Custom Search

Apr 21, 2008

การเดินทางของ เป็นเอก รัตนเรือง

ที่มา: http://www.bloggang.com/viewblog.php?id=kitty-boo-end&date=09-08-2005&group=2&gblog=1

"ผมไม่เคยคิดว่าตัวเองเป็นผู้กำกับ ผมคิดว่าตัวเองเป็นนักเดินทางคนหนึ่งเท่านั้น” คือคำพูดที่ เป็นเอก รัตนเรือง เคยให้สัมภาษณ์ไว้ในรายการวิทยุรายการหนึ่ง เมื่อครั้งที่ผลงานการกำกับเรื่องที่สามของเขา มนต์รักทรานซิสเตอร์ เพิ่งเข้าฉายได้ไม่นานมนต์รักทรานซิสเตอร์ ทำรายได้ไม่มากนักในประเทศไทย แต่กลับเป็นต่างชาติที่มองเห็นความดีของหนังไทยที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายบ้านนอกเรื่องนี้มากกว่า เริ่มจากการเป็นหนึ่งในหนังเพียงสามเรื่องจากเอเชีย ที่ได้รับเลือกให้เข้าฉายในสาย Directors Fortnight ในเทศกาลหนังเมืองคานส์ปี 2002 (อีกสองเรื่องคือ Matir Mona จากบังคลาเทศ และ Blue Gate Crossing จากไต้หวัน ซึ่งเรื่องหลังนี้เป็นที่รู้จักในหมู่คอหนังบ้านเราอย่างแพร่หลาย)

หลายคนอาจสงสัยว่าสายหนัง Directors Fortnight เป็นอย่างไร ซึ่ง มารี-ปิแอร์ มาเซียผู้อำนวยการของ Directors Fortnight ในปีนั้นได้ให้คำจำกัดความเอาไว้ว่าคือสายหนังที่ “มีทุนสร้างเพียงน้อยนิด แต่มีพลังทางศิลปะที่ยิ่งใหญ่” ซึ่งดูจะเป็นคำจำกัดความที่อธิบายลักษณะผลงานเรื่องแรกๆ ของ เป็นเอก ได้เป็นอย่างดี
หลังจากนั้นไม่นาน มนต์รักทรานซิสเตอร์ ก็ผงาดไปคว้ารางวัล Tradewinds Award (รางวัลที่จัดตั้งขึ้นสำหรับหนังจากเอเชียโดยเฉพาะ) จากเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติซีแอตเติ้ลคณะกรรมการได้ให้เหตุผลที่ตัดสินให้หนังเรื่องนี้ได้รับรางวัลโดยเบียดชนะคู่แข่งจากทั้ง ไต้หวัน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ จีน และฮ่องกง มาได้ว่า “ทางคณะกรรมการชื่นชอบวิธีการทำงานที่นำความขบขันมาใส่อยู่ในเรื่องซีเรียส และการแสดงที่มีเสน่ห์น่าประทับใจของผู้แสดง ทางคณะกรรมการจึงมีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้มอบรางวัลอันทรงเกียรตินี้แก่ภาพยนตร์จากประเทศไทย ซึ่งกำลังเป็นที่รู้จักกันทั่วโลกอยู่แล้วในขณะนี้” เป็นการตอกย้ำอีกครั้งว่า หนังที่เกือบเจ๊งในเมืองไทยเรื่องนี้ กลับได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติอย่างกว้างขวาง

และหากจะนับคำกล่าวที่ว่า “ภาพยนตร์จากประเทศไทย กำลังเป็นที่รู้จักกันทั่วโลกอยู่แล้วในขณะนี้” ว่าเป็นความจริง นอกจาก ‘เจ้ย’ อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล ที่สร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทยด้วยการนำเอา สัตว์ประหลาด บุกไปคว้า Jury Prize ที่เมืองคานส์ (ในเวลาต่อมา) แล้ว ‘ต้อม’ เป็นเอก ก็เป็นอีกคนนึงที่ควรจะได้รับความดีความชอบไม่น้อยหน้าไปกว่ากัน
เป็นเอก รัตนเรือง เกิดในปี 1962 (พ.ศ. 2505) เริ่มอาชีพด้วยการทำงานโฆษณาอยู่หลายปี ก่อนที่จะหันเหทิศทางมาทำหนัง และใช้เวลาเพียงไม่กี่ปีกับหนังแค่สองสามเรื่อง พาตัวเองมาอยู่แถวหน้าสุดของบรรดาผู้กำกับในประเทศไทยได้สำเร็จ

ปี 1997 หนังเรื่อง ฝัน บ้า คาราโอเกะ ปรากฏขึ้นในวงการภาพยนตร์ไทย ซึ่งในขณะนั้น นอกจากชื่อของพระเอก เรย์ แมคโดนัลด์ ซึ่งเป็นที่รู้จักในด้านความแหวกแนว หรือดารารุ่นเก๋าอย่าง ไพบูลย์เกียรติ เขียวแก้ว รวมไปถึง เซ็กซี่สตาร์อย่าง แชมเปญจน์ เอ็กซ์ แล้ว น้อยคนนักที่จะรู้อะไรอย่างอื่นเกี่ยวกับหนังเรื่องนี้

เป็นเอก เคยพูดถึง ฝัน บ้า คาราโอเกะในการให้สัมภาษณ์กับนิตยสารฉบับหนึ่งว่า “ผมรู้สึกกระแดะตอนทำ ฝัน บ้า คาราโอเกะ ผมพูดบ่อยมากว่าผมดัดจริต พยายามโชว์ว่าฉลาดแค่ไหน ดูดี เจ๋ง แต่ผมพ้นจุดนั้นไปแล้ว ผมดีใจที่ได้ทำ ฝัน บ้า คาราโอเกะ ในแบบนั้น และทุกอย่างมันออกจากตัวผมไปหมดเลย ความดัดจริต ความไร้สาระ ออกจากตัวผมไปหมดเลย”
ถึงอย่างนั้น ก็ยังมีคอหนังจำนวนหนึ่ง ที่ชื่นชอบ ฝัน บ้า คาราโอเกะ ด้วยความที่เป็นหนังที่มีสไตล์แปลกใหม่กว่าหนังไทยเรื่องอื่นและยังมีกลวิธีการเล่าเรื่องที่แยบคาย จึงถูกอกถูกใจคนที่นิยมของแปลก และมองหาทางเลือกใหม่ๆอยู่ไม่น้อย

สองปีต่อมา โปสเตอร์หนังที่มีรูปนางเอกชื่อดังของเมืองไทย ‘หมิว’ ลลิตา กำลังจ่อกระบอกปืนเข้าไปในปากของตนเอง ก็ถูกนำไปติดเอาไว้ตามโรงหนังทั่วประเทศ แน่นอนว่าย่อมเป็นโปสเตอร์โปรโมทหนัง เรื่องตลก 69 ผลงานการกำกับชิ้นที่สองของ เป็นเอก ซึ่งเมื่อเข้าฉายจริงก็สร้างกระแสฮือฮา ได้รับความสนใจในวงกว้าง (เมื่อเทียบกับ ฝัน บ้า คาราโอเกะ) โดยเสียงส่วนใหญ่เป็นไปในทางชื่นชมความยอดเยี่ยมของหนัง แม้ว่าจะยังคงมีฝ่ายที่เห็นขัดแย้งไปในทางตรงกันข้ามอยู่ไม่น้อย แต่ก็ต้องถือว่าหนังเรื่องนี้ได้ส่งผลให้ชื่อ ‘เป็นเอก รัตนเรือง’ กลายเป็นที่จับตามองในวงการหนังไทยนับแต่บัดนั้น

จาก ฝัน บ้า คาราโอเกะ ซึ่งเป็นเรื่องของหญิงสาวที่เชื่อว่าพ่อของเธอจะต้องตาย
เมื่อแม่ของเธอที่ตายไปแล้วสร้างบ้านในความฝันของเธอจนเสร็จสิ้น
โดยที่ตัวพ่อก็ไปพัวพันกับผู้หญิงของเจ้าพ่อคนหนึ่ง ในขณะที่มือปืนของเจ้าพ่อคนนั้น
ก็ดันมาหลงรักนางเอกเสียนี่ตามมาด้วยเรื่องตลก 69
ซึ่งเป็นเรื่องของหญิงสาวคนหนึ่งที่ต้องตกงานเพราะพิษเศรษฐกิจชีวิตจึงสิ้นหวัง
จนวันหนึ่ง เธอพบกล่องมาม่าวางอยู่หน้าห้องพัก
และเมื่อเปิดออกดูก็พบว่าในนั้นมีเงินอยู่หนึ่งล้านบาท
แน่นอนว่าเธอเก็บมันไว้ แต่เงินนั้นกลับทำให้เธอต้องพบความยุ่งยากลำบาก
ทั้งมีส่วนในการฆาตกรรม และยังพัวพันกับกลุ่มเจ้าพอแก๊งมาเฟียมากมาย
มาถึงงานชิ้นที่สามอย่าง มนต์รักทรานซิสเตอร์
เรื่องราวของหนุ่มบ้านนอกที่ต้องไปเผชิญชีวิตในเมืองกรุงโดยพกเอาความฝันอยากจะ
เป็นนักร้องลูกทุ่งติดตัวไปด้วย จะเห็นได้ว่า หนังของ เป็นเอก
แต่ละเรื่องล้วนมีเนื้อหาแตกต่างไม่ซ้ำกัน
โดยเฉพาะ มนต์รักทรานซิสเตอร์ ที่ฉีกแนวไปจากงานสองเรื่องแรกของเขาอย่างเห็นได้ชัด
แม้มนต์รักทรานซิสเตอร์จะไม่ประสบความสำเร็จทางด้านรายได้มากนัก
แต่ก็เริ่มมีแฟนประจำที่ติดตามผลงานของ เป็นเอก อย่างเห็นเป็นรูปเป็นร่างมากขึ้น
ซึ่งก็เป็นเพราะว่าหนังของเขา แต่ละเรื่อง อาจมีเนื้อหาต่างแนวทางกันก็จริง
แต่ยังคงมีลายเซ็นของเขาให้เห็นเด่นชัดทุกเรื่องนั่นเองหลังจาก มนต์รักทรานซิสเตอร์
เป็นที่รู้จักไปทั่วโลก
เป็นเอก ยังคงก้าวต่อไปข้างหน้า โดยคราวนี้ไม่ได้สร้างหนังทุนต่ำเช่นเคยเพราะ
หนังเรื่อง Last Life in the Universe หรือชื่อไทยว่า เรื่องรัก น้อยนิด มหาศาล
เกิดจากการร่วมทุนกันระหว่างบริษัทหนังจากประเทศต่างๆถึงห้าประเทศ
(ญี่ปุ่น สิงคโปร์ เนเธอร์แลนด์ ฝรั่งเศส และไทย)
อีกทั้งยังได้ทีมงานระดับนานาชาติมาร่วมงาน
ทั้ง ทาดาโนบุ อาซาโน่ พระเอกสุดฮอตจากญี่ปุ่น
คริสโตเฟอร์ ดอยล์ ตากล้องคู่ใจของ หว่องกาไว
รวมถึงผู้กำกับสุดบ้าอย่าง ทาคาชิ มิอิเกะ
ก็ยังมาร่วมแสดงในบทรับเชิญอีกด้วย ซึ่งปรากฏการณ์เช่นนี้
จะไม่อาจเกิดขึ้นได้เลย หากว่าตัวผู้กำกับอย่าง เป็นเอก ไม่มีบารมีมากพอ ในปี 2003เมื่อ Last Life in the Universe เสร็จสมบูรณ์ เป็นเอกไม่ทำให้ผู้ร่วมทุนและแฟนๆผิดหวัง หนังได้รับเชิญไปฉายตามเทศกาลต่างๆ ทั่วโลกและคว้ารางวัลมาได้มากมาย อีกทั้งยังติดอันดับหนังน่าดูแห่งปีของหลายๆสำนัก แม้หนังจะยังคงเจ๊งสนิทในเมืองไทย (เหมือนเช่นเรื่องก่อนๆของเขา) แต่ในระดับนานาชาติ ชื่อของ เป็นเอก รัตนเรือง ได้กลายเป็นชื่อผู้กำกับชาวไทยที่ได้รับการยอมรับมากที่สุดไปเรียบร้อยแล้ว

หลังจากนั้นไม่นาน งานเก่าของ เป็นเอก อย่าง เรื่องตลก 69 ก็ได้รับความสนใจจากผู้สร้างในฮอลลีวู้ด และได้เจรจาซื้อลิขสิทธิ์ไปสร้างเป็นเวอร์ชั่นใหม่ เป็นการตอกย้ำให้เห็นอีกครั้ง ว่าหนังของเขามีความเป็นสากลไม่น้อยเลยทีเดียวล่าสุด

โปรเจ็กต์ใหม่ของ เป็นเอก ซึ่งกำลังอยู่ในระหว่างการถ่ายทำ ยังคงความน่าสนใจและเป็นที่รอคอยของแฟนๆ ขาประจำเช่นเคย Invisible Waves หนังแนวฆาตกรรมสะเทือนขวัญซึ่งเกิดจากการร่วมทุนกันระหว่างบริษัทหนังจากหลายชาติ

เช่นเดียวกับ Last Life in the Universe แถมยังได้ทีมงานอันเข้มแข็งทีมเดิม ทั้งพระเอกอาซาโน่ และตากล้องคริสโตเฟอร์ ดอยล์ กลับมาร่วมงานอีกครั้ง แสดงให้เห็นว่าพวกเขาพึงพอใจผลของการร่วมงานครั้งก่อนมากแค่ไหน อีกทั้งคราวนี้ยังได้นางเอกสาวชาวเกาหลี คังแฮจอง ซึ่งกำลังร้อนแรงสุดๆ จากบทบาทในหนังเรื่อง Oldboy มาร่วมผนึกกำลังอีกด้วย

เป็นเอกพูดถึงผลงานชิ้นใหม่นี้ว่า
“ใครเคยดูเรื่องตลก69 แล้วรู้สึกว่ามันลุ้นระทึกละก้อ Invisible Waves หนังเรื่องใหม่เรื่องนี้ จะเขย่าอารมณ์มากกว่าแน่นอน” และยังประกาศอีกว่า“ใครที่บอกว่าผมทำหนังแมสไม่เป็น ก็มาลองดูกัน!!” เพียงเท่านี้ก็คงเพียงพอแล้วที่จะทำให้คอหนังรอพิสูจน์กันอย่างใจจดใจจ่อว่าเขาจะทำได้อย่างที่คุยไว้หรือไม่ แต่อย่างน้อย สิ่งหนึ่งที่ได้รับการพิสูจน์แล้วก็คือ เขาไม่เคยหยุดอยู่กับที่ ผลงานแต่ละเรื่องจะมีความแตกต่างจากงานเดิมๆ และแสวงหาสิ่งใหม่ๆ อยู่เสมอจากคนทำงานโฆษณาคนหนึ่ง อาจดูเหมือนว่า

เป็นเอก ก้าวมาไกลเหลือเกินบนเส้นทางของคนทำหนัง แต่หากจะนับเวลากันจริงๆแล้วเก้าปียังไม่ถือว่าเป็นระยะเวลาที่ยาวนานมากนัก และไม่ว่า Invisible Waves จะประสบความสำเร็จสมดังที่เขาตั้งใจหรือไม่ อีกสิ่งหนึ่งที่น่าสนใจไม่แพ้กันก็คือ แล้วเส้นทางหลังจากนั้นจะเป็นอย่างไรต่อไป และจะทอดยาวไปจนถึง ณ ที่ใด


เกร็ดน่ารู้:
>>>สาเหตุหนึ่งที่หนังของเป็นเอก มีเอกลักษณ์และความเป็นตัวของตัวเองสูง อาจเป็นเพราะเขาเขียนบทหนังเองทุกเรื่อง (เขียนบท ฝัน บ้า คาราโอเกะ และ เรื่องตลก 69 ขึ้นเอง ดัดแปลงบทมนต์รักทรานซิสเตอร์ จากนวนิยายและเขียนเรื่องรัก น้อยนิด มหาศาล
ร่วมกับปราบดา หยุ่น)
>>>หนังในดวงใจของ เป็นเอก คือ Stranger than Paradise
หนังปี 1983 ของผู้กำกับ Jim Jarmusch >>>ฝัน บ้า คาราโอเกะ ใช้ชื่อภาษาอังกฤษว่า Fun Bar Karaoke ซึ่งความหมายอาจไม่ตรงกับชื่อไทย แต่ก็พ้องเสียงกัน ทั้งยังสอดคล้องกับเนื้อหาของหนังอีกด้วย
>>>นอกจากการกำกับและเขียนบทหนังของตัวเองแล้ว เป็นเอก ยังเป็นผู้ให้เสียงบรรยายในหนังเรื่อง หมานคร (กำกับโดย วิศิษฏ์ ศาสนเที่ยง)
>>>เรื่องตลก 69 ฉบับฮอลลีวู้ดจะกำกับโดย Jim Fall
(The Lizzie McGuire Movie)

พลอย :Ploy 2007
กำกับภาพยนตร์:เป็นเอก รัตนเรือง

เนื้อเรื่องย่อ

วิทย์ (พรวุฒิ สารสิน) และแดง (ลลิตา ปัญโญภาส) ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันในต่างแดนนานถึง 7 ปี ทั้งคู่ต้องกลับมาประเทศไทย เพื่อมางานศพญาติผู้ใหญ่ และใช้โรงแรมเป็นที่พักในช่วงเวลาที่ทั้งคู่เหน็ดเหนื่อยและเพลียจากการเดินทาง เวลาตีห้าเศษ วิทย์ลงมาหาบุหรี่ที่ลอบบี้ทำให้เขาได้พบกับพลอย (อภิญญา สกุลเจริญสุข) สาวน้อยหัวฟู ตาโต น่ารัก ดูแตกต่างจากวัยรุ่นทั่วไป ที่รอแม่มารับอีกสามสี่ชั่วโมง เขาหยิบยื่นน้ำใจแก่สาวน้อยวัยทีน ให้ขึ้นมาพักผ่อนที่ห้องพักแดงเปิดรับพลอยเข้ามาในห้องด้วยความรู้สึกที่ยากจะบรรยาย แดงตั้งคำถามมากมายกับวิทย์ แต่กลับไม่ได้คำตอบที่อยากได้ยิน เป็นเรื่องที่แดงทนไม่ได้ที่โรงแรมแห่งนั้น

ในอีกมุมตุ้ม (พรทิพย์ ปาปะนัย) แม่บ้านประจำโรงแรมและบาร์เทนเดอร์หนุ่ม (อนันดา เอ-เวอร์ริ่งแฮม) ความรักของทั้งคู่กำลังเบ่งบานวิธีการแสดงออกของความรัก ไม่มีการใช้คำพูดมีแต่การใช้ภาษาร่างกายถ่ายทอดอารมณ์รักให้แก่กัน ดูแตกต่างกันเหลือเกินกับคู่ของวิทย์และแดง ที่มีแต่การตั้งคำถาม ถามถึงคำตอบที่ไม่อยากได้ยินในสถานการณ์ที่มีสาวน้อยแปลกหน้ามาร่วมห้องด้วย อารมณ์ชั่ววูบ แดงผลุนผลันออกจากโรงแรมไปและเธอได้พบกับหมู (ทักษกร ประดับพงษา) แดงดื่มกับหมูจนเมาอะไรจะเกิดขึ้นกับแดง หนุ่มใหม่อย่างวิทย์ และสาวน้อยน่ารักแบบพลอย ความสัมพันธ์จะจบลงแบบไหน

ในที่สุดแล้ววิทย์กับแดงจะเลิกกัน หรือ กลับมารักกันเหมือนเดิม แม้จะไม่ได้ตั้งใจแต่พลอยก็เข้ามาเป็นคนที่เข้ามาปลดล็อคชีวิตคู่ของวิทย์และแดง...ไปแล้ว

ข้อมูลจาก: imdb.com,thaiticketmaster.com,decknang.com,siamzone.com,fivestar.com,modernine.mcot.net,thaiskinfilm.in.thInterviews: