Custom Search

Oct 13, 2011

ลาก่อน Steve Jobs


วรากรณ์ สามโกเศศ (http://varakorn.com)

มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์
(http://www.dpu.ac.th)

มติชน (http://www.matichon.co.th)
วันที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2554


(ที่มา หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับประจำวันที่ 13 ตุลาคม 2554)


S
teve Jobs นักประดิษฐ์นวัตกรรมไอที
ชาวอเมริกันผู้ยิ่งใหญ่คนหนึ่งของโลกจากไปในวัย 56 ปี
โดยทิ้งผลงานชั้นยอดไว้ให้ชาวโลก
ชีวิตของ Steven Paul "Steve" Jobs
ไม่ธรรมดาและไม่เป็นไปในกรอบตั้งแต่ก่อนเกิด
ชีวิตของเขาโลดโผนอย่างน่าสนใจ

Steve เกิดในเมืองซานฟรานซิสโก
เขาเป็นลูกครึ่งอาหรับและอเมริกัน
พ่อชื่อ Abdulfattah John Jandali เป็นชาวซีเรียที่อพยพมาอเมริกา
แม่คือ Joanne Schiebel ขณะเขาเกิดแม่เป็นนักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา

แม่มอบ Steve ให้เป็นบุตรบุญธรรมของครอบครัวผู้ใช้แรงงานอพยพจากรัฐ Armenia
ในสหภาพโซเวียต (ปัจจุบันเป็นประเทศ)
ต่อมาแม่เขาแต่งงานกับพ่อจริงของเขาและมีลูกสาวด้วยกันหนึ่งคนเป็นนักเขียน

พ่อจริงของเขาต่อมาเป็นศาสตราจารย์ด้าน Political Science
ไม่มีใครทราบชัดเจนว่าเหตุใดเมื่อพ่อแม่จริงของเขาแต่งงานกันแล้ว
จึงไม่รับเขากลับมาเลี้ยงเพื่อเป็นพี่ของน้องสาวเขา

ระหว่างเรียนหนังสือชั้นมัธยมเขาทำงานเป็นลูกจ้างระหว่างฤดูร้อนที่
Hewlett-Packard กับเพื่อนชื่อ Steve Wozniak
ซึ่งต่อมาร่วมกันก่อตั้งบริษัท Apple เมื่อถึงวัยเรียนมหาวิทยาลัย
เขาเข้าเรียนที่ Reed College ที่เมือง Portland รัฐ Oregon
แต่เรียนได้หนึ่งเทอมก็เลิกเรียน
แต่ก็แอบเข้าฟังเล็กเชอร์วิชาที่เขาสนใจ

ในปี 1974 Steve เข้าทำงานกับบริษัท Atari
และเดินทางไปอินเดียเพื่อแสวงหาความสว่างของชีวิต
เขาโกนหัวและเปลี่ยนมานับถือศาสนาพุทธ
อีก 2 ปีต่อมาก็ก่อตั้งบริษัท Apple และระดมเพื่อนมาจากที่ต่างๆ
ผลิตคอมพิวเตอร์ชนิดส่วนตัว ชุด Apple II
ต่อมาเป็นคอมพิวเตอร์ Macintosh ที่มีชื่อเสียง
ตามด้วยนวัตกรรมตระกูล Apple
ไล่ตั้งแต่ iPod/ iPhone/ iPad ออกมาเขย่าโลก

เขามีลูกชายหนึ่งคนและลูกสาวสองคนกับภรรยา
และมีลูกนอกสมรสอีกหนึ่งคนกับสาวนักเขียนภาพ
เขาทิ้งมรดกมูลค่าไม่ต่ำกว่า 8,300 ล้านเหรียญสหรัฐ
หลังจากต่อสู้กับโรคมะเร็งในตับอ่อนเป็นเวลานานกว่า 7 ปี

ผู้เขียนขอนำสุนทรพจน์ของสตีฟ จ็อบส์
ที่ให้บัณฑิตจบใหม่ของมหาวิทยาลัย Stanford ในวันรับปริญญาปี 2005 มาเล่าสู่กันฟัง
โดยขอนำมาจากบางส่วนของหนังสือ "วิชาสุดท้ายที่มหาวิทยาลัยไม่ได้สอน"
แปลโดยสฤณี อาชวานันทกุล (2552)

"......ผมเองไม่เคยเรียนจบปริญญา ตรงนี้เป็นก้าวที่ใกล้ที่สุดแล้วของผม
วันนี้ผมอยากเล่าเรื่องจากชีวิตจริงของผมให้น้องๆ ฟัง

"ผมลาออกจากมหาวิทยาลัยรีดหลังจากไปเรียนอยู่ที่นั่นหกเดือน
แต่ก็ไปนั่งเรียนต่ออีกประมาณสิบแปดเดือนก่อนที่ผมจะลาออกจริงๆ
แล้วทำไมผมถึงลาออก?...

".....หลังจากเรียนได้หกเดือน ผมก็มองไม่เห็นประโยชน์ของมันอีก
ผมไม่รู้ว่าผมต้องการอะไรจากชีวิต
และผมก็ไม่รู้ว่าปริญญาจะช่วยหาคำตอบให้ผมได้ยังไง
ในขณะที่ผมกำลังถลุงเงินที่พ่อแม่ของผมเก็บหอมรอมริบมาทั้งชีวิต
ผมก็เลยตัดสินใจลาออกด้วยความเชื่อว่าทุกอย่างคงโอเคในที่สุด...

".......ตอนผมอายุสิบเจ็ด ผมอ่านคำคมประโยคหนึ่งที่ว่าไว้ทำนองนี้
′ถ้าคุณใช้ชีวิตในแต่ละวันเหมือนกับเป็นวันสุดท้ายของคุณแล้วล่ะก็
วันหนึ่งคุณจะพบว่าสิ่งที่ทำไปนั้นถูกต้อง′
ผมรู้สึกประทับใจกับประโยคนี้มาก ตั้งแต่นั้นมากว่าสามสิบสามปี
ผมมองหน้าตัวเองในกระจกทุกวัน แล้วถามตัวเองว่า
′ถ้าวันนี้เป็นวันสุดท้ายของผม
ผมจะอยากทำสิ่งที่ผมกำลังจะทำวันนี้หรือเปล่า?′

"แล้วเมื่อไหร่ที่คำตอบคือ ′ไม่′ ติดกันหลายวัน
ผมจะรู้ตัวว่าผมต้องเปลี่ยนอะไรบางอย่างแล้ว

"ความสำนึกว่าผมจะต้องตายในไม่ช้าเป็นเครื่องมือสำคัญที่สุดที่ผมรู้จัก
ที่ผมใช้ในการตัดสินใจสำคัญๆ ของชีวิต
เพราะเกือบทุกสิ่งทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นความคาดหวัง ความภูมิใจ
ความกลัวการหน้าแตก และความผิดพลาดทั้งหลาย
ล้วนไม่มีความหมายอะไรเลยเมื่อเทียบกับความตาย

"มรณานุสติเป็นวิธีที่ดีที่สุดที่ผมรู้ ที่จะหลุดพ้นจากบ่วงความคิดที่ว่า
เรามีอะไรต้องเสีย เราทุกคนเปล่าเปลือยอยู่แล้วครับ
ไม่มีเหตุผลอะไรเลยที่เราจะไม่ทำตามสิ่งที่ใจเราต้องการ

"ประมาณหนึ่งปีก่อน หมอบอกว่าผมเป็นมะเร็ง
ผมไปเข้าเครื่องสแกนเวลา เจ็ดโมงครึ่งตอนเช้า
ผลออกมาชัดเจนว่ามีเนื้อร้ายที่ตับอ่อนของผม
ตอนนั้นผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่า ตับอ่อนคืออะไร
หมอบอกว่าเขาค่อนข้างแน่ใจว่าผมเป็นมะเร็งแบบที่รักษาไม่หาย
และผมไม่น่าจะอยู่ได้นานเกินสามถึงหกเดือน
หมอบอกให้ผมกลับบ้านไปสะสางเรื่องต่างๆ ที่คั่งค้างอยู่

"ก็เป็นโค้ดของหมอที่แปลว่าให้ไปเตรียมตัวตายนั่นแหละครับ

"แปลว่าให้พยายามบอกลูกๆ ถึงสิ่งต่างๆ
ที่คนปกติมีเวลาสิบปีที่จะบอก ให้บอกภายในไม่กี่เดือน
แปลว่าให้เก็บความรู้สึกทุกอย่างให้เรียบร้อย
ให้ครอบครัวไม่ยุ่งยากใจเมื่อถึงเวลา

"แปลว่าให้เอ่ยคำลา

"นั่นเป็นเหตุการณ์ที่นำให้ผมใกล้ชิดกับความตายมากที่สุดในชีวิต
ผมหวังว่ามันจะไม่มาใกล้กว่านี้แล้วในอีกหลายทศวรรษข้างหน้า
เพราะผมได้ประสบด้วยตัวเอง ผมเลยสามารถเล่าสิ่งต่อไปนี้ให้น้องๆ
ฟังด้วยความมั่นใจว่าตอนที่ความตายเป็นแค่นามธรรมสำหรับผม

"ไม่มีใครอยากตายหรอกครับ ขนาดคนที่อยากไปสวรรค์ก็ยังไม่อยากตายก่อนไปถึง
ถึงกระนั้นเราทุกคนก็ต้องตายทั้งนั้น ไม่มีใครเคยรอดพ้นจากมัน
แต่นั่นก็เป็นสัจธรรมที่ควรจะเป็น
เพราะความตายเป็นสิ่งที่ดีที่สุดที่ธรรมชาติให้เรามา
เป็นผู้นำความเปลี่ยนแปลง กำจัดของเก่าเพื่อสละพื้นที่ให้กับของใหม่
ตอนนี้น้องๆ ทุกคนเป็นของใหม่ แต่ในอีกไม่นานนับจากนี้น้องๆ
จะกลายเป็นของเก่าที่ธรรมชาติต้องกำจัด
ขอโทษที่อาจฟังดูเวอร์นะครับ แต่มันเป็นความจริง

"เวลาของน้องๆ มีจำกัด ดังนั้นอย่าทำให้มันเปล่าประโยชน์
ด้วยการใช้ชีวิตของคนอื่น อย่าตกเป็นทาสของกฎเกณฑ์-
นั่นคือการใช้ชีวิตตามความคิดของคนอื่น
อย่าปล่อยให้เสียงของทัศนคติคนอื่นดังกลบเสียงของหัวใจของเราเอง
และที่สำคัญที่สุดคือจงมีความกล้าที่จะเดินตาม
สิ่งที่หัวใจและสัญชาตญาณเรียกร้อง
เพราะสองสิ่งนี้รู้อยู่แล้วว่าน้องๆ
อยากเป็นอะไร ทุกอย่าง
ที่เหลือเป็นเรื่องรองลงมาทั้งนั้น......"

.......สตีฟจบลงด้วยประโยคเด็ด
"Stay Hungry, Stay Foolish"
("อย่าทิ้งความหิวกระหาย อย่ากลายเป็นคนเซื่องๆ")