Custom Search

Aug 12, 2009

หลักฐานนิติเวชก็โกหกได้

วรากรณ์ สามโกเศศ
มติชน
วันที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2552

เรื่อง ราวบันเทิงที่ดูจากโทรทัศน์อาจมี
ผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของผู้ดูในโลกจริง
อย่างร้ายแรงก็เป็นได้ ดังในกรณีของการเชื่อมั่นอย่างผิดๆ
ในการใช้หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ ในคดีอาญา
จนอาจทำให้ผู้บริสุทธิ์ต้องติดคุกหรือถึงกับถูกประหารชีวิตได้

ที วีซีรีส์ CSI หรือ Criminal Science Investigation
ของอเมริกาได้รับความนิยมอย่างยิ่ง
คนดูได้ทั้งความรู้ในเรื่องนิติเวช (forensics) ความบันเทิง
และความไร้เทียมทานของวิทยาศาสตร์ในการจับคนผิดมาลงโทษ

คำขวัญของผู้ เชื่อมั่นในเรื่องหลักฐานทางนิติเวช
ก็คือ "พยานโกหกได้ แต่หลักฐานทางวิทยาศาสตร์โกหกไม่ได้"
ซึ่งสร้างความสบายใจให้แก่คนเดินถนนทั่วไปที่ไม่คิดจะทำความผิด
อย่างไรก็ดีนิตยสาร Popular Mechanics (PM)
อันมีชื่อเสียงของโลกในฉบับล่าสุดเดือนสิงหาคม 2009
ให้ข้อเท็จจริงว่าหลักฐานทางวิทยาศาสตร์
ก็อาจโกหกได้เนื่องจากมนุษย์พยายาม
ยัดเยียดให้หลักฐานทางวิทยาศาสตร์
ตอบคำถามมากกว่าที่มันจะตอบได้

PM เปิดเผยความจริงที่เป็นประโยชน์ต่อผู้เกี่ยวพันกับคดี
ไม่ว่าจะเป็นตำรวจ อัยการ ผู้พิพากษา หรือคณะลูกขุน
(ในประเทศที่ใช้ระบบการพิจารณาคดีเช่นนั้น)
และเรียกได้ว่าน่าตกใจเพราะหลายเรื่อง
ตรงกันข้ามกับสิ่งที่พวกเราๆ เข้าใจกันจากการดู CSI
และภาพยนตร์หลายๆ เรื่องที่เกี่ยวกับการลงโทษผู้กระทำผิด
ด้วยหลักฐานทางวิทยาศาสตร์จากตัวผู้ตาย
จากบริเวณที่เกิดอาชญากรรม จากหลักฐานประกอบคดี ฯลฯ

ในหลายประเทศในโลก โดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกา
นักโทษนับร้อยคนได้รับการปล่อยตัวหลังจาก
มีการทบทวนหลักฐานทางนิติเวชในเรื่อง DNA

Steven Barnes freed after 20 years in prison for 1985 murder

Steven Barnes smiles among friends and family in the ceremonial courtroom of the Oneida County Courthouse. Barnes was freed Tuesday after 20 years in prison for a crime he did not commit. (Earl Davis/WKTV)

By JOLEEN FERRIS

ดังเรื่องของเด็กหนุ่มอายุ 23 ปี ชื่อ Steven Barnes
ถูกตัดสินจำคุก 25 ปี ในข้อหาฆ่าข่มขืนเด็กหญิงอายุ 16 ปี
เนื่องจากพบเส้นผม 2 เส้นที่มีลักษณะคล้ายกับผู้ตายอย่างยิ่งในรถของเขา
และตัวอย่างดินจากรถของเขาตรงกับดินจากบริเวณที่เกิดเหตุ
นอกจากนี้กางเกงยีนของผู้ตายทิ้งรอยนั่งประทับไว้ในรถของเขา

เมื่อปีที่แล้วเขาได้รับการปล่อยตัวหลังจากติดคุกมา 20 ปี
จากการพิสูจน์ DNA ของเขากับที่ปรากฏในตัวผู้ตาย

PM ใช้คำยืนยันจากผู้เชี่ยวชาญว่าหลักฐานทางนิติเวชที่เชื่อถือได้มากที่สุด
เพราะมีการศึกษาอย่างกว้างขวางโดยใช้วิชาสถิติสนับสนุนก็คือ
การพิสูจน์ DNA (ได้มาจากเลือด เนื้อเยื่อ อสุจิ น้ำมูก น้ำลาย เซลล์ผิวหนัง
เซลล์จากอวัยวะของร่างกาย เส้นผม ฯลฯ)
โอกาสที่คนสองคนที่มิใช่ฝาแฝดจากไข่ใบเดียวกันจะมี DNA เหมือนกัน
คือ 1 ใน 1 พันล้านล้าน (เลข 1 และตามด้วยเลขศูนย์ 15 ตัว)

ก่อนหน้าการใช้ DNA หลักฐานสำคัญก็คือเลือดและเส้นผม
ในเรื่องเลือดก็ใช้ กรุ๊ปเลือด เรื่องเส้นผมก็ใช้การขยายภาพลักษณะของเส้นผม
ความหนาและหยาบของเส้นผม ความกลม รอยแตก
สารเคมีประกอบบนเส้นผม ฯลฯ
FBI เคยศึกษาและพบว่าความผิดพลาดมีถึงร้อยละ 12.5

กล่าวคือในการวิเคราะห์ 100 กรณีของการนำเส้นผมของเจ้าของ
และเส้นผมที่นำมาเทียบเคียงกัน 88.5 รายเท่านั้น
ที่บอกได้ถูกว่าเป็นของบุคคลเดียวกัน
ส่วนเลือดนั้นช่วยได้เพียงทำให้จำนวนของผู้ต้องสงสัยลดน้อยลง
หรือตัดผู้ต้อง สงสัยบางคนออกไปได้

เรื่องที่ PM บอกว่าอื้อฉาวที่สุดก็เรื่องลายนิ้วมือ
ผู้เชี่ยวชาญปัจจุบันบอกว่ายังไม่มี
การศึกษาใดที่ระบุได้อย่างชัดแจ้ง
โดยปราศจากข้อสงสัยว่าลายนิ้วมือมนุษย์คน
หนึ่งนั้นไม่เหมือนใครเลย ในโลก
อีกทั้งไม่ชัดเจนว่ามันเปลี่ยนแปลงข้ามเวลาได้หรือไม่
และเมื่อกดนิ้วมือด้วยแรงกดไม่เท่ากัน
จะทำให้รอยนิ้วมือแตกต่างกันได้หรือไม่
เรื่องลายนิ้วมือนี้จำเป็นต้องมีการศึกษาทางสถิติ
อย่างกว้างขวางยิ่งขึ้นกว่าในปัจจุบันเพื่อยืนยัน
ความแม่นยำของการใช้ลายนิ้วมือเป็นหลักฐาน

อย่างไรก็ดี โลกก็ได้ใช้ลายมือเป็นหลักฐานมายาวนานจน
เป็นที่ยอมรับกัน สิ่งที่ PM ต้องการชี้ให้เห็นก็คือ
มันมีระดับของความเชื่อมันทางสถิติมากน้อยเพียงใด
เหตุที่ DNA ได้รับการยอมรับก็เนื่องจากมีการศึกษา
จนสามารถกำหนดระดับความเชื่อมันทาง
สถิติได้ว่าสองสิ่งนั้นมาจากแหล่งเดียวกันหรือเหมือนกัน

ในการใช้ลายนิ้วมือเป็นหลักฐานจำเป็นต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญ
ไม่ต่ำกว่าสองคนที่มีความ เที่ยงธรรมเป็นผู้พิจารณา
ประกอบกับการใช้ความก้าวหน้าด้านคอมพิวเตอร์
ในเรื่องการพิสูจน์ลายนิ้วมือมาช่วย

PM ระบุว่าหลักฐานหลายเรื่องถูกริเริ่มใช้โดย
พนักงานทางกฎหมายที่ขาดความรู้ พื้นฐานด้านนิติวิทยาศาสตร์
และก็เชื่อกันต่อๆ มาโดยขาดการวิจัยอย่างกว้างขวาง
และลึกซึ้งในเรื่องความน่าเชื่อถือ
(ปัจจุบันศาลสหรัฐอเมริกันรับการพิสูจน์จากการดมกลิ่นของสุนัข
น้อยลงมากแล้วเนื่องจากยอมรับกันมากขึ้นในความไม่เที่ยงตรง)

หลักฐาน ที่ PM บอกว่ามีฐานที่ไม่มั่นคงทางวิทยาศาสตร์ก็คือ
รอยกัด รอยเท้า รอยยางรถยนต์ ลายมือเขียน
แบบแผนรอยเลือด ฯลฯ สำหรับกระสุนปืนจากปืนกระบอกเดียวกันนั้น
ก็มีเรื่องถกเถียงในเรื่องมาตรฐาน
ของความเหมือนกันของลูกปืนที่ยิงออกมาจากปืนกระบอกเดียวกัน
กล่าวคือรอยตำหนิบนลูกปืนตรงที่ใด ลักษณะตำหนิแบบใด
จำนวนความเหมือนกันของรอยตำหนิมากเท่าใด ฯลฯ
จึงจะถือว่าลูกปืนถูกยิงออกมาจากปืนกระบอกเดียวกัน

ปัญหาที่ PM ระบุเหล่านี้ส่วนหนึ่งมาจากรายงานที่
สภาผู้แทนราษฎรอเมริกันได้มอบให้ National Academy of Sciences (NAS)
ศึกษาในปี 2005 เพื่อตรวจสอบสถานะของ
หลักฐานทางนิติเวชที่ผู้ใช้กฎหมายใช้กันอยูทั้งประเทศ
รายงานดังกล่าวเพิ่งตีพิมพ์ให้สาธารณชนรับทราบเมื่อไม่นานมานี้

รายงาน ฉบับนี้ระบุว่าสถานะของระบบนิติวิทยาศาสตร์ของประเทศ
มีความบกพร่องอย่างร้าย แรงและแนะนำให้ใช้หลักฐานจาก DNA
แต่เพียงอย่างเดียวเท่านั้นเนื่องจากให้ความแน่นอนที่น่าเชื่อถือได้
ปัญหาในเรื่องหลักฐานทางนิติเวชสมควรได้รับการศึกษาให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น
และสนับสนุนให้จัดตั้งองค์กรระดับชาติในเรื่องนี้

รายงานฉบับนี้ เตือนใจให้ประชาชนได้คิดว่าน่าจะ
มีคนบริสุทธิ์ติดคุกคดีอาญาเพราะใช้หลักฐานทางนิติเวชบางอย่าง
ที่มิได้อยู่บนพื้นฐานอันมั่นคงทางวิทยาศาสตร์
โดยไม่รู้ว่าหลักฐานที่ใช้นั้นมีโอกาสผิดพลาดมากน้อยเพียงใด
(ในโลกนี้ไม่มีหลักฐานใดที่ให้ความแน่นอน 100 เปอร์เซ็นต์
จำเป็นต้องใช้วิจารณญาณของมนุษย์ประกอบด้วยเสมอ
และตัวเลขความเป็นไปได้ของความผิดพลาด
จะทำให้สามารถใช้วิจารณญาณได้อย่างถูก ต้องเที่ยงธรรมยิ่งขึ้น)

บทเรียนจากเรื่องนี้ก็คือหลายสิ่งที่เราเคย เชื่อมานั้นอาจไม่ถูกต้องก็เป็นได้
และอย่าเชื่อสิ่งที่เห็นในโทรทัศน์ทั้งหมด เช่น
เชื่อว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในเรื่อง CSI คือความจริงของโลก
ความคล้อยตามโทรทัศน์เช่นนี้ทำให้ปัจจุบันคนลาว
และคนเขมรจำนวนไม่น้อยที่ดู
โทรทัศน์ไทย เชื่อว่าคนไทยมีบ้านที่ใหญ่โตหรูหรา
มีสระว่ายน้ำทุกบ้าน เช่นเดียวกับที่เราเชื่อว่าฝรั่งกินอยู่
และมีชีวิตหรูหรากันหมดเหมือนที่เรา เห็นในภาพยนตร์จากฮอลลีวู้ด

ไม่มีใครรู้ได้ว่าความเชื่อมั่นในเรื่อง
ความเป็นวิทยาศาสตร์ของหลักฐานของคดีอย่างผิดๆ
ของผู้เกี่ยวพันในกระบวนการยุติธรรม
ในปัจจุบันในทุกประเทศทำให้เกิดความเสีย
หายขึ้นมากน้อยเพียงใด


หน้า 6