนอานันฯ คือ การคิดถึงส่วนรวม ซึ่งเรามีต้นแบบจากพระองค์ท่าน นอกจากนี้ยังมีต้นแบบจากรุ่นพี่ๆ ที่ทำงานหนักให้กับส่วนรวมอย่างต่อเนื่อง” 

วิรไท บอกว่า หลายคนอาจไม่รู้ว่า ทุนนี้เริ่มต้นจากเงินส่วนพระองค์เพียงแค่ 2 หมื่นบาท เป็นเงินก้อนแรกที่พระราชทาน จนถึงวันนี้ส่งนักเรียนทุน เรียนจบมาแล้ว 300 กว่าคน และที่กำลังเรียนอยู่อีกประมาณ 40 คนในต่างประเทศ 

นอกจากนี้เวลาที่ มูลนิธิอานันฯ ติดขัดปัญหาเรื่องเงิน พระองค์ก็ทรงพระราชทานทุนให้เพิ่มทุกครั้ง ช่วงวิกฤติเศรษฐกิจปี 2540 เป็นช่วงที่ค่าเงินบาทเพิ่มจาก 25 บาทต่อ 1 ดอลลาร์ เป็น 50 กว่าบาทต่อ 1 ดอลลาร์ ได้มีกรรมการของมูลนิธิบางท่านกราบบังคมทูล ขอให้ส่งนักเรียนมาเรียนในประเทศแทน เพราะประเทศไทยเวลานั้นเริ่มมีหลักสูตรปริญญาเอกในหลายมหาวิทยาลัยแล้ว แต่พระองค์ไม่เห็นด้วย 

“พระองค์ ตรัสว่า การส่งไปเรียนต่างประเทศนอกจากต้องการให้คนไทยมีโอกาสศึกษาในมหาวิทยาลัยชั้นนำของโลก ซึ่งจะได้ความรู้ที่ลึกจริงๆ จากอาจารย์ที่เป็นผู้เชี่ยวชาญระดับโลก แต่มีสิ่งที่สำคัญมากนั้น คือ การสร้างเครือข่ายของนักวิชาการ เวลาไปเรียนระดับโลก ไม่ใช่ได้เพียงแค่ความรู้ แต่เขายังได้เพื่อนฝูง ได้เครือข่ายที่จะช่วยต่อยอดให้เป็นประโยชน์ต่อไปในอนาคต” 

อีกเรื่องที่พระองค์ทรงเป็นห่วงนักเรียนทุนอย่างมาก คือ ทางมูลนิธิมีเงินจำกัด จึงมีความคิดว่าจะขอพระบรมราชานุญาตจัดงาน คล้ายๆ กับการหาทุนมาถวายเพื่อสมทบ ช่วงแรกๆ ท่านก็ไม่ทรงโปรด แต่ในที่สุดก็พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้จัดได้ โดยมีรับสั่งให้จัดที่ ศาลาดุสิดาลัย เพื่อไม่ต้องเสียค่าสถานที่จัดงาน มูลนิธิจึงมีโอกาสพิเศษทุก 2 ปีครั้ง คือ วันที่ 20 ก.ย. ซึ่งตรงกับวันประสูติของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล 

วิรไท เล่าว่า พระองค์ ทรงพระบรมราชานุญาตให้คิดค่าบัตรไม่เกิน 6,000 บาท ทางมูลนิธิก็มานั่งคำนวณว่า ราคานี้จะได้เงินเท่าไร แต่ก็ต้องตกใจเมื่อมีรับสั่งลงมาว่า ราคาที่ตรัสหมายถึง ให้คิดต่อโต๊ะ คือ โต๊ะละไม่เกิน 6,000 บาท ไม่ใช่ใบละ 6,000 บาท เนื่องจากพระองค์ทรงเข้าพระทัยว่า นักเรียนทุนที่จบมา ส่วนใหญ่เป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัย เงินเดือนไม่มากนัก จึงไม่ควรทำให้เขาต้องลำบาก สะท้อนให้เห็นว่าพระองค์ทรงใส่พระทัยในรายละเอียดต่างๆ มาก 

พระองค์ท่านไม่เพียงแต่พระราชทานทุนให้ไปเรียนต่อเพียงอย่างเดียว ถ้าได้ลองศึกษาประวัติทุนอานันฯ จะทราบดีว่า เมื่อนักเรียนเหล่านี้ เรียนจบกลับมา บางครั้งไม่มีเครื่องมือ อุปกรณ์ หรือแม้แต่สถานที่ในการทำงาน พระองค์ได้จัดสรรทุนไว้ก้อนหนึ่งเพื่อสนับสนุนการทำงานในส่วนนี้ 

“ห้องแล็บในหลายๆ ห้องของคณะแพทยศาสตร์ เป็นผลจากการที่ พระองค์เข้าพระทัยดีว่า การที่นักเรียนทุนเหล่านี้จบกลับมา จะใช้ความรู้ได้อย่างเต็มศักยภาพก็ต้องมีเครื่องไม้เครื่องมือที่พร้อม สะท้อนถึงสายพระเนตรที่ยาวไกลอย่างมาก” 

วิรไท บอกว่า เมื่อไหร่ที่รู้สึกท้อแท้ในการทำงาน อยากให้ดูข่าวในพระราชสำนัก จะเห็นภาพการทรงงานอย่างหนักของพระองค์ท่าน ซึ่งเป็นตัวอย่างที่หาที่ไหนไม่ได้แล้ว จึงถือเป็นกำลังใจที่ดีในการทำงาน

Mar 5, 2017

สมเด็จพระจักรพรรดิ และสมเด็จพระจักรพรรดินีแห่งญี่ปุ่น เสด็จพระราชดำเนินเยือนประเทศไทย เป็นการส่วนพระองค์ เพื่อถวายราชสักการะพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

สมเด็จพระจักรพรรดิ และสมเด็จพระจักรพรรดินีแห่งญี่ปุ่น
  เสด็จพระราชดำเนินเยือนประเทศไทย เป็นการส่วนพระองค์
  เพื่อถวายราชสักการะพระบรมศพ
  พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช
  ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง
  ระหว่างวันที่ 5-6 มีนาคม พุทธศักราช 2560


Mar 1, 2017

"ฉลองพระองค์ชุดทหารบก" (จอมทัพไทย) ในคืน "พิธีกงเต็กหลวง"



Tnews.co.th 

วานนี้(28 ก.พ.) เวลา 20.45 น. สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนิน ไปในการบำเพ็ญพระราชกุศล (พิธีกงเต็ก) ถวายพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง
เมื่อเสด็จพระราชดำเนินมาถึงทรงจุดธูปเทียนเครื่องทองน้อย ทรงกราบ เสด็จพระราชดำเนินไปทรงจุดธูปเทียนเครื่องนมัสการบูชาพระพุทธรูปที่หน้าพระแท่นมหาเศวตฉัตร ทรงกราบ ประทับพระราชอาสน์ พระสงฆ์จีน 21 รูป สวดพระพุทธมนต์ เชิญเสด็จดวงพระวิญญาณ ข้ามสะพาน พระสงฆ์จีน 21 รูป นำเสด็จดวงพระวิญญาณลงจากพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ม.จ.มงคลเฉลิม ยุคล เชิญเครื่องทองน้อย และ พลโท ม.จ.เฉลิมศึก ยุคล เชิญธงพุ่มดวงพระวิญญาณ ลงทางบันไดหน้าพระที่นั่งด้านตะวันตกไปยังมณฑลพิธี



จากนั้น สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จฯ ตามธงพุ่มดวงพระวิญญาณลงมายังมณฑลพิธี ประทับพระราชอาสน์ ณ ทิมคดตะวันออก ทรงจุดธูปเทียนเครื่องทองน้อยเพื่อบูชาเทพรักษาสะพาน ที่หัวสะพาน ทรงรับกระดาษเงิน กระดาษทอง แล้วพระราชทานให้เจ้าพนักงานนำไปเผา
พระสงฆ์จีน 21 รูป ตั้งขบวนสวดพระพุทธมนต์นำดวงพระวิญญาณ เสด็จฯข้ามสะพานโอฆสงสาร เที่ยวไปจนครบ 3 รอบ ระหว่างนั้น สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จฯตามเครื่องทองน้อย
และธงพุ่มเชิญดวงพระวิญญาณ ทรงโปรยเหรียญลงในขันสาครที่หัวสะพานและท้ายสะพาน
เมื่อ เสด็จฯ ลงท้ายสะพานรอบที่ 3 แล้วพระสงฆ์จีนหยุดยืนสวดด้านข้างมณฑลพิธี สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงจุดธูปเทียนเครื่องทองน้อยเพื่อบูชาเทพรักษาสะพานที่ท้ายสะพานทรงรับกระดาษเงินกระดาษทอง แล้วพระราชทานให้เจ้าพนักงานนำไปเผาพระสงฆ์จีน 21 รูปตั้งขบวนสวดพระพุทธมนต์นำดวงพระวิญญาณเสด็จฯข้ามสะพานโอฆสงสารเที่ยวกลับจนครบ 3 รอบ ขณะนั้นสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
เสด็จตามเครื่องทองน้อย และธงพุ่มเชิญดวงพระวิญญาณ
ทรงโปรยเหรียญลงในขันสาครที่หัวสะพานและท้ายสะพาน
จากนั้นประทับพระราชอาสน์ พระสงฆ์จีนยืนสวดหน้ามณฑลพิธี พระสงฆ์จีน 21 รูปเชิญดวงพระวิญญาณเสด็จขึ้นพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาททางบันไดหน้าพระที่นั่งด้านตะวันตก
สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จฯ ตามเครื่องทองน้อย และธงพุ่มดวงพระวิญญาณประทับพระราชอาสน์ พระสงฆ์จีนยืนสวดพุทธมนต์แล้วเดินออกจากพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท
จากนั้น สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จฯ ไปทรงกราบพระพุทธรูปที่หน้าเครื่องนมัสการเสด็จฯ ไปทรงกราบหน้าพระโกศพระบรมศพ แล้วเสด็จออกจากพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท
ลงทางบันไดมุขกระสันพระที่นั่งพิมานรัตยา และเสด็จพระราชดำเนินกลับ

ทั้งนี้ เฟซบุ๊ก Tongthong Chandransu ของ ศาสตราจารย์พิเศษธงทอง จันทรางศุ
อดีตปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ยังโพสต์รูปภาพพร้อมข้อความว่า...
เห็นฉลองพระองค์ถ่งพวงดวงใจหาย
ชุดจอมทัพพระฦาสายได้เคยเห็น
บัดนี้ไร้พระรูปทองอันผ่องเพ็ญ
เหลือเพียงเป็นภาพจำอันย้ำใจ
ผมเคยเห็นงานกงเต๊กหลวงมาหลายครั้งแล้ว แต่ที่ผ่านมาทั้งหมดเป็นงานเจ้านายราชนารี
ฉลองพระองค์ที่เชิญมาร่วมในพิธีมิได้เป็นเครื่องแบบของทางราชการอย่างที่เห็นในค่ำวันนี้
งานบำเพ็ญพระราชกุศลกงเต๊กครั้งนี้เชิญฉลองพระองค์จอมทัพที่เคยทรงมาเข้าพิธีด้วย
ภาพแรกที่ได้เห็นทำให้ใจหายเป็นที่สุด
เพราะวันคืนที่จะได้เห็นพระเจ้าอยู่หัวพระองค์นั้นทรงฉลองพระองค์ชุดนี้ไม่มีอีกแล้ว