Custom Search

May 22, 2017

เราสองคนบนทางแห่งรัก Ost.ทางเดินแห่งรัก | มิสเตอร์ทีม |



ศิลปิน มิสเตอร์ทีม
คำร้อง วัลยา พระคุ้มครอง
ทำนอง Vincent
เรียบเรียง สมา ทรงสถิตย์สกุล





เหตุระเบิด ในรพ.พระมงกุฏเกล้า

วันที่ 22 พฤษภาคม 2017
จากเหตุระเบิดในช่วงสายวันที่ 22 พ.ค. ภายในร.พ.พระมงกุฎเกล้า ถนนราชวิถี กทม. เบื้องต้นพบกลุ่มควันจำนวนมากที่บริเวณชั้น 1 อาคารเฉลิมพระเกียรติ โดยมีทหารได้เข้าควบคุมพื่นที่ โดยใช้สารเคมีดับ ขณะเดียวกันได้ลำเลียงผู้บาดเจ็บออกจากจุดเกิดเหตุจำนวนหลายราย

May 20, 2017

“ดี้ นิติพงษ์”เล่าในวันฝนตก...จู่ๆพระองค์ก็ลงจากรถพระที่นั่ง พระกลดเป็นแค่สัญลักษณ์ไม่ช่วยกันฝน ท่านเกรงใจพสกนิกรมาก ท่านรักคนไทย

Publish 2017-05-18 07:40:10


“ดี้ นิติพงษ์”เล่าในวันฝนตก...จู่ๆพระองค์ก็ลงจากรถพระที่นั่ง พระกลดเป็นแค่สัญลักษณ์ไม่ช่วยกันฝน ท่านเกรงใจพสกนิกรมาก ท่านรักคนไทย




จากกรณีสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร เสด็จพระราชดำเนินโดยรถยนต์พระที่นั่งจากพระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต ไปยังวัดพระศรีรัตนศาสดาราม(วัดพระแก้ว) ในพระบรมมหาราชวัง เวลา 17.30 น.เสด็จพระราชดำเนินเข้าพระอุโบสถ ทรงจุดธูปเทียนถวายนมัสการพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร แล้วเสด็จออกชานหน้าพระอุโบสถทรงจุดธูปเทียนบูชาสรรเสริญคุณพระรัตนตรัย แล้วเสด็จพระราชดำเนินประทักษิณอุโบสถพร้อมด้วยพระบรมวงศานุวงศ์และข้าทูลละอองธุลีพระบาทฝ่ายหน้า ฝ่ายใน จำนวน 3 รอบ แล้วเสด็จขึ้นพระอุโบสถทรงจุดธูปเทียนเครื่องทรงธรรม พระราชาคณะถวายพระธรรมเทศนากัณฑ์ 1 จบแล้ว พระสงฆ์ถวายอนุโมทนาทรงประเคนจตุปัจจัยไทยธรรม พระราชาคณะถวายอดิเรก ออกจากพระอุโบสถ โดยภายหลังจากการพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลวิสาขบูชา สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จะเสด็จพระราชดำเนินทรงเยี่ยมราษฎรที่มาเฝ้าฯ รับเสด็จ บริเวณถนนหน้าพระลานตั้งแต่ประตูวิเศษไชยศรีถึงศาลหลักเมือง 
ล่าสุดนิติพงษ์ ห่อนาค หรือ พี่ดี้ ศิลปินนักแต่งเพลงชื่อดังของเมืองไทย อดีตสมาชิกและหัวหน้าวงวงเฉลียง และนักแต่ง และเคยดำรงตำแหน่งรองกรรมการผู้อำนวยการ สายงานธุรกิจดนตรี ของจีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ และผู้บริหารค่ายสหภาพดนตรีได้ออกมาบอกเล่าถึงเรื่องราวความประทับต่อเหตุการณ์วันฝนตกในคืนวันวิสาขบูชา ถึงในหลวงรัชกาลที่10 พระเจ้าแผ่นดินพระองค์ใหม่ โดยเนื้อหาทั้งหมดที่พี่ดี้ พูดถึงนั้นระบุว่า
“เรารักราชวงศ์จักรี เห็นในหลวง รัชกาลที่ ๑๐  ทรงเวียนเทียนวิสาขบูชา..กับพระธิดา จู่ๆ ก็ลงจากรถพระที่นั่ง....ฝนตก ทรงพระดำเนินตั้งแต่ถนนหน้าพระลาน จนถึงศาลหลักเมือง ทรงเปียกแน่นอน...พระกลด เป็นแค่สัญลักษณ์ แต่ไม่ช่วยกันแดดกันฝนได้สักเท่าไหร่ดอก ยืนยันที่ฉันคิดเสมอมา... พระเจ้าแผ่นดิน ทรงเกรงใจพสกนิกร เท่าที่พสกนิกรจงรักภักดีต่อพระองค์ท่าน... พระบรมชนกของพระองค์ท่าน...มีพระราชภารกิจตั้งแต่สิบเก้าพรรษาจนถึงแปดสิบเก้าพรรษา... วันนี้ รัชกาลที่สิบ ต้องทรงรับพระราชภาระต่อจากพระบรมชนก....ในวันที่บุคคลทั่วไป ข้าราชการ มีอายุที่ต้องเกษียณ ต้องพักแล้ว แต่กลับต้องเป็นงานใหม่และงานใหญ่ สำหรับพระองค์ท่าน ที่ต้องรับราชภาระ มหามรดกแห่งชาติมานั่งคิดกันเถิด...ว่าจะทรงต้องเครียดขนาดไหน ทรงเป็นรัชทายาทด้วย ทรงเป็นมนุษย์คนหนึ่งด้วย
ขอให้ช่วยกันให้กำลังพระทัยให้มาก
ฉันเชื่อว่า ท่านรักคนไทย เกรงใจคนไทยมาก
และด้วยความที่ท่านทรงเป็นทหาร มีวินัยสูงสุด
ท่านกำลังจะทำให้ดีที่สุด
ขอให้คนไทย ช่วยให้กำลังพระทัยท่านเถิดนะ
ขอบคุณข้อมูล : นิติพงษ์ ห่อนาค


อนุสนธิจากข้อเขียนสถานะเฟซบุคที่ฉันเขียนเล่าเรื่องสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภาเสด็จทรงเวียนเทียนวันวิสาขบูชาและเสด็จพระราชดำเนินทรงทักทายประชาชนกลางสายฝน...
....ฉันไม่ทราบจริงๆ ว่ามีการแบ่งปันไปกว้างขวางเพียงใด มีเพื่อนบางท่านส่งมาให้ดูว่ามีหลายเพจแบ่งปันไปให้คนไทยจำนวนมากได้อ่าน ได้ซาบซึ้งกับพระมหากรุณาธิคุณ....
....และที่ทำให้ฉันตกใจระคนปลาบปลื้มจนบรรยายความรู้สึกมิได้...นั่นคือ
...ข้อเขียนนั้น ถึงพระเนตรพระกรรณ...!
....สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงได้อ่านข้อเขียนนั้นด้วย...


เช้าวันนี้..ฉันได้รับโทรศัพท์จากข้าราชบริพารระดับสูง แจ้งให้ทราบว่า สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีรับสั่งต่อทุกท่านที่ร่วมอ่านร่วมแบ่งปันร่วมถวายพระพรในเฟซบุค ดังข้อความต่อไปนี้ ( ท่านผู้ที่โทรมาบอกให้ฉันจดตาม ในขณะที่ฉันมือไม้สั่น ทำอะไรไม่ถูก )
"ทรงรู้สึกปลาบปลื้มในน้ำใจและความปรารถนาดีที่ท่านทั้งหลายได้แสดงต่อพระองค์ท่าน ทำให้พระองค์ท่านมีกำลังพระทัยที่จะปฏิบัติพระราชกรณียกิจร่วมกับท่านทั้งหลายด้วยความสุขและเจริญก้าวหน้าของประเทศชาติและประชาชน

ส่วนในโอกาสนี้ ทรงฝากคำขอบใจและพระราชทานกำลังใจมาสู่ทุกท่านในโอกาสนี้
อนึ่ง ได้ทรงรับสั่งเพิ่มเติมว่ามิได้เป็นการลำบากแต่ประการใดที่จะเสด็จพระราชดำเนินทรงทักทายประชาชนในโอกาสต่างๆ ตรงกันข้าม ทรงเกรงใจและห่วงใยที่ประชาชน ได้อดทนนั่งรอเฝ้าท่ามกลางสายฝนจริงๆ"
นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณต่อปวงข้าพระพุทธเจ้าเหล่าพสกนิกรทางสังคมออนไลน์ และชาวไทยทุกผู้ทุกนามอย่างหาที่สุดมิได้

ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม
ข้าพระพุทธเจ้านายนิติพงษ์ ห่อนาค



May 19, 2017

ดาวกระดาษ



ชื่อเพลง : ดาวกระดาษ
ศิลปิน : ปนัดดา เรืองวุฒิ
คำร้อง : สารภี ศิริสัมพันธ์
ทำนอง : เรืองกิจ ยงปิยะกุล
เรียบเรียง : สุวัธชัย สุทธิรัตน์




10 อย่างที่ต้องทำถ้าอยากก้าวหน้า

May 15, 2017

โอ วรุฒ : ยิ่งศักดิ์ ยิ่งแซ่บ (11 เม.ย. 60)

ชีวิตใหม่ของ ‘ธีรภาพ โลหิตกุล’ วันที่เริ่มฟื้นจากพาร์กินสัน


โดย ชัยฤทธิ์ ยนเปี่ยม 
ไลฟ์สไตล์
13 พฤษภาคม 2560 เวลา 10:21 น.

“อาการสั่นทำให้ผมทำอะไรไม่ได้ อ่านหนังสือ ทำงาน เขียนหนังสือไม่ได้ ซึ่งเราเขียนมาทั้งชีวิต เลี้ยงครอบครัวมาก็ด้วยการเขียน เดินทางค้นคว้าเรื่องต่างๆ แต่นี่มาเขียนไม่ได้ ก็เริ่มรู้สึกว่าควบคุมมือซ้ายไม่ได้ จึงเข้าสู่การรักษาพาร์กินสันโดยการทานยา คนที่เป็นโรคนี้หมอบอกว่า หน่วยผลิตสารที่ควบคุมกล้ามเนื้อมันหยุดผลิต อย่าง มูฮัมหมัด อาลี ที่เป็นเพราะถูกคู่ต่อสู้ชก พอหลบหมัดก็โดนก้านสมอง

"...ข้างซ้ายผมอ่อนแรง การรักษาตอนแรก เมื่อขาดโดปามีนก็กินเข้าแทนแล้ว แรงก็มาตามปกติ ดังนั้น 7-8 ปีแรก ไม่มีใครทราบว่าผมเป็น แต่มาปีที่ 9 และ 10 พอทานยาแล้ว แรงไม่มาแล้วมีอาการสั่นเกร็งมากขึ้น ทำให้นอนไม่ได้” ธีรภาพบอกว่า ช่วง 2 ปีที่ผ่านมาเริ่มนอนได้น้อยลง บางครั้งก้าวขาไม่ออก ไม่มีแรงถึง 3-4 ชั่วโมง ทำงานไม่ได้ แม้แต่จะช่วยเหลือตัวเองเวลาเข้าห้องน้ำก็ยาก ทุกคนในบ้านก็ต้องลำบากไปด้วย แค่จะนั่งบนเตียงต้องให้คนช่วยยกขาขึ้นกระทั่งต้นปีที่ผ่านมาอาการเริ่มหนัก เรียกว่า ป่วยกันทั้งบ้าน เพราะเวลาจะเข้าห้องน้ำแต่ละครั้ง ต้องกดกริ่งเรียกตอนตีสองตีสี่ ทุกคนสะดุ้งตื่นกันหมด

การรักษาของธีรภาพใช้วิธีฝังเข็มควบคู่กัน แม้จะรู้ว่าแก้พาร์กินสันไม่ได้ แต่เขาคิดว่า เพื่อดูแลสุขภาพองค์รวมของตับ ม้าม หัวใจ ให้ยืนสู้กับมัน เป้าหมายสำคัญคือ ทำทุกอย่างเพื่อให้นอนได้ ถ้านอนหลับดี ร่างกายก็จะดีตาม แต่ถ้านอนไม่ได้ อาการจะหนัก

“ตอนนั้นรู้สึกว่าเป็นช่วงเวลาที่ย่ำแย่ในความรู้สึก เรารู้เลยว่า ถ้าอยู่คนเดียว จะนำไปสู่ภาวะซึมเศร้า” ธีรภาพ นึกย้อนด้วยความหดหู่
ทุกอย่างย่อมมีจุดเปลี่ยน สำหรับธีรภาพ คือ การได้ไปพบหมอที่โรงพยาบาลศิริราช ปิยมหาราชการุณย์ เขาเล่าว่า ตอนนั้นหมออ่านประวัติว่ากินยาเท่าไร และเป็นมานานแค่ไหน ถึงกับอุทานว่า กินยาเยอะมาก และคงดูแลไม่ได้

ขอให้ไปพบกับอาจารย์หมอด้านพาร์กินสันโดยตรงของศูนย์พาร์กินสันของโรงพยาบาลศิริราช ก็ยิ่งรู้สึกแย่เข้าไปอีก แต่หมอก็ให้ลองทานยานอนหลับอีกตัว แม้จะรู้สึกเบื่อเพราะได้รับยานอนหลับมาหลายขนาน ทว่าครั้งนี้ ดีขึ้น หลับยาวเป็นปกติ
ตั้งแต่วันนั้นจนถึงวันนี้ 4 เดือนมาแล้ว อาการสั่นเกร็งจากพาร์กินสันลดลงไป 80% จนตัดสินใจ กลับมาทำกิจกรรมต่างจังหวัดครั้งแรกในรอบ 2 ปี

“ช่วงที่ได้รางวัลศิลปินแห่งชาติเมื่อปี 2558 ผมเป็นพาร์กินสันหนักจนออกไปบรรยายร่วมงานของกระทรวงวัฒนธรรมไม่ได้เลย การที่เราทำงานไม่ได้เป็นเรื่องที่เรารับไม่ได้ อยู่กับบ้านจนรู้สึกเบื่อ นอนก็ไม่หลับ และปกติเป็นคนเดินทางรายได้ก็แทบจะไม่มีเหลือ
แต่ดีที่คนรอบข้างลูก ภรรยา และแม่บ้านที่ทำงานที่บ้านเข้าใจและมาช่วย จึงรู้สึกไม่โดดเดี่ยว”

เปิดสำนักพิมพ์ส่วนตัว ทำกิจกรรมความดีของสังคม 

การได้ออกเดินทางไปพูดที่ภูเก็ต ซึ่งถือเป็นการออกต่างจังหวัดครั้งแรกหลังจากป่วยหนัก ธีรภาพ บอกว่าเหมือนได้ชีวิตกลับคืนมา เมื่อทุกอย่างเริ่มฟื้นก็เริ่มคิดฟื้นโครงการต่างๆ

หนึ่งในนั้น คือ การจัดตั้งสำนักพิมพ์ส่วนตัว โดยไม่จัดจำหน่ายผ่านระบบสายส่งมีตัวเขากับภรรยา และทีมงานบางส่วนที่เคยทำงานมาร่วมกันทำ ตอนนี้ถือเป็นระยะเริ่มแรก

“เราอยากทำงานที่เรารักและคิดที่จะทำหนังสือเล่มนั้นเล่มนี้ ผมเลยตั้งสำนักพิมพ์ขึ้น ชื่อว่า เรือนพิมพ์แม่ชอบ บางคนอาจคิดว่า ขณะที่หนังสือกำลังทยอยปิดตัวลง เรากลับเปิดสำนักพิมพ์ แต่ผมตั้งใจจะไม่ใช้ระบบพิมพ์แบบเก่า
ที่ว่า พิมพ์แล้วต้องส่งให้สายส่งซึ่งต้องเสียค่าสายส่งถึง 45% เลยใช้วิธีพิมพ์แล้วจำหน่ายเองโดยการแจ้งข่าวผ่านสื่อโซเชียลควบคู่ไปกับการจัดกิจกรรม สัมมนา เช่น จะทำหนังสือเรื่องในหลวงของเราก็จะรณรงค์เรื่องให้คนไทยมีความเพียรดั่งพระมหาชนก
อาจจะจัดประกวดเรื่อง คนเพียร ที่เราเชื่อว่า มีอยู่ทั่วประเทศ” ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ กล่าว

แม้สุขภาพจะดีขึ้น แต่ธีรภาพก็เตือนตัวเองอยู่เสมอว่ายังไม่หายดี 
ดังนั้น จะไม่เร่งหรือกดดันตัวเองในการปิดต้นฉบับ ทุกอย่างจะต้องเป็นไปโดยธรรมชาติ เดิมทีเขาตั้งใจจะเปิดตัวหนังสือสองเล่มในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติเมื่อเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา เล่มแรก คือ “ในหลวงของโลก ในหลวงของเรา” และ "ภาพประวัติและพระราชกิจธรรมของสมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 20”  แต่เสร็จไม่ทัน คงรอไปเปิดในงานหนังสือเดือน ต.ค. 2560 แทน


ไม่กลัวความเสี่ยงจากการทำหนังสือหรือ? 
“เราไม่ได้มั่นใจว่า จะประสบความสำเร็จ 100%  เพราะทุกอย่างต้องมีอุปสรรค และความเสี่ยง แต่ประเมินแล้วว่า สิ่งที่จะทำ มีปัจจัยเสี่ยงน้อยและโอกาสที่จะได้รับการสนับสนุนมีแน่
รวมทั้งพี่ชายคนกลางของผม ท่านเป็นผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดชลประทาน ท่านทำหนังสือเผยแพร่ให้กับหลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ มานาน ฉะนั้น ท่านก็จะมีเครดิตกับทางโรงพิมพ์ค่อนข้างสูง เราก็อาจจะขอเครดิตจากทางโรงพิมพ์นานซักหน่อย
ซึ่งก็จะทำให้เราพอมีเวลาที่จะขับเคลื่อนในการจำหน่ายหนังสือด้วยตัวของเราเอง โดยไม่ต้องไปฝากสายส่งและเสียค่าวางแผนหนังสือมาก ประกอบกับประสบการณ์ในการทำกิจกรรมที่ผ่านมาก็คิดว่ามีอยู่พอสมควร

“ผมจะทำน้อยลง แต่จะประสานงานมากขึ้น แต่ละเล่มจะมีบรรณาธิการคอยดูแล ผมจะคอยตรวจขั้นตอนสุดท้ายก่อนที่จะตีพิมพ์ และผมก็บอกตัวเองว่า ถ้าทำแล้ว ป่วยอีกเราก็จะไม่ทำ ดังนั้น 2-3 ทุ่ม จะต้องขึ้นนอน คุณต้องไม่คิดอะไรแล้ว
แม้บางวันเรายังทำไม่ได้แต่ก็ต้องพยายาม เพราะในช่วงแรกระบบของหนังสือยังไม่เข้าที่ เราก็มีความเครียดอยู่บ้าง แต่จากการที่เราเป็นหนักๆ มาก็ทำให้เรารู้ว่า ถ้าปล่อยวางไม่ได้ คุณก็จะแย่ ถ้าจะนอนแล้ว ผมยังค้างคา
ผมจะเตรียมดินสอมาจด แล้วจบ ถ้าไม่จด มันก็ค้างคาอยู่ในใจตลอดเวลา”

ปัจจุบันการทำกิจวัตรประจำวันของศิลปินแห่งชาติผู้นี้ไม่ได้รบกวนครอบครัวมาก สามารถลุกขึ้นมาเข้าห้องน้ำเองได้ เขาเล่าว่า ปกติจะตื่น 7 โมง จะเริ่มทานยาพาร์กินสันชุดแรกเพื่อทำให้มีแรง จากนั้นรอครึ่งชั่วโมงถึงจะเดินได้เป็นปกติ

และก็ทานอาหาร เช่น กล้วยน้ำว้าซัก 1-2 ลูก แต่ตอนหลังมากินอินทผลัม 1-2 เม็ด เป็นพืชที่ชาวมุสลิมใช้หลังจากถือศีลอดมาทั้งวัน ถ้ากินอาหารมื้อหนักเลยจะไม่ไหว ตามด้วย นมถั่วเหลือง และไปออกกำลังกายด้วยการกวาดใบไม้หน้าบ้าน
ฟังข่าว อาบน้ำ ทานข้าว  9 โมงก็เริ่มทำงาน 11.30 น. กินยารอบต่อไป แล้วพัก ทานข้าว ทำงานรอบบ่าย พอถึง 16.30 น. กินยา แล้วทำงานเขียนหนังสือ ส่งต้นฉบับ วางแผนเรื่องสำนักพิมพ์ กระทั่ง 18.30 น. จะหยุดแล้วออกไปเดินออกกำลังกาย
อาบน้ำทานข้าว สวดมนต์ นอน 21.30 น.
การได้กลับมาอ่าน เขียน เกร็ดความรู้ทางวัฒนธรรม ทำให้ธีรภาพมีความสุขที่ได้เผยแพร่ความรู้ยังสังคม ปกติก่อนที่จะป่วย ต้องส่งต้นฉบับเดือนละ 8-10 ชิ้น ทั้งหนังสือพิมพ์รายวัน นิตยสาร  เมื่อไม่สบายก็ลดอยู่ที่ 4 ชิ้นต่อเดือนแทน
“งานเขียนที่มีรายได้น้อยกว่างานเขียนจิตอาสานะ” ธีรภาพ เล่าติดตลกพลางว่า “บางชิ้นเพื่อนฝูงขอให้ช่วยเขียน มันก็อดไม่ได้เพราะช่วยกันมา 7-8 ปี เช่น นิตยสาร ฟรีก๊อบปี้ จ.สุราษฎร์ธานี ชื่อว่า @Surat เขียนช่วยเขามา  7 ปี ไม่มีรายได้ แต่ก็ถือว่าช่วยกัน เพราะช่วงชีวิตหนึ่งผมเคยเข้าป่าที่สุราษฎร์ธานี จึงคิดว่า สุราษฎร์ธานีมีบุญคุณกับผม น้ำ ข้าว สุราษฎร์ธานี เลี้ยงผม อะไรที่ช่วยได้ก็ช่วย แต่ว่าช่วงที่สุขภาพเราไม่ดี ก็ขอลดงานเขียนลง”
มุ่งมั่นถ่ายทอดความรู้ บทบาท ศิลปินแห่งชาติ ในปีหน้า ธีรภาพ จะครบ 60 ปี ฝันของเขาจากนี้ คือ การได้ถ่ายทอดประสบการณ์ที่มีให้กับคนรุ่นต่อไปให้ได้มากที่สุด และในฐานะศิลปินแห่งชาติ ยิ่งต้องทำให้กับประเทศชาติ “ตัวเราแม้ได้รับรางวัลหรือได้รับการเชิดชูหรือไม่ก็ตาม

ก็คิดว่าเมื่อเราผ่านประสบการณ์มาแล้ว เรามีหน้าที่ที่จะต้องทำ อะไรที่เราเคยผิด เราจะต้องไม่มาผิดซ้ำ ฉะนั้น งานอีกประเภทที่ดูเหมือนไม่มีอะไรแต่ก็มาบ่อย ก็คือ การเป็นที่ปรึกษาให้กับนักศึกษาทำวิทยานิพนธ์ งานนี้จะไม่เคยปฏิเสธเลยนอกจากไม่ไหวจริงๆ
หลายมหาวิทยาลัยโทรมาขอให้เป็นที่ปรึกษา เอาหนังมาฉายให้ดูแล้วก็วิจารณ์ อันนี้ก็ถือว่าเป็นหน้าที่ ยิ่งได้รับให้เป็นศิลปินแห่งชาติก็ยิ่งมีความรู้สึกว่า ตำแหน่งนี้ไม่ใช่ทำให้เราโก้หรู แต่มันเป็นภารกิจที่จะต้องทำให้แผ่นดิน เราจะทำเท่าที่ทำได้” 
เขาเล่าว่า ปัญหาสุขภาพทำให้ไม่สามารถเดินทางไปเผยแพร่โครงการสัญจรของกระทรวงวัฒนธรรมได้ แต่เด็กๆ ก็มาหาเราได้ ช่วงไหนมีแรง ก็จะวิจารณ์ให้เขา หนังสือบางเล่ม เช่น กว่าจะเป็นสารคดีที่เขียนขึ้น ก็เป็นสิ่งที่อาจารย์ในมหาวิทยาลัยให้นักศึกษาไปอ่าน

เพราะเต็มไปด้วยประสบการณ์ ฉะนั้นบทบาทการถ่ายทอดประสบการณ์จึงถือเป็นภารกิจทั้งในส่วนที่เป็นจิตอาสาและอาจหารายได้เลี้ยงชีพได้
การถ่ายทอดความรู้สำหรับธีรภาพไม่เพียงแต่จะทำให้กับสถาบันการศึกษา แต่เรื่องที่เป็นประโยชน์ในเชิงประวัติศาสตร์ก็จะแพร่เผยให้กับสาธารณชนรู้ ซึ่งใกล้ๆ กรุงเทพฯ มีแหล่งวัฒนธรรมมากมาย เช่น ปทุมธานี นนทบุรี มีภาพจิตรกรรม
รูปพระแม่ธรณีบีบมวยผมโดยศิลปินมอญเขียนไว้อย่างงดงาม แต่หลายคนไม่เคยรู้มาก่อน

“ตั้งแต่ป่วยมาผมเก็บวัดเล็กวัดน้อยและก็ค้นพบความงดงาม สิ่งดี และนำมาเผยแพร่ให้คนได้ทราบ เช่น วัดคฤหบดี ที่ฝั่งธนฯ มีพระพุทธรูปที่ชื่อว่า พระแซกคำ มีประวัติเกี่ยวข้องกับพระเจ้าไชยเชษฐาธิราชของลาว เราก็เอาเรื่องเหล่านี้มาผูกโยงเพื่อสร้างความรู้สึกที่ดีกับเพื่อนบ้าน
ฉะนั้นในภารกิจการถ่ายทอด การเขียนสารคดีลึกๆ แล้วยังมีเรื่องของการที่เราอยากจะสร้างทัศนคติที่ดีของคนไทยต่อประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งที่ผ่านมาเต็มไปด้วยประวัติศาสตร์ บาดแผล ความทรงจำที่ไม่ดี จากสงครามในอดีต ความดูถูกเหยียดหยามกัน
ก็จะพยายามทำภารกิจอันนี้ให้ดีที่สุด”

งานเขียนของ ธีรภาพ ไม่เพียงแต่ปรากฏใน นิตยสาร สารคดีเล่ม จนได้รางวัลมามากมาย เมื่อโลกเปลี่ยนจากกระดาษมาสู่เทคโนโลยีดิจิทัล ก็ต้องเปลี่ยนมาใช้เฟซบุ๊กในการเผยแพร่มากขึ้น เพราะเข้าถึงผู้คนได้กว้างขวาง
เขาบอกว่า เฟซบุ๊กเป็นอาวุธสำคัญอีกชิ้นที่ได้ถ่ายทอดหรือทำภารกิจที่อยู่ในใจ เช่น เผยแพร่งานศิลปวัฒนธรรมที่เราถนัด การสร้างพระเมรุมาศ ถวายพระเพลิงพระบรมศพที่สนามหลวง มาจากไหน ก็มีที่มาเดียวกับเขาพระสุเมรุ นครวัด 

เพียงแต่นครวัดเป็นเมรุมาศที่สร้างอย่างถาวร ของไทยเป็นเมรุมาศชั่วคราว ทั้งหมดเชื่อมโยงให้เห็นว่า แท้จริงแล้วเรามีวัฒนธรรมร่วมเดียวกันซึ่งรับมาจากที่อื่นและก็ไม่ต้องมาเถียงกันว่า เป็นของใคร เพราะไม่ใช่ของเรา แต่เป็นของอินเดีย

“ในเฟซบุ๊กเดี๋ยวนี้เราหาคลิปนักเรียนตีกันง่ายกว่าวิธีการแทงหยวก เมื่อสิ่งเหล่านี้มันมีเยอะเราก็ทำหน้าที่ช่วยสมดุลด้วยการเอาด้านที่งดงามมานำเสนอ คนที่ทำอะไรที่ดีๆ เช่น เมย์ รัชนก ยกมือไหว้ทุกครั้งหลังจบเกม จนสมาคมแบดมินตันอินเดีย เขียนจดหมายมาชื่นชม เราก็ได้พูดถึง เราไม่ได้มองโลกสวย” 

เส้นทางชีวิตในช่วงใกล้เลขหก ธีรภาพ มีความหวังให้ร่างกายแข็งแรงพอที่จะต้านโรคพาร์กินสัน แม้โรคนี้จะไม่หายขาด แต่ก็จะลดยาให้น้อยลง ขณะเดียวกัน ยังมีโครงการเดินทางโดยชวนผู้เชี่ยวชาญด้านต่างๆ ไปจัดกิจกรรมในต่างจังหวัดแบบจิตอาสาอย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง

May 12, 2017

12 พฤษภาคม 2560 วันพืชมงคล




หมดดวงใจ Ost.ข้าบดินทร์ | เบน ชลาทิศ |


ศิลปิน เบน ชลาทิศ
คำร้อง ณรงค์วิทย์ เตชะธนะวัฒน์
ทำนอง/เรียบเรียง วีรภัทร์ อึ้งอัมพร 



May 6, 2017

พระผู้หาผู้เสมอเหมือนมิได้


มติชน
วันที่: 6 พ.ย. 59 
เวลา: 13:30 น.

มีคนขี้สงสัยบางคนเปรยว่า อ่านพุทธวจนะบางตอนแล้ว ฟังดูคล้ายพระพุทธองค์ทรงยกย่องพระองค์เอง ผมถามว่าทำไมรู้สึกอย่างนั้น เขาบอกว่าไม่ทราบ แต่ทำไมพระพุทธวจนะจึงมักตรัสว่าเราเป็นคนเลิศในโลก เราหาคนเปรียบปานมิได้ ทำนองนี้

ท่านผู้ขี้สงสัยนั้นกล่าวต่อว่า ยกตัวอย่างเช่น ในตอนที่ตรัสตอบอุปกา
ชีวก อุปกาชีวกเพียงถามว่า ท่านบวชอุทิศใคร พระพุทธเจ้ากลับตอบในทำนองยกย่องพระองค์เองเสียยืดยาวว่า

“เราเอาชนะทุกอย่าง ตรัสรู้ทุกอย่าง ไม่ติดอยู่ในสิ่งทั้งปวง หลุดพ้นเพราะทำลายตัณหา เราตรัสรู้เอง แล้วจะพึงอ้างใครว่าเป็นครูของเราเล่า คนเช่นเราไม่มีใครสอน คนเช่นเราไม่มีในโลก พร้อมทั้งเทวโลก เราเป็นอรหันต์ เป็นศาสดา หาศาสดาอื่นยิ่งกว่ามิได้ เราผู้เดียวเป็นสัมมาสัมพุทธะ เป็นผู้ดับเย็นแล้ว บรรลุนิพพานแล้ว”

ผมตอบท่านผู้ขี้สงสัยว่า ไม่เห็นเป็นการยกย่องตนเองเลย ผมกลับมองไปว่าพระพุทธองค์ตรัสความจริง ความจริงมันเป็นเช่นนั้น ถ้าพระองค์ไม่เป็นเช่นนั้นจริงสิ จึงจะถือว่าทรงยกย่องพระองค์เอง ทุกอย่างที่ตรัสเป็นความจริงหมด เช่น

พระพุทธองค์ไม่มีครูสอน พระพุทธองค์ตรัสรู้สัมมาสัมโพธิญาณด้วยพระองค์เอง อาจสงสัยว่า อ้าว! แล้วครู (วิศวามิตรและท่านอื่น) ผู้ประสิทธิ์ประสาทศิลปวิทยาการให้ตอนเป็นเจ้าชายสิทธัตถะ อาฬารดาบส อุทกดาบสผู้ประสาทวิชาโยคะให้จนบรรลุสมาบัติขั้นเนวสัญญานาสัญญายตนะเล่า มิใช่ครูของพระองค์หรือ ทำไมตรัสว่าไม่มีครู

ใช่ครับ ท่านเหล่านั้นเป็นครูของพระองค์ วิศวามิตรเป็นต้นเป็นครูทางศิลปวิทยาการ ดาบสทั้งสองเป็นครูทางฌานสมาบัติ แต่ครูในทางตรัสรู้สัมมาสัมโพธิญาณไม่มี

ที่ว่าพระองค์ไม่มีใครสอน คือไม่มีใครสอนทางตรัสรู้สัมมาสัมโพธิญาณให้ ครูในทางตรัสรู้ไม่มีครับ พระองค์ทรงรู้ด้วยพระองค์เอง

นี่ก็เป็นความจริงที่ว่า คนเช่นพระพุทธองค์ไม่มีในโลก พร้อมทั้งเทวโลก หมายความว่า มนุษย์ทั้งปวงในมนุษย์โลกและเทวดาทั้งปวงในสวรรค์ไม่มีใครเท่าพระองค์ เพราะมนุษย์และเทวดาเหล่านั้นยังตกอยู่ในอำนาจกิเลสอยู่ ไม่พ้นวงจรการเวียนว่ายตายเกิด จะเทียบเท่าพระสัมมาสัมพุทธะได้อย่างไร

นี่ก็เป็นความจริงอีกนั่นแหละ การตรัสความจริงไม่เห็นจะเป็นการยกตนเองเลย ที่ตรัสว่า ในโลกนี้ทรงจำกัดกาลสมัยด้วยคือ

ในยุคนี้ไม่มีสัมมาสัมพุทธะผู้ประเสริฐเท่าพระองค์ ประเสริฐเท่าพระองค์ก็มีแต่พระสัมมาสัมพุทธะด้วยกัน ซึ่งก็ต้องอยู่ในยุคอื่น พระพุทธเจ้าในอดีตทั้งปวงและพระพุทธเจ้าในปัจจุบัน (คือพระโคตมพุทธเจ้า) เสมอภาคกันในการตรัสรู้ ไม่มีพระองค์ใดยิ่งหย่อนกว่าพระองค์ใด

นี่ก็เป็นความจริงอีก พระสารีบุตร อัครสาวกก็เคยประกาศด้วยความมั่นใจว่าในปัจจุบันไม่มีใครรู้เกินกว่าพระพุทธเจ้า พระสารีบุตรประกาศด้วยความมั่นใจเช่นนี้ ไม่ได้คิดเอาเองส่งเดช หรือเพื่อเอาพระทัยพระพุทธเจ้า แต่เป็นการพูดความจริง โดยอาศัย แนวแห่งธรรมที่ท่านรู้ (ธมฺมนฺวโย วิทิโต) ดังที่ท่านกราบทูลต่อพระพักตร์พระพุทธองค์ว่า

“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ไม่มีญาณหยั่งรู้พระทัยของพระสัมมาสัมพุทธะ ในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต แต่ข้าพระองค์รู้แนวธรรม เปรียบเสมือนเมืองใหญ่มีประตูสำหรับเข้า-ออกทางประตูนี้ สัตว์เล็กก็เข้า-ออกทางประตูนี้ฉันใด แนวแห่งธรรมก็ฉันนั้น ข้าพระองค์รู้ว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงละนิวรณ์ได้ ทรงมีพระทัยตั้งมั่นในสติปัฏฐาน 4 ทรงเจริญโพชฌงค์ 7 ตรัสรู้อนุตรสัมมาสัมโพธิญาณแล้ว พระสัมมาสัมพุทธเจ้าในอดีตและในปัจจุบันก็อาศัยแนวทางนี้ตรัสรู้อนุตรสัมมาสัมโพธิญาณเช่นกัน”

คำพูดของพระสารีบุตรหมายความว่า ไม่มีใครรู้เกินกว่าพระพุทธเจ้าปัจจุบัน ถึงท่าน (พระสารีบุตร) ไม่มีญาณหยั่งรู้ใจของพระพุทธเจ้าในอดีตและอนาคต ท่านก็ยืนยันได้ว่าพระพุทธเจ้าเหล่านั้นก็ไม่มีองค์ใดรู้เกินกว่าพระพุทธองค์ปัจจุบัน พูดอีกนัยหนึ่งก็คือ พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ทรงรู้เท่าๆ กัน ไม่มีองค์ไหนรู้เกินกว่าองค์ไหน พระสารีบุตรท่านยืนยันข้อสรุปนี้ มิได้เดาเอา หากแต่อนุมานเอาตามแนวแห่งการตรัสรู้ธรรม อนุมานอย่างไร ก็เหมือนดูเมืองทั้งเมือง ไม่เห็นมีรูมีช่องไหนเลย ยกเว้นประตูใหญ่ประตูเดียว ก็อนุมานเอาว่า

ไม่ว่าคน ไม่ว่าสัตว์ ย่อมเข้า-ออกผ่านประตูนี้ประตูเดียว นี่คือวิธีอนุมาน

อนุมานคืออาศัยหลักฐานที่ประจักษ์ชัดแล้วสาวไปหาข้อสรุปหรือคำตอบ
พระสารีบุตรท่านยกประสบการณ์ที่ตนเองประจักษ์ว่า การละนิวรณ์ได้ การบำเพ็ญสติปัฏฐานและโพชฌงค์ทำให้บรรลุธรรมได้ เพราะตัวท่านก็บรรลุพระอรหัตผลผ่านทางนี้แล้ว ก็อนุมานต่อไปว่า พระโคตมพุทธองค์ปัจจุบันก็บรรลุผ่านทางนี้ พระพุทธเจ้าในอดีตและอนาคตก็ผ่านทางนี้ ไม่มีพระองค์ใดบรรลุสัมมาสัมโพธิญาณผ่านทางอื่น

เพราะฉะนั้นจึงไม่มีใครเกินกว่าพระพุทธเจ้าในทางตรัสรู้ พระพุทธเจ้าอื่นๆ ก็ไม่เกิน เพราะตรัสรู้เรื่องเดียวกัน และตรัสรู้เท่าๆ กัน แต่สำหรับมนุษย์และเทวดาทั้งหลาย ไม่ว่าโลกไหนยุคไหน หาผู้เสมอเหมือนพระสัมมาสัมพุทธะมิได้แล

สิ่งแรกในพระพุทธศาสนา(14) ประชุมสงฆ์จำนวนมากที่สุดเป็นครั้งแรก

การประชุมใหญ่ครั้งประวัติศาสตร์นี้เรียกว่า จาตุรงคสันนิบาต (การประชุมใหญ่อันประกอบด้วยองค์ 4) มีขึ้นในวันเพ็ญเดือนสาม ต่อมาถูกกำหนดให้เป็นวันสำคัญวันหนึ่งในพระพุทธศาสนาเรียกว่า “วันมาฆบูชา”

คงต้องเท้าความสักเล็กน้อย หลังจากบวชให้ปัญจวัคคีย์ ทรงแสดงพระธรรมเทศนาโปรดให้บรรลุพระอรหัตทุกรูปแล้ว ทรงบวชให้ยสกุมารและสหายอีก 55 ได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์หมดทุกรูป

เป็นอันว่าได้เกิดมีพระอรหันต์สาวกจำนวน 60 รูปในเวลาอันรวดเร็ว

พระพุทธองค์ทรงเห็นว่ามีจำนวนพอสมควรแล้ว จึงทรงส่งให้แยกย้ายกันไปเผยแผ่พระพุทธศาสนา ยังแคว้นต่างๆ

พระองค์เองเสด็จมุ่งหน้าไปยังเมืองราชคฤห์ เพื่อโปรดพระเจ้าพิมพิสารระหว่างทางได้โปรดภัททวัคคีย์ให้ได้ดวงตาเห็นธรรม
ประทานอุปสมบทให้ แล้วส่งไปเผยแผ่พระศาสนายังแว่นแคว้นต่างๆ ประทานอุปสมบทให้แก่ชฎิลสามพี่น้องพร้อมบริวารหนึ่งพันและทรงแสดงธรรมให้ฟังจนได้บรรลุพระอรหัตแล้ว ประทับยับยั้งอยู่ที่เวฬุวัน ที่พระเจ้าพิมพิสารสร้างถวาย
ในช่วงระยะเวลาดังกล่าว พระสาวกที่ไปประกาศพระศาสนายังถิ่นต่างๆ คงพากันมาเพื่อเฝ้าพระพุทธองค์ ทำนองมารายงานผลการปฏิบัติงาน ประมาณนั้น กระจายอยู่รอบเมืองราชคฤห์ พระอัสสชิน้องสุดท้องของปัญจวัคคีย์ ก็เช่นกัน ได้เดินทางมายังเมืองราชคฤห์ เพื่อเฝ้าพระพุทธเจ้า

วันหนึ่งขณะท่านเดินบิณฑบาตอยู่ อุปติสสมาณพ เห็นเข้าประทับใจในบุคลิกอันงามสง่า สงบสำรวมของท่าน จึงเกิดความเลื่อมใส ใคร่จะสนทนาธรรมด้วย รอจนได้โอกาสแล้ว จึงเข้าไปไต่ถาม รู้ว่าท่านเป็นสาวกของพระพุทธเจ้า จึงขอให้ท่านแสดงธรรมให้ฟัง
พระอัสสชิกล่าว “หัวใจ” ของพระพุทธศาสนาคือคาถา เยธัมมาฯ สรุปใจความของอริยสัจสี่
อุปติสสะได้ดวงตาเห็นธรรม ไปบอกโกลิตะสหายรักทราบ โกลิตะก็ได้ดวงตาเห็นธรรมเช่นกัน ทั้งสองคนจึงพากันไปบวชเป็นสาวกของพระพุทธเจ้า อุปติสสะปรากฏนามภายหลังว่า พระสารีบุตร โกลิตะปรากฏนามว่า พระโมคคัลลานะ
คืนวันนั้นเป็นวันเพ็ญเดือนสาม วันที่พระสารีบุตรบรรลุพระอรหัตพอดี เกิดเหตุการณ์พิเศษขึ้น 4 ประการในวันเดียวกันคือ
1. พระภิกษุจำนวน 1,250 รูปมาประชุมกันที่วัดพระเวฬุวันโดยมิได้นัดหมาย
2. ท่านเหล่านั้นเป็นเอหิภิกขุล้วน (พระพุทธเจ้าทรงบวชให้เอง)
3. ท่านเหล่านั้นล้วนเป็นพระอรหันต์ทรงอภิญญา
4. วันนั้นเป็นวันพระจันทร์เสวยฤกษ์มาฆะ ตรงกับวันเพ็ญเดือนสาม

พระพุทธเจ้า ทรงเห็นเหตุการณ์ทั้ง 4 อย่างปรากฏในวันเดียวกัน เห็นเป็นโอกาสเหมาะ จึงทรงแสดง “โอวาทปาติโมกข์” (พระโอวาทอันเป็นหลักสำคัญ) 13 ประการดังนี้
“การไม่ทำชั่วทั้งปวง การทำความดีให้พร้อม
การทำจิตของตนให้ผ่องแผ้ว นี้เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย

ขันติคือความอดทนเป็นตบะอย่างยิ่ง

พระนิพพาน พระพุทธเจ้าทั้งหลายกล่าวว่าสูงสุด
ผู้ยังทำร้ายผู้อื่นอยู่ไม่นับว่าเป็นบรรพชิต
ผู้ยังเบียดเบียนผู้อื่นอยู่ไม่นับว่าเป็นสมณะ
การไม่ว่าร้ายเขา การไม่เบียดเบียนเขา
การเคร่งครัดในระเบียบวินัย
การรู้จักประมาณในการบริโภค
การอยู่ในสถานสงบสงัด
และการฝึกจิตให้มีสมาธิอย่างสูงเสมอ
นี้เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย
โอวาทปาติโมกข์นี้มีทั้งหมด 13 หัวข้อ สรุปได้ 4 ประเด็นคือ
1. กล่าวถึงอุดมการณ์ของพระพุทธศาสนา คือพระนิพพาน
2. กล่าวถึงหลักการทั่วไป คือไม่ทำชั่วทั้งปวง ทำดีให้พร้อม และทำจิตให้ผ่องแผ้ว
3. กล่าวถึงคุณสมบัติของผู้เผยแผ่พระพุทธศาสนา คือจะต้องมีความเป็นอยู่เรียบง่าย ไม่เห็นแก่กิน อยู่ในสถานสงบสงัด ฝึกจิตอยู่เสมอ
4. กล่าวถึงเทคนิควิธีการเผยแผ่ศาสนาคือ ไม่ว่าร้ายผู้อื่น ไม่เบียดเบียนผู้อื่น ใช้สันติวิธีในการเผยแผ่ รู้จักประสานประโยชน์
ดูตามเนื้อหาของโอวาทปาติโมกข์ น่าจะเป็นการปัจฉิมนิเทศแก่พระธรรมทูตรุ่นแรก และปฐมนิเทศแก่ชุดใหม่ที่จะส่งไปเผยแผ่พระพุทธศาสนามากกว่าอย่างอื่น
มากกว่าเหตุผลอื่นใดดังที่นักวิชาการบางท่านพยายามอธิบาย
คือมีนักวิชาการบางท่านตั้งคำถามเองและตอบเองเสร็จว่า ทำไมพระสาวกเป็นพันๆ รูป มาเฝ้าพระพุทธเจ้าโดยมิได้นัดหมายกัน และจำเพาะเจาะจงมาประชุมกันในวันเพ็ญเดือนสามด้วย
ตอบว่า ท่านเหล่านั้นมาด้วยความเคยชิน เคยชินอะไร ก็ท่านเหล่านั้นล้วนเป็นพราหมณ์มาก่อน พราหมณ์นั้นเมื่อถึงวันเพ็ญเดือนสาม เขาจะมาชุมนุมทำพิธีกรรมทางศาสนาของเขาเรียกว่า วันศิวาราตรี

เมื่อท่านเหล่านั้น แม้จะมาบวชเป็นพระในพระพุทธศาสนาแล้ว เมื่อถึงวันเช่นนี้ ก็รู้สึกเหงาเพราะเคยทำอะไรมาก่อน บังเอิญพระพุทธเจ้าประทับอยู่ที่ใกล้ๆ นี้ด้วย จึงพากันมาเฝ้าด้วยความเคยชิน
พระพุทธเจ้าทรงเห็นเป็นโอกาสสำคัญจึงทรงแสดงโอวาทปาติโมกข์ ว่าเข้าไปโน่น เข้ารกเข้าพงดีแท้
พระสาวก 1,250 รูป มิได้เป็นพราหมณ์มาก่อนก็มี จะเอาความเคยชินอะไรมาเล่าครับ อีกอย่างพระอรหันต์ ขนาดกิเลสที่ละได้แสนยาก ท่านก็ละได้หมดไม่เหลือหลอ แล้วความเคยชินธรรมดาๆ ยังจะเหลืออยู่อีกหรือ การพูดว่าท่านพากันมาด้วยความเหงา ยิ่งไม่ควร อย่าว่าแต่พูดเลย แม้แต่คิดก็ไม่ควร
เดี๋ยวใครไม่รู้จะเข้าใจว่า วันมาฆบูชาของชาวพุทธ เกิดขึ้นเพราะอารมณ์เหงาของพระอรหันต์


ที่มา มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันที่ 23 - 29 กันยายน 2559

คอลัมน์ เสฐียรพงษ์ วรรณปก

ผู้เขียน เสฐียรพงษ์ วรรณปก

เผยแพร่ วันพฤหัสที่ 29 กันยายน พ.ศ.2559

ดร.ชัชชาติ สิทธิพันธุ์





Apr 28, 2017

แต่ปางก่อน





คำร้อง / ทำนอง : วิรัช อยู่ถาวร 



. รอคอยเธอมาแสนนาน ทรมานวิญญาณหนักหนา ระทมอยู่ในอุรา แก้วกานดาฉันปองเธอผู้เดียว
. เธอเอยแม้เราห่างกันแสนไกล ชายใดดวงใจฉันไม่แลเหลียว รักเธอแน่ใจจริงเชียว รักเธอรักเดียวนิรันดร์
. *แม้นมีอุปสรรคขวากหนาม 
. ขอตามมิยอมพลัดพรากจากกัน
. จะชาติไหน ไหน ไม่ยอมห่างไกลกัน
. ดวงจิตผูกพัน รักมั่นมีไว้เพียงเธอ 
. / . คงเป็นรอยบุญมาหนุนนำ รอยกรรม รอยเกวียนหมุนเปลี่ยนเสมอ ให้เราได้มาเจอะเจอ 
ฉันและเธอ พบกันร่วมสุขสมดังรอคอย

(ซ้ำ *)


Apr 15, 2017

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จฯ บําเพ็ญพระราชกุศลพระราชพิธีสงกรานต์



 วันนี้ (15 เม.ย.) เวลา 17.55 น. สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินโดยรถยนต์พระที่นั่งจากพระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต ไปยังวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ในการพระราชพิธีวันสงกรานต์ เมื่อเสด็จพระราชดำเนินถึง เจ้าพนักงานกราบบังคมทูลรายงานเครื่องราชสักการะที่ทรงพระราชอุทิศพระราชทานให้กระทรวงมหาดไทยเชิญไปถวายเป็นพุทธบูชาปูชนียสถานต่างๆ แล้วเสด็จพระราชดำเนินเข้าพระอุโบสถ ทรงพระสุหร่าย สรงพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร พระสัมพุทธพรรณี พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกย์ พระพุทธเลิศหล้านภาไลย ทรงจุดธูปเทียนถวายนมัสการ แล้วเสด็จพระราชดำเนินไปสรงน้ำปูชนียวัตถุตามเจดียสถานในพระอารามนี้ แล้วเสด็จพระราชดำเนินเข้าหอพระนาก ทรงจุดธูปเทียนถวายราชสักการะพระบรมอัฐิพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว พระอัฐิสมเด็จพระบวรราชเจ้า และทรงทอดผ้าคู่ พระสงฆ์ 5 รูป สดับปกรณ์แล้ว ทรงทอดผ้าคู่พระสงฆ์อีก 40 รูป สดับปกรณ์พระอัฐิพระราชวงศ์ พระสงฆ์ถวายอนุโมทนา ถวายอดิเรก เป็นเสร็จสิ้นพระราชพิธี 

Apr 6, 2017

วันจักรี


๖ เมษายน ๒๕๖๐


สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จฯ พระราชพิธีประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560

Apr 2, 2017

‘เนื้อคู่’

 

เพลง พรหมลิขิต
ศิลปิน สุนทราภรณ์
เนื้อร้อง แก้ว อัจฉริยะกุล
ทำนอง เวส สุนทรจามร


นพ.วิชัย เทียนถาวร

วันที่: 2 เม.ย. 60 เวลา: 13:45 น.

มติชน

ฉบับที่แล้วคุยเรื่อง “บุพเพสันนิวาส” ใครที่ได้เกิดจิตที่สัมพันธ์กันระหว่างคู่ใดคู่หนึ่ง ในชาตินี้เกี่ยวเนื่องโดยกรรมเก่า กรรมใหม่ และใครควรจะเป็นเนื้อคู่กัน ไม่ใช่เนื้อคู่กัน อันเกี่ยวพันมาถึงการเลือก “คน” ที่จะเข้ามาในชีวิตให้เป็น “คู่ครอง” ของเรา ควรอย่างยิ่งที่ต้องรู้ว่า “เขา” และ “เรา” มีอะไรที่คล้ายกัน หรือเหมาะสมที่จะมีชีวิตอยู่ร่วมกัน ซึ่งอาจรวมไปถึงว่า อยู่กันไปแล้ว ชาตินี้จะทุกข์หรือสุข

การจะดูเบื้องต้นว่าเป็น คู่แท้ คู่บุญ หรือ คู่เวร คู่กรรม ก็ขอให้ใช้สติ ใช้ปัญญาเลือกคู่ด้วยความประณีต ระมัดระวัง อย่ารีบร้อนตัดสินใจ “ดูนางให้ดูแม่” หรืออาจ “เลือกคู่ผิดคิดจนตาย” ดังนั้น จึงควรจะใช้เวลาตรวจสอบ ไตร่ตรอง จนรู้ถ่องแท้กับผู้ที่จะมาอยู่ร่วมกันกับเราไปตลอดชีวิตว่า คนนั้นไปกับเราได้ไหม ขออย่าเพียงตัดสินใจเพราะเห็นว่าสวย เห็นว่าหล่อ เท่ดี ลูกคนรวย มีชาติตระกูล หรือแค่เพราะรักหรือสงสาร หรือหวังว่าจะเปลี่ยนเขาได้ในภายหลัง ทางที่ดีควรดู และพิจารณากันตั้งแต่ต้น ดีกว่าจะมานั่งทุกข์ทรมานกันภายหลัง

ในทางโลกเขาบอกว่า คนเราควรมีอย่างน้อย 6 อย่าง เช่นว่า “รูปสวย รวยทรัพย์ นับวิชา มีมารยาท ชาติผู้ดี มีสังคม” แต่ในโลกธรรมท่านกล่าวว่า ควรมีความเสมอภาคสมดุลกัน 4 ประเภท ที่ควรพิจารณากัน คือ 1.ควรมี “ศรัทธา” ไปในทางเดียวกัน 2.ควรมี “ศีล” อันเป็นเครื่องป้องกันตนจากความชั่วเสมอกัน 3.ควรมี “จาคะ”

อันเป็นวิธีคิดแบ่งปัน เสมอกัน และ 4.ควรมี “ปัญญา” รู้จักมีเหตุมีผล เลือกทางที่ดีเหมือนกัน เสมอกัการมี “ศรัทธา” ไปในแนวทางเดียวกันนั้นมีความสำคัญเบื้องต้น เพราะเป็นเรื่องของ “ความคิด ความไว้ใจ” และท้ายสุดเกิดการ “ยอมรับ” และอะไรก็ได้ยอมทำตาม มีผลมากต่อการอยู่ร่วมกัน จะทำให้ไม่เกิดการขัดแย้งกัน ไม่เชื่อใจกัน ระแวงกัน หากเป็นไปได้ควรนับถือศาสนาและศาสดาองค์เดียวกัน และเชื่อในแนวทางการดำรงชีวิตแบบเดียวกัน เพราะหากเชื่อหรือศรัทธาอะไรที่ไม่ตรงกันก็จะคุยกันไม่เข้าใจ คุยกันไม่รู้เรื่อง เมื่อคุยไม่ตรงกันก็คุยกันได้ไม่นาน ก็เบื่อหน่ายเร็ว ความจริงจังมีให้กันพบเห็นได้บ่อยๆ อันนี้เกิดขึ้นได้กับทุกคน มีบางคู่ที่อุตส่าห์อดทน อดกลั้น เงียบ ไม่โต้แย้งก็พอจะลดระดับความแรงได้ระดับหนึ่ง แต่ถ้าฝึกใจมาไม่ดีพอ เรื่องที่เก็บอัดๆ ไว้ในใจ ทนไม่ได้เมื่อไร เมื่อระเบิดออกมาจะกลายเป็นเรื่องใหญ่ในชีวิตเลยทีเดียว มีให้พบเห็นอยู่ทั่วไป

เรื่องนี้ไม่เฉพาะ “คู่รัก” เท่านั้น ขนาดเพื่อนกัน แต่เชื่อไม่เหมือนกัน ยังยากที่จะเป็นเพื่อนสนิทต่อกันได้ ฉะนั้น…“ศรัทธา” ที่ร่วมกันปลูกฝังให้มั่นคงนี้แหละ ที่จะทำหน้าที่เป็น “เข็มทิศชีวิต” สร้างคู่ชีวิตให้ไปในทิศทางเดียวกัน ไม่ทำให้แตกแยก เป็นเหตุที่ทำให้รักกันได้ยืนยาวอย่างแน่นอน

ประการที่ 2 การมีเครื่อง “กั้นความชั่วทั้งปวง” หมายถึงการที่ “ศีล” ก็สำคัญยิ่ง คนทั้งคู่ควรมีความคิดงดเว้นข้อประพฤติผิดแบบเดียวกันหรืออย่างน้อยก็ขอให้ใกล้เคียงกันเพราะ “ศีล” นั้น เป็นต้นน้ำต้นลำธารแห่งความสุขความเจริญทั้งปวง ทำให้ไม่รังเกียจไม่ต่อต้านกันและกัน เช่น คนหนึ่งใจบุญชอบช่วยเหลือ “สัตว์” ย่อมไม่สามารถอยู่ได้กับคนที่ชอบฆ่าสัตว์ วันๆ มุ่งแต่จะเอาเปรียบคนอื่น หรือฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดเจ้าชู้สำส่อนไปเรื่อยโดยไม่สนใจกามสกปรกหมกมุ่น ย่อมน่ารังเกียจยิ่ง สำหรับคนใจซื่อหรือรักเดียวใจเดียวแน่นอน “ศีล” ที่ร่วมรักษาให้บริสุทธิ์ดีแล้วย่อม…ทำหน้าที่สร้างความอบอุ่น เชื่อมั่นให้กันและกัน สนิทใจ ไว้วางใจกันและอยู่กันได้อย่างยาวนาน

หรือคนหนึ่งไม่โกหก ด้วยถือสัจจะความเป็นจริงไม่มีทางทนได้กับคนที่ชอบโกหกพกลมวันๆ สร้างความเดือดร้อนให้คนอื่น หรือแม้คนที่ไม่กินเหล้าเมามายก็ไม่มีทางทนได้กับคนขี้เหล้า นักเที่ยว เป็นอันขาดหรืออาจจะทนอยู่ไม่ได้ เพราะกรรมที่ทำมาส่งผล แต่เมื่อหมดวาระของกรรมต่อกรรมแล้ว ก็ต้องแยกจากกันแน่นอนในที่สุด

ประเด็นที่ 3 การอยู่ร่วมกันมากกว่า 2 คนขึ้นไปนั้น ต้องมี “การให้” กับ “การรับ”…การให้…จาคะ หรือทานนั้น แปลว่าอย่างน้อยต้องเป็น “ผู้ให้ซึ่งกันและกัน” ในทางใดทางหนึ่ง ไม่ใช่มีแต่ฝ่ายหนึ่ง “ให้” อยู่ข้างเดียว อีกฝ่ายคิดแต่จะ “รับ” คิดแต่จะเอาเปรียบคู่ตนเองตลอดอยู่ร่ำไป เช่น อีกฝ่ายทำงานหามรุ่งหามค่ำหาเงินมาให้ใช้ อีกฝ่ายก็ควรสละแรงปรนนิบัติดูแลบ้านเรือน ดูแลลูกคนในครอบครัวให้ดี เป็นแม่ศรีเรือน หรือเป็นพ่อก็เป็น “พ่อศรีเรือน” หากมีแต่การเอารัดเอาเปรียบกัน ไม่มีการเสียสละที่เสมอกันเป็นมูลเหตุแล้ว ย่อมอยู่ด้วยกันไม่ได้ เพราะว่าฝ่ายหนึ่งคิดแต่จะ “ให้” อีกฝ่ายคิดแต่จะ “รับ” คนที่ให้ก็ต้องมีวันหมดทั้งกำลังกาย กำลังทรัพย์

และที่สำคัญคือ หมดกำลังใจ เพราะอีกฝ่ายไม่คิดจะให้อะไรกลับมาเลย ก็จะทำให้อยู่กันยาก

ประเด็นสำคัญที่สุดเริ่มที่ 4 ทั้งคู่ควรมีต้องมี “ปัญญา” เสมอกันคือ…มีความรู้จริงเห็นชัดในสรรพสิ่ง รู้เหตุรู้ผล…รู้และทำให้เกิดประโยชน์ร่วมกัน ไม่ใช่แค่ “ความรู้ทั่วไป” กล่าวคือ เรื่องในทาง “โลก” ก็คุยกันรู้เรื่อง ในหลายประเด็นมีความรู้เท่ากัน แต่ไม่ยกตนข่มอีกฝ่ายหนึ่งว่ารู้มากกว่า ส่วนอีกด้านคือ ปัญญาในทาง “ธรรม” มีระดับความเห็นจริงใกล้เคียงกัน หรืออย่างน้อยก็เป็นไปในทิศทางเดียวกัน ไม่ใช่พูดกันคนละภาษา ฝ่ายหนึ่งทำก่อนคิด อีกฝ่ายคิดก่อนทำ หรือฝ่ายหนึ่งเอาแต่อารมณ์พูด อีกฝ่ายพูดด้วยสติปัญญา อย่างนี้ก็คง “ทะเลาะกันบ้านแตก” เช่น ฝ่ายหนึ่งมองโลกด้วยความไม่เที่ยงไม่ยึดติดอะไรมากเพราะรู้ว่าเมื่อเกิดขึ้นก็ต้องอยู่และดับไป ทรัพย์สินนั้นไม่ใช่อริยทรัพย์ที่จะนำติดตัวไปได้ทุกชาติซึ่งมีชีวิตด้วยความ… “พอดี” แต่ตรงข้ามอีกฝ่ายอยากได้อยากมี อยากครอบครองตลอดเวลา เรียกง่ายๆ ภาษาชาวบ้านว่า “งก” แค่เรื่องเล็กก็ทำให้เป็นเรื่องใหญ่โต อย่างนี้ก็คงอยู่ร่วมกันยาก

เขาบอกกันมาว่าหากเป็น “เนื้อคู่แท้” เมื่อได้มาพบกันชาตินี้ก็จะเกิดแรงดึงดูดที่ก่อความรู้สึกแสนดีอย่างประหลาดเหมือนเข้ากันได้ทุกอย่าง เหมือนเห็นกันได้ทุกแง่มุมด้วยความเข้าใจ หากมีบุญร่วมกันเป็นตัวเสริม การพัฒนาดุลยภาพทั้ง 4 ข้อนี้ ให้เสมอกันไม่ใช่เรื่องยากไปนัก โดยเฉพาะ…การที่ฝ่ายหนึ่งปรารถนาอย่างจริงใจที่จะให้คู่ครองของตนมีความสุขทั้งทางโลกและทางธรรม คนที่ได้คู่ครองที่มีคุณสมบัติครบทั้ง 4 อย่างตรงกัน ย่อมเป็นคู่ครองที่มีความสุข น่าอนุโมทนาในความรักที่จะยั่งยืน แต่ว่าคนส่วนใหญ่ไม่ได้เป็นเช่นนั้น แต่ละคนได้สร้าง “กรรม” มีทั้งดีและไม่ดีกันมามากมาย อาจส่งผลให้ได้คู่ครองที่มีความแตกต่างกัน

แต่ท่านสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ท่านเจ้าคุณ ป. ปยุตฺโต) เคยกล่าวไว้ว่า ยืนยันได้อย่างหนึ่งว่า “ถึงแม้กรรมเก่าจะมีกรรมไม่ดีร่วมกันมามากเท่าใดก็ตาม ‘กรรมดีใหม่’ ที่ทำร่วมกัน สร้างร่วมกันสามารถทำให้ดีขึ้นได้จริง และอาศัยหลักธรรมในการครองเรือนเข้าช่วยจะทำให้ชีวิตคู่ดีขึ้น ประเสริฐขึ้น…”

มีคำถามเสมอๆ ว่า “ทำไมชาตินี้ยังไม่พบเนื้อคู่เสียที?” มีวิธีแก้ไขไหม? ท่านบอกว่า กรณีที่ไม่เจอเนื้อคู่เป็นคู่ครองกันได้ในชาตินี้มีหลายสาเหตุที่เกี่ยวข้องกัน ขอให้พิจารณาด้วยตนเองอย่างมีสติอาจจะใช่ ไม่ใช่แต่ละท่านก็เลือกนำไปประกอบในเรื่องของชีวิตท่านอย่างมีวิจารณญาณ…กล่าวคือ อาจจะเป็นด้วยว่าแรงอธิษฐานเดิมนั้นแรง และตั้งข้อแม้มากมายเหลือเกินไปหรือเกินบุญตนเอง

ท่านว่ามีวิธีการแก้ไขถ้าหากต้องการจะมีคู่ครองขอให้พิจารณาเรื่อง “แรงอธิษฐาน” เผื่อว่าอาจจะได้สมหวัง แต่จะได้ผลหรือไม่ขึ้นอยู่กับบุญหรือกรรมของตนเอง

แรงปรารถนาและแรงอธิษฐาน ถึงแม้จะมีสองแรงผนวกร่วมกันมาแค่ไหน สุดท้ายการได้อยู่ร่วมกันก็ยังต้องขึ้นอยู่กับกรรมลิขิตอยู่ดี ท่านว่า แรงทั้งสองนี้ในชาติก่อน ในชาตินี้ถ้าเราย้อนเวลากลับไปไม่ได้ เราจะไม่มีทางรู้ได้เลยว่าเราไปอธิษฐานอะไรไว้บ้าง มาชาตินี้ก็ยังไม่ได้เจอเนื้อคู่แท้เลย ถ้าเราไม่มั่นใจเรื่องนี้และยังอยากที่จะมีคู่อยู่ก็ต้องไปอธิษฐานแก้ขออำนาจแห่งบุญที่เราทำตั้งแต่ในอดีตชาติ และบุญใหม่ที่เราทำทั้งหมดในชาตินี้ ขอแรงแห่งบุญกุศลช่วยยกเลิกเนื้อคู่เก่า ในวันนี้เขายังไม่รู้เลยว่าเป็นใครและขออานิสงส์ผลบุญที่เราทำมาทั้งหมดจะเป็นพละปัจจัยให้นำพาคู่ในลำดับต่อไปมาพบเจอะเจอกันได้ครองคู่กัน และที่สำคัญควรอธิษฐานสเปกที่เราอยากได้ด้วย เขาแนะนำว่าอย่าให้มันสูงเกินไปนัก เอาพอดีๆ สายกลางไว้ดีที่สุดและปลอดภัยกว่าเยอะ เชื่อว่าคงจะได้ “ปิ๊ง” กันในเบื้องต้น

คนที่มีปัญหาเรื่องความรักสาเหตุสำคัญส่วนหนึ่งมาจากการที่ชาติหนึ่งชาติใดเคยสร้างกรรมเอาไว้ และไม่รู้ว่าตนเองมีบุญมากหรือน้อย จึงควรต้องมีการสร้างบุญกุศลใหม่ให้กับตนเองเสียก่อน ให้ตนเองมีต้นทุนที่ดีในการทำอะไรอะไร ถ้ามีบุญพอก็ไม่มีใครมาห้ามเราได้ แต่ขอให้ระลึกอย่างหนึ่งเสมอว่า “บุญวาสนานั้นแข่งกันไม่ได้ บุญใครบุญมัน แต่สร้างเพิ่มได้ตลอดเวลา” การสร้างบุญที่ถูกต้องและได้ผลดีที่สุดมี 10 อย่างซึ่งล้วนทำได้ง่ายๆ ทั้งนี้ ได้แก่ 1.บุญสำเร็จได้ด้วยการบริจาคทาน 2.บุญสำเร็จได้ด้วยการรักษาศีล 3.บุญสำเร็จได้ด้วยการภาวนา 4.บุญสำเร็จได้ด้วยการประพฤติอ่อนน้อมถ่อมตนต่อผู้ใหญ่ 5.บุญสำเร็จได้ด้วยการขวนขวายในกิจการที่ชอบ 6.บุญสำเร็จได้ด้วยการให้ส่วนบุญ 7.บุญสำเร็จได้ด้วยการอนุโมทนาบุญ 8.บุญสำเร็จได้ด้วยการฟังธรรม 9.บุญสำเร็จได้ด้วยการแสดงธรรม 10.บุญสำเร็จได้ด้วยการทำความเห็นให้ตรง

การสร้างบุญนี้ง่าย ทำได้ทุกวันทุกเวลา แต่เงื่อนไขสำคัญของการสร้างบุญให้ได้อานิสงส์บุญมากอยู่ที่หลัก 3 ประการ คือ หนึ่ง:วัตถุทานนั้นต้องบริสุทธ์ สอง:ผู้ให้นั้นบริสุทธิ์ สาม:ผู้รับนั้นบริสุทธิ์ ขอให้สร้างบุญกุศลอย่าให้ขาด ขอให้เป็นเรื่องสำคัญเปรียบเหมือนเราต้องกินข้าวทุกวัน เพื่อเสริมกำลังทุกวัน การสร้างบุญก็เหมือนกันที่ต้อง “สร้างด้วยตัวเอง” ตลอดเวลา คนอื่นทำให้ไม่ได้ หมั่นทำกิจให้เป็นประจำ ทุกเช้าและก่อนนอน หมั่นสวดมนต์ ทำสมาธิ และอุทิศบุญไปถึงเจ้ากรรมนายเวรทุกครั้ง ชีวิตจะเริ่มสมหวังในเรื่อง ทุกๆ สิ่งที่ดีในชีวิตก็จะเข้ามา และด้วยอำนาจแห่งบุญกุศลทั้งใหม่ และเก่า ที่เราหมั่นเพียรทำสม่ำเสมอ ผู้เขียนเองเชื่อว่า อานิสงส์ใดๆ ทั้งหมด จะเกื้อหนุนนำพาชีวิตให้ทุกท่านที่ได้ภาวนาและปฏิบัติ เกิดเนื้อคู่ มีคู่ที่ดี มีครอบครัวที่ดี

อีกไม่กี่วันก็จะถึงวันสงกรานต์ ปีใหม่ไทย และเป็น “วันแห่งครอบครัว” ซึ่งจะนำพาชีวิตทุกคนในครอบครัวเจริญรุ่งเรือง ปลอดภัย และโชคดีตลอดไปนะครับ

นพ.วิชัย เทียนถาวร

อดีตปลัดกระทรวงสาธารณสุข