Custom Search

Nov 24, 2008

ชีวิตนี้ไม่มีทางตัน 'ตัน โออิชิ'




ผู้แต่ง : สรกล อดุลยานนท์ วทัญญู รณชิตพาณิชยกิจ
จัดพิมพ์โดย : สนพ.มติชน
พิมพ์ครั้งที่ 15 : สำนักพิมพ์มติชน, เมษายน 2550
ระดาษปอนด์ขาวปกอ่อน
จำนวนหน้า : 207 หน้า
ขนาดหนังสือ : 14.6 cm. x 25 cm.
ISBN : 9743232931
BESTSELLER 30,000 เล่ม ภายใน 3 เดือน
รายละเอียด

"ตัน"
กล้าคิดและกล้าทำในสิ่งที่แตกต่างเติบใหญ่
ด้วยกลยุทธ์การตลาดนอกตำรา MBA

เขาคือผู้ริเริ่มธุรกิจสตูดิโอถ่ายภาพแต่งงาน

ภัตตาคารบุฟเฟ่ต์อาหารญี่ปุ่น "โออิชิ"

เข้าถึงทุกบ้านด้วย "โออิชิ กรีนที"

"อานันท์ ปันยารชุน" อดีตนายกรัฐมนตรี

เคยบอกว่า"คนเก่งไม่ใช่ไม่เคยทำอะไรผิดพลาด

แต่คนเก่งคือคนที่พลาดแล้วแก้ปัญหาได้เร็ว" "ตัน ภาสกรนที"

คือ "คนเก่ง" ในนิยามนี้เพราะเขาเชื่อมั่นว่า

ทุกปัญหาล้วนมีทางออกชีวิตข
อง "ตัน โออิชิ"
จึงไม่เคยมี "ทางตัน"






หนุ่มเมืองจันท์

คอลัมน์ "ฟาสต์ฟู้ดธุรกิจ"


โอกาส คนคนนี้ "ของ" เยอะจริงๆ เจอกันทีไร
มีเรื่องให้นำมาหากินทุกครั้งไป
ผมเจอ "ตัน ภาสกรนที" ครั้งล่าสุดตอนไป
แจกลายเซ็นในงานมหกรรมหนังสือแห่งชาติ
ที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์เมื่อปลายเดือนตุลาคม
"ตัน"
เป็นเจ้าของหนังสือ "ชีวิตนี้ไม่มีทางตัน ตัน โออิชิ"
ที่ผู้เรียบเรียงประวัติเป็นคนน่ารัก นิสัยดี รักเสียงเพลง ไม่รังเกียจคนจน
เฮ้อ...ไม่น่าเชื่อว่าในโลกจะมีคนที่สมบูรณ์แบบเช่นนี้จริงๆ

"ตัน"
ให้คิวไปนั่งเซ็นชื่อที่บูธสำนักพิมพ์มติชน 2 วัน
คือ วันเสาร์และวันอาทิตย์
เขาไม่เคยมางานมหกรรมหนังสือฯ
จึงไม่รู้ว่าคนเดินงานมากมายมหาศาลไปวันแรก
"ตัน"
ถามผมว่าคนเยอะขนาดนี้เชียวหรือ
ผมก็บอกว่าปีนี้คนมากกว่าปีอื่นๆ เพราะมีสถานีรถไฟฟ้าใต้ดิน
แต่วันธรรมดาคนจะน้อยกว่าวันเสาร์-อาทิตย์
ประมาณ 30% เป็นประโยคบอกเล่าตามปกติ
แต่สำหรับ "ตัน" นี่คือ "โอกาส" ที่งดงามยิ่ง ระหว่างที่นั่งเซ็นชื่อ
ผมเห็น "ตัน" มองคนที่เดินผ่านไปมาด้วยท่าทีสนใจ
วันรุ่งขึ้น "ตัน" ไม่ได้มาพร้อมฝ่ายประชาสัมพันธ์ 1 คนเหมือนเดิม
แต่เขายังหนีบ "สุเนตร" มางานด้วย "สุเนตร" เป็นรองกรรมการผู้จัดการ
เป็นคนที่รับผิดชอบวาง "โออิชิ กรีนที"
ในศูนย์ประชุมฯ ครับ "ตัน" พา "สุเนตร"
มาเพื่อบอกให้หาจุดวางขาย "โออิชิ กรีนที"
เพิ่มเติมนอกเหนือจากร้านเซเว่น อิเลฟเว่น
ในศูนย์ประชุมฯ ผ่านไป 2-3 วัน
ขณะที่ผมกำลังเดินขึ้นจากสถานีรถไฟใต้ดิน
ผมก็เห็นเต้นท์หนึ่งอยู่ด้านหน้า ครับ เต้นท์นี้ขาย "โออิชิ กรีนที"
เห็นเต้นท์นี้แล้วผมอดยิ้มไม่ได้ ฝีมือ "สุเนตร" แน่นอนเลย
หลังจบงานผมโทรไปแซวคุณตันเรื่องนี้
เขาหัวเราะบอกว่าไม่ใช่แค่ที่สถานีรถไฟใต้ดินเท่านั้น
ที่สถานีรถไฟฟ้าบีทีเอสที่อโศก
เขาก็นำ "โออิชิ กรีนที" ไปขายเช่นกัน
เฉพาะงานนี้เขาขายได้หลายพันขวด
ยังไม่พอ เขายังได้ไอเดียใหม่
ในงาน "เหลียวหลังแลหน้า
จากรากหญ้าสู่รากแก้ว" ที่อิมแพ็ค
"ตัน"
ก็สั่งลุยขาย "โออิชิ กรีนที" เต็มสูบ
เฮ้อ...ถ้า "ตัน" จะรวยมากกว่านี้ก็อย่าแปลกใจเลยครับ
คนอะไรคิดหา "โอกาส" ทางการค้าได้ตลอดเวลา
ไม่ได้เจอกันนานเกือบเดือน
จนเมื่อวันก่อนในงาน"ประชาชาติธุรกิจ สู่รั้วมหาวิทยาลัย"
ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รังสิต "ตัน" ก็มีโปรแกรมไปพูด
เขาเพิ่งกลับการนำ "โออิชิ กรีนที"
ข้ามพรมแดนไทยไปลาวและกัมพูชา
แม้จะมี "เอเย่นต์" ที่ 2 ประเทศนี้แล้ว
แต่เขาก็ไปลุยงานด้านกิจกรรมส่งเสริมการขายด้วยตัวเอง
เริ่มจากที่ลาว "ตัน" เล่าว่า "โออิชิ กรีนที"
ขายดิบขายดีประสบความสำเร็จมาก และตัว "ตัน" เองก็ขายได้
มีคนลาวมาขอลายเซ็นหลายคน จากความสำเร็จที่เมืองลาว
พอรู้ว่าที่กัมพูชามีงานแข่งเรือระดับชาติ
ที่คนทั่วทั้งประเทศจะมาเที่ยวงานนี้
"ตัน"
ตัดสินใจควักกระเป๋าจ่ายเงินสนับสนุนทันที 1 ล้านบาท
กะว่าจะขายดิบขายดีเหมือนที่ลาวอย่างแน่นอน งานเริ่มตั้งแต่เช้า
เขาประเดิมส่งเสริมการขายด้วยการซื้อ
"โออิชิ กรีนที" 1 ขวดแถม 1 กล่อง
เงียบ... ซื้อ 2 ขวดแถมตุ๊กตาญี่ปุ่นน่ารัก
ที่มีช่องหยอดเงินเป็นกระปุกออมสิน
"ตุ๊กตา" ตัวนี้ที่เมืองไทยต้องซื้อ
"โออิชิ กรีนที" ครบ 200 บาทจึงจะแถมให้
แต่ที่กัมพูชา ซื้อ 2 ขวดหรือ 40 บาทแถมฟรี 1 ตัว
เงียบอีก... มารู้ตอนหลังว่าคนกัมพูชาไม่รู้จัก
"โออิชิ กรีนที" เพราะรับสถานีโทรทัศน์จากเมืองไทยไม่ได้
ไม่เหมือนกับลาวที่ดูทีวีเมืองไทยแทบทุกบ้าน
เพราะบ้านพี่เมืองน้องฟังภาษากันเข้าใจดี ชาวลาวจึงรู้จัก
"โออิชิ กรีนที" แต่ที่กัมพูชาไม่มีใครรู้จัก

เข้าสู่ช่วงบ่ายขณะที่ "ตัน" เริ่มคิดแก้ปัญหา
เขาก็สังเกตุเห็นว่าตอนที่พิธีกรชาวกัมพูชาโชว์ตุ๊กตาให้ดู
เด็กๆ เริ่มตาลุกวาวให้ความสนใจมาก
วินาทีนั้นเขาตัดสินใจสั่งเปลี่ยนแคมเปญส่งเสริมการขายใหม่ทันที
จาก "ซื้อโออิชิ กรีนที 2 ขวด แถมตุ๊กตา 1 ตัว"
เขาเปลี่ยนเป็น "ซื้อตุ๊กตา 1 ตัว แถมโออิชิ กรีนที 2 ขวด"
เชื่อไหมครับว่าสถานการณ์พลิกผันเป็นหน้ามือเป็นหลังมือทันที
คนกลุ่มใหม่ที่เดินผ่านมาเริ่มให้ความสนใจ
เด็กๆ แสดงความเป็น "ผู้มีอิทธิพล" ตัวจริงด้วยการสะกิดพ่อแม่ก่อน
ถ้ายังไม่เชื่อฟังเด็กน้อยก็จะโชว์อิทธิฤทธิ์ร้องไห้เสียงดังลั่น
เรียบร้อยครับ เรียบร้อย แป๊บเดียว
จากบูธที่ว่างๆกลายเป็นบูธที่มีคนต่อคิวซื้อ "ตุ๊กตา" กันยาวเหยียด
ตุ๊กตาที่เตรียมไป 4,000 ตัว หมดภายในวันที่ 2
นั่นหมายความว่า "โออิชิ กรีนที" ขายได้ 8,000 ขวด
และพอถึงวันที่ 3 เจ้า 8,000 ขวดที่คนทดลองชิมก็เริ่มแสดงปฏิกิริยา
คนรู้จัก "โออิชิ กรีนที" แล้ว และเริ่มเข้ามาซื้อตามจุดขายต่างๆ
แม้จะไม่มีของแถมก็ตาม

ถ้าถามว่าทำไมกลยุทธ์ "ซื้อ" ตุ๊กตา "
แถม "โออิชิ กรีนที" จึงประสบความสำเร็จ
อธิบายตามหลักการตลาดสามัญสำนึกก็ต้องบอกว่า
"โออิชิ กรีนที" และ "ตุ๊กตา"
มีสถานะเท่าเทียมกัน คือ เป็นสินค้าที่ชาวกัมพูชาไม่รู้จักเหมือนกัน
แต่ "โออิชิ กรีนที" เป็นสินค้าเข้าปาก
ต้องทดลองชิมจึงจะเกิดพฤติกรรมการซื้อ
ส่วน "ตุ๊กตา" เป็นสินค้าที่แค่เห็นก็รู้แล้วว่า
เป็นอย่างไร ...ไม่ต้องเอาเข้าปาก
ดังนั้น การขาย "ตุ๊กตา" จึงง่ายกว่าขาย "โออิชิ กรีนที"
กลยุทธ์การมองหา "โอกาส" จาก "ปัญหา" เรื่องนี้ว่าสุดยอดแล้ว
เรื่องที่ลาว สุดยอดกว่า...
ในงานที่เมืองลาว มีจุดหนึ่งที่มีการแสดงจากวัดเส้าหลิน
เขาขอสปอนเซอร์จาก "โออิชิ กรีนที" "ตัน" ก็โอเค
แต่ขอขาย "โออิชิ กรีนที" ตรงหน้างาน คนดูแต่ละวันมี 1,000 คน
หน้างานมีขายสินค้าพวกของประดับจากเมืองจีน
และ "โออิชิ กรีนที" วันแรก เขาขายได้ 800 ขวด คน 1,000 คน
ขายได้ 800 ขวดก็ถือว่าเก่งแล้ว
แต่วันที่สอง "ตัน" พลิกกลยุทธ์ใหม่
สามารถเพิ่มยอดขายเป็น 1,500 ขวด
ทั้งที่คนดูเท่าเดิมคือ 1,000 คน รู้ไหมครับว่า "ตัน" ทำอย่างไร
"ตัน"
ให้ลูกน้องไปซื้อสินค้ามาขายข้างๆ "โออิชิ กรีนที" 2 อย่าง
อย่างแรก ข้าวโพดคั่ว หรือป๊อบคอร์น
อย่างที่สอง คุกกี้ข้าวโอ๊ตทั้ง 2 อย่าง
ล้วนเป็นอาหารที่ทำให้ฝืดคอทั้งสิ้น
ยิ่งคนฝืดคอมากเท่าไร ก็ถือเป็น
"โอกาส" ของ "โออิชิ กรีนที" มากเท่านั้น
อย่าแปลกใจที่ยอดขาย โออิชิ กรีนที สูงกว่าจำนวนคนดู
เพราะคนดูครึ่งหนึ่งซื้อคนละ 2 ขวด
งานนี้ "ตัน" ไม่ได้แค่ "มองหา" โอกาส
แต่เขา "สร้าง" โอกาสใหม่ขึ้นมา
อ่านแล้ว ฝืดคอไหม ?
แต่อย่าแสดงท่าทางให้ "ตัน" เห็นนะครับ
เดี๋ยวเจออีกขวด






ไทยรัฐออนไลน์
วันศุกร์ที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ.2553

อึกทึกคึกโครมไปทั่ววงการชาเขียว
เมื่อนายตัน ภาสกรนที กรรมการ
และกรรมการผู้จัดการ บริษัท โออิชิ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน)
ประกาศยื่นใบลาออกจากตำแหน่ง
ทิ้งตำแหน่งเพื่อไปทำธุกิจส่วนตัว
จากที่ก่อนหน้านี้ถ้าพูดถึง "ตัน"
ต้องนึกถึงเจ้าพ่อเครื่องดื่มชาเขียว
และยังเป็นผู้บริหารระดับสูงเพียงไม่กี่ราย
ที่กล้าเล่นโฆษณาเอง
และใช้ตัวเอง เป็นแบรนด์ แอมบาสเดอร์

ประวัติครอบครัว
ภรรยาชื่อนางสุนิสา สุขพันธุ์ถาวร (อิง)
สมรส 15 มีนาคม 2543 มีบุตร 2 คน
1. ด.ช.ภาสกร ภาสกรนที
2. ด.ญ.ใกล้นที ภาสกรนที

การศึกษา
มัธยมศึกษาปีที่ 3,
ปริญญาปรัชญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์
(สาขาวิชาคหกรรมศาสตร์) มหาวิทยาลัยรามคำแหง

การทำงาน

หลังจากจบมัธยมต้น
ทำงานครั้งแรกในบริษัท ราชธานี เมโทร
ในเครือของสหพัฒน์
ซึ่งเป็นบริษัทจัดจำหน่ายเครื่องสำอาง ฟิล์มสีซากุระ
ไต่เต้าจากลูกจ้าง ก้าวขึ้นมาเป็นซูเปอร์ไวเซอร์
เมื่ออายุ 22 ปี จึงตัดสินใจลาออก
มาเปิดแผงหนังสือที่จังหวัดชลบุรี
จากทุนที่ยืมบิดา และพี่สาวมาคนละ 2.5 หมื่นบาท
เป็นผู้บุกเบิกธุรกิจ และเป็นเจ้าแรกในจังหวัดชลบุรีเสมอ
ไม่ว่าจะเป็น ร้านกิฟต์ช็อป ร้านกาแฟ ร้านอาหาร
ร้านสุกี้ ธุรกิจที่สร้างความฮือฮาให้ผู้คน
ในแวดวงธุรกิจกรุงเทพฯ มากที่สุด คือ
ธุรกิจสตูดิโอถ่ายภาพแต่งงาน
ที่ซอยทองหล่อ เจ้าแรกในประเทศไทย
นั้นเป็นเพราะเขาชอบใส่ชุดแต่งงานถ่ายรูปนั่นเอง

เริ่มกิจการร้าน "OISHI Buffet"
ที่สาขาทองหล่อ ปี 2542 ,
ปี 2544 เปิดร้านบะหมี่ญี่ปุ่น "OISHIRAMEN",
เปิดร้านเบเกอรี่เพื่อสุขภาพ "IN&OUT the Bakery Cafe"
และ เปิดร้าน " SUSHI BAR" KIOSK ข้าวปั้น,
ปี 2545 เปิดร้านอาหารญี่ปุ่น สุกี้หม้อไฟ "SHABUSHI"
และ เปิด Dining Complex " LOG HOM"
ต่อมาในปี 2546 ลงทุนโรงงานครัวกลาง
และโรงงานผลิตชาเขียว " OISHI GREEN TEA"
และเปิดร้านสุกี้และบาร์บีคิว "OK SUKI & BBQ",
ดำเนินธุรกิจให้ Franchise
สำหรับร้าน " OISHI Buffet Express" "OISHI Ramen"
และ " IN&OUT the Bakery Cafe"
และปี 2547 แปรสภาพเป็นบริษัทมหาชนในเดือนมีนาคม
เป็น กรรมการและกรรมการผู้จัดการ บริษัทโออิชิกรุ๊ป จำกัด (มหาชน)

วันที่ 28 ก.ค. 2553
ได้ลาออกจากการประธานกรรมการ บริษัท โออิชิ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน)