Custom Search

Jan 30, 2010

Pay it Forward >>> จ่ายให้คนต่อไป>>>

HAVE YOU HEARD?
คุณเคยได้ยินไหม?

ถ้ามีใครสักคนช่วยเหลือคุณ ในบางสิ่งที่ยิ่งใหญ่ , บางสิ่งที่คุณไม่สามารถทำได้ด้วยตัวเอง
และแทนที่คุณจะตอบแทนเขาโดยตรง , คุณได้ตอบแทนไปยังคนอื่นอีก 3 คน


และในวันต่อมา , คนสามคนนั้นแต่ละคนได้ส่งต่อความช่วยเหลือไปยังอีกสามคนถัดไป...

และในวันถัดไป , คนทั้ง 27 คนนั้น แต่ละคนได้ส่งต่อความช่วยเหลือไปยังคนอีกสามคน...

และในแต่ละวัน , คนเหล่านั้นทุกๆ คนได้ส่งต่อความช่วยเหลือต่อไปยังคนอีก 3 คน...

ภายใน 2 สัปดาห์ , จะมีผู้คนที่ได้รับความช่วยเหลือถึง 4,782,969 คน !!!

"Pay it Forward"

เป็นเรื่องราวของเด็กชายคนหนึ่ง ที่คิดทฤษฎีเปลี่ยนแปลงโลกขึ้นมา!!!
ที่น่าสนใจคือทฤษฎีนี้ง่ายมากๆ
โดยการเริ่มที่ตัวเองก่อน

เริ่มที่จะช่วยเหลือคนรอบข้าง เช่น แม่ ครู และคนข้างถนน
จนเกิดกระแสแห่งความดีกระเพื่อมไปทั่วทั้งประเทศ





"Pay it Forward"
จ่ายให้คนต่อไป

ผมพยายามอย่างหนักแล้วแต่ก็ไม่มีอะไรดีขึ้น

ของแม่สิ แม่ไปพูดกับยาย ทำดีกับยาย
มันเป็นเรื่องที่ทำยาก แต่ก็ดี
เพราะยายมางานวันเกิดผม
ผมคิดถึงยายมาก ทำให้ "จ่ายต่อ" ไปถึงไหนๆ ได้
เพราะแม่ผม เพราะว่าเธอกล้าหาญ
ของผม... ไม่รู้สิ คนอาจจะกลัวอะไรอยู่ก็ได้
นี่ถ้าหากอะไรต่างไปจากเดิม
โลกคงจะเป็นที่ที่น่าอยู่
ผมคิดว่ายากที่จะเปลี่ยน
สำหรับคนที่ชินกับอย่างหนึ่ง

แม้ว่าจะเป็นสิ่งไม่ดี เขาก็เลยยอมแพ้
แล้วพอเขายอม ทุกคนก็เลยพ่ายแพ้
เวลาเช่นนี้ทำให้ผมเสียใจที่จะรายงานอะไร
มันก็ยาก คุณวางแผนล่วงหน้าไม่ได้
คุณต้องดูคนให้มากขึ้น
ดูแลเขาเพื่อพิทักษ์เขา
เพราะว่าเขามักไม่เห็นสิ่งที่เขาต้องการ
เหมือนกับมีโอกาสให้ซ่อมอะไร
ที่ไม่ใช่จักรยานของคุณเองคุณช่วยซ่อมคน
* แทรเวอร์ แมคเคนนีย์ *


เวลานี้ สมควรอย่างยิ่งที่จะสืบต่อกระแส
"จ่ายให้คนต่อไป" ที่แทรเวอร์ แมคเคนนีย์
สร้างไว้ในหนังเรื่อง Pay It Forward
แทรเวอร์ แมคเคนนีย์ เป็นเด็กชายอายุ ๑๒ ปี
แม่ทำงานในร้านอาหาร กลับบ้านดึกดื่นค่อนคืนและตื่นสาย

แทรเวอร์จึงต้องดูแลตัวเอง
ในตอนต้นเรื่องไม่ได้กล่าวถึงพ่อของแทรเวอร์

วันแรกของการเรียนเกรด ๗ (ปีสุดท้ายในระดับประถม)
แทรเวอร์ได้ช่วยเพื่อนคนหนึ่ง ไม่ให้ถูกนักเรียน
ที่โตกว่ารังแก แสดงให้เห็นว่า
เขามีจิตใจ ที่จะช่วยเหลือ คนอื่นอยู่แล้ว
ยิ่งมีครูสังคมศึกษา ที่ชื่อ ซิมโมเน็ท
แทรเวอร์จึงพัฒนาจิตสำนึกที่จะช่วยคนยิ่งขึ้นอีก


ในชั่วโมงแรก ครูซิมโมเน็ทถามนักเรียนว่า
โลกมีความหมายอย่างไรต่อนักเรียน
และโลกคาดหวังอะไรจากนักเรียน
เป็น คำถามที่ยากมากสำหรับนักเรียนประถม
เด็กๆ ตอบได้ไม่ดีนัก แต่ท่านผู้อ่านดอกหญ้าคงตอบได้ชัดเจน
และคงตอบได้ยาวขนาดเป็นความเรียงสำหรับคำถามต่อไปที่
ครูซิมโมเน็ทคงไม่ได้ ตั้งใจถามให้นักเรียนตอบ

แต่พูดเพื่อให้คิดว่า
"ถ้าเธอโตขึ้น แล้วโลกทำให้เธอผิดหวัง
ไม่ได้เป็นอย่างที่เธอคิด เธอจะทำอย่างไร"

การบ้านสำหรับชั่วโมงแรกของการเรียนคือ
Think of an idea to change the world and put it into action
เป็นการบ้าน ที่ท้าทาย และสร้างสรรมาก
ครูให้เด็ก ๆ คิดหาวิธีที่จะเปลี่ยนแปลงโลก
และที่สำคัญคือ ต้องนำความคิดนั้น
ไปปฏิบัติด้วย (นี่แหละเป้าหมายปลายทางของการศึกษา)

เด็ก ๆ บอกว่า ยาก ไม่มีคนช่วย แปลก และบ้า
ครูก็เลยแนะให้คิดถึงคำว่า possible
แล้วก็ถามว่า ความเป็นไปได้อยู่ที่ไหน

แทรเวอร์ ลูกศิษย์ตัวน้อยถามครูว่า
ครูทำอะไรบ้างที่เปลี่ยนแปลงโลก
(ถ้าเป็นครูไทย จะคิดว่า เด็กย้อน หรือเปล่านะ)
ครูบอกว่า ครูมาตรงเวลา แล้ว ก็สอนพวกเธอ

แทรเวอร์ทำการบ้านชิ้นนี้ด้วยการช่วยเจอร์รี่ ชายจรจัดคนหนึ่ง

พาเขามากินอาหารที่บ้าน และสละ เงินออมของ ตัวเองให้

พอมีเงิน ก็ไปซื้อเสื้อผ้าใส่สำหรับไปสมัครงาน
เจอร์รี่ก็เลยมีงานทำ
วันหนึ่งเขาแอบมาซ่อมรถ ที่บ้าน ของแทรเวอร์
แม่มาเจอเข้า เขาก็เลยเล่าเรื่อง ที่แทรเวอร์ช่วยเขา
แล้วเขาก็อยาก จะช่วยซ่อมรถให้ แทรเวอร์
ขอให้ตอบแทน ด้วยการช่วยคนอื่นต่อไป ๓ คน

แม่สังเกตเห็นรอยฉีดยาที่แขน จึงทักว่า
จะเลิกยา เสพติดได้หรือ เขาเชื่อมั่นว่า เลิกได้
แต่แล้วเขาก็กลับไปเสพยาอีก
แทรเวอร์ขีดชื่อเจอร์รี่ออกจากแผนการเปลี่ยนแปลงโลก
แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะเปลี่ยนเจอร์รี่ไม่ได้เสียทีเดียว
วันหนึ่งขณะที่เดินข้ามสะพาน
เจอร์รี่กำลังคิดว่า จะไปหายา ที่ไหนมาเสพ

มีผู้หญิงคนหนึ่ง กำลังจะกระโดดน้ำตาย
เขาตรงเข้าไปช่วยเธอ
พูดโน้มน้าว ให้เธอเปลี่ยนใจ บอกเธอว่า
เขาก็ลำบาก เหมือนกัน ขอให้เธอช่วย
(คนเราถ้าคิดถึงคนอื่นบ้าง ความทุกข์ของตัวเอง ก็เบาบางลง)

คนต่อไปที่แทรเวอร์จะช่วย คือ ครูซิมโมเน็ท
ครูมีรอยแผลเป็นเต็มหน้า แทรเวอร์ไม่ได้รับคำตอบ

จากครู ว่าเป็นอะไร
แผนการของแทรเวอร์ ก็คือชักนำให้ครู มาสนิทสนมกับแม่
แต่ก็ต้องผิดหวัง เพราะพ่อกลับมา สัญญากับแม่ว่า
จะเลิกดื่มเหล้า แม่ก็เหมือนผู้หญิงทุกคน
ให้โอกาส เหมือนแม่ของ ครูซิมโมเน็ท
สามีเมา ทำร้ายลูกเมีย ซิมโมเน็ท
ออกจากบ้าน ตอนอายุ ๑๓ สามปีต่อมา
เขากลับไปหาแม่ จะรับแม่ไปอยู่ด้วย

พ่อโกรธมาก ตีท้ายทอยลูก
หมดสติ ราดน้ำมัน แล้วจุดไฟเผาลูก
เป็นเหตุให้ครูซิมโมเน็ท มีแผลเป็น เต็มตัว
และ ไม่มีวันที่จะลืม
สายตาสะใจ ของพ่อ ที่ซิมโมเน็ท
ได้สติตื่นขึ้นมาเห็น ก่อนถูกเผาทั้งเป็น
ด้วยประสบการณ์ชีวิตที่โหดร้าย
ครูจึงโกรธแม่ของแทรเวอร์มาก

ที่ยอมรับสามีเข้าบ้าน เพราะครู ไม่เชื่อว่า เขาจะไม่ตีแทรเวอร์
แล้ววันหนึ่ง พ่อของแทรเวอร์ก็แสดงธาตุแท้ ให้แม่รู้ว่า
พลาดไป ที่รับเขาเข้าบ้าน
แม่จึงตัดสินใจขอ (กึ่งไล่) ให้พ่อ ออกจากบ้านไป
แทรเวอร์ขอร้องครูซิมโมเน็ทให้ช่วยแม่
เพราะแม่พลาดไปแล้ว และคิดว่า ครูคงไม่ให้อภัย
ครูบอกว่า เป็นเรื่องยาก แทรเวอร์บอกว่า
เพราะเป็นเรื่องยาก ครูถึงต้องทำ

"เพื่อการบ้านของผม เพื่อผม"
ฉากนี้ เป็นฉากที่ น่าประทับใจมาก
เพราะแสดงถึงความสัมพันธ์ทางใจ
ระหว่างครูกับศิษย์ ครูอยาก จะช่วยลูกศิษย์ แต่ลูกศิษย์
ขอสิ่งที่ทำได้ยากเหลือเกิน
ลูกศิษย์ก็รักครูมาก เมื่อครูแสดงอาการ
ให้รู้ว่า คำขอร้อง ไม่เป็นผล
ก็เลยผิดหวัง ถึงกับหลั่งน้ำตา
ครูก็ได้แต่บอกว่า ครูจะรักเธอตลอดไป


เด็กที่แสดงเป็นแทรเวอร์แสดงได้ดีมาก ด้วยสีหน้า ของเด็กช่างคิด
คำพูดฉลาดฉาดฉาน จิตใจดี พูดแบบ ชาวพุทธ
ก็ต้องว่าเป็นเด็กมีบุญ มีครูดี ชี้แนะให้รู้จัก
คิดสร้างสรร ทำประโยชน์แก่สังคม มีแม่ที่รัก เอาใจใส่ ห่วงใย
น่าเสียดาย เด็กดี ๆ แต่อายุสั้น
ก่อนจะเสียชีวิต มีนักข่าวมาสัมภาษณ์แทรเวอร์ ออกรายการโทรทัศน์

เพราะกระแส Pay It Forward หรือ "จ่ายให้ คนต่อไป"
แพร่ไปในหลายรัฐ ของสหรัฐอเมริกา
แทรเวอร์คิดว่า เป็นผลงานของแม่
เพราะแม่ ช่วยยาย แล้วยาย ก็ช่วยคนอื่นต่อไป
คนที่ยายช่วย ก็ช่วยคนอื่นต่อไปอีก คนละ ๓ แทรเวอร์ไม่รู้ว่า
เจอร์รี่มีส่วน ในการแพร่ กระแสนี้ด้วย ที่สำคัญ
แม่ก็ได้รับอิทธิพลความคิด จากแทรเวอร์นั่นเอง

ถ้อยคำของแทรเวอร์ที่พูดในโทรทัศน์
เป็นความจริงที่ปฏิเสธไม่ได้จริง ๆ และ
สำหรับ คนที่ยอมแพ้ไปแล้ว ถ้อยคำนี้ ช่างบาดใจนัก
"ผมคิดว่ายาก ที่จะเปลี่ยน
สำหรับคนที่ชินกับอย่างหนึ่ง
แม้ว่าจะเป็นสิ่งไม่ดี เขาก็เลยยอมแพ้
แล้วพอเขายอม ทุกคนก็เลยพ่ายแพ้"
แทรเวอร์เสียชีวิตเพราะเข้าไปช่วยเพื่อนที่ถูกรุมทำร้าย
ช่วยเพื่อนได้ แต่ตนเองถูกแทง
ผู้คนจากทุกสารทิศ ถือโคมไฟ มาเคารพศพ แทรเวอร์

ดูหนังเรื่องนี้แล้ว ไม่อยากให้เป็นแค่หนัง
อยากชวนท่านผู้อ่าน
Think of an idea to change the world and put it into action
ความคิดที่ดี และการลงมือทำ เป็นองค์ประกอบ ที่จำเป็น
ทั้งสองอย่าง สำหรับ การเปลี่ยนแปลงโลก
ถึงความคิด จะวิเศษเพียงใด ถ้าไม่ปฏิบัติ ก็ไม่เป็นผลแน่นอน
ทำนองเดียวกัน ลงแรงหนักเหนื่อย เพียงใด
ก็สูญเปล่าได้ ถ้าทำโดย ไม่พิจารณา ตริตรอง

ดีไม่ดี กลับสร้างความเสียหายเสียอีก
แม้ว่าการเปลี่ยนความเคยชินจะเป็นเรื่องยาก
ทั้งที่เป็นความเคยชินที่ไม่ดี
เราก็มักจะยอมแพ้ ปล่อยตัวเอง ให้จมปลัก
อยู่กับ ความบกพร่อง เลวร้ายในตน เราจึงไม่พ้นโศกอยู่เช่นนี้
ใครเริ่มคิดและปฏิบัติการเปลี่ยนแปลงโลก ยกมือขึ้น
(ดอกหญ้า อันดับที่ ๑๐๖ มีนาคม - เมษายน ๒๕๔๖ ฉบับ...ย่อมโศกอยู่เช่นนี้)


Jan 22, 2010

"หมอประเวศ" ชี้คำตอบของการพัฒนาประเทศดีที่สุด เริ่มที่"ชุมชน"


มติชน
วันที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2553

หลังพบความล้มเหลวของประเทศไทยในทุกด้าน
เกิดจากการสร้างพระเจดีย์จากยอด
ราษฏรอาวุโสแนะเปลี่ยนแนวคิดใหม่
เริ่มที่ชุมชน ให้อปท.มีบทบาทแก้ไขปัญหา
ร่วมสร้างกรอบการทำงานเพื่อท้องถิ่นร่วมกัน...

ศ.นพ.ประเวศ วะสี ราษฎรอาวุโส
กล่าวปาฐกถาในงานสัมมนาวิชาการ เรื่อง

“การขับเคลื่อนท้องถิ่นสู่การพัฒนาประเทศ”

จัดโดยภาควิชารัฐประศาสนศาสตร์

คณะเศรษฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์

มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์
เมื่อเร็ว ๆ นี้ โดยเห็นว่า

การพัฒนาท้องถิ่นคือจุดยุทธศาสตร์สำคัญในการพัฒนาประเทศ

ประเทศจะเข้มแข็งได้ต้องเริ่มจากการพัฒนาระบบรากหญ้า

นั่นคือ
ท้องถิ่น นำโดยผู้นำท้องถิ่นและคนในท้องถิ่น

ที่มองเห็นปัญหาได้ครอบคลุม

ช่วยให้ท้องถิ่นสามารถปกครองตัวเอง

สร้างนโยบายการพัฒนาและ

ดูแลทุกข์สุขโดยคนในชุมชนเพื่อชุมชน


ศ.นพ. ประเวศ กล่าวถึงการสร้างการพัฒนาแบบสร้างพระเจดีย์ว่า
ราษฎรอาวุโส กล่าวว่า ประเทศไทยมีทรัพยากรหลากหลาย
ที่พร้อมจะนำมาพัฒนาประเทศ
ปัจจุบันยังพัฒนาไม่ตรงจุด
เนื่องจากการปกครองส่วนกลางสร้างนโยบายออกมา
รองรับการพัฒนาในด้านต่าง ๆ
แต่ระบบวัฒนธรรม ความเชื่อที่แตกต่างกันในระดับภูมิภาค
ไม่สามารถทำให้นโยบายดังกล่าว
นำไปใช้พัฒนาครอบคลุมทุกภาคส่วนได้
ดังนั้น สิ่งที่ควรรีบแก้ไข คือ
การช่วยกันพัฒนาท้องถิ่นแบบบูรณาการ
สร้างจิตสำนึกให้ประชาชนมีส่วนร่วมใน
การสร้างวิธีการแก้ไขและช่วยพัฒนาประเทศร่วมกัน

“เราควรสร้างรากฐานให้มั่นคงก่อนที่จะพัฒนาระบบส่วนอื่น

เหมือนการสร้างฐานพระเจดีย์

นั่นคือ เริ่มจากฐานที่อยู่ส่วนล่าง

ที่มีอยู่มากในชุมชนท้องถิ่น

ต้องมั่นคงแล้วจึงไปพัฒนาส่วนบนฐานพระเจดีย์ต่อไป

ดังนั้นควรเปลี่ยนแนวคิดใหม่

จากการคิดเชิงเทคนิคมาเป็นการคิดเชิงโครงสร้าง

ให้จุดสำคัญเริ่มที่ชุมชน

ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีบทบาทแก้ไขปัญหา

ผ่านตัวแทนผู้นำท้องถิ่นที่ประชาชนไว้ใจ

ร่วมสร้างกรอบการทำงานเพื่อท้องถิ่น

นำมาพัฒนาและสร้างให้มี

การจัดการและพัฒนาชุมชนด้วยกันเองอย่างเข้มแข็ง

ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน

ทั้งด้านเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม สังคม การศึกษา

รวมถึงเรื่องโลกร้อน

ที่กำลังคุกคามกับสรรพสิ่งต่าง ๆ บนโลก”


หากฐานพระเจดีย์ของสังคม คือชุมชน ท้องถิ่นเข้มแข็งทุกๆ ด้าน
เมื่อระบบฐานมั่นคงแล้วจึงนำไปบูรณาการด้านอื่นเพื่อสร้างความเข้มแข็ง
ให้ปกครองตัวเองได้ ครอบคลุม 8 ด้าน คือ
1. เศรษฐกิจ
2. จิตใจ
3. สังคม การมีส่วนร่วม
4. วัฒนธรรม
5. สิ่งแวดล้อม
6. สุขภาพ
7. การศึกษา
8.การเรียนรู้ประชาธิปไตย

เมื่อนำทุกอย่างมาบูรณาการและพัฒนาไปด้วยกัน
จะเป็นคำตอบของการพัฒนาประเทศอย่างดีที่สุด
“ในประเทศไทย มีองค์กรปกครอง
ส่วนท้องถิ่นมากกว่า 7 พันแห่ง
หากให้ท้องถิ่นเข้ามาช่วยจัดการสร้างชุมชนเข้มแข็ง
จะสามารถช่วยให้การพัฒนาขับเคลื่อนไปได้โดยเร็ว
ดีกว่าการรอรับนโยบายมาจากส่วนกลาง และทำตาม
หลังจากนั้นก็หายไป ไม่มีการพัฒนาเพิ่มเติม
สิ่งที่ถูกต้อง คือ เราควรจะปล่อยให้ท้องถิ่น
สร้างพลังความเข้มแข็งได้ด้วยตนเอง
เอาพื้นที่เป็นตัวตั้ง เอากรมเป็นตัวสนับสนุน
เกิดการอยู่ได้ด้วยตนเอง ช่วยรักษา ช่วยกันดูแล
ให้ความสำคัญของชุมชน ช่วยหาสาเหตุปัญหา
สิ่งที่ต้องการของแต่ละท้องถิ่น
ซึ่งจะนำไปสู่การสร้างความเข้มแข็งและมั่นคงภายในประเทศ”

แม้ว่าองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจะสามารถพึ่งพาตนเองได้
และทราบปัญหาที่เกิดขึ้น ราษฎรอาวุโส กล่าวว่า
ส่วนกลางก็ควรเข้าไปช่วยดูแล
ในเรื่องของการเพิ่มพูนความรู้
ในการสร้างแนวความคิดใหม่ๆให้เกิดขึ้นในชุมชน
โดยให้ส่วนของมหาวิทยาลัยที่มีแล้วอยู่ในส่วนท้องถิ่น
เข้าไปร่วมจัดการศึกษา ร่วมมือช่วยแก้ไข
และเป็นส่วนหนึ่งในการร่วมมือพัฒนา
เพื่อให้ท้องถิ่นเข้มแข็งและส่งผลต่อการพัฒนาประเทศ


ด้านพล.อ.จารุภัทร เรืองสุวรรณ
คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ กล่าวถึง
การปกครองส่วนท้องถิ่นว่า
เป็นรากฐานของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย
เป็นสถาบันที่ทำหน้าที่ฝึกฝนในการฝึกสอน
เรื่องการเมืองการปกครองให้มีส่วนร่วมในการปกครองตนเอง
ให้คนในท้องถิ่นคุ้นเคยในการใช้การเมือง
และความมีศรัทธาในการเลื่อมใสในระบอบประชาธิปไตย
ถือเป็นองค์กรที่ปกครองโดยประชาชนและเพื่อประชาชน
นอกจากนี้ ยังเป็นเวทีให้ประชาชน
มีส่วนร่วมทางการเมืองเพื่อการพัฒนาประเทศ
ซึ่งเป็นกฎไกหลักในการสร้างความเข้มแข็งในท้องถิ่น
สร้างภาวะการอยู่ดีกินดี แก่พลเมือง ในระดับประเทศต่อไป
ขณะที่ ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ 1 ใน
สมาชิกเครือข่ายสถาบันทางปัญญา เวทีปฏิรูปประเทศไทย กล่าวว่า
ประชาชนทั่วไปชอบคิดว่าส่วนกลางจะเข้ามาช่วยแก้ปัญหาได้ทุกเรื่อง
และรอให้ส่วนกลางช่วยเหลือ โดยที่ไม่ทำอะไร
แต่ความจริงแล้วต้องเริ่มจากท้องถิ่นเอง
เริ่มจากชุมชน รักชุมชน มองทุกปัญหาเป็นปัญหาของส่วนร่วม
และช่วยกันพัฒนาอย่างจริงจัง เมื่อท้องถิ่น
เกิดการสร้างชุมชนให้เข้มแข็ง
การพัฒนาประเทศก็จะนำไปสู่ทิศทางที่เข้มแข็งต่อไป



Jan 21, 2010

CEO กับความรัก (2)





วรากรณ์ สามโกเศศ
มติชน
วันที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2553

"CEO กับความรัก" ของคุณก่อศักดิ์ ไชยรัศมีศักดิ์
CEO ของบริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน)

ที่แนะนำเบื้องต้นไปเมื่อสัปดาห์ที่แล้วนั้น


ในบท "ร่วมทุกข์ง่าย ร่วมสุขยาก" มีคติให้คิดอย่างน่าสนใจ
คุณก่อศักดิ์เขียนไว้ดังนี้ "ฟังดูเหมือนแปลกๆ
ที่ว่า "ร่วมทุกข์ง่าย ร่วมสุขยาก"
เพราะคนทั่วไปน่าจะอยาก "ร่วมสุข"
มากกว่า "ร่วมทุกข์" ด้วยกันทั้งนั้น
แต่ผมก็มีข้อสังเกตและเหตุผลที่แตกต่างออกไป

ผมเขียนไว้ในหนังสือ "รัฐศาสตร์ถังไท่จง"
ว่าโชคดีที่ถังไท่จงอายุไม่ยืนนักคือ
เสียชีวิตเมื่ออายุได้ 52 ปี (หนุ่มกว่าผมตอนนี้เสียอีก)
เพราะถังไท่จงยิ่งแก่ยิ่งเหลวไหล
ทำอะไรก็เอาแต่ใจตัวเองเป็นที่ตั้ง
จนพลาดพลั้งเสียหายอย่างใหญ่หลวง
โดยเฉพาะการนำทัพบุกเกาหลีจนเกือบถูกจับตัวเป็นเชลย
โชคดีที่ยังมีขุนพลหนุ่มซิยิ่นกุ้ยช่วยเหลือไว้ทัน

ในอดีต ถังไท่จงเป็นเจ้าชายหนุ่มนำทัพออกรบ
ได้ชัยชนะทุกครั้งด้วยวัยไม่ถึงสามสิบปี
เนื่องจากทีมงานประสานเป็นหนึ่งเดียวกลมเกลียวสามัคคี
แต่เมื่อสถานการณ์เปลี่ยนไป
ถังไท่จงกลายเป็นฮ่องเต้ผู้ทรงอำนาจความใกล้ชิด
กับทีมงานก็ถูกถ่างให้กว้าง ออกไปเรื่อยๆ ด้วย

กฎมณเฑียรบาลโบราณราชประเพณี
ทำให้สถานะของโอรสสวรรค์อยู่สูงสุดเอื้อม
ข้าราชการรุ่นหลัง ซึ่งไม่เคยคลุกคลีร่วมกันมาก่อน
ก็ยิ่งมองเห็นถังไท่จงเป็นเทพยดา
รวมทั้งพวกปากสอพลอผสมโรงป้อยอจนถังไท่จงหลงลืมตัว
การตัดสินใจในเรื่องสำคัญและการวางกลศึก
จึงเป็นไปในแบบของวันแมนโชว์
ทำให้ขาดความรอบคอบรอบด้าน
เพราะขาดทีมงานช่วยคิดวิเคราะห์อย่างตรงไปตรงมา เช่น
ในวัยหนุ่ม การทำศึกอย่างไม่รู้เขาไม่รู้เรา
รบร้อยครั้งย่อมมีโอกาสปราชัยไม่น้อยกว่าเก้าสิบเก้าครั้ง

ก่อนประสบความสำเร็จ
ทั้งนายและลูกน้องจะมีเป้าหมายร่วมกัน
เป็นธงชัยเห็นอยู่ลิบๆ เบื้องหน้า
ทุกคนพร้อมจะร่วมทุกข์กันอย่างเต็มที่
ยินดีเสียสละและอดทน
มองข้ามความบาดหมางเล็กน้อย
และเรื่องปลีกย่อยต่างๆ เพื่อร่วมกันฝ่าฟันไปสู่หลักชัย

ครั้นเมื่อประสบความสำเร็จดังมุ่งหวัง
เป้าหมายที่เคยมีร่วมกันก็แตกสลายกลาย
เป็นเป้าหมายเฉพาะของแต่ละคนที่
ประสงค์จะไขว่คว้าสิ่งที่ดีที่สุดให้แก่ตัวเอง

หัวหน้าที่ได้เสวยสุขอยู่ก็เริ่มมีอีโก้ใหญ่ขึ้นทุกที
เพราะมีคนใหม่ๆ มาคอยประจบเอาใจ
ลูกน้องเก่าก็จะถูกหมางเมินเหินห่างกันไป
ยิ่งถ้าลูกน้องเก่าซึ่งคุ้นเคยรู้เช่นเห็นชาติกันมานมนาน
ไม่ค่อยแสดงความเคารพนับถืออย่างเต็มที่
เหมือนพวกลูกขุนพลอยพยัก หัวหน้าก็ชักจะทนไม่ได้
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดในประวัติศาสตร์จีนก็คือ
จูหยวนจางซึ่งเป็นปฐมกษัตริย์ของราชวงศ์หมิง
ที่ทนรับท่าทีของลูกน้องเก่าไม่ ได้
ประกอบกับจูหยวนจางมีปมด้อยในอดีตตกต่ำยากจนต้องเป็นขอทาน
และช่วงหนึ่งต้องหลบไปบวชเป็นหลวงจีน
เพื่ออาศัยข้าววัดประทังชีวิต
จูหยวนจางต้องการลบล้างเรื่องราวอัปยศเหล่านี้
จึงตัดสินใจกำจัดลูกน้องทุกคน
ที่มีส่วนช่วยสร้างราชวงศ์มาแต่ต้น

บทความนี้ไม่ได้ตั้งใจเพียงจะย้ำเตือน
"ผู้เป็นนาย"ทั้งหลายไม่ให้หลงผิดติดบ่วงอีโก้ของตนเอง
แต่ยังอยากบอกไปถึงลูกน้องเก่าแก่ทั้งหลาย
ซึ่งมีโอกาสได้ยิ่งใหญ่ขึ้นมาพอตัวในอาณาจักรเล็กๆ
ของตนก็จะมีลูกน้องอีกรุ่นหนึ่ง
มาคอยพะเน้าพะนอยกยอปอปั้นเช่นเดียวกัน

อันที่จริงก็เป็นธรรมดาของมนุษย์ที่ชอบคนมาคอยเอาอกเอาใจ
แต่เราต้องรู้เท่าทัน ไม่ตกเป็นเหยื่อของกิเลสตัวนี้
จนทำให้เสียผู้เสียคนและเสียสัมพันธภาพที่ดี
กับ "ทีมงานเก่าแก่" ที่เคยบากบั่นร่วมกันมา
คนที่เคย "ร่วมทุกข์" ถ้าไม่ตกเป็นเหยื่อของการลืมตน
ก็น่าจะมีโอกาสได้ "ร่วมสุข" ด้วยความปลอดโปร่งใจให้นานที่สุด
เท่าที่จะทำได้ไม่ต้องเสียเวลามาคอยกำจัด
กันและกันให้พ้นทาง
เพราะธรรมชาติก็จะกำจัดเราทุกคน
ให้พ้นไปจากโลกนี้อยู่แล้วตามกฎ แห่งอนิจจัง?."
บทที่น่าอ่านอีกบทหนึ่งคือบท "CEO กับความรัก"
คุณก่อศักดิ์เขียนไว้ ดังนี้
"CEO ก็เป็นมนุษย์ มีอารมณ์ความรู้สึกเช่นเดียวกับปุถุชนทั่วไป
ภาพลักษณ์ภายนอกที่ปรากฏอาจจะดูเคร่งขรึมจริงจัง
แต่ภายในก็มีหัวใจเหมือนคนทั้งหลายในโลก
จึงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร ถ้า CEO จะสนใจเรื่องความรัก

ผมอ่านหนังสือหาข้อมูล และสอบถามผู้รู้ด้วยความสงสัยว่า
ทำไมหนุ่มสาวบางคนได้พบกันครั้งแรก
แต่ไม่รู้สึกแปลกหน้า
กลับคลับคล้ายคลับคลาว่ารู้จักผูกพันมาเนิ่นนาน
นั่นก็แสดงว่า ได้มีความสัมพันธ์อันดีต่อกันมาตั้งแต่อดีตชาติ
ส่งผลให้เกิดอาการรักแรกพบในชาตินี้
ส่วนผู้ที่พอพบหน้าก็รู้สึกไม่ถูกชะตา
แม้ว่าจะมีเวลาอยู่ด้วยกันนานเท่าใด
ก็ไม่สามารถก่อให้เกิดความรู้สึกที่ดีต่อกัน
เข้าข่ายยิ่งใกล้ยิ่งเกลียด คาดว่า
คงจะเป็นเพราะมีความโกธรแค้นฝังแน่น
ต่อเนื่องมาจากชาติภพก่อนๆ
บางคนเราเจอแล้วถูกใจมาก
อยากจะพัฒนาความสัมพันธ์ให้ลึกซึ้งเพิ่มขึ้น
แต่จีบอย่างไรก็ไม่สำเร็จ ประเภทนี้ถือว่า
"มีบุญแต่ไร้วาสนา"
คงจะทำบุญร่วมกันมาไม่มากพอ
ภาษาไทยเรามีคำศัพท์ที่คุ้นเคยอยู่ทั่วไปคือคำว่า
"คู่บุญ-คู่กรรม" คนสองคนที่มาพบกันโดยบังเอิญ
และครองรักอย่างเป็นสุขจนตายจากกันอย่างนี้เรียกว่า
"คู่บุญ" หรือ "คู่สร้างคู่สม"
คือคู่ที่สร้างสมบุญบารมีร่วมกันมาแต่ชาติปางก่อน
"คู่กรรม" ไม่ได้หมายถึงโกโบริกับอังศุมาลิน
แต่เรียกย่อมาจาก "คู่เวรคู่กรรม"
คือคู่ที่ผูกเวรจองกรรมกันมาในอดีตภพ
ต้องมาทนทรมานชดใช้กรรมอยู่ด้วยกัน
จนกว่าจะหมดเวรหมดกรรมต่อกัน
ยังมีคู่ผูกพันอีกประเภทหนึ่งเรียกว่า "คู่สัญญา"
ก็คือคู่ที่มีสัญญาใจต่อกันในอดีตชาติว่า
จะเป็นคู่ครองกันในชาติภพต่อไป
เพราะอาจจะมีอันเป็นไปเสียก่อน เช่น
จากอุบัติเหตุโรคภัย ไปรบในสงคราม
หรือมีอุปสรรคกีดกันต่างๆ
ที่ทำให้ไม่สมหวังในความรัก
ก็จะตั้งจิตอธิฐานมุ่งมั่นขอให้ได้อยู่ครองคู่กันในอนาคต
คู่สัญญานี้ก็จะได้กลับมาพบกันอีก
แต่จะอยู่ร่วมกันได้นานแค่ไหน
ก็ต้องขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัยอื่นๆ
ประกอบและถึงแม้จะไม่ได้อยู่ร่วมกันอย่างยั่งยืนจีรัง
แต่ก็ไม่ได้สร้างความทุกข์ทรมานต่อกัน
เช่นเดียวกับประเภท "คู่เวรคู่กรรม"
ฟังดูแล้วเหมือนจะเป็นเรื่องงมงาย
แต่มันอธิบายเหตุผลได้ยากจริงๆ ว่า
ทำไมผู้หญิงที่เพียบพร้อมบางคน
ถึงได้เลือกผู้ชายที่ไม่ได้เรื่องมาเป็นสามี
และผู้ชายแสนดีบางคน
ต้องทนใช้ชีวิตคู่อยู่กับภรรยา
ที่ไม่เหมาะสมกันด้วยประการทั้งปวง

เรื่องแบบนี้ คำว่า "บุพเพสันนิวาส"
อธิบายได้ดีกว่าวิชา "วิทยาศาสตร์"
แต่ก็มีบางเรื่องที่ความรู้ทางวิทยาศาสตร์สามารถไขความลับของธรรมชาติ
ที่ชวน สงสัย อย่างเช่นเรื่อง "7 YEARS ITCH" เป็นต้น

อาการ "7 YEARS ITCH" แปลตรงๆ ก็คือ
อาการ "คัน" หลังจากอยู่กันมาครบ 7 ปี
เป็นความรู้สึกกระวนกระวายอยากลิ้มลองของแปลกใหม่
เพราะเบื่อหน่ายรสชาติเก่าๆ เขาว่ากันว่า
พฤติกรรมนอกใจคู่สมรส
จะมีแนวโน้มเกิดขึ้นสูง ตั้งแต่ปีที่ 7 เป็นต้นไป
สาเหตุที่เป็นเช่นนี้ วิทยาศาสตร์อธิบายว่า
เมื่อเราพบเจอคนที่ถูกใจ ร่างกายจะหลั่งสารเคมีตัวหนึ่ง
ซึ่งช่วยสร้างอารมณ์แห่งความรักใคร่ถวิลหา
สารเคมีตัวนี้จะออกฤทธิ์อยู่นานประมาณ 5-7 ปี
และค่อยๆ เสื่อมลงไปจนไม่เหลือหลอ

สารเคมีนี้ จะมีอิทธิพลให้เกิดความสุขยามที่ได้อยู่ใกล้ชิดกัน
ถึงขนาดรู้สึกว่ากลิ่นตัวของอีกฝ่ายหนึ่งหอมหวนยั่วยวนใจเป็นอย่างยิ่ง
แต่ชั่วระยะเวลาหนึ่ง ความรู้สึกหลงใหลจะค่อยๆจางคลายลง
จนกลิ่นหอมนั้นก็ดมไม่เจออีก
ต่อให้ใส่น้ำหอมราคาแพงแค่ไหน
ก็ไม่ช่วยให้สถานการณ์ดีขึ้น

มีเรื่องเล่าว่า สามีภรรยาคู่หนึ่งได้รับโถแก้วคริสตัล
เป็นของขวัญวันแต่งงาน ทั้งสองตกลงกันว่า
เมื่อมีเพศสัมพันธ์กันหนึ่งครั้ง
ก็จะหยอดลูกแก้วลงไปในโถแก้วหนึ่งลูก

ไม่นานนัก โถแก้วก็เต็มจนแทบจะล้น
ทั้งสองจึงเปลี่ยนกติกาใหม่ว่า
ถ้ามีเพศสัมพันธ์กันหนึ่งครั้ง
ก็จะหยิบลูกแก้วออกจากโถแก้วหนึ่งลูก
ปรากฏว่า อยู่กันมาจนเสียชีวิตก็ยังหยิบออกไม่หมด!

คู่ที่ข้ามพ้นอาการ 7 YEARS ITCH ไปได้
ก็เพราะมีลูกเป็นโซ่ทองมาคล้องใจ
เปลี่ยนจากอารมณ์พิศวาสมาเป็นความอาทรห่วงใยกัน
ให้ความสำคัญต่อการรับผิดชอบครอบครัว
มากกว่าความโรแมนติคแบบหนุ่มสาว

แม้ว่าความรักจะเป็นอนิจจัง
ไม่ได้คงทนถาวรชั่วฟ้าดินสลาย
แต่ผมก็ไม่อยากให้ผู้คนหวาดกลัวความรัก
ตามอย่างที่พูดกันทั่วไป "ที่ใดมีรัก ที่นั่นมีทุกข์"

คนที่มีทุกข์เพราะความรัก
เกิดจากความอยากจะครอบครอง
อยากจะเอาชนะ อยากจะสนอง
แต่ความต้องการของตนเอง
กลัวการถูกปฏิเสธเพราะกลัวจะเสียหน้า
แต่ถ้าเราเชื่อว่า "ความรักคือการให้"
เช่นเดียวกับที่พ่อแม่สุขใจเมื่อให้ลูก
โดยไม่ได้หวังสิ่งใดตอบแทน ก็ไม่มีสิ่งใดจะเป็นปัญหา....."

ไม่ว่าจะเป็น CEO หรือลูกน้องธรรมดา
ก็หนีไม่พ้นปัญหาความรัก
ถ้ารู้แจ้งในความจริงแห่งความรัก
ก็จะเกิดสติและอาจเห็นด้วยกับคำกล่าวของ
Pierre Reverdy กวีเอกชาวฝรั่งเศส (ค.ศ.1889-1960)
ที่ว่า there is no love ; there are only proofs of love
(สิ่งที่เรียกว่าความรักนั้นไม่มี จะมีก็แต่สิ่งที่พิสูจน์ความรัก)


ที่มา มติชนรายวัน วันที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2553 ปีที่ 33 ฉบับที่ 11639



CEO กับความรัก (1)



วรากรณ์ สามโกเศศ

มติชน

วันที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2553


หนังสือเล่มใหม่หลังจากเขียนมา 7-8 เล่ม
ของคุณก่อศักดิ์ ไชยรัศมีศักดิ์ CEO ของบริษัท ซีพีออลล์ จำกัด (มหาชน)
ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของ 7-11 มีชื่อว่า “CEO กับความรัก”
มีเนื้อหาที่น่าสนใจที่สมควรนำมาขยายความต่อ
เพื่อให้เห็นบริบทของหนังสือเล่มนี้
ขออนุญาตนำคำนิยมของ ศ. นพ.ประเวศ วะสี
ที่มีต่อ “CEO กับความรัก” มานำความ


ดังต่อไปนี้


“ผมอ่านหนังสือที่เขียนโดยคุณก่อศักดิ์ ไชยรัศมีศักดิ์ เล่มใด
ก็เกิดความสุขและความเติบโตทางปัญญา
เพราะสามารถสัมผัสความหวังดีต่อเพื่อนมนุษย์และปรีชาญาณของผู้เขียน
ในตัวคุณก่อศักดิ์มีทั้งพุทธ เต๋า ขงจื๊อ
และเทคนิคการจัดการธุรกิจสมัยใหม่
ที่ได้มาจากประสบการณ์ของการเป็น CEO ด้วยตนเอง
ปัญญาที่ได้มาจากการปฏิบัติจริงนั้นต่างจากความรู้ทางทฤษฎี
เพราะได้ผ่านการทดลองปฏิบัติมาแล้ว


หนังสือชื่อ CEO กับความรัก
จริงๆ แล้วเป็นความรักเพื่อนมนุษย์ที่ถ่ายทอดแง่
คิดปรัชญาประสบการณ์และเรื่องเล่า อันอุดม
เพื่อพัฒนาจิตสำนึกและศักยภาพที่ซ่อนอยู่ภายในของคนแต่ละคน
ให้ออกมาเป็นพลังสร้างสรรค์ชีวิต องค์กร
และสังคม ในหนังสือเล่มนี้คุณก่อศักดิ์ได้แสดงให้เห็นว่า
การพัฒนาบุคลากรในองค์กรที่ ดีนั้นทำอย่างไร
และได้เล่าถึงการศึกษาแบบสถาบันปัญญาภิวัฒน์ที่ซีพีออลล์ได้ตั้งขึ้น
ซึ่งเป็นแนวทางการจัดการศึกษาที่แตกต่างไป
จากการจัดการศึกษาสามัญของทาง ราชการ
ผมเองคิดว่าระบบการศึกษาที่ดำรงอยู่ในประเทศไทย
ได้สร้างความทุกข์ยากให้คน ทั้งแผ่นดิน
เราต้องการระบบการศึกษาที่เอาชีวิตเป็นตัวตั้ง
ไม่ใช่เอาวิชาเป็นตัวตั้ง ชีวิตเรียนรู้จากการปฏิบัติ
ชีวิตต้องมีการทำงานและมีรายได้
การเรียนรู้ที่ได้งานด้วย ได้เงินด้วย
ได้ความรู้และความประพฤติที่ดีด้วย
จะเห็นได้จากปรัชญาการศึกษาของคุณก่อศักดิ์


น่าดีใจที่เรามี CEO เช่นคุณก่อศักดิ์
ที่ไม่ได้เอาแต่เสพสุขและเอาเปรียบผู้อื่น
แต่สนใจศึกษาค้นคว้าเรื่องที่ลึกซึ้ง
และมีวิริยะอุตสาหะเขียนเผยแพร่
โดยหวังให้เพื่อนมนุษย์ดีขึ้นและดีต่อกัน
ขณะนี้หน่วยงานต่างๆ ทั้งของรัฐและเอกชน
กำลังตื่นตัวพัฒนาคุณภาพของบุคลากร
และแสวงหาทฤษฎีและวิธีการต่างๆ
ผมขอเสนอแนะว่าหน่วยงานต่าง ๆ เหล่านั้น
ควรนำหนังสือที่คุณก่อศักดิ์ ไชยรัศมีศักดิ์ เรียบเรียงขึ้น
ไม่ใช่เฉพาะเล่มนี้แต่เล่มอื่นๆ
ด้วยไปประกอบการพัฒนาบุคลากรเพราะอ่านง่าย
แต่เต็มไปด้วยปรัชญาทั้งพุทธ เต๋า ขงจื๊อที่ลึกซึ้ง
และวิธีการบริหารจัดการแบบตะวันตกด้วย


ขอให้การพัฒนาคุณภาพคนเป็นกระแสใหญ่
นำประเทศไปสู่วิถีดุลยภาพ เพื่อการอยู่ร่วมกันด้วยสันติ
ทั้งระหว่างมนุษย์กับมนุษย์และระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติแวดล้อม
ผมเชื่อว่าคุณก่อศักดิ์ ไชยรัศมีศักดิ์
คือกัลยาณมิตรของท่านบนวิถีดุลยภาพนี้”


ยังมีคำนิยมของ “CEO กับความรัก”
ของ ม.ร.ว. ปรีดิยาธร เทวกุล
ศิษย์ผู้มีชื่อเสียงโดดเด่นร่วมคณะเดียวกันคือเศรษฐศาสตร์
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
และศิษย์ร่วมอาจารย์เดียวกันคือ
ท่านอาจารย์ ดร.ป๋วย อึ้งภากรณ์ ขอนำมาลงด้วยดังนี้


“คุณก่อศักดิ์ ไชยรัศมีศักดิ์ ส่งหนังสือ CEO กับความรัก
มาให้ผมอ่านเพื่อให้ผมวิจารณ์
ผมรีบทำให้ด้วยความเต็มใจเนื่องจากมีความนิยมชมชอบในตัวคุณก่อศักดิ์
ในฐานะที่เป็นผู้บริหารธุรกิจที่มีความสามารถ
ในระดับแนวหน้าของเมืองไทยทีเดียว
ผลงานการสร้างอาณาจักร 7-11
ซึ่งขยายตัวอย่างต่อเนื่องจนปัจจุบันมีสาขากว่า 5,000 สาขา
ในระยะเวลาที่ไม่นาน เป็นสิ่งที่ทำไม่ได้ง่าย
โดยเฉพาะอย่างยิ่งร้าน 7-11 ทุกแห่ง
ได้รับการต้อนรับจากลูกค้าประชาชนเป็นอย่างดี
ไม่มีผู้ใดกล่าวหาว่าร้าน 7-11 เอาเปรียบลูกค้าแต่อย่างใดเลย
เป็นที่ยอมรับว่าเป็นร้านอำนวยความสะดวกแก่ลูกค้าจริงๆ
ด้วยความเพียบพร้อมของสินค้าที่
สนองความต้องการใช้ประจำวันได้ครบถ้วนทีเดียว
นอกจากนี้ผมยังมีโอกาสได้สนทนากับคุณก่อศักดิ์หลายครั้ง
เห็นว่าเป็นคนที่มีอะไรอยู่ในสมองมากน่าสนใจทีเดียว


...หนังสือนี้มีค่าควรแก่การอ่านของผู้คนในวงกว้างอีกมาก
มีข้อแนะนำในการปฏิบัติตัวและปรับทัศนคติ
ให้เป็นประโยชน์แก่ชีวิตการงาน
ซึ่งคนที่ทำงานในบริษัทใดหรือองค์กรใด
สามารถเรียนรู้และนำไปใช้ได้ทันที
ผมอยากให้ผู้บริหารและ CEO ของกิจการอื่น
ได้อ่านหนังสือเล่มนี้เพื่อซึมซับแนวความคิดที่จะช่วยกันทำใน
สิ่งที่ตนสนใจและเป็นประโยชน์แก่สังคมและประเทศชาติ
ควบคู่กันไปกับการทำ ธุรกิจปกติของกิจการ
ดังเช่นที่คุณก่อศักดิ์ได้ทำในเรื่องการตั้งอาศรมสยาม-จีนวิทยา
หรือการตั้ง สถานศึกษาปัญญาภิวัฒน์
ซึ่งมีแนวทางการศึกษาแบบใหม่ เป็นต้น
ผู้ที่จะได้ประโยชน์จากหนังสือนี้มากอีกกลุ่มหนึ่งคือ
พ่อ-แม่ที่ลูกยังอยู่ ในวัยเรียน
เพราะหนังสือนี้ให้เกร็ดความรู้ในการที่จะสอนเด็ก
ให้รู้จักยืนบนขาของตนเอง
ไม่ประคบประหงมจนเด็กไม่รู้จักโต
เด็กเองก็จะได้รับประโยชน์จากการอ่านหนังสือนี้
ซึ่งมีตัวอย่างของเรื่องจริงหลายเรื่องที่
จะเป็นแรงบันดาลใจให้เด็กเห็นหน
ทางที่จะเติบโตในลักษณะที่ไม่ต้องรบกวนพ่อแม่จนเกินจำเป็น


ข้อคิดที่คุณก่อศักดิ์นำมาถ่ายทอดผ่านหนังสือนี้
เป็นข้อคิดที่มีค่าบาง
เรื่องใช้วิธีถ่ายทอดด้วยการเล่าเรื่องจริงที่เกิดขึ้นให้ฟัง
บางเรื่องถ่ายทอดในลักษณะของคำแนะนำ
ด้วยถ้อยคำที่เข้าใจได้ง่าย มีเหตุมีผลชัดเจน
ที่สำคัญก็คือทุกเรื่องมีปรัชญาชีวิตที่เหมาะสมสอดแทรกอยู่ด้วย
จึงเป็นเรื่องที่น่าเชื่อถือ น่ารับฟัง
ผมอ่านหนังสือเล่มนี้แล้วเห็นได้ว่า
คุณก่อศักดิ์อ่านหนังสือมามาก
ทั้งหนังสือไทยและหนังสือจีน
สามารถนำหลักการและปรัชญาดีๆ
ทั้งของไทยและของจีนมาสอดแทรกในการให้ข้อคิดดีๆ มากมาย
ความตั้งใจของคุณก่อศักดิ์ที่นำสิ่งดีๆ
ที่ได้อ่านและประสบมาถ่ายทอดต่อเป็นข้อคิดเห็น
เพื่อให้เกิดประโยชน์แก่ชีวิต ของผู้อ่านเป็นสิ่งที่น่าชมเชย...”



(สัปดาห์หน้าจะพาไปสัมผัส เนื้อหาในเล่มที่มีคติให้คิดอย่างน่าสนใจ)




************************************

ติดตามอ่านคอลัมน์ดีๆ จากนักคิดนักเขียนเป็นประจำได้ผ่านหน้า 6 "กระแสทรรศน์"
หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน




CEO สอนน้อง



วรากรณ์ สามโกเศศ
มติชน
วันที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551



ถ้าคิดจะอ่านหนังสือที่ไม่เคร่งเครียดและมีคุณค่า
เกี่ยวกับการบริหารสักเล่มก่อนสิ้นปีนี้
ผมขอแนะนำหนังสือชื่อ "CEO สอนน้อง"
โดย ก่อศักดิ์ ไชยรัศมีศักดิ์
พิมพ์โดยสำนักพิมพ์สยามอินเตอร์บุ๊คส์

คุณก่อศักดิ์ ไชยรัศมีศักดิ์ เป็น CEO ของบริษัท CP-ALL (บริษัทแม่ของ 7-11)
เป็นผู้สร้าง 7-11 ร่วมกับพรรคพวกจนเติบใหญ่ในปัจจุบัน
หนังสือเล่มนี้น่าสนใจเพราะเป็น wisdom (ข้อคิดอันทรงคุณค่า)
จากประสบการณ์การทำงานของ CEO
องค์กรใหญ่ที่ประสบความสำเร็จคนหนึ่งของเมืองไทย

หนังสือเล่มนี้เป็นเล่มที่หกของผู้เขียนห้าเล่มก่อนหน้านี
เกี่ยวพันกับการบริหารในบริบทของโลกตะวันออกและความรู้
เกี่ยวกับประวัติศาสตร์จีน "CEO สอนน้อง"
เล่มนี้รวบรวมมาจากข้อเขียนที่แต่แรกตั้งใจให้พนักงาน 7-11 อ่านกัน
เมื่อมีการตีพิมพ์เล่มนี้ขึ้นจึงปรับปรุงใหม่ให้เป็น wisdom สำหรับผู้เริ่มทำงานใหม่

โดยพื้นฐานผู้เขียนเป็นนักเศรษฐศาสตร์
(จบจากธรรมศาสตร์ในยุคสมัยท่านอาจารย์ป๋วย อึ๊งภากรณ์ เป็นอธิการบดี)
ไม่ได้เล่าเรียนด้านการบริหารมาโดยตรง
จึงมีมุมมองที่ค่อนข้างแตกต่างจาก CEO นักธุรกิจโดยทั่วไป

ถึงแม้จะเป็นนักบริหารธุรกิจเต็มตัวแต่ผู้เขียนไม่เชื่อใน maximized profit หรือ
"ทำกำไรให้สูงสุด" แต่เชื่อในการหากำไรในระดับที่เหมาะสม (optimized profit)
ขององค์กร ผู้เขียนบอกว่า
".......แนวคิดนี้แพร่เชื้อร้ายไปทั่วจนกระทั่ง
ทำให้เกิดเรื่องที่น่าแปลกประหลาดขึ้นคือสามารถเปลี่ยนแปลง
คนที่จิตใจอ่อนโยนมีเมตตายึดมั่นในศาสนาให้กลายเป็นคนที่แล้งน้ำใจ
บูชาแต่ผลประโยชน์เป็นที่ตั้งเหมือนคนไม่มีศาสนา
เพียงแค่คนดีๆ เหล่านั้นไปรวมตัวกันอยู่ในองค์กรธุรกิจที่เรียกกันว่า "บริษัท"

ทุกคนเชื่อเหมือนๆ กันหมดว่ามันคือหน้าที่และถือเป็นความชอบธรรม
ที่จะเอาเปรียบผู้อื่นและบีบคั้นลูกน้องในสังกัด
ภายใต้วลีสวยหรูที่ว่า "เราทำเพื่อบริษัท"

อันที่จริงเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ว่าการดำเนินกิจการ
ต้องมีกำไรเพื่อหล่อเลี้ยงสมาชิกในองค์กร
แต่เหตุการณ์ก็ผันแปรเป็นว่าแม้จะมีผลประกอบการที่กำไรมหาศาล
ก็ยังทำทุกวิถีทางเพื่อจะให้ได้กำไรเพิ่มขึ้นอีกอย่างไม่มีที่สิ้นสุด

......วิชาเศรษฐศาสตร์สอนผมว่าทรัพยากรมีอยู่จำกัด
ต้องใช้สอยอย่างมีประสิทธิภาพและเหมาะสมเพื่อให้เกิดความสงบสุขในสังคม
เศรษฐศาสตร์สำนักที่ผมเชื่อถือสอนถึงเรื่อง maximized utility
คือประโยชน์สูงสุดโดยองค์รวม ไม่ได้เน้นแต่วัตถุหรือเม็ดเงินเท่านั้น
แต่มองกว้างไปถึงคุณค่าเชิงสังคมและคุณค่าต่อจิตใจ

ปรัชญาตะวันออกก็บอกว่าไม่มีสิ่งใดที่จะเพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ
โดยไม่มีวันตกลงมา จึงแสวงหาแนวทางที่สมดุล
เพื่อประโยชน์ระยะยาวของมวลมนุษย์

ผมจึงย้ำอยู่เสมอว่าองค์กรของเราต้องการกำไรที่เหมาะสม (optimized profit)
ผมจึงไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งกับคนที่คาดหวังผล 100 เปอร์เซ็นต์
หรือ 110 เปอร์เซ็นต์ ถ้าเป็นไปได้

วิชาเศรษฐศาสตร์สอนผมอีกว่าโลกนี้ไม่มีอะไรฟรี
ทุกอย่างมีต้นทุนที่เราต้องจ่ายออกไปเสมอเผลอๆ
จะจ่ายต้นทุนไปสูงกว่ากำไรที่ได้รับโดยเราไม่รู้ตัว

การเร่งเครื่ององค์กรเพื่อบรรลุเป้า 100 เปอร์เซ็นต์
จึงอาจเกิดอาการโอเวอร์ฮีท (overheated)
ทำให้เครื่องยนต์น็อคลูกสูบไหม้ ไปไม่ถึงจุดหมายตามต้องการ
แถมยังต้องเสียเงินซ่อมหรือซื้อใหม่โดยไม่จำเป็น........"

ในเรื่องอำนาจ คุณก่อศักดิ์เขียนได้กินใจและทันสมัย
".......อำนาจกัดกร่อนคน ร้ายกาจกว่าสนิมกัดกินเนื้อเหล็
ผู้นำทั้งหลายจึงต้องมีสติอย่าหวั่นไหว
หลงใหลในอำนาจจนถอนตัวไม่ขึ้น ต้องคอยชำระจิตใจให้สะอาดใส
ห่างไกลจากตะกอนกิเลส อย่าคิดว่าตนสำคัญหรือยิ่งใหญ่เสียเต็มประดา
เพราะถ้าเทียบกับโลกทั้งใบแล้วเราก็เป็นเหมือนมดปลวกตัวนิดเดียว
ยิ่งถ้าเทียบกับจักรวาลเราก็เป็นเพียงแต่ละอองธุลีเท่านั้น

ชีวิตนั้นแสนสั้น ชีวิตการทำงานยิ่งสั้นเข้าไปใหญ่
หากนับจากสำเร็จปริญญาจนเกษียณอายุ
เรามีช่วงเวลาของการทำงานเพียงไม่เกิน 40 ปี

กว่าจะไต่เต้าถึงตำแหน่งผู้นำก็ไม่ใช่แค่วันสองวัน
ดังนั้นช่วงเวลาที่มีอำนาจก็ยิ่งสั้นลงไปอีก

ช่วงเวลาสั้นๆ นี้จะเป็นช่วงเวลาที่มีคุณค่า
มีความหมายถ้าเรารู้จักใช้อย่างสร้างสรรค์
แทนที่จะใช้สถานะผู้นำแสวงหาประโยชน์ส่วนตน
แต่เป็นผู้นำเพื่อคนส่วนใหญ่ เป็นผู้นำที่เป็นผู้ให้อย่างแท้จริง

.......ถ้าเราดูแลลูกน้องอย่างดี หัวหน้าเราดูแลเราอย่างดี
หัวหน้าของหัวหน้าก็ดูแลหัวหน้าของเราอย่างดีเช่นเดียวกัน
เหมือนครอบครัวใหญ่ที่ทวดห่วงใยปู่ ปู่ห่วงใยพ่อ และพ่อห่วงใยลูก
ย่อมเกิดความอบอุ่นกลมเกลียวก่อให้เกิดพลังอันยิ่งใหญ่

ตรงกันข้ามในองค์กรที่ขาดแคลนภาวะผู้นำ
หัวหน้าก็หลอกลูกน้อง ลูกน้องก็เกลียดชังหัวหน้า
แม้องค์กรนี้จะมีคนเก่งอยู่มากเพียงใดก็ตามแต่
เมื่อขาดความปรารถนาดีต่อกันย่อมบั่นทอนขวัญ
และกำลังใจในการทำงาน
และนั่นคือจุดเริ่มต้นของสัญญาณมรณะ

เราเองยังต้องการหัวหน้าที่ดีและเก่ง ลูกน้องก็ย่อมเป็นเช่นเดียวกัน
วันนี้เมื่อเราอยู่ในสถานะผู้นำ เป็นหัวหน้าคนอื่น
อย่าหลงลืมวันคืนที่เราเคยเป็นลูกน้องมาก่อน
เอาใจเขามาใส่ใจเรา ดังคำที่ขงจื้อกล่าวไว้เมื่อสองพันกว่าปีมาแล้วว่า
"สิ่งที่ตนไม่ต้องการ อย่ากระทำต่อผู้อื่น"
เรียบง่ายได้ "ใจความ" และได้ "ใจคน"
เพราะให้ความเคารพในตัวผู้อื่นว่า
มีคุณค่าความเป็นมนุษย์เสมอเหมือนกับเรา

การเคารพในคุณค่าของผู้อื่น ทำให้เราไม่หลงลำพองโดยลำพัง
เราจะตระหนักว่าความสำเร็จต่างๆ
ได้มาจากความร่วมมือร่วมใจของผู้ใต้บังคับบัญชา
ไม่ใช่มาจากความเก่งกาจของตนเพียงผู้เดียว

ผู้นำที่ชอบชูคอทระนงก็เป็นเช่นเดียวกับ
รวงข้าวที่ไร้เมล็ดข้าวมีค่าไม่ต่างจาก
ยอดหญ้าที่อวดตนตระหง่านอยู่ในท้องทุ่ง
ตรงกันข้ามกับรวงข้าวที่มีเมล็ดเต็มรวงจะค้อมอ่อนลง
เช่นเดียวกับผู้ที่มี "ภาวะผู้นำ" เต็มเปี่ยม
จะมีความอ่อนน้อมน่าชื่นชม......."

ในเรื่องการทำงานของคนในองค์กร
ผู้เขียนมีคำถามว่าความสุขของคนทำงานคืออะไร?

".......ในทรรศนะของผม ความสุขต้องมีองค์ประกอบ 3 ประการ คือ

(1) มีชีวิตที่ภูมิใจในคุณค่าของตัวเอง
ที่มีให้กับงานขององค์กรและสร้างประโยชน์ต่อสังคม
รู้อยู่ตลอดเวลาว่าเราให้มากกว่ารับจากสังคม
ไม่ใช่ทำตัวเอาเปรียบสังคมอยู่ตลอดเวลา

(2) มีความสงบในจิตใจ ซึ่งความสงบนี้จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อ

(2.1) ไม่เป็นหนี้ทั้งวัตถุและบุญคุณที่จะทำให้กระสับกระส่ายไม่เป็นสุข

(2.2) ไม่ขัดแย้งกับคนจนกลายเป็นศัตรูคู่แค้นกันเพราะ
จะเกิดความหวาดระแวงจนไม่เป็นอันทำ อะไร
มีภาษิตจีนเตือนใจอยู่ว่า "อดทนอารมณ์ชั่วขณะ
ระยะยาวจะปราศจากความทุกข์ใจ"
หรือ "ยอมถอยหนึ่งก้าว ฟ้ากว้างทางไกล"
หากปฏิบัติตามได้เราจะพบว่าอยู่ในโลกแห่งความสดใสและรอยยิ้ม

(2.3) ไม่เป็นทาสของกิเลสตัณหา คือ
ไม่เป็นทาสของอารมณ์ตัวเอง เช่น
อารมณ์โลภ โกรธ หลง อิจฉาริษยา ฯลฯ

(2.4) ไม่ถูกรังแกน้ำใจจากผู้บังคับบัญชาและเพื่อนร่วมงาน

(2.5) ไม่ลุ่มหลงในอบายมุขจนถอนตัวไม่ขึ้น เช่น การพนัน ยาเสพติด ฯลฯ

(3) มีปฏิสัมพันธ์ที่ดีกับคนทุกกลุ่มทั้งส่วนตัวและงาน
ทำอย่างไรเราจึงจะเข้าใจคนอื่นในแง่ดี
จะสื่อสารอย่างไรให้คนอื่นเข้าใจเรา
บวกกับความรักที่อยากให้ผู้อื่นได้รับสิ่งดีๆ จากใจจริง
เพราะถ้าคุณขาดความจริงใจ ไม่ช้าไม่นานก็จะถูกกระชากหน้ากากออก
และสุดท้ายจะไม่มีใครคบหาด้วย
อย่าหลงเข้าใจผิดว่าความดีใจเป็นความสุข
ถ้าคุณอยู่ในที่ทำงานที่มีสิ่งแวดล้อมไม่ดี
ต้องทนอยู่อย่างอึดอัดคับข้องใจ
แต่วันไหนเกิดผลงานเข้าตาผู้บริหารระดับสูง
ทำให้ได้ปรับเงินเดือนสูงขึ้นอย่างจุใจ
คุณอาจจะดีอกดีใจ แต่นั่นไม่ใช่ความสุขที่จีรังยั่งยืน

เพราะคุณจะดีใจได้ไม่นาน
เนื่องจากมันไม่สามารถกลบเกลื่อนความทุกข์ใจ
จากปัญหาที่คงอยู่ไปได้ตลอด......."

ที่น่าคิดที่สุดก็คือบทที่ว่าด้วยศักดิ์ศรีแหงชีวิต
".......ตำแหน่งสูง รายได้ดี ที่ต้องแลกมาด้วยการขายชีวิตและจิตวิญญาณ
ไม่ได้ทำให้คนเรามีความสุขอย่างแท้จริงเพราะ
เราจะรู้สึกอยู่ลึกๆ ตลอดเวลาว่าตัวเองนั้นไร้ความหมาย
เบื้องต้นอาจจะเกิดอาการซึมเซา เหงาหงอย
อาการหนักหน่อยก็จะดิ้นรนกระวนกระวาย
กระฟัดกระเฟียดเรียกร้องความสนใจ
หรือบางรายก็พยายามแสดงอาการที่ยิ่งใหญ่อย่างไม่ถูก
ไม่ควรเพื่อกลบเกลื่อนเนื้อแท้ที่กลวงโบ๋อยู่ภายใน

.......มนุษย์ที่ไร้ศักดิ์ศรี ยอมทำทุกอย่างเพียงเพื่อจะได้ตำแหน่งดีๆ
มีรายได้สูงๆ ประจบเอาใจนายจนออกนอกหน้า
ไม่กล้าแสดงความคิดเห็นที่เป็นตัวของตัวเอง
มีแต่ "ดีครับนาย-ใช่ครับผม"
ชื่นชมป้อยอจนนายเสียผู้เสียคน
จะส่งผลเสียหายให้แก่องค์กร......

ผู้บริหารก็ควรมีสติตระหนักรู้ว่าบรรดาลูกน้อง
ที่คอยเข้ามาประจบประแจงย่อมแสดงให้เห็นถึง
ความสามารถที่มีอยู่อย่างจำกัด
และไม่อาจสำแดงศักยภาพในการงานให้ปรากฏเด่นชัด
มีแต่วิทยายุทธ์สอพลอเป็นกระบวนท่าไม้ตายประจำตัว

.......เมธีเม่งจื๊อเคยกล่าวคำสอนไว้ว่า
"ยามร่ำรวยไม่ฟุ้งเฟ้อเสเพล
ยามยากจนไม่แปรเปลี่ยนปณิธาน
ยามเผชิญหน้ากับอำนาจก็ไม่หวาดหวั่นครั่นคร้าน"

หากเรามีจุดยืนที่มั่นคง แหงนหน้าไม่อายฟ้า
ก้มหน้าไม่อายดิน
ก็ไม่จำเป็นต้องพรั่นพรึงกับอำนาจที่ไม่ชอบธรรม

มนุษย์ที่ดีควรรักศักดิ์ศรีของตน และเคารพศักดิ์ศรีของผู้อื่น
เราจึงไม่ควร หยามหมิ่นหรือกัดกินศักดิ์ศรีของเพื่อนร่วมงาน
องค์กรจึงจะน่าอยู่และควรแก่การภาคภูมิใจ
เพราะเป็นศูนย์รวมของผู้ที่มีศักดิ์ศรีอย่างแท้จริง......."

7-11 ปัจจุบันมี 4,700 สาขา
มีคนทำงานรวมประมาณ 42,000 คน
(ถ้านับทั้งบริษัท CP-ALL ที่ทำธุรกิจอื่นๆ
นอกจาก 7-11 ก็ประมาณ 72,000 คน)
แต่มีผู้บริหารระดับสูงของบริษัทประมาณ 30 คน
และมีผู้ใต้บังคับบัญชาโดยรวมประมาณ 600 คน

คุณก่อศักดิ์ได้ให้แง่คิดในเรื่องการทำงานแก่ลูกน้อง
เพื่อขับเคลื่อนธุรกิจที่เปิดตลอด 24 ชั่วโมง 7 วันต่ออาทิตย์ ดังนี้
"ต้องมองให้เห็นแง่มุมที่ดีของงานที่เราต้องรับผิดชอบ
เพื่อจะได้เกิดความรักและภาคภูมิใจต่องานนั้นๆ
....... ต้องมองให้เห็นส่วนที่น่ารักของเพื่อนร่วมงาน
.......ต้องมองว่าการทำงานเป็นหนึ่งเดียวกับชีวิต
แบ่งแยกงานกับชีวิตให้ออกเป็นโลก 2 ใบ
ที่เราต้องคอยกระโดดไปมาสลับกัน

เราสามารถทำงานไปได้โดยไม่สูญเสียความเป็นตัวของตัวเอง
สามารถรื่นรมย์กับชีวิตได้ในขณะที่ทำงาน
เราจึงสามารถมีความสุขได้ในทุกขณะ
ไม่จำเป็นต้องรอให้ถึงวันหยุดราชการ
จึงจะอนุญาตให้ตัวเองมีความสุข

.......มองว่าการทำงานไม่ใช่การขายแรงงาน
แต่เป็นการสร้างคุณค่าให้แก่ชีวิต
ในอีกมิติหนึ่งที่สูงขึ้น การทำงานก็คือการปฏิบัติธรรม
การขัดเกลากิเลสตัวเอง ฝึกให้รู้จักเอาชนะความโลภ
ความโกรธ ความหลง บ่มเพาะความเสียสละ
เมตตากรุณา และสติปัญญาให้เพิ่มพูนขึ้นอยู่ตลอดเวลา......."

ถ้าใครได้อ่านหนังสือเล่มนี้แล้วไม่เห็นตัวเอง
ปรากฏอยู่ในบางตอนของเนื้อหาและไม่รู้สึกเจ็บๆ คันๆ
ก็แสดงว่ายังไม่ได้เปิดใจตนเองให้กว้างพอ
ต้องอ่านและไตร่ตรองอีกครั้ง
จึงจะได้ประโยชน์จากหนังสือเล่มนี้อย่างเต็มที่

หน้า 6


Jan 20, 2010

หมอประเวศมองเชิงยุทธศาสตร์ประเทศไทยปี2553



คมชัดลึก :นายแพทย์ประเวศ วะสี พลเมืองอาวุโส
ได้เขียนบทความเรื่อง มองเชิงยุทธศาสตร์ประเทศไทย2553 ความว่า
การมอง มองได้หลายแบบ เช่น
มองเชิงลบ มองเชิงบวก มองเชิงวิเคราะห์

หรือมองเชิงชำแหละ
มองเฉพาะด้านหรือมองด้านเดียว มองสองด้าน ฯลฯ

การมองอย่างไรมีผลมากต่อการได้อย่างนั้น เช่น
การชำแหละก็จงทำให้ขาดจากกันเป็นส่วน ๆ ดังเช่น

การชำแหละสุกร ชำแหละโค ทำให้หมดชีวิต
การมีชีวิตเกิดจากการเชื่อมโยง

การมองเชิงยุทธศาสตร์หมายถึง
การมองเพื่อการปฏิบัติไปสู่ผลสำเร็จ ยกตัวอย่างเช่น

วจีสุจริตที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้เป็นอันมาก
ในพระไตรปิฎกว่าการจะพูดสิ่งใดนั้นต้อง

(๑) เป็นความจริง
(๒) พูดเป็นปิยวาจา
(๓) พูดถูกกาละเทศะ
(๔) พูดแล้วเกิดประโยชน์ วจีสุจริต
ตามที่ตรัสสอนนี้อาจเรียกว่าเป็นการพูดเชิงยุทธศาสตร์ก็ได้
เพราะมุ่งที่การเกิดประโยชน์ ไม่ใช่สักแต่ว่าเป็นความจริงก็พูด
(อย่าว่าแต่เอาความไม่จริงไม่พูดเลย)
ถึงเป็นความจริงถ้าไม่ถูกกาละเทศะก็ไม่พูด
เพราะพูดเพื่อให้เกิดประโยชน์ไม่พูดเพื่อความสะใจ
หรือเพื่อระบายอารมณ์หรือเพื่อทำร้ายคนอื่น ฯลฯ
วจีสุจริตจึงเป็นเรื่องทำได้ยาก
เพราะคนส่วนใหญ่มีอารมณ์และพูดตามอารมณ์
วจีสุจริตต้องมีสติกำกับจึงจะทำได้
ต่อไปนี้คือการมองประเทศไทย ๒๕๕๓ เชิงยุทธศาสตร์
๑. ประเทศไทยมีปัญหาเชิงโครงสร้าง ไม่มีใครแก้ปัญหาได้
โดยไม่แก้โครงสร้าง ในรอบ ๑๐๐ ปี
ที่ผ่านมามีความพยายามที่จะทำอะไรดี ๆกันมากพอสมควร
แต่ไม่สามารถแก้ปัญหาพื้นฐานได้ ปัญหาพื้นฐานคือ
ความยากจนและความอยุติธรรม ความยากจนเกิดจากขาดความเป็นธรรม
ประเทศไทยขาดความเป็นธรรมทุกทาง
ทั้งทางเศรษฐกิจ ทางสังคม ทางกฎหมาย
ทางการเมืองการปกครอง
การขาดความเป็นธรรมเกิดจากโครงสร้างที่ไม่เป็นธรรม
ปัญหาเชิงโครงสร้างส่งผลแรงมากและแก้ไขได้ยาก
การพยายามแก้ปัญหาต่าง ๆ
โดยไม่แก้โครงสร้างนั้นไม่ได้ผลจีรังยั่งยืน
ส่งผลให้คนไทยขัดแย้งกันมากขึ้นจนมาถึง
ปากเหวที่อาจเกิดความรุนแรงนองเลือด
ท่ามกลางปัญหาที่ซับซ้อนและยากนี้ ไม่มีรัฐบาลใด ๆ ที่จะแก้ปัญหาได้
รวมทั้งรัฐบาลทักษิณที่มีนายกรัฐมนตรี
ที่มีอำนาจมากที่สุดก็ไม่สามารถสร้างสังคมสันติสุขได้
ฉะนั้นจึงไม่ควรคาดหมายว่ารัฐบาลใด ๆ จะแก้ปัญหาได้
แต่คนไทยทุกภาคส่วนควรทำความเข้าใจปัญหาเชิงโครงสร้างและใช้วิกฤต
ให้เป็นโอกาสที่จะก้าวข้าม (Transcend) ความขัดแย้งไปสู่จุดลงตัวใหม่
โดยแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง ๒. สี่ก๊กค้ำยันกันไม่มีใครกินรวบได้
สภาพการต่อสู้ทางการเมืองระดับบนเหมือนสงคราม ๔ ก๊ก
ซึ่งค้ำยันกันไม่มีก๊กใดก๊กหนึ่งกินรวบได้ คือ
(๑) ก๊กกองทัพ ก๊กกองทัพมีอำนาจทางการเมืองมานาน
แต่ปัจจุบันการรัฐประหารทำได้ยากและไม่ควรทำ
จะมีคนต่อต้านมากและปกครองไม่ได้
แต่ก๊กนี้ก็มีอำนาจทางการเมืองมาก
(๒) ก๊กคุณทักษิณ (ก๊กสีแดง)
เป็นก๊กที่มีพลังและอิทธิฤทธิ์มาก

เคยถืออำนาจรัฐสูงสุดและใช้อำนาจมาก
แต่ในสังคมสมัยใหม่ที่ซับซ้อน
การใช้อำนาจอย่างเดียวไม่สามารถฝ่าความเสียดทา

ไปสร้างสังคมสันติสุขได้ เพราะเกิดแรงต้าน
แรงต้านที่แรงที่สุดมาจากกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย
ทำให้คุณทักษิณไม่สามารถกินรวบได้
การพลาดไปทั้ง ๆ ที่มีโอกาสสูงทำให้กลับมามีอำนาจอีกได้ยาก
แต่ก็ทรงพลังอย่างยิ่งที่จะต่อต้านก๊กอื่น ๆ ไม่ให้กินรวบได้
(๓) ก๊กพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (ก๊กสีเหลือง)
ก๊กนี้เกิดขึ้นเพื่อต่อสู้ไม่ให้คุณทักษิณกินรวบ
เป็นการรวมพลังของประชาชนที่แข็งแรงที่สุดที่ทำให้
คุณทักษิณแม้ทรงอานุภาพเพียงใดก็อ่อนกำลังและเพลี่ยงพล้ำลงได้
แต่ก๊กนี้ก็มีศัตรูดังที่คุณสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำถูกลอบยิงเพื่อสังหาร
พันธกิจของก๊กเหลืองคงจะเพื่อป้องกันคุณทักษิณกลับมามีอำนาจ
มากกว่าตัวเองจะเข้าไปมีอำนาจทางการเมืองเสียเอง
(๔) ก๊กประชาธิปัตย์และพันธมิตรพรรคการเมืองที่ไม่ใช่ทักษิณ นำโดย
คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก๊กนี้ถืออำนาจรัฐอยู่ในปัจจุบัน
ที่ต้องอาศัยความสนับสนุนจากเครือข่ายที่ไม่เอาทักษิณ
รัฐบาลต้องประสบการต่อต้านจากก๊กแดงทุก ๆ ทาง
ซึ่งทำให้บริหารบ้านเมืองได้ยาก และไม่สามารถปกครองบางพื้นที่ได้
ทั้ง ๔ ก๊กค้ำยันกันอยู่ไม่มีก๊กไหนกินรวบได้ ในสภาพอย่างนี้ข้อเสียก็คือ
ทำให้พัฒนาบ้านเมืองได้ยาก ข้อดีก็คือไม่มีก๊กใดก๊กหนึ่งกินรวบได้หมด
ถ้ากินรวบได้หมดก็จะไม่ต้องการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง
ซึ่งก็จะวิกฤตอีก ในสภาพการค้ำยันกัน ๔ ฝ่าย
ถ้าสามารถป้องกันไม่ให้เกิดความรุนแรงนองเลือดได้
หน้าต่างแห่งโอกาสอาจเปิดที่ทำให้แก้ปัญหาเชิงโครงสร้างได้ด้วยสันติวิธี
ฉะนั้นเรื่องเฉพาะหน้าที่สำคัญที่สุดคือ ป้องกันความรุนแรงนองเลือด
๓. ภารกิจเฉพาะหน้าที่สำคัญที่สุดคือ ป้องกันความรุนแรงนองเลือด
หากเกิดความรุนแรงนองเลือด
กองทัพก็คงจะเข้ามาปราบจลาจลและยึดอำนาจเกิดการปกครองแบบเผด็จการ
แต่ก็จะไปไม่รอด เพราะประชาชนจะรวมตัวกันต่อสู้
บ้านเมืองจะประสบความยุ่งยากและถอยหลังไปอีกนาน
ฉะนั้นภารกิจเฉพาะหน้าที่สำคัญที่สุดของทุกฝ่ายคือ
การป้องกันความรุนแรงนองเลือด

ไม่ควรจะมีใครที่คิดจะมีอำนาจ
โดยตั้งใจก่อเหตุการณ์ให้มีผู้เสียชีวิต

ชีวิตแต่ละชีวิตมีค่ามาก
ไม่ควรจะมีใครคิดให้มีคนตายเพื่อปูทางไปสู่อำนาจ

เพราะจะบาปมากและไม่มีทางทำได้สำเร็จ
ในสภาพที่ยากและค้ำยันกันอยู่นี้ไม่มีก๊กใดจะทำได้สำเร็จ
โดยใช้ความรุนแรงโค่นล้มก๊กอื่น
มีแต่สันติวิธีเท่านั้นที่จะทำให้ทะลุความติดขัดที่ยากนักหนาไปได้
ไปดูเถอะอินเดียได้อิสรภาพเพราะ
การต่อสู้ด้วยสันติวิธีที่นำโดยมหาตมะคานธี

แอฟริกาใต้พ้นจากความติดขัดแห่งการปกครองแบ่งแยกผิวได้
โดยสันติวิธีที่นำโดยเนลสัน แมนเดลา สหรัฐอเมริกามาถึง
จุดที่คนผิวดำอย่างโอบามาเป็นประธานาธิบดีได้เพราะ
กระบวนการต่อสู้ด้วยสันติวิธีของคนดำที่นำโดยมาร์ติน ลูเธอร์คิง
คนไทยทั้งปวงควรทำความเข้าใจว่า
เราไม่มีทางออกจากสภาพวิกฤตสุด ๆ

ด้วยความรุนแรงและต้องช่วยกันทุกวิถีทาง
ที่จะป้องกันความรุนแรงนองเลือด

เพื่อจะให้เวลาประเทศไทยในการหาทางออกด้วยสันติวิธี
ถ้ารัฐบาลไม่เป็นผู้ใช้ความรุนแรงเสียเองก็จะไม่รุนแรง
แต่ถ้าเป็นความรุนแรงโดยรัฐ (State violence) ก็จะรุนแรง
ลองทบทวนประวัติศาสตร์ของความรุนแรงดูเถิดครับ
จะพบความรุนแรงโดยรัฐ

ทุกฝ่ายควรสนับสนุนและร่วมมือกับรัฐบาลที่ไม่ใช้ความรุนแรง
และช่วยกันสอดส่องป้องกันและระงับความรุนแรง
ประเทศไทยต้องดำเนินไปบนสันติวิธี
๔. การทำงานเชิงรุกของนายกรัฐมนตรีในปี ๒๕๕๓
ในปี ๒๕๕๒ เนื่องจากยุทธการป่วนบ้านป่วนเมือง
รัฐบาลต้องทำงานในเชิงตั้งรับในปี ๒๕๕๓
ถ้าสามารถป้องกันความรุนแรงนองเลือดดังกล่าวในข้อ ๓
นายกรัฐมนตรีน่าจะสามารถทำงานเชิงรุกได้ เช่นใน ๘ ประเด็นดังต่อไปนี้
(๑) สร้างกลุ่มทำงานยุทธศาสตร์ของนายกรัฐมนตรีหรือ PMDS
(Prime Minister Delivery System)
รัฐบาลต่างๆ ไม่มีเครื่องมือทำงานให้เห็นผลโดยรวดเร็ว จาก ครม.
หรือจากความริเริ่มของนายกรัฐมนตรีก็ส่งไปให้กระทรวงที่เกี่ยวข้อง
กระทรวงเป็นกลไกทางดิ่งและแยกส่วนไม่มีประสิทธิภาพในการทำงานให้ได้ผล
ยากที่จะเกิดความสำเร็จ นายกรัฐมนตรีต้องมี
ทีมนักทำงานทางยุทธศาสตร์ที่มีความสามารถสูง
ทำงานในเรื่องที่ต้องการผลสำเร็จสูง ให้สำเร็จเป็นเรื่องๆ ไป
มิฉะนั้นถึงมีความคิดดีก็ไม่เกิดผล
(๒) ยุทธศาสตร์การสื่อสาร ประเทศมีเครื่องมือสื่อสารมาก
แต่ขาดยุทธศาสตร์การสื่อสาร
ถ้าสามารถสื่อสารให้คนไทยรู้ความจริงโดยทั่วถึง ใช้ความรู้ ใช้เหตุผล
และประชาชนสามารถเป็นผู้สื่อสารเอง
จะเป็นการปฏิวัติประชาธิปไตยและสร้างความเป็นพลเมืองที่มีส่วนร่วม
ในการพัฒนาประเทศอย่างมีคุณภาพและสร้างสังคมสันติสุขได้
(๓) ยุทธศาสตร์ฐานพระเจดีย์ สร้างสวรรค์บนดินใน ๗๖,๐๐๐ หมู่บ้าน ๗,๖๐๐ ตำบล
ความล้มเหลวของประเทศไทยในทุกด้านเกิดจากการสร้างพระเจดีย์จากยอด
ไม่มีพระเจดีย์องค์ใดสร้างสำเร็จจากยอด เพราะอะไรที่ไม่มีฐานก็จะพังลงๆ
ประเทศไทยพัฒนาทุกอย่างจากยอด ใช้อำนาจจากบนลงล่าง (Top down)
จึงไม่สำเร็จ ฐานพระเจดีย์ของสังคมคือชุมชนท้องถิ่น
เรามีหมู่บ้านทั้งหมดประมาณ ๗๖,๐๐๐ หมู่บ้าน และประมาณ ๗,๖๐๐ แห่ง
ไม่เป็นการยากเลยที่จะส่งเสริมให้ทุกหมู่บ้าน
และตำบลเข้มแข็งทุกด้านอย่างบูรณาการ

หมู่บ้านและตำบลที่มีการพัฒนาอย่างบูรณาการ
จะมีสุขภาวะประดุจสวรรค์บนดิน

เมื่อฐานของสังคมเข้มแข็งและสงบสุข
ก็จะรองรับให้สังคมทั้งหมดหายวิกฤต

ประชาธิปไตยชุมชนท้องถิ่นจะทำให้
ประชาธิปไตยระดับชาติมีคุณภาพและมั่นคง

(๔) ยุทธศาสตร์สังคมเข้มแข็งและนวัตกรรมทางสังคม
โครงสร้างของประเทศที่ภาครัฐมีอำนาจมาก (รัฎฐานุภาพ)
ภาคเงินมีอำนาจมาก (ธนานุภาพ) แต่ภาคสังคมอ่อนแอ
เป็นโครงสร้างที่เสียศูนย์และไม่สามารถทำให้เกิดความเป็นธรรมได้
ต้องส่งเสริมภาคสังคมให้มีอำนาจมาก (สังคมานุภาพ)
โดยรวดเร็ว มิฉะนั้นทำอย่างไร ๆ

ความเป็นธรรมก็ไม่เกิดและประเทศไม่หายวิกฤต
ทั้งนี้โดยสนับสนุนให้มีการรวมตัวร่วมคิดร่วมทำในทุกพื้นที่

ในทุกองค์กร และในทุกเรื่อง ซึ่งจะทำให้เกิดสังคมทางราบหรือประชาสังคม
ซึ่งจะเป็นปัจจัยให้เศรษฐกิจดี การเมืองดี และศีลธรรมดี
ควรส่งเสริมนวัตกรรมทางสังคม และนวัตกรรมเพื่อสังคม

(๕) ยุทธศาสตร์ความโปร่งใสและขจัดคอร์รัปชั่น
ปัญหาคอรัปชั่นเป็นเหมือนมะเร็งที่กัดกินประเทศไทย

คนไทยต้องร่วมกันขจัดคอรัปชั่นให้ได้
รัฐบาลต้องทำให้เกิดความโปร่งใสในการบริหารราชการแผ่นดิน
ที่สาธารณะสามารถตรวจสอบได้

สนับสนุนให้สื่อมวลชนสามารถทำข่าวเชิงสืบสวนได้
สร้างความสัมพันธ์ใหม่ระหว่างระบบราชการกับระบบการเมือง

นำระบบราชการออกจากการครอบงำโดยสิ้นเชิงจากนักการเมือง
สนับสนุนความเข็มแข็งของ ปปช.

ภาคประชาชนอย่างจริงจัง ถ้ารัฐบาลไม่เอาจริง
ปัญหาคอรัปชั่นจะล้มรัฐบาลทุกรัฐบาล

(๖) ยุทธศาสตร์ผนึกประเทศอาเซียนและเตรียมตัวโลกเปลี่ยนขั้ว
ถ้าประเทศอาเซียน ๑๐ ประเทศ

ผนึกกันจะมีประชากรเป็น ๒ เท่าของสหรัฐอเมริกา
ประเทศไทยอยู่ตรงศูนย์กลางอาเซียน

ควรมีบทบาทนำในการผนึกอาเซียน
ประเทศจีนกำลังเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็วซึ่งเป็นสัญญาณบ่งว่า

กำลังจะเกิดขั้วเอเซียซึ่งมีขนาดใหญ่มาก
เปลี่ยนแปลงจากการที่มีสหรัฐอเมริกาเป็นศูนย์กลางของโลกอยู่เพียงขั้วเดียว

การที่โลกเปลี่ยนขั้วนี้จะมีผลกระทบมหาศาลทุก ๆ
ทาง ประเทศไทยควรรู้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงขนาดใหญ่
ประดุจการเคลื่อนของเทคโทนิคเพลตนี้

เพื่อป้องกันผลกระทบทางลบ และเพิ่มประโยชน์ทางบวก
ประเทศไทยต้องผนึกกำลังคนจากสาขาต่างๆ

ทำยุทธศาสตร์ชาติในการวางตำแหน่งประเทศไทย ?(Positioning)
ในภูมิศาสตร์การเมืองและเศรษฐกิจอย่างที่ทำให้ประเทศไทยเข็งแรง
เป็นผู้ใหญ่ได้ประโยชน์มหาศาล และช่วยประเทศอื่นๆ อย่างน้อยในภูมิภาคนี้
ให้มีความก้าวหน้าและสันติสุข ถ้าเราเป็นผู้ใหญ่อย่างนี้
เรื่องฮุนเซนก็จะกลายเป็นเรื่องเด็กเล็กที่เกเร ซึ่งจะหมดไปกับความเป็นอนิจจัง
(๗) ยุทธศาสตร์จิตสำนึกใหม่ ความยุติธรรม และสันติภาพ
จิตสำนึกเก่าที่เล็กและคับแคบเป็นปัญหาทั้งของไทยและของโลก
ที่นำมนุษย์มาสู่วิกฤตการณ์จิตเล็กทำให้มองใกล้ใจแคบ

เกิดความขัดแย้งและรุนแรง ในขณะที่จิตใหญ่ทำให้มองไกลใจกว้าง
ทำให้เป็นไปเพื่อการอยู่ร่วมกันด้วยสันติ
จึงควรมีการปฏิวัติจิตสำนึก
ความยุติธรรมเป็นเครื่องทำให้อยู่ร่วมกันด้วยสันติ

ประเทศต้องปฏิรูประบบความยุติธรรม
สันติภาพเป็นทุนและผลอันยิ่งใหญ่ของการพัฒนา

ท่ามกลางความขัดแย้งระหว่างโลกตะวันตกกับโลกอิสลาม
ถ้าประเทศไทยตั้งรับจะถูกดึงเข้าไปสู่ความขัดแย้ง
ซึ่งเป็นอันตรายอย่างใหญ่หลวง

จึงควรปรับยุทธศาสตร์เป็นรุกเพื่อสันติภาพ
ควรรวมตัวกันสร้างสมรรถนะ

เรื่องสันติสุขและตั้งเป้าให้ประเทศไทย
เป็นมหาอำนาจด้านสันติภาพ

(๘) ยุทธศาสตร์การเงินการคลังเพื่อการพัฒนา
ประเทศไทยตกอยู่ในสภาพแก้ปัญหาเก่าไม่ได้

และปัญหาใหม่อันซับซ้อนโถมถั่งเข้ามา
กลไกการทำงานแบบเดิมๆ

ของประเทศไม่มีกำลังพอ
หรือกลับเป็นอุปสรรคต่อการแก้ปัญหาทั้งเก่าและใหม่

ทำให้ไทยวิกฤตสุดๆ อย่างในปัจจุบัน
มีความจำเป็นที่จะแสวงหากลไกใหม่ๆ

ในการแก้ปัญหาและพัฒนาประเทศ
กลไกการเงินการคลังมีพลังมหาศาล

ยุทธศาสตร์การเงินการคลังเพื่อ
การพัฒนาจะทำให้เราก้าวพ้นข้อจำกัด (Transcend)

ทำให้สิ่งที่เป็นไปไม่ได้เป็นไปได้
เพื่อนำประเทศออกจากวิกฤตไปสู่การลงตัวในระนาบใหม่

ที่กล่าวข้างต้น ๘ ประการไม่ได้ครอบคลุมเรื่องที่ควรทำทั้งหมด
แต่ก็เพียงพอที่จะแสดงให้เห็นทิศทางใหม่ประเทศไทย
บนสันติวิถี
ที่จะดึงคนไทยทุกภาคส่วนเข้ามาถักทอ
สร้างจินตนาการใหม่ สร้างจิตสำนึกใหม่

สร้างโครงสร้างใหม่
สร้างสมรรถนะใหม่เพื่อการพัฒนาอย่างมีดุลยภาพ

ดุลยภาพทำให้เกิดปรกติสุขและความยั่งยืนโลกวิกฤต
เพราะการพัฒนาที่ขาดดุลยภาพทุก ๆ ด้าน
ร่วมทั้งด้านสิ่งแวดล้อม
ดังกรณีปัญหาโลกร้อนที่กำลังคุกคามสรรพชีวิตบนพื้นพิภพ
การพัฒนาอย่างมีดุลยภาพ
จึงมิได้สำคัญเฉพาะประเทศไทยเท่านั้น

แต่สำคัญสำหรับโลกด้วย
ถ้ามนุษยชาติจะอยู่รอดได้

ระบบสังคมที่มีดุลยภาพ
มีความละเอียดอ่อนในทุกมิติ ไม่สามารถสร้างได้

โดยการโค่นล้มหรือยึดอำนาจ
เพราะถึงยึดอำนาจได้ก็ทำไม่เป็น

แนวทางที่เสนอมานี้คือ
การเปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐานเพื่อไปสู่สิ่งใหม่ที่ดี

ด้วยการเรียนรู้ร่วมกันใน
การปฏิบัติด้วยหัวใจความเป็นมนุษย์

เพื่อให้เกิดสมรรถนะใหม่ โครงสร้างใหม่
และความสามารถในการทำให้
โครงสร้างใหม่ทำงานได้อย่างราบรื่น

และมีคุณภาพพร้อมกันไปในตัว
ผมขอฝากไว้ให้คนไทยพิจารณาด้วยใจอย่างใคร่ครวญ









Jan 18, 2010

The Blind Side


เดอะ บลายด์ ไซด์ เรื่องย่อ
จากชีวิต Michael Oher ผู้ซึ่งกลายมาเป็น
นักฟุตบอลที่โด่งดังในอเมริกา
เรื่องราวแรงบัลดาลใจของครอบครัว
Touhy
ที่รับบุตรบุญธรรมที่ไม่มีใครคิดว่าจะรับมาเลี้ยงดู
เด็กที่ดูน่ากลัว แต่กลับได้รับความอุ่นจาก
พ่อซึ่งรับบทโดย Tim McGraw และภรรยา
ซึ่งรับบท Sandra Bullock

สาวใจถึงซึ่งเป็นใครคงคิดว่าเอาโจรเข้าบ้านแท้ๆ
แต่กลับกล้าที่จะส่งเสริมและ
เป็นกำลังให้ใครซักคนหนึ่งได้มีแรงในการใช้ชีวิต




Jan 15, 2010

ธรรมเสน่ห์


"ธรรมเสน่ห์" ศาสตร์แห่งการปรุงเสน่ห์อย่างเป็นธรรมชาติ
ที่จะทำให้คุณสวยภายในจากความคิด...
สู่การปรับจริตให้พองามที่ภายนอก...
ไปพร้อมๆกับ 3 พิธีกรสาว เจ้าของเสน่ห์หลากสไตล์ ใน "ธรรมเสน่ห์"

มงคลที่ ๒๓ ถ่อมตนไว้ให้ธรรมทางสร้างเสน่ห์
ถ่อมตนไว้ให้ธรรมทางสร้างเสน่ห์ : นิวาโต จะ
ความถ่อมตนมาจากภาษาบาลีว่า “นิวาโต”

วาโต แปลว่า ลม พองลม

นิ แปลว่า ไม่

นิ วาโต แปลว่า ไม่พองลม เอาลมออกแล้ว คือ
เอามานะทิฐิออก มีความสงบเสงี่ยม เจียมตน
ไม่ทะนงตน ไม่มีถือตัว ไม่อวดดื้อถือดี
ไม่ยโสโอหัง ไม่ดูถูกเหยียดหยามใคร
ไม่กระด้าง ไม่เย่อหยิ่งจองหอง

ความแตกต่างระหว่างความเคารพกับความถ่อมตน

ความเคารพเป็นการปรารภต่อผู้อื่น คือ
ตระหนักในคุณงามความดีของผู้อื่น
จ้องหาข้อดีของเขา แสดงอาการเคารพนับถือด้วยกาย วาจา ใจ

ส่วน ความถ่อมตน เป็นการปรารภตนเองคือ
คอยตามพิจารณาข้อบกพร่องของตนเอง
สามารถน้อมตัวลงเพื่อถ่ายทอดคุณความดีของผู้อื่นเข้าสู่ตัวได้เต็มที่

คนที่มีความเคารพอาจขาดความถ่อมตนได้คือ
จะให้อ่อนเข้าไปหาเขานั้นทำไม่ได้
ชอบเอาตัวเข้าไปเทียบด้วย แล้วใจตัวพองรับทันทีว่า
“ถึงเอ็งจะแน่แต่ข้าก็หนึ่งเหมือนกัน” หรือ “ข้าวิเศษกว่า” ทุกที

สิ่งที่คนทั่วไปหลงถือเอาทำให้ถือตัว

๑ ชาติตระกูล

๒ ทรัพย์สมบัติ

๓ รูปร่างหน้าตา

๔ ความรู้ความสามารถ

๕ ยศตำแหน่ง

๖ บริวาร

ลักษณะของผู้มีความถ่อมตน

ผู้ มีความถ่อมตน จะเป็นผู้ที่รู้คุณค่าของตนตามความเป็นจริง
เจียมเนื้อเจียมตัว ทำให้มีลักษณะอาการแสดงออก
ที่ดีเด่นกว่าคนทั้งหลาย ๓ ประการดังนี้

๑ มีกิริยาอ่อนน้อม คือ ไม่ลดตัวลงจนเกินควร
และไม่ถือตัวจนเกินงาม มีกิริยาอันเป็นที่รัก
อ่อนละมุนละไมต่อคนทั่วไปทั้งผู้ใหญ่ ผู้น้อยและผู้เสมอกัน
รู้ที่ต่ำที่สูง ไม่ตีตนเสมอท่าน มีคุณสมบัติผู้ดี
สำหรับแสดงแก่คนทั้งหลายโดยเสมอหน้ากัน
ไม่เลือกว่าเขาจะมีฐานะสูงกว่าหรือต่ำกว่าตน
สงบเสงี่ยม แต่มีความองอาจผึ่งผายในตัว

๒ มีวาจาอ่อนหวาน คือ มีคำพูดที่ไพเราะดูดดื่ม
ออกมาจากใจที่ใสสะอาดนุ่มนวล ไม่แข็งกระด้าง
ไม่พูดโอ้อวดยกตัว และไม่พูดกล่าวโทษลบหลู่ทับถมคนอื่น
เมื่อตนทำพลาดพลั้งสิ่งใดต่อใครย่อมออกวาจาขอโทษเสมอ
เมื่อผู้ใดแสดงคุณต่อตนอย่างไรก็ออกวาจาขอบคุณเขาเสมอ
เห็นใครทำดีก็ชมเชยสรรเสริญจากใจจริง

๓ มีใจอ่อนโยน คือ มีใจนอบน้อม ละมุนละม่อม ถ่อมตน
มีใจอ่อนละไมแต่มิใช่อ่อนแอ
มีใจเข้มแข็งแต่มิใช่แข็งกระด้าง
ไม่นิยมอวดกำลังความสามารถ
แต่พยายามฝึกตนเองให้มีความสามารถ
ไม่ถือความคิดตัวเป็นใหญ่
มีใจเปิดกว้างยอมรับความคิดเห็นผู้อื่น
รู้จักลดหย่อนผ่อนผันแก่กัน ถือคติว่า
“ไม่ลำเดียวยังต่างปล้อง พี่น้องยังต่างใจ
สิบคนสิบความรู้ สิบคนสิบความคิด แม้สิบคนก็สิบความเห็น”
เมื่อใครเขาไม่เห็นพ้องกับตนก็ไม่ด่วนโกรธ
แล้วค่อยๆปรับความคิดเห็นเข้าหากันโดยยึดคำสั่งสอน
ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นแกนกลาง

อานิสงส์ของการมีความถ่อมตน

๑ ทำให้อยู่เป็นสุข ไม่มีศัตรู

๒ ทำให้น่ารัก น่านับถือ น่าเคารพกราบไหว้

๓ ทำให้เกิดความสามัคคีในหมู่คณะ

๔ ทำให้ได้กัลยาณมิตร

๕ ทำให้ได้ที่พึ่งทั้งภพนี้ ภพหน้า

๖ ทำให้สามารถถ่ายทอดคุณความดีจากผู้อื่นได้

๗ ทำให้ไม่ประมาท ตั้งอยู่ในธรรม

๘ ทำให้บรรลุมรรคผลนิพพานโดยง่าย










ตือ ออกาไนเซอร์ อีเวนต์สุดขอบฟ้า


วัฒนะชัย ยะนินทร
Positioning Magazine
พฤศจิกายน 2549


กางเกงผ้าทรงกระบอกสีดำ ขาสี่ส่วน เสื้อยืดคอวีสีดำ
สวมสูทดำทับ สร้อยเงิน ที่มีลูกกุญแจสุดเก๋ประดับ
มองต่ำลงไป รองเท้าคัทชูสีทอง ไม่สวมถุงเท้า
...ภาพนี้ถือเป็นเอกลักษณ์ของ สมบัษร ถิระสาโรช
หรือที่ใครรู้จักเขาว่า ตือ ออกาไนเซอร์
นักคิดไร้ขีดจำกัด ที่มีวิธีคิด
และการบริหารงาน ไม่ค่อยมีใครเหมือน

1.
“เราเป็นคนบ้าๆ บอ” ตือ พูดถึงตัวเอง เป็นประโยคแรก
เมื่อถามถึงตัวตนของเขา แต่คำว่า “บ้า” สำหรับเขาคือ
ความคิดที่ไร้ขอบเขต เป็นคนที่ไม่หยุดนิ่ง ไม่มีแบบแผน
เป็นสไตล์ศิลปินและนัก
คิดที่ไร้กรอบ ที่ไม่มีตำรา

เกือบสิบปี ในบทบาทนักบริหารของตือ
ในนามบริษัท ตือ จำกัด รับจัดงานอีเวนต์ทั่วราชอาณาจักร
นับเป็นตำราชีวิตชิ้นสำคัญที่เขาบอกว่าลองผิดลองถูก
และค่อยๆ สร้างชื่อ ตือ ออกาไนเซอร์ ขึ้นมาจนเป็นที่ยอมรับ

แม้เขาจะบอกว่า ตือ ออกาไนเซอร์
ไม่ได้จำกัดอยู่ที่การรับงานหรูๆ หรือ แบรนด์เนมอย่างเดียวเท่านั้น
เขายังรับงานอื่นๆ ที่อยากเปิดตัวสินค้า
หรือจัดปาร์ตี้ให้ลูกค้าระดับกลางๆ ได้ด้วย
แต่แบรนด์ของตือ เขายอมรับว่า
คนมักจะติดยึดกับอีเวนต์หรูๆ แบรนด์ดังๆ

ตัวตนของตือ เป็นคนที่มีอารมณ์เปลี่ยนแปลงบ่อย
ถ้าเป็นหนังก็เรื่อง Season Change เพราะอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย
มีทุกฤดูในตัวเอง บางครั้งจะเห็นเขาหัวเราะ
เห็นเขาขรึมๆ ซีเรียส ในเวลาเดียวกัน

ตือ เป็นนักคิดที่ทำงานได้ตลอดเวลา เขาไม่มีกฎเกณฑ์ตายตัวว่า
จะนอนเมื่อไหร่ ทำงานตอนไหน
บางคืนตีสาม ตีสี่เขายังสามารถลุกขึ้นมาทำงานได้
หากความคิดนั้นไหลเวียนผ่านมันสมองของเขา

บางวัน ตือ เรียกว่า เป็นวันประชุมประจำชาติ หมายถึง
เขาจะประชุมกับลูกค้าตอนเช้า บ่าย และทีมงานตอนเย็นๆ เรียกว่า
วันหนึ่งอาจจะมีการประชุมทั้งวัน
ซึ่งการพบปะลูกค้าถือเป็นงานประจำที่จำเป็น
สำหรับการสร้างความพึงพอใจให้กับ
ผลงานของเขา และได้เพื่อนใหม่กลับมา

“แม้เราจะเป็นผู้บริหาร แต่เรายึดหลักว่า
ต้องให้ความสำคัญกับลูกค้า เราต้องคุยกับลูกค้าเอง
และไม่รับมาแล้วให้คนอื่นทำ
เมื่อเขาเชื่อมั่นเรา จ้างเรา ต้องทำเอง คิดเองทั้งหมด”

2.
Monster Eye หรือผีตาเดียว
อีเวนต์ล่าสุดต้อนรับงานฮาโลวีน ของสยามเซ็นเตอร์
เมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมานี้
เป็นงานชิ้นหนึ่งที่สะท้อนความเป็นยี่ห้อตือได้อย่างชัดเจน

“เชื่อไหมงานนี้คิดคอนเซ็ปต์งานได้ตอนกำลังชงเหล้าให้เพื่อน
ใช้เวลารวมเบ็ดเสร็จ 3 นาที” ตือ เล่าให้เห็นถึงวิธีคิดงานว่า
บางครั้งก็ใช้เวลาเท่ากับการต้มบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเท่านั้น
ก็กลายเป็นงานใหญ่ระดับล้านได้ หากไอเดียนั้นพรั่งพรูขึ้นมา

อย่างงาน มอนสเตอร์อาย เขาบอกว่า
เป็นธีมงานที่คิดให้ผีเข้าสิงสยามสแควร์
โดยคิดจากภาพในอดีตที่ครั้งหนึ่งเขาเคยดูหนังผีญี่ปุ่น
ที่มีผีตาเดียวหลอกหลอน อยู่ในร่ม อยู่ในอาหาร
เขาจึงเกิดไอเดียวว่า ผีฮาโลวีนปีนี้ควรจะออกแนวน่ารักๆ
และอยู่ในวิถีชีวิตของคน เช่น
ผีในอาหาร ผีในแก้ว ผีในไข่ ผีในแฮมเบอร์เกอร์ เป็นต้น

ตือ บอกว่า เขาเป็นคนกลัวผีมาก ทำให้เขาจดจำ
เรื่องผีที่เคยดูมาได้เป็นพิเศษ
และไม่น่าเชื่อว่าจะนำมาใช้กับการคิดงานของเขาได้ในอนาคต
ซึ่งเรื่องในอดีตบางครั้งก็สามารถนำกลับมาประยุกต์ใช้ได้

ตือ อธิบายว่า สูตรการคิดงานของเขาจะนึกถึงตัวเองก่อน
พยายามใช้เรื่องใกล้ตัวเน้นงานที่สนุกสนาน
มีไลฟ์สไตล์ของคนเข้าไปเกี่ยวข้อง หรือเรียกว่า Human Insight
และมีเทรนด์ของแฟชั่นเข้าไปผสม ที่สำคัญตือย้ำว่า
ต้องเป็นงานที่สนุกสนาน พยายามให้มี Interactive
กับคนให้ได้ ถือว่าสำเร็จในระดับหนึ่ง
และเป็นงานที่คนสามารถพูดถึงได้แม้ระยะเวลาผ่านไปก็ตาม

“การจัดงาน ต้องมองที่วัตถุประสงค์ของงานเป็นหลัก
ว่าลูกค้าต้องการอะไร บางงานไม่จำเป็นต้องหรู
แต่หากใช้ธีมที่ลูกเล่น เช่น สัญลักษณ์บางอย่างออกมา
อย่างงานฮาโลวีน
ก็ทำให้งานมีสีสันสนุกสนานแล้ว มากกว่าจะถลุงเงินจัดปาร์ตี้”

3.
จากวันแรกถึงวันนี้ เกือบสิบปี บริษัท ตือ ยังเป็นโมเดลเดิมๆ
ที่เขาบอกว่าอยู่กันอย่างพี่น้อง องค์กรยังเล็กๆ ผอมๆ
เพราะเขาเชื่อว่า หากอ้วนเกินไปจะทำให้ขับเคลื่อนได้ช้า
แต่สภาพผอมจะคล่องตัวกว่า

“การทำธุรกิจต้องไม่โลภเกินไป ทำพอประมาณให้มีความสุข
อย่าไปหวังไกลเกินไป
ทำวันนี้ให้ดีที่สุดตามกำลัง และบริษัทจะเดินหน้าไปเอง”

หัวใจสำคัญในการทำงานที่ตือบอกว่าไม่เคยเปลี่ยนแปลงเลย คือ
บริษัทแห่งนี้ไม่มี เออี พิชงานใดๆ แต่มีลูกค้าไม่ขาดสาย
ลูกค้าส่วนใหญ่จะเข้ามาเอง จากปากต่อปาก
และตือจะเป็นผู้คุยกับลูกค้าเองทุกครั้งโดยไม่มีการให้คนอื่นคุยแทน
เพราะการให้เกียรติลูกค้าเป็นจุดสำคัญที่สุด

สิ่งสำคัญของที่ตือบอกว่าติดตัวเป็นประจำทุกวัน คือ
สมุดโน้ต ปากกา และกล้องถ่ายรูปติจิตอล
เพราะเขาจะหยิบออกมาทุกครั้งที่คิดอะไรออ
หรือเจออะไรที่น่าสนใจ จะถ่ายรูปเก็บทันที
เพราะวันเวลาผ่านไปก็สามารถหยิบนำมาใช้ได้ตลอด
และประยุกต์กับการคิดงานได้ทุกเมื่อ


คติการทำงาน

คติการทำงานของเขา คือ คิดแล้ว ต้องทำทันที...
นั่นหมายถึง การ “ไม่ผลัดวันประกันพรุ่ง”
ทำให้งานของเขาเดินหน้าและเสร็จตามกำหนดส่งงานทันลูกค้า

งาน คือ วันพักผ่อน

ตือ เป็นนักบริหารที่มีเอกลักษณ์ประจำตัวอย่างหนึ่ง คือ
การแต่งตัว เขามักจะใส่กางเกงขาลอยสีดำ
เสื้อยืดคอวีสีขาวบ้าง สีดำบ้าง มีแจ็กเกตดำคุมทับอีกที
หากมีงานไปพบลูกค้า รองเท้าคัทชูสีทอง และสีดำ

เขาบอกว่า เป็น ชุด “ตือดีไซน์” ที่ใส่สบายที่สุด
ให้เพื่อนสนิทออกแบบให้ และมีนับสิบตัว แบบเดียวกันหมด
ใส่แบบนี้ทุกวัน เพราะเขาอยากใช้เวลาแต่งตัวให้น้อยที่สุด
และกลายเป็นสิ่งที่ดีมีคนจดจำได้

ตือ เป็นนักสะสมกระเป๋าสะพาย เขามีนับร้อยใบ
แต่เขาไม่ชอบให้ใครดู หากไม่สนิทสนมกันมาก
ยิ่งสื่อมวลชน เขาจะไม่ยอมให้ถ่ายรูปเด็ดขาด
เพราะเขาถือว่าเป็นของส่วนตัว

วันว่างของตือ คือการอ่านหนังสือ เขาบอกว่าอ่านได้ทุกแนว
แฟชั่น ท่องเที่ยว ดีไซน์ เดือนหนึ่งไม่ต่ำกว่า 40 เล่มทั้งภาษาไทย
และภาษาอังกฤษ ทำให้ทุกมุมของบ้าน (คอนโดมิเนียม ซอยโชคชัยร่วมมิตร)
มีมุมอ่านหนังสือ
รวมทั้งชั้นวางหนังสือขนาดใหญ่ที่มีหนังสือกว่าพันเล่มจัดวางอยู่

นอกจากนั้น ตือจะใช้เวลาพบปะสังสรรค์กับเพื่อน
ไปกินข้าวตั้งแต่ร้านข้างถนน จนถึงร้านอาหารระดับ Luxury เข้าได้หมด
เขาบอกว่าการออกไปกินข้าวตามร้านอาหารต่างๆ
เป็นการทำงานไปด้วย เพราะสามารถเจอสิ่งต่างๆ ใหม่ๆ
นำมาใช้การทำงานได้

ทุกวัน เขาบอกว่างานและวันพักผ่อน เป็นสิ่งที่แยกกันไม่ออก
เพราะทั้งสองอย่างได้หลอมรวมกัน
เพราะในขณะที่เขาพักผ่อน
งานก็สามารถเกิดได้ในวิถีชีวิตของเขา