Custom Search

Dec 31, 2011

ในหลวงพระราชทานพรปีใหม่ พุทธศักราช ๒๕๕๕














วันนี้ (31 ธ.ค.) พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานพรปีใหม่แก่ประชาชนชาวไทยผ่านทางโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจ มีใจความว่า ประชาชนชาวไทยทั้งหลาย บัดนี้ถึงวาระจะขึ้นปีใหม่ ข้าพเจ้าขอส่งความปรารถนาดีมาอวยพรแก่ท่านทุกๆ คน และขอขอบใจท่านเป็นอย่างมากที่ร่วมกันจัดงานฉลองอายุครบ 7 รอบให้อย่างเหมาะสมงดงาม ระหว่างปีที่แล้ว เหตุการณ์ต่างๆ ในบ้านเมืองนับว่าเป็นปรกติดี แต่พอเข้าปลายปีก็เกิดน้ำท่วมครั้งใหญ่ เป็นเหตุให้ประชาชนหลายจังหวัด ต้องประสบอันตรายและความเดือดร้อนลำบาก ความเสียหายครั้งนี้ ดูจะร้ายแรงกว่าครั้งไหนๆ ที่ผ่านมา ข้อนี้น่าจะเป็นเครื่องเตือนใจอย่างสำคัญ ดังที่ข้าพเจ้าได้กล่าวไว้หลายครั้งแล้วว่า วิถีชีวิตของคนเรานั้น จะต้องมีทุกข์ มีภัย มีอุปสรรค ผ่านเข้ามาเนืองๆ ไม่มีผู้ใดจะอยู่เป็นปรกติสุขอย่างเดียวได้ ทุกคนจึงต้องเตรียมกาย เตรียมใจ และเตรียมการไว้ให้พร้อมเสมอ เพื่อเผชิญและป้องกันแก้ไขความไม่ปรกติเดือดร้อนต่างๆ ด้วยความไม่ประมาท ด้วยเหตุผล ด้วยหลักวิชา และด้วยความสามัคคีธรรม


ในปีใหม่นี้ จึงขอให้ประชาชนชาวไทยได้ตั้งตนอยู่ในความไม่ประมาท โดยมีสติรู้ตัวและปัญญารู้คิดกำกับอยู่ตลอดเวลา ผู้ใดมีภาระหน้าที่อันใด ก็เร่งกระทำให้สำเร็จลุล่วงไปให้ทันการณ์ทันเวลา ผลงานทั้งนั้นจะได้ส่งเสริมให้แต่ละคนประสบแต่ความสุขความเจริญ และทำให้ชาติบ้านเมืองดำรงมั่นคงและก้าวหน้าต่อไปด้วยความผาสุกสวัสดี ขออานุภาพแห่งคุณพระศรีรัตนตรัย และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย จงคุ้มครองรักษาท่านทุกคน ให้มีความสุข ไม่มีทุกข์ ไม่มีภัย ตลอดศกหน้านี้โดยทั่วกัน


พร้อมกันนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ยังได้พระราชทาน ส.ค.ส.ปีพุทธศักราช 2555 แก่ประชาชนชาวไทย โดย ส.ค.ส. พระราชทานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในปีพุทธศักราช 2555 นี้ เป็นพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในฉลองพระองค์สากลสีเทาลายริ้วสีอ่อน ปกด้ายซ้ายทรงประดับเข็มเครื่องหมายมูลนิธิราชประชานุเคราะห์ มูลนิธิที่พระราชทานกำเนิดและทรงดำรงตำแหน่งพระบรมราชูปถัมภก ทรงผูกเนคไทสีแดงมีลวดลายสีทอง เข้าชุดกับผ้าปักพระกระเป๋า ฉลองพระองค์ชั้นในเป็นเชิ้ตขาว ประทับบนพระเก้าอี้ ด้านข้างพระเก้าอี้ที่ประทับทั้งสองข้าง มีโต๊ะกลม โต๊ะด้านขวาวางแจกันแก้วขนาดเล็กปักดอกไม้หลากสี ทรงฉายกับสุนัขทรงเลี้ยง คือคุณทองแดง ที่ทรงเลี้ยงมาตั้งแต่ปี 2541 สวมเสื้อสีทอง หมอบอยู่แทบพระบาท หน้าพระเก้าอี้ด้านซ้าย


ด้านหลังพระเก้าอี้ที่ประทับตกแต่งเป็นสวนไม้ดอกไม้ประดับ ด้านซ้ายมีระแนงไม้สีขาว ประดับอักษรสีชมพู ข้อความภาษาไทยว่า “สวัสดีปีใหม่” และข้อความภาษาอังกฤษว่า “Happy New Year” ด้านขวามีต้นสนประดับตกแต่ง ฉากหลังเป็นผ้าม่านสีเทาอ่อน ด้านซ้ายบน มีตราพระมหาพิชัยมงกุฎประดับ ส่วนด้านขวามีผอบทองประดับ ตรงกลาง ส.ค.ส. ด้านขวา มีข้อความจากบทพระราชนิพนธ์เรื่องพระมหาชนก ซึ่งเป็นคำตอบที่พระมหาชนกทรงตอบนางมณีเมขลาว่า “ถึงจะมองไม่เห็นฝั่ง เราก็ต้องพยายามว่ายอยู่ท่ามกลางมหาสมุทร โภคะทั้งหลาย มิได้สำเร็จด้วยเพียงคิดเท่านั้น” ทรงเตือนสติให้คนไทยทั้งหลายมีความเพียร เช่นเดียวกับพระมหาชนก ที่ทรงอดทนว่ายน้ำในมหาสมุทรด้วยความเพียร จนรอดชีวิต ประโยชน์ทั้งหลายที่เกิดขึ้น ล้วนเกิดจากการกระทำ ไม่ได้เกิดจากแค่เพียงคิด


ส่วนตรงกลาง ส.ค.ส. ด้านซ้าย มีข้อความภาษาไทยพิมพ์ด้วยสีชมพูขอบสีเหลืองว่า ขอจงมีความสุขความเจริญ 2555 และข้อความภาษาอังกฤษพิมพ์ด้วยสีแดงขอบเหลืองว่า Happy New Year 2012 ด้านล่างของ ส.ค.ส มุมล่างขวา มีข้อความ ก.ส. 9 ปรุง 185029 ธ.ค.54 พิมพ์ที่โรงพิมพ์สุวรรณชาด ท.พรหมบุตร, ผู้พิมพ์โฆษณา printed at the Suvarnnachad, D Bramaputra, Publisher และกรอบของ ส.ค.ส. พระราชทานฉบับนี้ เป็นภาพใบหน้าคนเล็กๆ เรียงกัน ด้านซ้ายและด้านขวาเรียงกันด้านละ 3 แถว ส่วนด้านบนและด้านล่างเรียงกันด้านละ 2 แถว ทุกหน้ามีแต่รอยยิ้ม.

Dec 23, 2011

the IDOL คุณบุรินทร์ บุญวิสุทธิ์






the IDOL อ.ธันยวัชร์ ไชยตระกูลชัย






Maybe it's my fault, or maybe you're just making excuses.


Michael Jordan
& Nike Gear: http://www.Nike.com


Maybe it's my fault.


Maybe I let you to believe it was easy, when it wasn't.


Maybe I made you think my highlights started at the free throw line,
and not at the gym.


Maybe I made you think that every shot I took, was a game winner.


That my game was built on flash, and not fire.


Maybe it's my fault that you didn't see that failure gave you strength.
That my pain, was my motivation.


Maybe I led you to believe that basketball was a God-given gift,
and not something I worked for every single day of my life.


Maybe I destroyed the game.

Or maybe, you're just making excuses.

Become legendary.


SBU MBA : Marketing 2.0

ที่มา www.sbumba.com
ศูนย์พัฒนาการเรียนรู้ตลอดชีวิต

จะทำอย่างไร? เมื่อหลักการตลาดกำลังถูกท้าทาย
ด้วยปัจจัยแวดล้อมต่างๆ ที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว
โดยเฉพาะพฤติกรรมของผู้บริโภคและความก้าวหน้าของเทคโนโลยี
เพื่อความอยู่รอดและก้าวทันการแข่งขันทางการตลาด
ค้นหากลยุทธ์ใหม่ใน Marketing 2.0


โดย คุณธันยวัชร์ ไชยตระกูลชัย


SBU MBA : เศรษฐศาสตร์ และพฤติกรรมมนุษย์

ที่มา : www.sbumba.com
ศูนย์พัฒนาการเรียนรู้ตลอดชีวิต

มนุษย์มีกระบวนการตัดสินใจที่ไม่เป็นเหตุเป็นผลเช่นความเชื่อในอดีต
แต่ขึ้นอยู่กับปัจจัยแวดล้อมและสิ่งเร้าต่างๆ เช่น การจูงใจ หรือทัศนคติ
ความเชื่อส่วนบุคคล เป็นต้น การเรียนรู้หลักเศรษฐศาสตร์และพฤติกรรมมนุษย์
จากกรณีศึกษา งานวิจัยที่น่าสนใจ และอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับศาสตร์ดังกล่าว
เพื่อให้เกิดความรู้ ความเข้าใจ ต่อความเป็นไปต่างๆ ของสังคมปัจจุบัน
จะเป็นแนวทางการปรับตัว การกำหนดแผนธุรกิจ
หรือแม้แต่การกำหนดนโยบายสำคัญระดับประเทศให้มีประสิทธิภาพขึ้น

โดย รศ.ดร.วรากรณ์ สามโกเศศ

หัทยา วงศ์กระจ่าง ~Life goes on




Nov 25, 2011

ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ

ปาฐกถา ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ “ความท้าทายในการมุ่งสู่ความเป็นประชาคมอาเซียน”


Nov 23, 2011

Nov 21, 2011

ปานศักดิ์ รังสิพราหมณกุล




ปานศักดิ์ รังสิพราหมณกุล (4 กันยายน พ.ศ. 2494 - )

เป็นนักร้อง นักดนตรี นักแต่งเพลง เจ้าของผลงานอัลบั้ม ไปทะเล

เมื่อ พ.ศ. 2527 เป็นผลงานที่ได้รับการยอมรับถึงคุณภาพ
และสร้างความแปลกใหม่ให้กับวงการเพลงไทยในขณะนั้น

ปานศักดิ์มีความสามารถในการเล่นกีตาร์ เคยร่วมวงดนตรีชื่อ Soul & Blues
ได้รับรางวัลชนะเลิศการแข่งขันดนตรีชิงถ้วยพระราชทานพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ครั้งที่ 1 เมื่อ พ.ศ. 2512
ประเภทวงดนตรีนักเรียน
ปีเดียวกับที่วงดิอิมพอสซิเบิ้ลได้รับรางวัลชนะเลิศประเภทวงดนตรีอาชีพ
และได้รับรางวัลชนะเลิศแชมป์กีต้าร์แห่งประเทศไทย
จัดโดยสยามกลการ เมื่อ พ.ศ. 2521 [1]

ได้รับเลือกเป็นตัวแทนประเทศไทย ในการแสดงกีตาร์ Southeast Asian Guitar Festival'78 ร่วมแสดงกีตาร์กับตัวแทนจากประเทศเอเชีย 7 ประเทศ
พ.ศ. 2521 ได้รับรางวัลประกาศเกียรติคุณของชมรมสภาวะแวดล้อมสยาม
"เพลงแม่เจ้าพระยา"

ในการร่วมรณรงค์เพื่อรักษาสภาวะแวดล้อมที่ดีต่อประเทศไทยในปี 2529




Nov 15, 2011

ในหลวงเสด็จฯทอดพระเนตร แม่น้ำเจ้าพระยาพระพักตร์ แจ่มใสพสกนิกรปลาบปลื้ม


ในหลวงเสด็จฯทอดพระเนตร
แม่น้ำเจ้าพระยาพระพักตร์
แจ่มใสพสกนิกรปลาบปลื้ม

ในหลวงเสด็จฯ
ทอดพระเนตรแม่น้ำเจ้าพระยา
พระพักตร์แจ่มใส
พสกนิกรเฝ้ารับเสด็จ
ปลาบปลื้มเปล่งทรงพระเจริญ
สมเด็จพระเทพฯเสด็จเข้าเฝ้า
และทอดพระเนตรน้ำด้วย

เมื่อเวลา 15.58 น.
วันที่ 14 พ.ย.
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
เสด็จพระราชดำเนินจาก
ที่ประทับชั้น 16
อาคารเฉลิมพระเกียรติ
โรงพยาบาลศิริราช
โดยรถเข็นพระที่นั่ง
พระหัตถ์ทรงจูงคุณทองแดง
สุนัขทรงเลี้ยง

ในการนี้ทรงพระกรุณา
โปรดเกล้าฯให้
รศ.นพ.ประดิษฐ์ ปัญจวีนิน
หัวหน้าสำนักงานศูนย์โรคหัวใจ
สมเด็จพระบรมราชินีนาถ
เป็นผู้ถวายการเข็นรถพระที่นั่ง พร้อม
ศ.คลีนิค นพ.ธีรวัฒน์ กุลทนันทน์
คณบดีแพทย์ศาสตร์ศิริราชพยาบาล
และคณะแพทย์พยาบาล
โดยเสด็จพระราชดำเนิน
ผ่านตึกอานันทราช
ไปยังท่าน้ำบริเวณลานสระว่ายน้ำ
สมาคมศิษย์เก่าแพทย์ศิริราช
ในพระบรมราชูปถัมภ์

ขณะเสด็จฯ พระราชดำเนิน
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ทรงมีพระพักตร์ที่สดใส
แย้มพระสรวลให้แก่พสกนิกร
ซึ่งต่างกู่ร้อง
ทรงพระเจริญดังกึกก้องทั่ว
ทั้งโรงพยาบาลศิริราช
ประชาชนที่ต่างพร้อมใจกัน
เพื่อมารอ
เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทรับเสด็จฯ
อยู่ตามสองฟากฝั่งถนนทั้งในและ
นอกของโรงพยาบาลศิริราช
อย่างเนืองแน่น


Nov 13, 2011

ยอดเกี้ยวของจีน ปักหลักให้ความอร่อยที่ กทม. เหลียว หนิง











น้ำท่วมครั้งนี้ ทำให้ผมเห็นหลายสิ่งหลายอย่าง เหตุของความขัดแย้งของประเทศไทยนั้น มาจากผลประโยชน์และผลประโยชน์เท่านั้น การเล่นแง่เล่นมุมของพรรคการเมือง ทำให้รู้เช่นเห็นชาติ ของสองพรรคฯ ชั่งเลวร้ายมาก เอากรุงเทพเป็นตัวประกัน ทั้งๆ ที่เห็นอยู่แล้วว่า น้ำมาจากนครสวรรค์ สู่อยุธยาและบ่าลงกรุงเทพ ซึ่งเห็นก่อนตั้ง 2 เดือน แต่ไม่ทำอะไรเลย แล้วปล่อยให้เมืองกรุงจมน้ำต่อหน้าต่อตา...






วันนี้ผมได้มีโอกาสเข้าเมืองเพื่อหาของกินเสียหน่อย สำหรับคนกรุงที่ยังไม่จมน้ำคงยังใช้ชีวิตอย่างปรกติ มีการเตรียมตัวบ้่าง คิดแล้วปวดหัวผมว่ามากินกันดีกว่า ร้านนี้ผมเคยมากินตั้งแต่สมัยเกือบ 10 ปีที่แล้ว ร้านเกี้ยว เหลียว หนิง คำว่าเหลียว หนิง เป็นชื่อมนฑลหนึ่งของจีน อยู่เหนือปักกิ่งหน่อย ร้านนี้จะมีรสชาติจืดเป็นหลัก แต่พอมาร้านในแถวสีลมนี้รสชาติมีการปรับปรุงให้ถูกปากคนไทยมากขึ้น รสจัดขึ้น และมันน้อยลง (สมัยก่อนมันจัด จืดมาก) นับว่าเป็นอีกครั้งที่จะได้กลับมากินอีกครั้ง




มาสั่งกันเลยดีกว่า ร้านก็บอกว่าชื่อร้านเกี้ยว ต้องสั่งเกี้ยวอยู่แล้ว เกี้ยวซ่า ซาน ซี จานนี้เป็นจากเด็ดของทืี่ร้าน เป็นแบบทอดคล้ายกับเกี้ยวซ่า ส่วนน้ำจิ้มเขามีให้เราผสมเอง เครื่องปรุงที่จะมาทำน้ำจิ้มคือ พริกผัดน้ำมัน จิ๊กโฉ่ว ซีอิ๊ว ผสมกัน ส่วนผมชอบหวานนิดก็ขอน้ำตาลทรายเสียหน่อย เกี้ยวน้ำหมู ฟังแล้วอย่าเพิ่งคิดว่าจะมีน้ำซุปมาน่ะครับ แต่จะมาเป็นแบบ เสี่ยว หลง เปา ครับ ระวังปากกระจายน้ำครับ อีกจานหนึ่งก็เกี้ยวผักนึ่ง สำหรับเกี้ยวอร่อยมากครับ ส่วนใครที่ชอบผัดเปรี้ยวหวานก็ให้สั่งกุ้งผัดเปรี้ยวหวาน เด็ดอีกจาน มาพวกเส้นหน่อยผมสั่งหมี่ผัดเซี่ยงไฮ้ รสชาติจัดจ้านมาก เหมาะสมกับมณฑลเซี่ยงไฮ้ ขอรับรองได้ว่าอยากกินเกี้ยว ร้านนี้ไม่ทำให้ผิดหวังแน่นอน




ไปมาอย่างไร ผมว่าไม่ยากครับ ร้านนี้อยู่ในซอยข้างภัตตาคาร เชียง กา รี ล่า (สีลม) ตรงข้ามตึกเอ็มไพร์ โทรไปก่อนถ้าไปไม่ถูก 0-2635-6536


Rating : ที่สุดในแผ่นดิน
Latitude : 13.72675
Longitude : 100.52727
เรื่องและภาพโดย
ธนา ทุมมานนท์ (เบย์พาเลส)
www.facebook.com/baypalace

Nov 8, 2011

การฟื้นฟูหลังน้ำท่วม


วรากรณ์ สามโกเศศ
มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์

มติชน
November 3, 2011




น้ำท่วมจะหนักหนาสาหัสกว่าที่ได้เกิดขึ้นแล้วหรือไม่

ไม่มีใครรู้เพราะเชื่อว่าไม่มีใครรู้จริงในเรื่องน้ำในครั้งนี้
อย่างไรก็ดี สิ่งที่แน่นอนก็คือความเสียหายเหลือคณานับ
บ้างก็ว่าถึง 7-8 แสนล้านบาท
ซึ่งก็ไม่มีใครรู้อีกเช่นกันว่าใกล้เคียงความจริงแค่ไหน

โลกของเราในปัจจุบันมันซับซ้อน ลึกล้ำ มืดดำ
เกินกว่าที่จะเข้าใจได้ง่ายๆ โปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่บอกว่าบ้านท่านสูงกว่าน้ำกี่เมตร
น้ำจะมีโอกาสท่วมหรือไม่ก็ไม่มีความหมายมากนัก
ความสูงจากระดับน้ำทะเลอย่างเดียวมิได้เป็นตัวแปร
ที่จะบอกว่าน้ำมีโอกาสท่วม บ้านหรือไม่
ระยะทางใกล้ห่างแหล่งน้ำที่มีประตูระบายน้ำที่สามารถควบคุมน้ำได้
การป้องกันน้ำท่วมของตนเองและบริเวณใกล้เคียง
การเมืองระดับชาติและท้องถิ่นเกี่ยวกับการปล่อยน้ำ ฯลฯ

น้ำท่วมบ้านไม่ว่ามากน้อยเพียงใดอาจเป็นสิ่งที่กำลังจะเป็นอดีตของหลายคน
และอาจเป็นอดีตหรืออนาคตของประเทศก็ได้
ผู้คนได้พูดถึงน้ำท่วมกันมามากแล้ว
ผู้เขียนขอพูดถึงอนาคตหลังน้ำท่วมบ้าง

การแก้ไขปัญหาน้ำท่วมครั้งนี้สร้างความปวดหัวให้แก่ผู้เกี่ยวข้องอย่างมาก
แต่ถ้าเปรียบเทียบกับการฟื้นฟูหลังน้ำท่วมแล้ว
ปัญหาแรกจะเปรียบได้กับสิวเม็ดเล็กกับฝีทีเดียว

ใน การฟื้นฟูหลังน้ำท่วม ภาครัฐต้องคำนึงถึงอย่างน้อย 4 ประเด็นด้วยกัน กล่าวคือ
(1) การฟื้นฟูทางกายภาพ
(2) การสร้างงานและสร้างรายได้
(3) การฟื้นฟูความเชื่อมั่นในประเทศไทย
(4) การฟื้นฟูขวัญและกำลังใจของคนไทย

ในประเด็นแรก น้ำท่วมทำลายถนน กัดเซาะสิ่งก่อสร้างทั้งหลาย ทำลายความงดงาม
สร้างความสกปรก สร้างปัญหาสาธารณสุข ฯลฯ
สภาพเหล่านี้ต้องถูกแก้ไขเพื่อให้สามารถกลับสู่สภาพเดิมได้อย่างรวดเร็วที่สุด

ต้นทุนด้านโลจิสติกส์โยงใยกับการเดินทางและการขนส่งเป็นอย่างมาก
การซ่อมแซมถนนและหนทางการคมนาคมไม่ว่าด้วยรถไฟหรือเรือเป็นสิ่งที่ต้องรีบดำเนินการ
ความ สะอาดเรียบร้อยเป็นระเบียบ ความงดงามของถนนหนทาง บ้านเรือนจะกลับคืนมาได้
เพื่อสื่อความเป็นปกติสุขก็ด้วยการทุ่มเทแรงงาน
และทรัพยากรอย่างมากมายของภาครัฐ งานในส่วนนี้ต้องใช้เงินอย่างสร้างสรรค์ และโปร่งใสอีกนับแสนล้านบาท
ประเด็นที่สอง การสร้างงานและรายได้โยงใยกับการใช้จ่ายของภาครัฐเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ
ภาครัฐจำเป็นต้องทุ่มเทเงินอีกนับแสนๆ ล้านบาท ตลอดจนการยกเว้นภาษีเพื่อสนับสนุนการลงทุนจากต่างชาติ
และสนับสนุนการฟื้นคืนตัวของโรงงานอุตสาหกรรมที่โดนน้ำท่วมในหลายนิคม อุตสาหกรรม
SME′s และธุรกิจนอกระบบ (non-formal sector เช่น ขายลูกชิ้นปิ้ง ไก่ย่าง ขายของท้ายรถ รถกระบะขายกับข้าว ฯลฯ)
คือหัวใจของการฟื้นฟูชีวิตของคนชั้นกลางที่มีจำนวนนับล้านคน เลือดฝอยของเศรษฐกิจเหล่านี้
ต้องได้รับการฟื้นฟูหลังจากได้สูญเสียเครื่อง มือทำมาหากิน
และรายได้ระหว่างน้ำท่วม การให้โอกาสลุกขึ้นยืนอีกครั้งของธุรกิจเล็กๆ เหล่านี้
เป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่งยวดของสังคมไทย
ประเด็นที่สาม การฟื้นฟูความเชื่อมั่นในประเทศไทย
เราคงต้องยอมรับกันว่าคนไทยและคนต่างชาติได้เห็นการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมที่ขาด ประสิทธิภาพทั้งของภาครัฐ
และ ศปภ.ได้เห็นความขบขันที่นายกรัฐมนตรีต้องเป็นผู้ลงมาตัดสินปัญหาการเปิด ประตูระบายน้ำ
ได้เห็นการขาดความประสานงานอันเนื่องมาจากปัญหาการขาดการนำของภาครัฐ
ได้เห็นการเยียวยาในระยะต้นของผู้ถูกกระทบอย่างกระท่อนกระแท่น
และเหนือสิ่งอื่นใดประชาชนไม่เชื่อถือข้อมูลที่รัฐให้ (ถ้ามี) ฯลฯ
สิ่ง เหล่านี้ต้องได้รับการฟื้นฟูแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรมและอย่างเฉียบพลันเพื่อ
ให้คนเหล่านี้เกิดความเชื่อมั่นในประเทศไทยอีกครั้ง
ถ้าผู้คนขาดความเชื่อมั่นในความสามารถของภาครัฐและของคนไทยด้วยกันเอง
ในการ แก้ไขปัญหาแล้ว ปัญหาอื่นๆ จะตามมาอีกมากมาย
ไม่ว่าด้านเศรษฐกิจหรือสังคม หรือการเมือง
ประเด็นที่สี่ การฟื้นฟูจิตใจของคนไทย ภาพผู้คนลำบากแสนสาหัส
(ซ่อนอยู่ภายใต้รอยยิ้มและความอดทน) ของผู้ประสบอุทกภัย
เห็นกันโดยทั่วไปในโทรทัศน์ คนไม่ต่ำกว่า 5-6 ล้านคน ถูกระทบโดยอุทกภัยครั้งนี้
ปัญหา ด้านจิตใจที่เกิดขึ้นนั้นมิได้เกิดเฉพาะกับผู้ประสบอุทกภัย
แต่เกิดขึ้นกับผู้ที่ได้เห็นหรือมีประสบการณ์เกี่ยวพันด้วยโดยตรงและโดยอ้อม
ประสบการณ์เหล่านี้บ่อนเซาะความหวัง สร้างความหวาดหวั่นไม่มั่นใจและไม่มั่นคงในชีวิต
ผลในด้านจิตวิทยาเช่นนี้ส่งผลกระทบต่อผลิตภาพ (productivity)
หรือ ความสามารถในการผลิตของแรงงานแต่ละหน่วย
งานวิจัยสนับสนุนเรื่องนี้มีมากมายและชี้ให้เห็นว่าผลิตภาพซึ่งเป็นหัวใจ สำคัญ
ของความกินดีอยู่ดีของแต่ละสังคม ต้องการสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสมซึ่งได้แก่ความรู้สึกมั่นคงในชีวิต
ทั้ง 4 ประเด็นข้างต้นเป็นการบ้านสำคัญของสังคมไทย
รัฐบาลต้องเป็นผู้นำและประสานให้เกิดคำตอบ และมีการนำคำตอบไปปฏิบัติอย่างจริงจังและอย่างเห็นผล
คำตอบไม่ใช่เงินจำนวนมหาศาลที่ใช้ใน การแก้ไขปัญหา เงินเป็นเพียงเงื่อนไขจำเป็น (necessary condition)
แต่มิใช่เงื่อนไขที่เพียงพอ (sufficient condition) ในการฟื้นฟู 4 ประเด็นข้างต้น
การ ร่วมแรงร่วมใจของคนไทยทุกภาคส่วนโดยเฉพาะชุมชนในการฟื้นฟูประเทศไทย
หลัง อุทกภัยมีบทบาทสำคัญยิ่ง คำถามก็คือภาครัฐที่เป็นผู้นำจะทำอย่างไร
ให้ทุกภาคส่วนเกิดการร่วมแรงร่วมใจ ไม่รู้สึกว่ามีเขามีเราไม่มีความระแวงว่าจะเป็น “กับดัก”
เพื่อสร้างผลประโยชน์ทางการเมืองให้แก่กลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง
โครงการ ประชานิยมสุดขั้วทั้งหลายต้องถูกทบทวน
เพราะค่าใช้จ่ายของมันบวกค่าใช้จ่ายใน การฟื้นฟูของภาครัฐหลังน้ำท่วม
อาจสูงเกินกว่าความสามารถของสังคมเรา หากดื้อดึงก็จะเป็นผลเสียในระยะยาวต่อไปอีกหลายชั่วคน















Nov 4, 2011

TheIDOL คุณชาตรี คงสุวรรณ







ต้องกล้า บทสรุป



ต้องกล้า


ต้องกล้า "ดี้ นิติพงษ์ ห่อนาค" ในบท ทศกัณฐ์ ตอน ทศกัณฑ์เกี้ยวนางสีดา










ต้องกล้า ภารกิจของพี่ โอม ชาตรี คงสุวรรณ








ต้องกล้า ภารกิจของอัสนี-วสันต์ โชติกุล


Oct 24, 2011

เบื้องหลัง 1 คืนที่โรงงาน "อิชิตัน" ของ "กัปตัน" และ "คำขอร้อง" จาก "ตัน ภาสกรนที"







http://teetwo.blogspot.com/2011/05/blog-post_28.html
http://teetwo.blogspot.com/2011/10/z-z-3000.html

วันที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2554


"ผมเพิ่งโทรไปบอกลูกน้องว่าเรือ 100 ลำที่จะเอาไปบริจาค ให้เก็บไว้ลำหนึ่ง"
"
ตัน ภาสกรนที" เล่าให้ฟังเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว

ตอนแรก ลูกน้องคิดว่า "ตัน" จะเล่นเคล็ดตัวเลข

ลดจำนวนเรือจาก 100 เหลือ 99

เมื่อลูกน้องถามว่าอีกลำหนึ่งจะเอาไปไหน

คำตอบก็คือ "เอาไว้ที่บ้าน"


"ตัน" บอกว่ามัวแต่ช่วยคนอื่น แต่ลืมตัวเอง

มหันตภัยครั้งนี้ใหญ่หลวงกว่าที่ใครจะคาดคิด

"จุดต่ำสุด" หรือ "จุดที่แย่ที่สุด" ที่คนอยุธยาและนครสวรรค์
เคยคาดการณ์ไว้ วันนี้ทุกคนรู้แล้วว่า "ความจริง"
ครั้งนี้เลวร้ายกว่าที่เขาคิดไว้หลายเท่าตัวนัก

ช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา "ตัน" ค่อนข้าง "อิน"
กับการช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม

ตอนแรก เขาคิดว่าน้ำท่วมครั้งนี้จะบริจาคเงินช่วยเหลืออย่างเดียว

เพราะช่วงนี้ "ตัน" เริ่มลุยธุรกิจชาเขียว "อิชิตัน" อย่างเต็มตัว

ไม่มีเวลาว่างเหมือนตอนที่ช่วยน้ำท่วมครั้งก่อน

เขาขออนุญาตคู่ชีวิต "อิง" สุนิสา ภาสกรนที
ว่าจะบริจาคเงินก้อนใหญ่เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม


40 ล้านบาท

แต่หลังจากเห็นข่าวอุทกภัยครั้งใหญ่ "ตัน" ก็ทนไม่ได้
เขาระดมมิตรรักแฟนเพลงจาก "แฟนเพจ"
ของเขามาช่วยบรรจุของลงถุงยังชีพ
เพื่อนำไปบริจาคให้กับผู้ที่เดือดร้อน

ครั้งแรก เมื่อวันที่ 18 กันยายน ที่ "อารีน่า10"

มีคนไปร่วมประมาณ 2,000 คน

จากนั้น "ตัน" ก็ลุยซื้อเสื้อชูชีพ 10,000 ตัว
และเรือท้องแบนขนาด 15-20 ที่นั่งจำนวน 100 ลำ

ส้วมไฟเบอร์ 12 หลัง ส้วมกระดาษอีก 100 ชุด


และวันอาทิตย์ที่ 9 ตุลาคมที่ผ่านมา
"ตัน"ก็ขอแรง "แฟนเพจ" เป็นครั้งที่ 2
เพื่อบรรจุของลงในถุงยังชีพจำนวน 20,000 ชุด

ครั้งนี้มีคนไปร่วม "จิตอาสา" ถึง 7,000 คน


วันอังคารที่ 11 ตุลาคม "ตัน"
มีกำหนดการต้องไปมอบของให้กับผู้ว่าฯลพบุรี


แต่เขาเปลี่ยนใจ เมื่อทราบข่าวจากลูกน้องว่า
โรงงาน "อิชิตัน" มูลค่า 3,500 ล้านบาทของเขากำลังอยู่ช่วงวิกฤต

"ตัน" ตัดสินใจเข้าไปโรงงาน "อิชิตัน"

เพื่อสู้กับ”น้ำ”กับลูกน้อง
..................



ตั้งแต่เริ่มบริษัท ไม่ตัน และเปิดตัวสินค้าใหม่
ทั้งเครื่องดื่มดับเบิ้ลดริ้งก์ และชาเขียวอิชิตัน

"ตัน" ใช้ระบบการจ้างผลิต

เพราะโรงงานใหม่ของเขาอยู่ระหว่าง
การก่อสร้างและติดตั้งเครื่องจักร

และด้วยสไตล์การตัดสินใจอย่างรวดเร็วของ "ตัน"

โรงงานมูลค่า 3,500 ล้านบาทใช้เวลาก่อสร้างไม่ถึง 1 ปี

เดือนพฤศจิกายนที่จะถึงนี้ โรงงานของเขาจะเดินเครื่องอย่างเต็มที่

และจะเป็นโรงงานชาเขียวที่มีกำลังการผลิตสูงสุดในเมืองไทย

ทันทีที่เกิดอุทกภัยครั้งใหญ่ และน้ำเริ่มตีโอบนิคมอุตสาหกรรมโรจนะ

"ตัน" ก่อกำแพงสูงกว่า 3 เมตร รอบโรงงาน

ตอนแรกเขาเชื่อมั่นว่ากำแพงดังกล่าวจะสู้กับ "น้ำ" ได้

แต่เมื่อโรงงานฮอนด้าถูกน้ำทะลักเข้าร่วม

ความมั่นใจของ "ตัน" เริ่มลดลง

แต่ยังเชื่อว่า "ปาฎิหาริย์" น่าจะมีจริง

คืนวันจันทร์ที่ 10 ตุลาคม เขาได้รับโทรศัพท์
จากลูกน้องว่า "กำแพง" ที่กั้นไว้เริ่มจะสู้ไม่ไหว

อาหารและน้ำเริ่มร่อยหรอ
และน้ำมันที่ใช้กับเครื่องปั่นไฟเริ่มไม่พอเพียง

ในขณะที่ลูกน้องเริ่มหมดแรงลงเรื่อยๆ

"ตัน" ตัดสินใจเข้าไปโรงงาน
เพื่อให้กำลังใจและสู้ร่วมกับ "ลูกน้อง"

ตอนเช้าที่คุยกัน "ตัน" ยังมีเสียงที่สดใส

เขายังคิดแก้ปัญหาเรื่องการขนน้ำมันเข้าไปโรงงาน

และวางแผนจะไปนอนที่โรงงานร่วมกับลูกน้อง

"ผมเตรียมชุดนอนไว้แล้ว"

แต่พอตอนบ่าย เมื่อโทรศัพท์ไปคุยกันอีกครั้งหนึ่ง

เสียงของ "ตัน" เริ่มเปลี่ยนไป

เขาบอกว่าคงต้องยอมรับความเป็นจริง
และวางแผนอพยพลูกน้องออกจากโรงงานให้ปลอดภัยที่สุด

"ผมจะเป็นคนสุดท้ายที่ออกจากโรงงาน
กับตันต้องสละเรือเป็นคนสุดท้าย"

ผ่านไปจนถึงช่วงเย็น ในรายการเรื่องเด่นเย็นนี้ ช่วง "เจาะข่าวเด่น"

"สรยุทธ์ สุทัศนะจินดา" บุกเข้าไปในโรงงาน "อิชิตัน" เพื่อสัมภาษณ์ "ตัน"

ไม่มีใครเห็นภาพ เพราะรถถ่ายทอดสดไม่สามารถเข้าไปได้

มีแต่เสียงของ "ตัน" และ "สรยุทธ์"

ช่วงต้นเขายังคุมอารมณ์อยู่ "ตัน"
ยังบอกว่าคนที่เดือดร้อนกว่าเขายังมีอีกมากมาย
เขายังมีกำลังที่จะสู้ต่อได้

"แต่วันนี้คงจบแล้วสำหรับภารกิจกู้โรงงาน
พรุ่งนี้ก็กลับไปทำมาหากินกันต่อ
ตราบใดที่ยังมีลมหายใจ เราต้องมีกำลังใจ"

เมื่อ "สรยุทธ์" รู้ว่า "ตัน" จะนอนค้างที่นี่
เพื่อส่งพนักงานคนสุดท้ายออกไปให้หมด
และเหลือคนอยู่เฝ้าโรงงาน 5 คน

เขาเสนอทางเลือกว่าเขาจะช่วยนำ
พนักงานออกให้หมดภายในคืนนี้ แล้ว
"ตัน" ออกไปพร้อมกันกับเขา

แต่ "ตัน" ปฏิเสธ
บอกว่าที่นี่ยังมีเครื่องปั่นไฟ มีอาหาร

"ผมขออยู่ที่นี่สักคืนหนึ่ง"
เสียงของ "ตัน" เริ่มสั่นเครือ และขาดหายเป็นช่วงๆ

"....อยู่ให้สมกับที่ลงทุนไป"

ในจอโทรทัศน์มีแต่ความเงียบประมาณ 10 วินาที

ไม่มีเสียงของ "ตัน" หรือ "สรยุทธ์"

เพราะ "ตัน" ร้องไห้
.................

ภาพของ "ตัน" น้ำตาคลอ แพร่ภาพอีกครั้งในช่วง "เรื่องเล่าเช้านี้"

พร้อมกับ "แฟนเพจ" เข้ามาให้กำลังใจ 6,000 กว่าคน

3 โมงเย็นของวันพุธที่ 12 ตุลาคม "ตัน" เพิ่งออกจากโรงงาน

"คุณเชื่อไหม ตลอดระยะทาง 14 กิโลเมตรจากโรงงาน
มันมีแต่น้ำ ทุกโรงงานมีแต่น้ำท่วมกับน้ำท่วมมาก"

เขาเล่าว่าระหว่างที่นั่งรถจะมีคนงานโรงงานต่างๆขอโดยสารออกมาด้วย

แต่ละคนอยู่ในสภาพที่ทั้งหมดแรง และหมดกำลังใจ

"ผมยังมีแรง มีเงินที่จะสู้ต่อ แต่บางคนบ้านก็ถูกน้ำท่วม
โรงงานก็ท่วม บ้านก็ไม่มีอยู่ งานก็ไม่มี เงินก็ไม่มี น่าสงสารมาก"

จากประสบการณ์ครั้งนี้ "ตัน" อยากฝากไป
ถึงคนไทยทุกคนว่าปัญหาที่เกิดขึ้นในขณะนี้ไม่ใช่ปัญหาของคนใดคนหนึ่ง
ไม่ใช่ของรัฐบาล แต่เป็นของคนไทยทุกคน

"ถ้าเรียกร้องได้ ผมอยากเรียกร้องให้คนไทยที่ยังมีแรงอยู่
ให้ออกมาช่วยกันให้มากที่สุด ใครมีเงินช่วยเงิน
ช่วยเรื่องสิ่งของ ใครมีแรงช่วยออกแรง
ปัญหาวันนี้มันหนักหนาสาหัสจริงๆ"

"ผมขอร้อง..."






Oct 15, 2011

"ตัน ภาสกรนที" บทพิสูจน์ "ตัน" ไม่มีวัน "ตัน"วันที่โรงงาน 3,000 ล้านจมน้ำ



http://teetwo.blogspot.com/2008/11/blog-post_24.html
http://teetwo.blogspot.com/2010/09/blog-post_04.html
http://article.tcdcconnect.com/articles


วันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2554

(ที่มา หน้าเศรษฐกิจ มติชนรายวัน ฉบับประจำวันที่ 15 ตุลาคม 2554)



"ขณะที่ทีมมูลนิธิตันปันกำลังขนถุงยังชีพ 20,000 ชุด
ที่เพิ่งเตรียมเสร็จจากงานที่คุณตันจัดเมื่อวันอาทิตย์
ไปแจกผู้เดือดร้อนในจังหวัดลพบุรี
เดิมคุณตันจะเดินทางมาพร้อมกัน แต่ต้องเปลี่ยนแผนกะทันหัน
เพราะโรงงานกำลังเข้าขั้นวิกฤต
หลังเสร็จงานที่ลพบุรีพวกเรารีบมุ่งหน้าเตรียมไปสมทบคุณตันที่อยุธยา
แต่ถูกห้ามไว้บอกว่าอย่าเข้ามาที่โรงงาน อันตรายมาก
พวกเราขอร้องให้คุณตันรีบออกมา
โดยพนักงานหลายคนยืนยันจะเข้าไปรับ แต่แกพูดว่า


"พนักงานยังอยู่ที่นี่อีกตั้งหลายคน จะให้ผมออกมาได้ยังไง
พวกคุณก็ไม่ต้องเข้ามา ผมจะออกจากที่นี่เป็นคนสุดท้าย"



นั่นคือ ข้อความบนเว็บเพจของ ตัน ภาสกรนที
ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร
บริษัทไม่ตัน จำกัด
ผู้ผลิตชาเขียวพร้อมดื่มตรา อิชิตัน
ในวันที่ถูกน้ำจากทุกทิศทางเข้า
โจมตีโรงงานผลิตชาเขียวพร้อมดื่มอิชิตัน
ซึ่งใช้เงินลงทุนไปถึง 3,000 ล้านบาท
ในนิคมอุตสาหกรรมโรจนะเฟส 3
และโรงงานแห่งนี้จมมิดอยู่ใต้น้ำ
โดยมีไลน์การผลิตน้ำดื่มที่เตรียมผลิต
ไปแจกผู้ประสบภัยน้ำท่วมหนัก
ในเขตจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ลพบุรี คาอยู่



ถึงปาฏิหาริย์จะไม่เกิดขึ้น โรงงานผลิต เครื่องดื่มชาพร้อม
ดื่ม อิชิตันจมมิดอยู่ใต้น้ำในนิคมอุตสาหกรรมโรจนะ เฟส 3
โดยไม่รู้เมื่อไหร่จะฟื้นฟูให้กลับมาดำเนินการได้ใหม่


แต่สำหรับ ตัน ภาสกรนที แล้ว เขาบอกว่า ไม่เป็นไร
ยังมีทุนมีกำลังใจ สิ่งที่เกิดขึ้นกับเขา ถือว่าเล็กน้อยมาก
เมื่อเทียบกับคนทั่วไป ที่ประสบภัยในครั้งนี้อย่างหนักหนา
สาหัสชนิดที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประเทศไทย


ระหว่างโรงงานยังจมน้ำ ตันยืนยันว่า
จะเดินหน้าให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อน
จากน้ำท่วมหนักในเขตจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ลพบุรี
ผ่านรูปแบบการช่วยเหลือหลากหลาย ทั้งอาหาร น้ำดื่ม เรือ
และของจำเป็นในการยังชีพอื่นๆ ต่อไป
หลังจากที่เขาเป็นหนึ่งในผู้บริจาครายใหญ่สุดผ่านมูลนิธิตันปัน
ให้กับกระทรวงคมนาคมเป็นเงินรวม 40 ล้านบาท


งบฯที่ใช้ในการลงทุนโรงงานแห่งนี้ และความเสียหายที่เกิดขึ้น

ผมใช้เงินลงทุนโรงงานแห่งนี้ประมาณ 3,000 ล้านบาท
คงเสียหายเยอะ แต่ไม่อยากพูดถึงเรื่องความเสียหายในตอนนี้
เพราะความเสียหายที่เกิดขึ้นกับโรงงานคงหนัก
ไม่เท่ากับความเสียหายของชาวบ้านที่ได้รับจากน้ำท่วมในครั้งนี้
คนที่ประสบภัยไม่มีข้าวกิน ไม่มีบ้านอยู่
ไม่มีแม้กระทั่งบัตรประชาชน ไม่มีอะไรเลย



เรื่องความเสียหายที่เกิดขึ้นกับโรงงานต้องประเมิน
หลังจากน้ำลดและสถานการณ์โดยรวมกลับเข้าสู่ภาวะปกติอีกครั้ง
ตอนนี้เครื่องจักรจมอยู่ในน้ำ ที่เป็นคอมพิวเตอร์เสียหายหมด
ต้องรอน้ำลดแล้วรอให้ทางญี่ปุ่นเจ้าของเทคโนโลยี
มาตรวจสอบความเสียหายอย่างเป็นทางการอีกครั้ง

"ผมไม่ได้เจอวิกฤตคนเดียว หลายคนเจอหนักกว่า
สิ่งที่ประสบยังไม่หนักเท่ากับคนอื่น ผมยังมีกำลังใจ
ยังมีร้านอาหาร ยังมีธุรกิจอื่นๆ อีกหลายอย่าง
ยังมีเงินฝากในธนาคาร มีที่ดิน มีทรัพย์สินอื่นๆ
และในส่วนของโรงงาน หากเสียหายไป
สามารถสร้างขึ้นมาใหม่ได้ แต่คนอื่นไม่มีอะไรเลย
ไม่มีข้าวกิน ไม่มีแม้แต่บัตรประชาชน"


มีการปรับแผนธุรกิจอย่างไร



ต้องรอให้น้ำลดก่อนแล้วถึงมาว่ากัน สำหรับเรื่องธุรกิจตอนนี้ขอหยุดก่อน
ยังมีเวลาอีกเป็นเดือน คิดว่าน้ำยังไม่ลง และจะใช้เวลาตอนนี้
ไปช่วยเหลือคนอื่นผ่านมูลนิธิตันปันไปก่อน
และอยากขอร้องให้ทุกคนออกมาช่วยกัน








รายละเอียดทั้งหมด :

"วิถี(ไม่)ตัน" เป็นการถ่ายทอดประสบการณ์ของ ตัน ภาสกรนที

ที่เชื่อว่าชีวิตคือการเริ่มต้นใหม่ได้เสมอและได้ทุกวัน

เมื่อถามถึงการชีวิตของเขาเองหลังจากนี้

คือการ"ออกแบบชีวิตที่เหลือให้มีแต่รอยยิ้ม"

จากใจคุณตัน

ตลอด 30 ปี ของการทำธุรกิจ
ผมผ่านประสบการณ์ล้มแล้วลุก...
ลุกแล้วล้ม...
แล้วก็กลับมาลุกขึ้นใหม่ ครั้งแล้วครั้งเล่า
ก้าวได้ถึงวันนี้เพราะผมยังสู้ต่อ...ไม่เคยถอดใจ
เราทุกคนล้วนต้องเจออุปสรรค
ไม่ว่าทางใดก็ทางหนึ่งทั้งนั้น
บางคนเจอครั้งเดียว ก็เลิกแล้ว
ในขณะที่บางคนยังกัดฟันสู้ต่อ
เจอครั้งที่สอง ครั้งที่สาม ไม่ยอมแพ้
แต่พอมาถึงครั้งที่ห้าสิบกลับถอดใจไปตรงนั้น
กฎของการประสบความสำเร็จในธุรกิจ
ไม่ได้อยู่ที่คุณคิดได้ก่อนใคร
คุณเริ่มทำก่อน หรือใครทำมากกว่า
แต่ทั้งหมดคือการมุ่งมั่นทำอย่างสม่ำเสมอ
ไม่ยอมแพ้

ตัน ภาสกรนที


รายได้ค่าลิขสิทธิ์ทั้งหมดมอบให้ มูลนิธิตันปัน
เพื่อสนับสนุนการศึกษาและสิ่งแวดล้อม



Oct 13, 2011

ลาก่อน Steve Jobs


วรากรณ์ สามโกเศศ (http://varakorn.com)

มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์
(http://www.dpu.ac.th)

มติชน (http://www.matichon.co.th)
วันที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2554


(ที่มา หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับประจำวันที่ 13 ตุลาคม 2554)


S
teve Jobs นักประดิษฐ์นวัตกรรมไอที
ชาวอเมริกันผู้ยิ่งใหญ่คนหนึ่งของโลกจากไปในวัย 56 ปี
โดยทิ้งผลงานชั้นยอดไว้ให้ชาวโลก
ชีวิตของ Steven Paul "Steve" Jobs
ไม่ธรรมดาและไม่เป็นไปในกรอบตั้งแต่ก่อนเกิด
ชีวิตของเขาโลดโผนอย่างน่าสนใจ

Steve เกิดในเมืองซานฟรานซิสโก
เขาเป็นลูกครึ่งอาหรับและอเมริกัน
พ่อชื่อ Abdulfattah John Jandali เป็นชาวซีเรียที่อพยพมาอเมริกา
แม่คือ Joanne Schiebel ขณะเขาเกิดแม่เป็นนักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา

แม่มอบ Steve ให้เป็นบุตรบุญธรรมของครอบครัวผู้ใช้แรงงานอพยพจากรัฐ Armenia
ในสหภาพโซเวียต (ปัจจุบันเป็นประเทศ)
ต่อมาแม่เขาแต่งงานกับพ่อจริงของเขาและมีลูกสาวด้วยกันหนึ่งคนเป็นนักเขียน

พ่อจริงของเขาต่อมาเป็นศาสตราจารย์ด้าน Political Science
ไม่มีใครทราบชัดเจนว่าเหตุใดเมื่อพ่อแม่จริงของเขาแต่งงานกันแล้ว
จึงไม่รับเขากลับมาเลี้ยงเพื่อเป็นพี่ของน้องสาวเขา

ระหว่างเรียนหนังสือชั้นมัธยมเขาทำงานเป็นลูกจ้างระหว่างฤดูร้อนที่
Hewlett-Packard กับเพื่อนชื่อ Steve Wozniak
ซึ่งต่อมาร่วมกันก่อตั้งบริษัท Apple เมื่อถึงวัยเรียนมหาวิทยาลัย
เขาเข้าเรียนที่ Reed College ที่เมือง Portland รัฐ Oregon
แต่เรียนได้หนึ่งเทอมก็เลิกเรียน
แต่ก็แอบเข้าฟังเล็กเชอร์วิชาที่เขาสนใจ

ในปี 1974 Steve เข้าทำงานกับบริษัท Atari
และเดินทางไปอินเดียเพื่อแสวงหาความสว่างของชีวิต
เขาโกนหัวและเปลี่ยนมานับถือศาสนาพุทธ
อีก 2 ปีต่อมาก็ก่อตั้งบริษัท Apple และระดมเพื่อนมาจากที่ต่างๆ
ผลิตคอมพิวเตอร์ชนิดส่วนตัว ชุด Apple II
ต่อมาเป็นคอมพิวเตอร์ Macintosh ที่มีชื่อเสียง
ตามด้วยนวัตกรรมตระกูล Apple
ไล่ตั้งแต่ iPod/ iPhone/ iPad ออกมาเขย่าโลก

เขามีลูกชายหนึ่งคนและลูกสาวสองคนกับภรรยา
และมีลูกนอกสมรสอีกหนึ่งคนกับสาวนักเขียนภาพ
เขาทิ้งมรดกมูลค่าไม่ต่ำกว่า 8,300 ล้านเหรียญสหรัฐ
หลังจากต่อสู้กับโรคมะเร็งในตับอ่อนเป็นเวลานานกว่า 7 ปี

ผู้เขียนขอนำสุนทรพจน์ของสตีฟ จ็อบส์
ที่ให้บัณฑิตจบใหม่ของมหาวิทยาลัย Stanford ในวันรับปริญญาปี 2005 มาเล่าสู่กันฟัง
โดยขอนำมาจากบางส่วนของหนังสือ "วิชาสุดท้ายที่มหาวิทยาลัยไม่ได้สอน"
แปลโดยสฤณี อาชวานันทกุล (2552)

"......ผมเองไม่เคยเรียนจบปริญญา ตรงนี้เป็นก้าวที่ใกล้ที่สุดแล้วของผม
วันนี้ผมอยากเล่าเรื่องจากชีวิตจริงของผมให้น้องๆ ฟัง

"ผมลาออกจากมหาวิทยาลัยรีดหลังจากไปเรียนอยู่ที่นั่นหกเดือน
แต่ก็ไปนั่งเรียนต่ออีกประมาณสิบแปดเดือนก่อนที่ผมจะลาออกจริงๆ
แล้วทำไมผมถึงลาออก?...

".....หลังจากเรียนได้หกเดือน ผมก็มองไม่เห็นประโยชน์ของมันอีก
ผมไม่รู้ว่าผมต้องการอะไรจากชีวิต
และผมก็ไม่รู้ว่าปริญญาจะช่วยหาคำตอบให้ผมได้ยังไง
ในขณะที่ผมกำลังถลุงเงินที่พ่อแม่ของผมเก็บหอมรอมริบมาทั้งชีวิต
ผมก็เลยตัดสินใจลาออกด้วยความเชื่อว่าทุกอย่างคงโอเคในที่สุด...

".......ตอนผมอายุสิบเจ็ด ผมอ่านคำคมประโยคหนึ่งที่ว่าไว้ทำนองนี้
′ถ้าคุณใช้ชีวิตในแต่ละวันเหมือนกับเป็นวันสุดท้ายของคุณแล้วล่ะก็
วันหนึ่งคุณจะพบว่าสิ่งที่ทำไปนั้นถูกต้อง′
ผมรู้สึกประทับใจกับประโยคนี้มาก ตั้งแต่นั้นมากว่าสามสิบสามปี
ผมมองหน้าตัวเองในกระจกทุกวัน แล้วถามตัวเองว่า
′ถ้าวันนี้เป็นวันสุดท้ายของผม
ผมจะอยากทำสิ่งที่ผมกำลังจะทำวันนี้หรือเปล่า?′

"แล้วเมื่อไหร่ที่คำตอบคือ ′ไม่′ ติดกันหลายวัน
ผมจะรู้ตัวว่าผมต้องเปลี่ยนอะไรบางอย่างแล้ว

"ความสำนึกว่าผมจะต้องตายในไม่ช้าเป็นเครื่องมือสำคัญที่สุดที่ผมรู้จัก
ที่ผมใช้ในการตัดสินใจสำคัญๆ ของชีวิต
เพราะเกือบทุกสิ่งทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นความคาดหวัง ความภูมิใจ
ความกลัวการหน้าแตก และความผิดพลาดทั้งหลาย
ล้วนไม่มีความหมายอะไรเลยเมื่อเทียบกับความตาย

"มรณานุสติเป็นวิธีที่ดีที่สุดที่ผมรู้ ที่จะหลุดพ้นจากบ่วงความคิดที่ว่า
เรามีอะไรต้องเสีย เราทุกคนเปล่าเปลือยอยู่แล้วครับ
ไม่มีเหตุผลอะไรเลยที่เราจะไม่ทำตามสิ่งที่ใจเราต้องการ

"ประมาณหนึ่งปีก่อน หมอบอกว่าผมเป็นมะเร็ง
ผมไปเข้าเครื่องสแกนเวลา เจ็ดโมงครึ่งตอนเช้า
ผลออกมาชัดเจนว่ามีเนื้อร้ายที่ตับอ่อนของผม
ตอนนั้นผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่า ตับอ่อนคืออะไร
หมอบอกว่าเขาค่อนข้างแน่ใจว่าผมเป็นมะเร็งแบบที่รักษาไม่หาย
และผมไม่น่าจะอยู่ได้นานเกินสามถึงหกเดือน
หมอบอกให้ผมกลับบ้านไปสะสางเรื่องต่างๆ ที่คั่งค้างอยู่

"ก็เป็นโค้ดของหมอที่แปลว่าให้ไปเตรียมตัวตายนั่นแหละครับ

"แปลว่าให้พยายามบอกลูกๆ ถึงสิ่งต่างๆ
ที่คนปกติมีเวลาสิบปีที่จะบอก ให้บอกภายในไม่กี่เดือน
แปลว่าให้เก็บความรู้สึกทุกอย่างให้เรียบร้อย
ให้ครอบครัวไม่ยุ่งยากใจเมื่อถึงเวลา

"แปลว่าให้เอ่ยคำลา

"นั่นเป็นเหตุการณ์ที่นำให้ผมใกล้ชิดกับความตายมากที่สุดในชีวิต
ผมหวังว่ามันจะไม่มาใกล้กว่านี้แล้วในอีกหลายทศวรรษข้างหน้า
เพราะผมได้ประสบด้วยตัวเอง ผมเลยสามารถเล่าสิ่งต่อไปนี้ให้น้องๆ
ฟังด้วยความมั่นใจว่าตอนที่ความตายเป็นแค่นามธรรมสำหรับผม

"ไม่มีใครอยากตายหรอกครับ ขนาดคนที่อยากไปสวรรค์ก็ยังไม่อยากตายก่อนไปถึง
ถึงกระนั้นเราทุกคนก็ต้องตายทั้งนั้น ไม่มีใครเคยรอดพ้นจากมัน
แต่นั่นก็เป็นสัจธรรมที่ควรจะเป็น
เพราะความตายเป็นสิ่งที่ดีที่สุดที่ธรรมชาติให้เรามา
เป็นผู้นำความเปลี่ยนแปลง กำจัดของเก่าเพื่อสละพื้นที่ให้กับของใหม่
ตอนนี้น้องๆ ทุกคนเป็นของใหม่ แต่ในอีกไม่นานนับจากนี้น้องๆ
จะกลายเป็นของเก่าที่ธรรมชาติต้องกำจัด
ขอโทษที่อาจฟังดูเวอร์นะครับ แต่มันเป็นความจริง

"เวลาของน้องๆ มีจำกัด ดังนั้นอย่าทำให้มันเปล่าประโยชน์
ด้วยการใช้ชีวิตของคนอื่น อย่าตกเป็นทาสของกฎเกณฑ์-
นั่นคือการใช้ชีวิตตามความคิดของคนอื่น
อย่าปล่อยให้เสียงของทัศนคติคนอื่นดังกลบเสียงของหัวใจของเราเอง
และที่สำคัญที่สุดคือจงมีความกล้าที่จะเดินตาม
สิ่งที่หัวใจและสัญชาตญาณเรียกร้อง
เพราะสองสิ่งนี้รู้อยู่แล้วว่าน้องๆ
อยากเป็นอะไร ทุกอย่าง
ที่เหลือเป็นเรื่องรองลงมาทั้งนั้น......"

.......สตีฟจบลงด้วยประโยคเด็ด
"Stay Hungry, Stay Foolish"
("อย่าทิ้งความหิวกระหาย อย่ากลายเป็นคนเซื่องๆ")