Custom Search

Mar 11, 2007

วันเวลาที่เปลี่ยนไปของ หัทยา (เกษสังข์) วงษ์กระจ่าง

เมื่อแรกที่ได้ข่าวว่า หัทยา วงษ์กระจ่าง มาเป็นคริสเตียน
ทำให้เรารู้สึกทั้งแปลกใจและดีใจ เพราะการที่ใครสักคนได้มารู้จักพระเจ้าผู้เป็นเจ้าของทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้ นั่นเป็นข่าวดีที่สุดแล้วความรู้สึกถัดมาก็คือ อยากรู้ว่า เธอมารู้จักพระเจ้าได้อย่างไร
หลังจากมาเชื่อพระเจ้าแล้วชีวิตเป็นอย่างไร และแล้ว
เราก็ได้โอกาสนัดคุยกับ "พี่เปิ้ล" จนได้ เพื่อนๆรู้ไหมว่า


พระเจ้ามีวิธีนำคนมารู้จักพระองค์ในแบบที่แตกต่างกัน

เช่น บางคนอาจจะมีปัญหาครอบครัวที่แก้ไม่ตก บางคนประสบปัญหาด้านธุรกิจ
บางคนเจ็บป่วยเป็นโรคที่รักษาไม่หาย บางคนอาจจะเต็มไปด้วยคำถามที่หาคำตอบไม่ได้
อย่างเช่น ใครสร้างโลก ชีวิตกำเนิดมาได้อย่างไร หรือตายแล้วไปไหน ฯลฯ
และเหตุการณ์ต่างๆเหล่านี้แหละที่ทำให้เขาแสวงหาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่จะช่วยเหลือ
หรือเป็นคำตอบของเขาได้
ในที่สุดคนคนหนึ่งก็มาพบพระเจ้า พี่เปิ้ลก็เป็นคนหนึ่งในนั้น
ที่มีเหตุการณ์บางอย่างนำพามาจนได้รู้จักพระเจ้าในที่สุด
พี่เปิ้ลเริ่มต้นเล่าให้เราฟังว่า

"จริงๆแล้วตัวพี่เปิ้ลไม่ค่อยจะมีปัญหาเยอะนะ แม้ว่าคุณพ่อคุณแม่จะไม่ได้อยู่ด้วยกัน แต่พี่เปิ้ลก็จะสนิทกับคุณแม่ มีปัญหาก็พูดคุยกันได้ตลอด ก็ไม่รู้สึกว่าตนเองต้องไปแสวงหาอะไรมากกว่านั้น พอทำงาน ชีวิตก็ค่อนข้างจะราบรื่น มีปัญหาบ้างก็เป็นเรื่องธรรมดา เช่น ทะเลาะกับเพื่อนร่วมงานบ้าง พอมาถึงเรื่องความรักก็ไม่ค่อยจะมีปัญหาอีก จนกระทั่งตอนตั้งครรภ์ เป็นช่วงที่มีเวลาว่างทำให้เปิ้ลเริ่มคิด คิดเยอะ ทำนองที่ว่าเด็กเกิดมาได้อย่างไร มันอัศจรรย์จริงๆ คิดว่าต้องมีอะไรสักอย่างที่มีฤทธานุภาพมากที่ทำให้ระบบธรรมชาติเป็นแบบนี้ ต้องมีใครสักคนที่เป็นใหญ่ในปฐพี

จริงๆที่สามารถจะกำหนดกฎเกณฑ์ว่า 9 เดือนเด็กจะต้องคลอดออกมา
และกำหนดการเจริญเติบโต กำหนดทุกสิ่งทุกอย่างช่วงที่ท้อง
พี่จะอ่านหนังสือเตรียมพร้อมสำหรับการเป็นคุณแม่
ปรากฏว่าพี่มาเจอหนังสือแปลของ ดร. เจมส์ ด๊อบสัน
เป็นหนังสือเรื่องกล้าฝึกวินัยให้ลูกรัก เขาพยายามที่จะบอกในหนังสือของเขาว่า
การที่ชีวิตครอบครัวของเขาประสบความสำเร็จก็เพราะว่า
เขาเชื่อฟังคำสั่งสอนของพระเจ้า เขาอ่านพระคัมภีร์ซึ่งมีอายุกว่า 2000 ปี
แล้วทุกสิ่งทุกอย่างในพระคัมภีร์ได้กำหนดโลกนี้เอาไว้แล้ว
ทำให้พี่เปิ้ลอยากจะลองอ่านหนังสือพระคัมภีร์ดูหลังจากที่พี่เปิ้ลคลอด
และกลับมาจัดรายการ ก็มีสิ่งที่น่าแปลกคือว่า
เพื่อนของพี่ชื่อนิราตรี ศรีบุญเรือง เขาเอาเรื่องพระคัมภีร์มาอ่านออกรายการ
ก็เลยถามเขาว่าซื้อพระคัมภีร์ที่ไหน เคยหาซื้อตามเอเชียบุคส์ มันไม่มี
เขาแนะนำให้ไปที่สมาคมพระคริสตธรรม พี่เปิ้ลก็ไปและ
ซื้อพระคัมภีร์มาอ่านพอช่วงคริสตมาสปี 39 พี่ปุ๊-อัญชลี
ก็ชวนไปโบสถ์ พี่ก็คิดว่าจะไปดีไหม แต่ในพระคัมภีร์พูดถึงการนมัสการพระเจ้า
พี่ก็เลยไป พาลูกไปด้วยแต่พี่ตั้วไม่ได้ไป พอไปถึงก็ทำให้อยากรู้จักพระเจ้ามากขึ้น
อยากรู้ว่าคนที่ไปโบสถ์จริงๆเขารู้จักพระเจ้าอย่างไร
เขาสัมผัสกับความรักของพระเจ้าได้อย่างไร
ในที่สุดเราก็ลองเปิดใจดู ลองอธิษฐาน"

แต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายๆเลยที่พี่เปิ้ลจะตัดสินใจเชื่อพระเจ้า
"มันก็ลำบาก คือมนุษย์จะมีความหยิ่งอยู่ในตัว
จะรู้สึกว่าศาสนาเก่าที่เรานับถือมาก็ไม่เคยทำร้ายอะไรเราเลย
เราก็ได้สิ่งดีๆมาตลอด ก็คิดว่ามันเป็นเรื่องของการเปลี่ยนศาสนาหรือเปล่า
หรือว่ามันเป็นเรื่องของความเชื่อเฉยๆ ซึ่งมันก็ไม่แปลก
ถ้าเราจะเชื่อในสิ่งที่ดีสำหรับชีวิตของเรา และพี่เปิ้ลก็คิดว่า
ถ้าเราไม่เอาเรื่องของศาสนามาเกี่ยวข้อง แต่เราต้องการที่เชื่อ
ในพระเจ้าแล้วทำไมเราจะเชื่อไม่ได้ ในเมื่อเรายังไปเชื่อในวัตถุ
ซึ่งเราก็ไม่รู้ว่าสิ่งนั้นจะให้คุณกับเราจริงใหม ทำไมบางคนยังไปเชื่อความฝัน
เห็นเลขเห็นอะไร ซึ่งมันก็ไร้สาระจริงๆ แต่ถ้าเราเชื่อในพระเจ้า
เราก็สามารถที่จะพบสิ่งดีจริงๆเพราะในพระคัมภีร์ก็มีแต่
สิ่งดีๆที่สอนเราและการที่เราให้คำสอนของพระเจ้าเข้ามานำทางชีวิตเรา
และเราฝากทุกอย่างไว้กับพระเจ้า เรารู้สึกว่ามันมีประโยชน์ มีคุณค่ามากกว่า"

มีอะไรที่เปลี่ยนแปลงไปบ้างหลังจากที่ได้รู้จักพระเจ้า
เพราะจริงๆคนอื่นเขาก็มองพี่เปิ้ลว่าประสบความสำเร็จแล้ว
หน้าที่การงานดี ทำงานก็มีชื่อเสียง มีครอบครัวที่ดี

"อาจจะเป็นตรงที่อีโก้ของพี่ลดน้อยลง แทนที่พี่จะอยากมีชื่อเสียง
รับงานเข้ามาเยอะๆโดยไม่มีเวลาให้ลูก แต่กลับไม่รู้สึกกระวนกระวายในเรื่องนี้
มีแค่นี้ก็ใช้แค่นี้ ไม่ต้องไปกอบโกยอะไรมากเดี๋ยวพระเจ้าก็ให้เอง
รู้สึกสบายใจกว่าที่จะตะบี้ตะบันทำงานและก็หวังว่าตนเป็นที่พึ่งแห่งตน
หรือต้องการหาความมั่นคงให้กับชีวิต ซึ่งทำให้เราเติบโตทางวัตถุมากเกินไป
ซึ่งพี่ก็ขอบคุณพระเจ้าที่มารู้จักพระเจ้าทันเวลา
และมันเป็นจุดต่างตรงที่ทำให้คิดได้ว่าคนเราต้องการเงินมากๆไปเพื่ออะไร
ความคิดมันเปลี่ยนไป เวลาที่เราไม่ได้เชื่อในพระเจ้าเราคิดว่าชีวิตเราก็ดีอยู่แล้ว
และมองไม่เห็นความบาปของตัวเอง เราคิดว่าการที่ตัวเรามีอีโก้
การที่เราต้องการจะเอาชนะคน การที่เราต้องการจะเป็นหนึ่งมันไม่ใช่ความบาป
แต่จริงๆแล้วมันเหมือนกับว่าเราไม่ถ่อม เราต้องการไปเรื่อยๆ
บางทีเราไปถึงจุดนั้นแล้วตกลงมา เราอาจจะเสียใจ
แต่เราขอบคุณพระเจ้าที่เรามารู้จักพระเจ้าก่อน ทำให้เรานิ่งได้
ไม่ต้องตะบันรับงานแข่งกับเขา แต่ก่อนเราเคยดัง
พอมีลูกแล้วจะกลับมาดังอีกไม่ได้หรือ แต่เดี๋ยวนี้เราไม่ได้คิดถึงจุดนั้นแล้ว
มันไม่จำเป็น ชีวิตมันอาจจะแย่ยิ่งกว่านี้ เราก็จะไม่กลัว
ชีวิตมันอาจจะไม่เหมือนกับที่เราคิด เราก็ไม่กลัว
เราจะฝากทุกอย่างไว้ในพระหัตถ์อันทรงฤทธิ์ของพระเจ้า
ถ้าเป็นแต่ก่อนเราจะรู้สึกว่า ไม่ได้ มันต้องเป็นอย่างนั้นอย่างนี้
เรายังมีหนทางจะไปได้อีก เราจะไม่หยุด และอีกอย่างที่เปลี่ยนคือ
ลดสิ่งดึงดูดจากภายนอกได้เยอะเลย พี่อยากจะพูดว่า
ถ้าพี่ย้อยกลับไปได้พี่ก็อยากจะรู้จักพระเจ้ามาตั้งนานแล้ว
ซึ่งบางทีชีวิตพี่อาจจะได้รับแต่ความสงบและได้รับสันติสุขมากกว่านี้ก็ได้
แต่ชีวิตคนก็ไม่เหมือนกัน ชีวิตพี่เปิ้ลไม่ได้โลดโผนหรือมีปัญหามากมาย
บางคนมีปัญหาเยอะมาก แต่ถ้าเขาไม่เจอทางตันเขาก็จะไม่แสวงหา
เราก็ต้องปล่อยให้เป็นไปตามน้ำพระทัยของพระเจ้า
อาจจะเป็นที่พระเจ้าได้กำหนดไว้แล้วว่า
แต่ละคนต้องเป็นอย่างนั้นเป็นอย่างนี้"

อยากให้พี่เปิ้ลพูดถึงความประทับใจที่มีต่อพระเจ้า
"เยอะมากเลย เริ่มตรงไหนดี เอาคนใกล้ตัวก่อนนะ
อย่างเรื่องการใช้ชีวิตครอบครัว สามีภรรยาย่อมมีความคิดที่ค้านกันได้
แต่ก่อนที่จะมารับเชื่อ พี่ก็จะมีคุยกันแบบว่า
เอาเหตุผลของคุณของฉันมาดูกันเลย พี่ตั้วเขาเป็นผู้ใหญ่นะ
เขาก็จะพูดเหตุผลของเขา พี่เปิ้ลก็จะต้องการเอาชนะ
แต่เมื่อเรายอมเชื่อฟังพระเจ้ามากขึ้น
เราต้องเชื่อฟังสามีตามที่พระคัมภึร์บอก
เมื่อเราวางใจในพระเจ้า เราก็วางใจในเขามากขึ้น
ตอนนี้พี่เปิ้ลกำลังทำบ้านอยู่ ก็จะวางใจว่าเขามีความเป็นสถาปนิกอยู่ในตัว
แล้วเขาก็คงอยากทำสิ่งที่ดีที่สุดให้กับบ้าน
พระเจ้าสามารถเปลี่ยนพี่เปิ้ลตรงนี้ได้ว่าพี่ไม่จำเป็นต้องเอาชนะ
เปลี่ยนตรงนี้นิดนะเพื่อฉัน ทำตรงนี้นะเพื่อฉัน
มันเป็นความร้สึกประทับใจที่ความสัมพันธ์ในบ้านมันนุ่มนวลขึ้น
และพี่ตั้วเขาก็อาจจะมองเห็นตรงนี้ก็ได้ว่า
ตั้งแต่พี่มาเชื่อพระเจ้าแล้วใจเย็นขึ้นและประทับใจ
ในเวลาที่เราว้าวุ่นใจหรือมีปัญหาเกี่ยวกับเรื่องลูกหรือเรื่องอื่นๆ
พอเราอ่านพระคัมภีร์ปุ๊บ ก็เจอคำตอบ ทำให้รู้ว่าพระเจ้ารู้ว่าเราต้องการอะไร
ช่วงที่พี่อยู่ตัวแล้ว น้องเริ่มโตขึ้นแล้ว ก็จะมีงานติดต่อเข้ามาเยอะ
พิธีกรรายการโน้นนี้ มันทำให้เรากระวนกระวายใจเหมือนกับว่าจะเอาดีหรือไม่ดี
ถ้าทำจะมีเวลาให้ลูกไหม ตรงนี้ก็เป็นรายได้ของครอบครัวนะ
พออ่านพระคัมภีร์ ในพระคัมภีร์บอกว่าอย่ากระวนกระวายว่าจะเอาอะไรกิน
จะเอาอะไรดื่ม จะเอาอะไรใช้ พระบิดาบนสวรรค์รู้หมดแล้วว่า
เราต้องการสิ่งเหล่านี้ แต่ต้องแสวงหาความชอบธรรมของพระเจ้าก่อน
และพระเจ้าจะเพิ่มเติมสิ่งทั้งปวงเหล่านั้นให้เอง
ก็ทำให้พี่รู้สึกเฉยๆดีกว่า ถึงค่าจัดดีเจจะไม่ได้มากอะไร
แต่เรามีความสุขที่ได้พูดออกไมค์โดยไม่มีใครมาบังคับเรา
หรือถ้ามีเกมโชว์ติดต่อมาให้เราไปเป็นพิธีกร
เรารู้สึกว่าสบายใจที่จะตอบปฏิเสธไปได้
โดยไม่ต้องมานั่งคิดว่าเสียดายเงินจังเลย
ถ้าทำอย่างนี้เดือนนี้จะได้เท่านี้ๆ ไม่มีเลย รู้สึกว่าพระเจ้าน่ารักนะ
ทำให้เราไม่มีความกังวลอะไร คือเชื่อฟังพระเจ้าแล้วจบแล้ว
ก็ประทับใจเวลาที่ลูกไม่สบาย ลูกปวดท้องตามประสาเด็กๆน่ะ
แต่เมื่อเราอธิษฐานกับพระเจ้าแล้ว สถานการณ์ก็คลี่คลายไปในทางที่ดี
หรือเวลาที่พี่ตั้วทำละครแล้วมีปัญหา พี่ตั้วก็จะพูดว่าอธิษฐานเผื่อด้วยนะ
เราก็มีความรู้สึกว่าเขาบอกว่าเขาเป็นพุทธ แต่เขาให้เราอธิษฐานเผื่อ
เรารู้สึกว่าพระเจ้าน่ารักจริงๆ พระเจ้าไม่ได้แบ่งแยก
ทำให้รู้สึกเหมือนกับว่ามีคนมารับผิดชอบชีวิตของเรา
เราไม่ต้องดิ้นรน อย่างลูกพี่เปิ้ล พี่ก็ฝากไว้ในพระหัตถ์ของพระเจ้า
ขอพระเจ้าคุ้มครองเขาเวลาไปโบสถ์และได้เปล่งเสียงโมทนาพระคุณพระเจ้าแล้ว
รู้สึกว่ามันยิ่งใหญ่ เมื่อก่อนที่เคยสวดชินบัญชรทุกคืนเลย
ท่องได้หมดแต่ไม่เข้าใจ ไม่รู้ว่าความหมายคืออะไร
รู้แต่คนเขาบอกว่าฉันเก่ง ฉันท่องได้ แต่พอเรามาอธิษฐานแล้ว
เรารู้สึกว่าเราได้พูดเองเป็นคำพูดที่พระเจ้ากับเราเข้าใจ"

พี่เปิ้ลอยากจะฝากอะไรถึงวัยรุ่นในเรื่องของทัศนคติและการดำเนินชีวิตบ้าง
"ก็ต้องบอกว่า จริงๆเขาควรแสวงหาสิ่งที่ดีที่สุด คือ
การรู้จักพระเจ้า ถ้าเขามารู้จักพระเจ้าแล้วมาตรฐานของเขา
จะเปลี่ยนไปเลยจริงๆ เรารู้ว่าอะไรที่เขาควรทำแล้วสิ่งนั้นเขาจะได้มาเอง
พี่เชื่ออย่างนั้นเพราะว่ามีหลายครั้งที่พี่อธิษฐานแล้วพระเจ้า
ตอบคำอธิษฐานของพี่ อาจจะตอบไม่หมดทุกอย่าง
แต่อย่างน้อยก็รู้ว่าพระเจ้ากำลังทำงานอยู่ พระเจ้ากำลังดำเนินเรื่องอยู่
เรารู้เลยมันสัมผัสได้วัยรุ่นเป็นวัยที่มีคุณค่า และมีประโยชน์มากต่ออนาคตของชาติ
จริงๆแล้วเราไม่รู้ว่าชีวิตของเราจะต้องเจอกับอะไรบ้าง
ซึ่งพี่ก็เชื่อว่าชีวิตของแต่ละคนถูกกำหนดไว้แล้วว่าจะต้องเจอกับอะไร
แต่สิ่งหนึ่งที่เราสามารถจะทำให้ชีวิตของเรามีคุณค่าได้
ไม่ว่าเราจะเจอกับอะไรก็ตาม ก็คือ เราได้วางใจในพระเจ้า
วัยรุ่นอาจจะเจอปัญหาเรื่องเรียน ปัญหาครอบครัว
ปัญหาเรื่องเพื่อน หรือปัญหาเกี่ยวกับยาเสพติด
ซึ่งถ้าวัยรุ่นรู้จักวางใจพระเจ้า ปัญหาหรือความทุกข์ใจของเขา
ก็จะสามารถแก้ไขได้ทั้งๆที่ปัญหาบางอย่างเราอาจจะแก้ไขได้
โดยกำลังของเราได้บ้าง แต่บางปัญหาเราก็แก้ไม่ได้เลย
แต่ถ้าเราขอสติปัญญาจากพระเจ้าในการแก้ปัญหา
พระเจ้าก็จะช่วยเราตรงนี้ได้ แล้วมันก็เป็นทางรอดของหลายๆคน
ที่เชื่อในพระเจ้ามาแล้วอย่างคนที่ติดยาหรือมีปัญหาทำผิดเรื่องเพศ
ตรงนี้แหละเป็นเรื่องที่เราสามารถจะขอความช่วยเหลือจากพระเจ้าได้
และพี่ก็เชื่อแน่ว่าพระเจ้ามีกำลังมากมายที่จะช่วยเราได้พี่อยากบอกวัยรุ่นว่า
มันเป็นสิ่งดีงามมากเลยที่จะแสวงหาและมารู้จักพระเจ้า
เพราะจริงๆหนทางของเขายังอีกยาวไกล ถ้าเขาได้รู้จักพระเจ้า
เขาก็ไปในทิศทางที่ควรจะไป ไม่ใช่ไปในทางที่เลือกเองแล้ว
และก็ไม่รู้ว่าจะไปทางไหนต่อ หรือถ้าเขาเคยทำสิ่งใด
ที่มันอาจทำร้ายจิตใจของตัวเองหรือพ่อแม่ หรือคนรอบๆข้าง
เขาสามารถจะชำระล้างสิ่งไม่ดีออกไปได้โดยพระเยซูคริสต์
แต่เขาจะชำระล้างไม่ได้ถ้าเขายังไม่ได้ต้อนรับ
พระเยซูคริสต์มาเป็นพระผู้ช่วยให้รอด
ถ้าเขาต้อนรับพระเยซูคริสต์ พระเยซูคริสต์ก็ช่วยเขาชำระล้าง
ความผิดบาปหรือสิ่งไม่ดีออกไปจากใจได้
พี่คิดว่านี่แหละคือการใช้ชีวิตแบบที่ได้
พระเยซูคริสต์เข้ามาในชีวิตของเราจริงๆ"