Custom Search

Apr 25, 2008

คิดถึง 'ฉัน(ท์)' ไหม? กชกร สถาปิตานนท์

ที่มา: เนชั่นสุดสัปดาห์ http://www.nationweekend.com/weekend/20050404/wed36.shtml
Bizman Show
ปิยาวันทน์ ประยุกต์ศิลป์

ไม่มีใครรู้หรอกว่า นาฬิกาชีวิตที่พระเจ้าตั้งไว้ จะหมดเวลาเมื่อไหร่!
ร้อยวันสึนามิทำให้เข็มนาฬิกาชีวิตของ 'ฉันท์-กชกร สถาปิตานนท์' ยอดหญิงนักการตลาดคนหนึ่งของเมืองไทย ถูกหมุนกลับอีกครั้ง


เธอคนนี้มีส่วนโน้มน้าวใจให้ผู้หญิงไทยควักกระเป๋าซื้อผลิตภัณฑ์บำรุงผิวแบรนด์ 'พอนด์ส'
และมีส่วนสร้างแรงจูงใจให้คนไทยเลือกใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ที่ครองส่วนแบ่งตลาดสูงอันดับ 1 อย่าง 'โนเกีย'


กชกรได้ชื่อว่าเป็น 'ลูกหม้อยูนิลีเวอร์' มาตั้งแต่ที่นี่ยังเป็น 'ลีเวอร์ บราเธอร์ส' จึงไม่แปลกที่มุมมองด้านการตลาดของเธอจะคม ชัด ลึก ราวถูกฝังชิพเรื่อง Big Idea และ Strategy ไว้แน่นปึ้ก

ความเป็นสาวอินเทรนด์ได้ฉุดเธอให้กล้าที่จะกระโดดจากตลาดสินค้าอุปโภคบริโภค จากตำแหน่งผู้จัดการกลุ่มผลิตภัณฑ์พอนด์ส บริษัท ยูนิลีเวอร์ ไทย โฮลดิ้งส์ จำกัด มาเป็นผู้จัดการฝ่ายการตลาด บริษัท โนเกีย (ประเทศไทย) จำกัด หลังจากตกหลุมรักมือถือยี่ห้อดังกล่าวจนยอมเป็นลูกค้ามาตั้งแต่ รุ่น 2110 ที่เป็นระบบดิจิทัลรุ่นแรก

บนความเหมือนที่ทั้งยูนิลิเวอร์ และโนเกีย ต่างก็เป็นยักษ์ใหญ่ในอุตสาหกรรมนั้นๆ ด้วยกันทั้งคู่
ระหว่างปี 2539-2545 ที่ยูนิลีเวอร์ กชกรเป็นคนสำคัญผู้มีส่วนล้างภาพลักษณ์ความเก่าแก่เชยของพอนดส์ ให้กลายเป็นเพื่อนคู่ใจของสาวทันสมัย

ก่อนนำมาสู่ตำนานความภาคภูมิใจสูงสุดเมื่อยอดขายในประเทศติดอันดับ 1 ใน 5

ของยอดขายพอนดส์ทั่วโลก
ตามทฤษฎี ความสำเร็จใดๆ ย่อมมาจากการวางแผนการตลาด การส่งเสริมการขาย และการสื่อสารเกี่ยวกับแบรนด์อย่างถูกทิศถูกทาง


แต่ในแง่ปฏิบัติจริงแม้แต่ปรมาจารย์อย่าง 'ฟิลิปป์ ค็อตเลอร์' ยังบอกว่า
Marketing is everthing
ฉะนั้น ความรู้ในตำราย่อมเป็นเพียงองค์ประกอบหนึ่ง

กชกรจบปริญญาตรี คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แล้วไปต่อปริญญาโทด้านบริหารธุรกิจ สาขากลยุทธการจัดการและการเงิน มหาวิทยาลัยมินเนสโซต้า สหรัฐอเมริกา ฟังดูเหมือนทักษะด้านการสื่อสารเพื่อการสร้างแบรนด์ของเธอเริ่มที่นั่น

แต่ถ้าได้รู้จักเธออย่างลุ่มลึก จะเห็นด้วยว่า เธอสร้างแบรนด์จาก DNA
เป็น DNA ที่หมายถึงส่วนประกอบของสารพันธุกรรม หรือ GENE ของเธอนั่นเอง
'ฉันท์-กชกร' เป็นลูกสาว 'เถากลาง' ของสองนักวิทยาศาสตร์

'ดร.ประสม-กรรณิการ์ สถาปิตานนท์' ต่อจาก 'โฉ-ดร.ปาริชาติ' พี่สาวคนโต
ที่ต่างมา 'ฉม-นวมลลิ์' เป็นน้องเล็ก

ความเป็นนักวิทยาศาสตร์โดยสายเลือดของกชกร
ทำให้เธอมีความสามารถในการใช้ทักษะด้านการวิจัย, การใช้ข้อมูลอ้างอิงที่นำมาประยุกต์ใช้ในงานได้เก่งชนิดหาตัวจับยาก ซึ่งทำให้หลายคนยกย่องให้เธอเป็น 'เจ้าแม่ข้อมูล'
เพราะเธอจะทุ่มเทให้กับการวิจัย การวิเคราะห์ตลาด เพื่อสร้างโอกาสใหม่ทางธุรกิจด้วยการค้นหาความต้องการและทำความเข้าใจผู้บริโภค ก่อนจะวางแผนและลงมือทำให้สัมฤทธิผล
ไม่ว่าจะเป็นที่พอนด์ส และที่โนเกีย

คงไม่เว่อร์เกินไปถ้าอดคิดเล่นๆ ไม่ได้ว่า เธอเป็นอย่างนี้มาก่อน

ที่หนังสือ IT'S ALIVE ซึ่งพูดถึงการนำวิทยาศาสตร์มาประยุกต์ใช้ในงานธุรกิจ
ถูกพิมพ์เผยแพร่เสียอีก

ด้วยเหตุนี้จึงทำให้สติถิการทำงานของเธอแทบไม่ปรากฏคำว่า 'พลาด'
และทำให้เป็นที่รับรู้ในแวดวงเอเยนซีที่เคยทำงานกับเธอว่า ถ้าทำการบ้านไม่ดีพอ ระวังจะถูกเธอยิง (คำถาม) ตกลงมาตายได้ง่ายๆ ในขณะที่ถ้าเป็นพีอาร์เอเยนซีพากันชมเปาะว่าเธอเป็นผู้นำทีมที่ดี เตรียมข้อมูลไว้หนาแน่นเสมอ ติดตามตัวเลขสม่ำเสมอ

แม้กระทั่งการไปเที่ยว เธอจะใช้ทักษะด้านนี้หาข้อมูลจากทุกแหล่ง เปรียบเทียบราคา ความคุ้มค่าอย่างละเอียดถี่ถ้วนโดยมีกฎกติกาอยู่ว่าจะต้องสนุกที่สุด ประหยัดที่สุด คุ้มที่สุด ได้เห็นและได้สัมผัสประสบการณ์ใหม่ๆ มากที่สุด

ไม่เว้นแม่กระทั่งการเก็บเงิน เธอยังแนะให้เพื่อนๆ แยกเก็บหลายๆที่ และที่ดีที่สุดเธอบอกว่าต้องซ่อนไว้ในรองเท้า


ความจริงเกี่ยวกับตัวเธอที่ฟังดูเหมือนเป็นเรื่องล้อกันเล่นในกลุ่มเพื่อนก็คือ

ฉันท์คนนี้เธอก็มีแบรนด์ของตัวเองนะ..

เริ่มต้นด้วยการตั้งคำถามแบบวิชา Branding 101 ว่า ถ้า พูดถึงเธอจะคิดถึงอะไร?

ประการแรกที่ทุกคนคิดถึง คำพูด "นี่ฉันท์นะ" ซึ่งเป็นสรรพนามที่ฉันท์ใช้เรียกแทนตัวเองและที่กลายเป็นเอกลักษณ์เพราะมันมักสร้างความปั่นป่วนกวนอารมณ์ให้กับคนที่เพิ่งรู้จักเธอครั้งแรกว่ายายคนนี้ทำไมถึงหยิ่งเชิดขนาดนี้ ทั้งที่..ฉันท์ไม่ใช่แบบนั้นเลย


ประการที่2 'ความเป็นคนอินเทรนด์' ตลอดศก ทั้งการแต่งกายและทรงผม ลูกเล่นเครื่องแต่งกายอยู่ที่สีสันเสื้อผ้าต้องสดใส ไม่เน้นหรูแต่ดูดี ส่วนทรงผมจะรับกับหน้าเสมอตามสมัยนิยม ไม่ว่าจะสั้นหรือยาว แต่จะขาดต่างหูคู่โตไม่ได้
ตอนเปิดตัวพอนด์ส งานคืนนั้นเล่นตีมสีชมพูเพื่อให้เข้ากับตัวผลิตภัณฑ์ ฉันท์สามารถหาชุดสีชมพูสวยหวานมาใส่โดดเด่นไม่แพ้พรีเซนเตอร์ พอตอนโนเกียเปิดตัวมือถือรุ่นใหม่ที่มีลายกราฟฟิกโทนสีแดงดำ เธอสรรหาเสื้อผ้าที่มีลายและสีกลมกลืนมาใส่ ราวกับเป็นโนเกียเคลื่อนที่เสียเองปานนั้น


เธอเคยพูดถึงสาระสำคัญของการแต่งกายว่า ไม่ใช่แต่สวยแต่ต้องแต่งตัวให้ดีจะได้เป็นตัวอย่างที่ดีแก่ลูกน้อง และต้องแต่งตัวให้แมทช์ กับงาน เพราะผู้บริหารเป็นภาพลักษณ์องค์กร
ถึงจะทันสมัยปานฉนี้แต่ก็ยังติดโบ..โบราณในบางเรื่อง
เช่นถ้าจะลอนช์อะไรใหม่ๆ ออกสู่ตลาดเธอจะถามน้องๆ ในทีมก่อนว่า
วันนั้นเป็นวันแดงหรือวันดำ จนทุกคนต้องหาปฏิทินวันธงไชยมาไว้ประจำแผนก
ถ้าเป็นวันแดงเท่านั้นเธอถึงจะโอเค

ประการที่ 3 'มุกไม่แป้ก' ถึงฉันท์ได้ชื่อว่าเป็นเด็กเรียนเก่งของโรงเรียน แต่ตัวจริงเสียงจริงในกลุ่มเพื่อน เธอนั้นแสนจะอุดมไปด้วยอุดมไปด้วยมุกแปลกๆ สนุกสนานเฮฮาตลอด อย่างเวลาเรียกใครก็จะมีวิธีเรียกพิเศษที่คนได้ยินต้องลับสมองตามไปด้วยถึงจะเดาถูกว่าหมายถึงใคร เช่น ถ้าพูดถึงเอเยนซี่ที่ชื่อ 'หนุมาน' ย่อมหมายถึงบริษัท ลูกเซียน หรือการตั้งฉายาเพื่อนร่วมงานตามชื่อตัวการ์ตูนเรื่องโปรด 'โดราเอมอน' แถมด้วยความรอบรู้ในทุกเรื่อง ไม่ว่าเพื่อนจะคุยหัวข้อไหน เธอแจมได้หมด และเป็นที่ประทับใจยิ่งนัก

ประการที่ 4 'ใจดีมาก' สไตล์การทำงานของเธอเหมือนดูเขี้ยว แต่เธอเป็นผู้บริหารที่แสนจะเป็นกันเองกับทีมงาน เวลาเครียดมักเดินมาคุยกับน้องๆ และมักเอาขนมมาทิ้งไว้เป็นถุงกองรวมไว้กับส่วนกลางและหยิบไปกินแค่ชิ้นเดียว หรือถ้ามีเวลาว่าง ก็จะเปิดคอร์สอบรมการตลาดให้ทีมงานอีกโดยไม่คิดค่าวิชา แถมหาตำราดีๆ มาให้อ่านอีกต่างหาก
ไม่เพียงแค่นั้นเธอยังเป็นคนมีมารยาทมาก เวลาอยู่ในออฟฟิศจะไม่เปิดเสียงโทรศัพท์เพราะไม่อยากให้เสียงเรียกเข้าไปรบกวนคนอื่น

ประการที่ 5 'ชอบเดินทางท่องเที่ยว' คุณลักษณ์ข้อนี้เป็นปัจจัยที่ 2 และ3 รองจากอาหารและที่อยู่อาศัยสำหรับฉันท์ด้วยซ้ำ ถึงขนาดที่บอกกับเพื่อนสนิทว่า
จะต้องรีบหาเงินไว้เยอะๆ จะได้มีเงินไปเที่ยว

ล่าสุดเพิ่งไปเรียนเรื่องหุ้นเพื่อเพิ่มพูนความรู้และกำไร
แต่ผลที่ได้มากกว่าก็คือคานเหล็กตกใส่หัวราวเจาะจง
เธอจนถูกเพื่อนแซวว่าสงสัยไม่ต้องขึ้นคานแล้ว

เข็มนาฬิกาชีวิตของ 'ฉันท์-กชกร สถาปิตานนท์' ซึ่งเดินอยู่ในหนังสือที่ระลึกงานพระราชทานเพลิงศพ 4 ชีวิตครอบครัวสถาปิตานนท์ปกสีขาวบริสุทธิ์ 'นี่ฉัน(ท์)นะ' เต็มไปด้วยสีสัน
อ่านแล้วไม่รู้สึกเศร้า..แต่เมื่ออ่านจบเหมือนมีอะไรจุกอยู่ในลำคอลึกๆ

บางทีอาจเป็นเพราะตัวหนังสือที่ปรากฏในหน้าปิดท้ายที่บอกว่า
If you love someboday, let them go.
ไม่เชื่อลองหามาอ่านดู