Custom Search

Oct 6, 2009

ภิญโญ รู้ธรรม : รักที่ออกแบบได้ ครบรอบ ๒ ปี


วันอาทิตย์ 03 ธ.ค. 2006

พี่ภิญโญ รู้ธรรม (เกิด 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2500)
เป็นศิษย์เก่าโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัยรุ่นที่ 89
และจบจากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
แต่ไปมีชื่อเสียงในวงการบันเทิง
โดยเป็นผู้ก่อตั้งกลุ่ม "ซูโม่สำอางค์"
เพื่อผลิตรายการ "เพชฌฆาตความเครียด"
ที่โด่งดังมากในสมัยนั้น
เป็นผู้ริเริ่มรายการ “แบบว่า…โลกเบี้ยว”
ที่ออกอากาศนานถึง 17 ปี
และเป็นผู้ก่อตั้งบริษัท "TEEN TALK"
ที่มีชื่อเสียงในหมู่วัยรุ่น
ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2537 จนถึงปัจจุบัน

ความฮาและความมันของเค้าคนนี้
ไม่เป็นสองรองใคร.....ล่าสุด
เป็นหนึ่งในผู้บริหารค่ายแกรมมี่ฯ
บอสส์ใหญ่รายการเบี้ยวไม่เลิก
ที่เปลี่ยนชื่อรายการเป็น ก๊อก ก๊อก ก๊อก ทางไอทีวี ..
เมื่อ ๒๖ พ.ย. ๔๙พี่โญพกวลีเด็ดมาออก
ก๊อก ก๊อก ก๊อก: "สีดี.. สีงาม อร่ามหรู...
" คงไม่ใช่ความบังเอิญที่วลีนี้เป็นวลีขึ้นต้นของ
เพลงมาร์ชชมพูฟ้าของสวน กุหลาบฯ
โรงเรียนที่คุณแม่ศรีวรรณ รู้ธรรม
ของพี่โญเป็นครูเก่า... ถ้าใครอยากเห็น
ครูศรีวรรณเล่นหนังโปรดไปหาชม"ธิดาช้าง"
ที่อำนวยการสร้างโดย
พี่ไพบูลย์ ดำรงชัยธรรม OSK82
และกำกับโดย พี่ภิญโญ รู้ธรรม OSK89
(โปสเตอร์ของหนังเรื่องนี้ยังใช้แค่สีชมพูและฟ้าเลยครับ!)


ด้วยใจรักงานด้านโทรทัศน์
คุณภิญโญจึงเป็นสถาปนิกอยู่ได้ไม่นาน
และต้องลาออกไปเป็นผู้อำนวยการผลิต
ผลิตรายการโทรทัศน์ให้กับบริษัทยักษ์ใหญ่หลายแห่งด้วยกัน
เช่น บริษัท PREMIER MARKETING,
แกรมมี่ และ ไนท์สปอต
จนปัจจุบันเป็น Executive Producer
รายการโทรทัศน์ให้กับบริษัท BORN & ASSOCIATES

จากประสบการณ์และความสามารถของคุณภิญโญ
ทำให้ได้รับรางวัลเกียรติยศมากมาย อาทิ
รางวัลโทรทัศน์ทองคำมินิซีรีส์ยอดเยี่ยม
จากรายการโทรทัศน์ “แดนสนธยา”
เรื่อง “หน้ากาก” รางวัลโทรทัศน์ทองคำ
จากรายการ “E FOR TEENS”
ซึ่งเป็นรายการ EDUTAINMENT
สำหรับวัยรุ่นรายการแรกในประเทศไทย
และในปี พ.ศ. 2542 ได้รับรางวัลผู้กำกับยอดเยี่ยม
จากภาพยนตร์เรื่อง รักออกแบบไม่ได้ (โอ-เนกาทีฟ)



'โญ'รวบรัดสละโสด จัดแต่งสองพิธีไทย-คริสต์
ฟุ้งผู้ชายโชคดีที่สุดในโลก

โญ-ภิญโญ รู้ธรรม รวบรัดสละโสด
จัดพิธีสองแบบไทย-คริสต์ และ 2 วัน
ขออภัยในความไม่สะดวก
ตั้งฝันชีวิตครอบครัวสมบูรณ์แบบ ฟุ้ง
เป็นผู้ชายโชคดีที่สุดในโลก

เซอร์ไพรส์วงการชนิดจั๋งหนับ
เพราะเล่นร่อนการ์ดแต่งงานด่วนจี๋
ในวันเสาร์ที่ 27 พฤศจิกายน 2547
หนึ่งในผู้บริหารค่ายแกรมมี่ฯ
ภิญโญ รู้ธรรมเผยถึงเหตุตัดสินใจสละโสด

"ผมรู้จักกับแก้วมานาน ก่อนหน้านั้น
แก้วก็ทำงานที่แกรมมี่ด้วยกัน
ต่อมาแก้วเค้าย้ายไปทำงานที่ลอริอัล
เรายังคงติดต่อกันแต่ที่เพิ่งจะเริ่มคบกันแบบแฟน
ก็เมื่อ 2-3 ปีที่ผ่านมานี่เอง
มาถึงตอนนี้ผมพร้อมแล้วครับ
สำหรับชีวิตครอบครัว
ก็เลยพูดคุยกันถึงเรื่องแต่งงาน
ซึ่งเค้าก็เห็นด้วย ผมจึงไม่รอช้าจัดพิธีเลย"

ดำเนินพิธีงานแต่ง 2 แบบ ไทย-คริสต์ โญ-ภิญโญ
รวบรัดวันเดียว เพื่อความคล่องตัว

"งานแต่งเราจัด 2 วัน และ 2 พิธีครับ
คือวันเสาร์ที่ 27 พฤศจิกายน 2547
ตอนเช้าจะจัดขบวนขันหมากกัน
บริเวณที่จอดรถโรงแรมเพนนินซูล่า
พอเวลา 08.39 น. จะสวมแหวนหมั้นตามฤกษ์
และรดน้ำสังข์ตามพิธีไทย
พอช่วงบ่ายเราทั้งคู่จะไปทำ
พิธีแต่งงานที่โบสถ์พระมหาไถ่
ในซอยร่วมฤดี ตามหลักพิธีคริสต์ของแก้ว"

แจงเหตุเลื่อนไปจัดงานฉลองมงคลสมรสในเดือนหน้า
เพื่อขอเวลาเตรียมความพร้อม
ต้องขออภัยในความไม่สะดวก

"งานฉลองมงคลสมรส
ผมต้องขอเลื่อนไปจัดในวันที่ 14 ธันวาคม 2547
ที่ห้องสกุนตลา โรงแรมเพนนินซูล่าเหมือนเดิมครับ
ไม่อยากทำอะไรรวดเดียว ขอเวลาเตรียมความพร้อมบ้าง
ยังไงก็ขอเรียนเชิญด้วยละกัน"

ฟุ้งเป็นผู้ชายโชคดีที่สุดในโลก
ภิญโญตั้งความฝันชีวิตครอบครัวที่สมบูรณ์

"ผมวางความฝันชีวิตครอบครัวไว้นะ
ว่าอยากให้สวยหรูเหมือนกับทุกคู่ชีวิต
ผมต้องการคนที่มาดูแลซึ่งกันและกัน
และเป็นคู่ชีวิตที่ให้คำปรึกษา
สำหรับแก้วผมเชื่อว่าเลือกไม่ผิดคน
คิดว่าผมเป็นผู้ชายคนหนึ่งนะที่โชคดี
จะได้ร่วมชีวิตกับแก้ว" ภิญโญสรุป.



วิศัลยา - ภิญโญ รู้ธรรม
รักออกแบบได้




ความรักที่ยิ่งใหญ่ของใครหลายคนเริ่มจากจุดเล็กๆอย่าง“มิตรภาพ”เช่นเดียวกับมิตรภาพของทั้งสองคนนี้ ที่เริ่มเมื่อประมาณ 6 ปีก่อน ด้วยระยะห่างทั้งตำแหน่งหน้าที่การงานและวัยที่แตกต่างกันแล้วก็ล้มลุกคลุกคลาน ผ่านร้อนผ่านหนาวผลิดอกออกใบ กลายเป็นความรักขึ้นมาได้
ในที่สุดฝ่ายชายนั้นเราคงคุ้นเคยกันบ้างกับบทบาทหน้าจอโทรทัศน์และการเป็นผู้กำกับภาพยนตร์ ดังมากบ้างน้อยบ้าง ส่วนฝ่ายหญิงเธอเป็นประชาสัมพันธ์คนเก่งแห่งบริษัทลอรีอัล ประเทศไทย แต่เขาและเธอโคจรมาเจอกันได้อย่างไรนั้น ต้องติดตาม
ตามประสาหนุ่มอารมณ์ดี พี่โญ เกริ่นเรียกน้ำย่อยไว้ก่อนเลยว่า ถ้าชีวิตเราเป็นละคร ต้องเป็นละครประมาณ เพื่อนรักหักเหลี่ยมโหด เพราะมีทั้งเชือดเฉือน ทดแทน แก้แค้น มีปรับตัวเข้าหากัน แถมท่าทางจะต้องมีภาคต่อๆ ไปอีก คงไม่จบง่ายๆ หรอก
Lesson I : Like Brother Like Sisterเรารู้จักกันครั้งแรกในฐานะผู้บริหารกับพีอาร์ ตอนนั้นแก้วทำงานเป็น Corporate PR อยู่แกรมมี่ ส่วนพี่โญเป็น Managing Director ของบริษัททีนทอร์ค
เจอกัน เขาเด็ก เราผู้ใหญ่ ไม่ได้ติดใจสงสัยอะไรหรอกครับ พี่โญไม่วายรักษาเชิง แต่บอกตรงๆ ว่าแผนกนี้เขาคัดมาแล้วทั้งนั้นแล้วเราเป็นผู้ชายโสด เจอสาวๆ สวยๆ ก็ชอบทุกคน รักทุกคน รักเท่ากันหมด แต่เรื่องจะเข้าไปจีบใครคงไม่ทำ ส่วนมาสนิทกับแก้วได้ยังไง จำไม่ได้ แต่ไม่ใช่เฟิร์สอิมเพรสชั่นแน่ๆ ไม่ได้ปิ๊ง คงค่อยๆ ซึมมากกว่า
คุณแก้วมาสนับสนุนทฤษฎีพี่โญอีกแรง แก้วจะเจอพี่โญตามงาน เริ่มได้พูดคุย แซวกันบ้าง กัดอะไรไป เขาก็กัดตอบ รู้สึกว่าเขาเป็นผู้ใหญ่ที่คุยแล้วมันดี หลังๆ เริ่มคุ้นมากขึ้น มีเมสเสจทักทายกันแต่ไม่ได้มีอะไรมากกว่านั้น เป็นพี่น้องจริงๆ ที่งานที่ แกรมมี่มาสามปี แก้วก็ลาออกช่วงนั้นต้องให้เขาเล่าเลย เพราะต่างฝ่ายต่างไปมีชีวิตของตัวเอง พี่โญเริ่มโบ้ยงานหลักไปให้ฝ่ายหญิงแทน
Lesson II : Long Distance Relationshipหลังจากนั้นความสัมพันธ์ของเราก็ดำเนินไปด้วยเมสเสจทักทายประมาณว่า How are you? นานๆ ถ้าว่างค่อยนัดเจอ อัพเดทกันสักครั้ง แต่บางช่วงเขาก็ประหลาด โทร.ไปแล้วไม่รับ จนมีครั้งหนึ่งเมสเสจไปหาว่าอยู่ที่ไหน ทำอะไร เขาว่าอยู่กับเกิร์ลเฟรนด์ หลังจากนั้นแก้วก็ไม่ได้ติดต่อกับเขาอีกเลย เพราะถือว่าเคารพสิทธิ์ซึ่งกันและกัน ถ้ามีแฟนแก้วคงไม่อยากให้มีผู้หญิงคนไหนมายุ่งกับแฟนเรา ต่อให้เขาเป็นน้องก็เถอะ เพราะฉะนั้นแก้วเลยถอยห่างออกมา ช่วงนั้นพี่โญหายไปเลยเหมือนกัน เพราะเวลาเขามีแฟน รักใครแล้วรักจริง ทุ่มมากความสัมพันธ์ตกหลุมอากาศอยู่ร่วมปี จนกระทั่งฝ่ายหญิงมีเหตุจำเป็นต้องไปทำงานพิธีกร และทำให้ต้องโทรศัพท์ไปขอคำปรึกษาพี่ชายคนนี้อีกครั้งเหมือนคู่แท้กันเลยค่ะ ถึงตรงนี้ฝ่ายชายส่งเสียงแซวมาว่า ฟังดูดี๊ดี อ้าวจริงไหมล่ะ แม้ว่าเราจะแยกแตกกระจายกันไปอยู่คนละที่ไม่ได้ติดต่อกันเลย วันหนึ่งได้กลับมาคุย ก็ต่อกันติดเหมือนเราไม่เคยห่างกันไปไหนเลย
หลังจากนั้นมีส่งเมสเสจหาบ้าง แต่ครั้งแรกที่ได้กลับมาเจอกันจริงๆ คือวันฮัลโลวีน แก้วเลิกงานปาร์ตี้แล้วเลยส่งเมสเสจหาพี่โญว่า อยู่ไหน เจอกันไหม เขาก็ว่าทานข้าวอยู่กับทีมงาน มาเจอก็ได้ นั่นถือเป็นคืนเริ่มต้นที่ กลับมาเจอกันใหม่แต่ว่าครั้งหลังที่เจอกันนี่ ผมเริ่มรู้สึกแปลกๆ เริ่มไม่คิดว่าเป็นเพื่อนสนิทหรือเป็นพี่น้องกันแล้ว ไม่รู้ว่าแก้วคิดหรือเปล่า พี่ชายเผยไต๋ฝ่ายน้องสาวก็ทำตาใสตอบกลับมาว่า ไม่คิดค่ะ
Lesson III : Changing Time ถึงจะเริ่มมีความรู้สึกดีๆ เกิดขึ้น แต่พี่ไม่ใช่พวกส่งดอกไม้ไปจีบกันโต้งๆ ทุกอย่างยังเหมือนเดิม คบกันเป็นพี่น้อง แต่ความรู้สึกข้างในต่างหากที่มันเปลี่ยนไป เลยใช้วิธีทีเล่นทีจริง หมาหยอกไก่ไปเรื่อย ซึ่งเป็นปกติ ของเราสองคนอยู่แล้ว พี่ชายเดินเกมต่อ
แก้วถึงไม่รู้ตัวเลยไงคะ ฝ่ายหญิงยังยืนยันจุดเดิม เพียงแต่รู้สึกว่า เออ เขายอมให้เจอมากขึ้น ให้ไปส่งบ้าน ให้รู้ชีวิตส่วนตัวบ้าง จนมาวันหนึ่งแก้วเลิกงาน โทร.หาเขาว่าทำอะไรอยู่ ทานข้าวด้วยได้ไหม เขาว่าได้ อยู่ตรงนี้ๆ กำลังคุยงานอยู่ พอไป ถึงแก้วก็นั่งข้างๆ เขา แล้วอยู่ๆ เขาก็จับมือแก้ว คิดดูว่าคบกันมาสี่ห้าปี ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่เขาถูกตัวแก้ว มันเหมือนมีไฟช็อตพรึบๆๆขึ้นมาเลย พอพี่โญจับมือแล้วหันมามองหน้า แก้วก็อึ้งไปนิดนึงในใจคิดว่าซวยแล้วไงไม่ใช่ ฝ่ายหญิงปฏิเสธเสียงหลง คือมันอึ้งน่ะ ใจเต้นแรงมาก เพราะที่ผ่านมาแก้วไม่เคยมองพี่โญในฐานะแฟน แต่วินาทีนั้นความรู้สึกมันตีกันไปหมด ตัวเขายังคุยงานต่อไปเรื่อย แต่จับมือเราไว้ใต้โต๊ะ ซึ่งแก้วไม่กล้าเอามือออก กลัวทำร้ายจิต ใจพี่โญ หลังจากวันนั้นเลยเริ่มรู้ตัวแล้วว่าเขาคิดอย่างนี้กับเราความที่เขาเป็นคนสวย มีคนมาจีบเยอะ ซึ่งพี่กลัว พี่ไม่ชอบแข่งขันกับใคร เพราะฉะนั้นพี่เลยตัดสินใจแสดงความรู้สึกจริงๆ ออกไปเลยดีกว่า ถามว่าหวั่นใจไหม ก็หวั่นอยู่ แต่เราอายุมากแล้ว ถ้าเขาเซย์โนก็โน ถ้าถึงขนาดคบกันต่อไปไม่ได้เลย เป็นพี่ชายก็ไม่ได้ งั้นคงจบ ไม่เป็นไร มนุษย์คนเดียว แต่อย่างน้อยเราได้ทำอะไรที่ชัดเจนลงไปแล้ว พี่โญเริ่มปักเสาเข็มแสดงจุดยืนแก้วก็ไม่ได้หนี คุณแก้วเล่าบ้าง แต่เริ่มสำรวจใจตัวเองว่าเขาเป็นคนที่เราต้องการหรือเปล่า เป็นคนที่เราอยากคบเป็นแฟนไหม เพราะถ้าไม่ใช่ หรือเป็นได้แค่พี่ชาย แก้วจะบอกเขาตรงๆ เหมือนกัน แต่คำตอบที่ได้บอกว่ามันมีส่วนบ้าง เพราะแก้วรู้สึกอบอุ่นทุกครั้งที่อยู่กับเขา หรือเวลามีเรื่องปวดหัว พี่โญจะเป็นคนแรกๆ ที่ ผุดขึ้นมาในความคิดแก้วพอตอบคำถามตัวเองได้อย่างนี้ เลยคิดว่างั้นโอเค เริ่มคบกัน เจอกันมากขึ้น เริ่มได้เจอครอบครัวพี่โญ และครั้งแรกที่แก้วเจอครอบครัวเขา แก้วตัดสินใจเลยว่าเขาใช่ เพราะแก้วชอบผู้ชายที่รักแม่เพราะผู้ชายที่รักแม่ต้องเป็นคนอบอุ่น รู้จักดูแลผู้หญิงได้อย่างดี และน่าจะเป็นพ่อที่ดีของลูกด้วย แล้วพี่โญก็เป็นผู้ชายที่รักแม่มากๆนี่ยูคิดขนาดนั้นเลยเหรอ ฝ่ายชายทำตาโตใส่ น้องสาวเลยคุยทับเสียเลยว่าเธอไม่รู้อะไร ฉันคิดเยอะนะ
Lesson IV : How to deal with “us”แม้จะรู้จักกันมาห้าปี แต่เมื่อสถานภาพเปลี่ยนไป แน่นอนว่าย่อมมีเรื่องของความคาดหวังที่เปลี่ยนแปลงไปตามมาด้วย โดยเฉพาะด้วยวัยที่ต่างกัน เกือบยี่สิบปี
เรื่องช่องว่างระหว่างวัยไม่ค่อยรู้สึก ภรรยาชิงตอบก่อน คงเพราะพี่โญมีความคิดทันสมัยและค่อนข้างเปิดกว้าง ไม่ดูถูกความคิดคนอื่นๆ และแก้วก็อยู่กับผู้ใหญ่ ทำให้เป็นคนโตกว่าค่อนข้างมากแต่ที่มีปัญหามาก กลับเป็นเรื่องของคนรอบตัว สาวแก้วชักติดลม เป็นแฟนกันแก้วก็ต้องการการให้เกียรติ แรกๆ เวลาไปไหนด้วยกัน เจอคนรู้จัก ความที่อายุเราห่างกันเยอะ โอกาสที่คนจะมองว่าแก้วเป็นเด็กป๋าหรือเปล่า มันมีมาก ซึ่งแก้วไม่ชอบสายตาแบบนั้นแก้วคาดหวังว่าเขาต้องแนะนำว่าเราเป็นแฟน แต่ความที่เขาอยู่คนเดียวมานาน บางทีคงลืม บางคนก็งงว่าไหว้พี่โญแล้วจะไหว้แก้วด้วยดีไหม หรือหนักเข้า มองผ่านเหมือนแก้วเป็นอากาศไปเลยที่เป็นอย่างนั้นเพราะว่าเราไม่คุ้นไงคะ คนแก่กว่าแก้ตัวเสียงอ่อย บางทีเวลาอยู่ด้วยกันสองคนแล้วเจอคนอื่น เขาเห็นว่าเรามากับแฟน งั้นรีบชิ่งดีกว่า ทักเราเสร็จแล้วก็หายไปเลย ยังไม่ทันได้แนะนำแก้ว หรือบางคนไม่เจอกันนานแล้ว พอเจอก็เกิดเรื่องตื่นเต้นอีก หลังๆ เลยใช้วิธีแนะนำแก้วให้รู้จักก่อนว่านี่แฟน แต่ด้วยความที่สังคมเปลี่ยนไป คำว่าแฟนไม่มีศักดิ์สิทธิ์เหมือนเมื่อก่อน คบกันเป็นแฟน อาทิตย์เดียวก็เลิกได้อันนี้เรื่องจริงนะคะ คุณแก้วย้ำ ซึ่งสมัยนั้นแก้วทำใจเลยว่าโอเค ตอนนี้เราเป็นแค่แฟนกัน คนฟังอาจจะไม่สนใจ ไม่เป็นไร แต่พอเป็นภรรยา พี่โญจะแนะนำก่อนทุกครั้งว่านี่ภรรยาผม ซึ่งท่าทางคนเหล่านั้นจะเปลี่ยนไปเลย
Lesson V : Fight Clubเมื่อถูกถามว่าทะเลาะกันบ้างไหม พี่โญตอบทันทีว่า ทุกวันเรื่องหึง ฟังแล้วอดสงสัยไม่ได้ว่าหนุ่มใหญ่ท่าทางอารมณ์ดีคนนี้จะขี้หึงด้วยหรือ
มาก คุณแก้วเน้นเสียง ทำเอาอีกฝ่ายหันมามองหน้าว่าขนาดนั้นเลยหรือ ก่อนจะสาธยายเหตุผลแบบไม่ต้องยกแม่น้ำมาเป็นตัวช่วยว่าผมว่าความหึงหวงเป็นหน้าที่ของผู้ชายนะ ฝ่ายหญิงไม่ขัดแต่มองค้อนตาคว่ำ อ้าว สมมติถ้าเราไม่หึง ไม่หวงเลย มองในแง่ลบ แสดงว่าเราไม่สนใจคุณ เราพร้อมให้คุณหลุดมือ แปลว่าเรามีกิ๊ก มีเบอร์สอง เบอร์สาม สำรองไว้ แต่ถ้าเรายังหึงหวง แสดงว่ายังผูกติด ยังต้องการดึงเอาไว้ ทะนุถนอมไว้ จริงไหมดูท่าทางจำเลยภิญโญจะจำนนยาก โจทย์แก้วจึงรับอาสาซักฟอกเสียเอง แต่อย่าลืมว่าแก้วเป็นพีอาร์ ต้องคุยกับทุกคน ไนซ์กับทุกคน อีกอย่างแก้วเพื่อนเยอะ บางช่วงเลี้ยงวันเกิดแทบทุกวัน พี่โญยัง
ประชดให้ว่า นี่เธอเกิดกันทุกวันเลยหรือไง ซึ่งพอหึง เขาจะไม่พูด งอนเชิดหน้า เดินหนี แล้วแก้วง้อไม่เป็น พอต้องง้อนานๆ จะโมโหว่าอะไรกันนักหนา สักพักถ้าพี่โญเริ่มรีคัฟเวอร์ตัวเองได้ค่อยกลับมาคุยกัน ซึ่งแก้วจะถามเขาว่า จุดไหนที่ทำให้เกิดอาการหึงคือต้องเข้าใจว่าคนขี้หึงคือคนมีครีเอทีฟแรง คิดไปเรื่อยๆ คนไม่มีครีเอทีคิดไม่ออก เรื่องไม่เดิน แต่ถ้าเราคิดได้เป็นเรื่องเป็นราว ตั้งแต่ต้นจนจบตัวประกอบเพียบ รู้ว่าเขาอึดอัดแต่ไม่หึงเลยคงไม่ได้ แลยใช้วิธีปรับลด ดีกรีความหึงลง และพยายามไม่คิดฟุ้งซ่านนัก
Lesson VI : Just Mariedหลังจากเลื่อนขั้นความสัมพันธ์มาได้ประมาณหนึ่งปี จึงมาถึงอีกสเต็ปหนึ่ง นั่นคือการแต่งงาน ข้อนี้คงต้องให้พี่โญเป็นฝ่ายตอบก่อน เพราะไหนๆ ก็อุตส่าห์รักษาชีวิตโสดมาสี่สิบเจ็ดปีที่ผ่านมาไม่ได้หวงแหนชีวิตโสดนะครับ พี่โญขอแก้ข่าว ไม่ได้คิดว่าเป็นการเสียสละครั้งใหญ่ แต่พี่ว่าการแต่งงานคือการใช้ชีวิตร่วมกันกันคนที่เรารัก แทนที่จะมีความสุขกับโลกส่วนตัวคนเดียว มีคนมาช่วยเหลือเราอีกแรงหนึ่ง
แต่ก่อนหน้านี้ยังไม่แต่งงาน เพราะจังหวะมันยังไม่ใช่หลายคนถามว่า พี่โญช่างเลือกหรือเปล่า ถึงได้ยังโสด ตอบได้เลยว่าช่างเลือก เวลาซื้อของ คุณยังเลือกของดีๆ เลย แล้วนี้คนนะ จะไม่เลือกเลยหรือ ไม่ใช่ว่าเจอใคร ก็จับแต่งงานได้เลย ฉันมีสมอง มีสิทธิเลือกนะ ต้องเอ็กซเรย์ดูเหมือนกันว่าคนนี้เข้ากันได้ไหมสำหรับแก้ว ถึงตรงนี้จากที่เคยพูดจ้อ เจ้าตัวชักลดเกียร์ชะลอความเร็วเล็กน้อย ความสัมพันธ์มีทั้งช่วงใกล้ชิดและช่วงระหก ระเหินผ่านร้อนผ่านหนาวมาด้วยกัน น่าจะเป็นความบังเอิญที่มีแววอยู่บ้างซึ่งพอคบแล้วเป็นคนที่ใช่ แต่จะบอกว่าใช่ตรงไหนคงยาก ตาสวย ฉลาด ไอคิวสูง ไหวพริบดี เอาใจเก่ง...มันไม่ใช่ (เจอประโยคสุดท้ายทำเอาภรรยาซึ่งรอฟังตาแป๋วบ่นอุบอิบว่าอุตส่าห์รอคำตอบว่าใช่ แล้วเชียว) คือ ต้องบอกว่าเขามีอะไรดีๆ อยู่เยอะ สมมติว่าคิดเป็นร้อยส่วน เขามีดีอยู่ประมาณหนึ่ง ซึ่งผมโอเค และมีส่วนที่เราไม่พอใจอยู่ด้วยแต่เราก็รับได้เท่านั้นเอง คบกันก็ถามเขาอยู่เรื่อยว่า เออ มาอยู่ด้วยกันไหม พร้อมแล้ว ไม่ได้มีพิธีรีตองขอแต่งงานมากมายแก้วก็ช่างเลือก ฝ่ายหญิงเล่าบ้าง แต่ไหนแต่ไรแก้ววางสเป็คไว้เลยว่า ชอบผู้ชายยังไงทั้งสูง ขาวฯลฯ พีโญไม่ได้อยู่ในสเป็คเลย อ้อ มีถูกสเป็คอย่างเดียวคือ เขาหน้าไทย เพราะฉะนั้นที่แก้วตัดสินใจแต่งงาน แก้วใช้ความรู้สึกตัวเองเป็นใหญ่ ถามตัวเองว่าอยู่กับผู้ชายคนนี้แล้วมีความสุขไหม ถ้าอยู่กับเขาไปตลอดชีวิต จะอยู่ได้ไหม ซึ่งแก้วพบว่า หนึ่งคือ พี่โญรักแม่ ซึ่งแก้วประทับใจมาก สองคือ อยู่กับเขา แล้วอบอุ่น ปรึกษาเขาได้ทุกเรื่อง สาม แก้วศรัทธาในตัวเขาและที่แก้วมั่นใจมากก็คือ ผู้ชายคนนี้ไม่มีวันทิ้งเรา ไม่ว่าจะอยู่ในสภาพไหน
ที่แปลกคือ ก่อนหน้านี้แก้วเคยมีแฟนมาบ้าง แต่ความรักครั้งก่อนๆ มันจะรู้สึกเหมือนมีผิเสื้อบินในท้องตลอดเวลา แต่กับพี่โญ แก้วไม่มีความรู้สึกนี้เลย สับสนเหมือนกันว่า แล้วจะแต่งงานกับเขาได้ไหม งั้นถ้าบวกลบคูณหารแล้ว ความรู้สึกของแก้วที่มีต่อพี่โญคืออะไร เพราะอะไรความสัมพันธ์เราถึงเป็นแบบนี้ เพราะเราเริ่มต้นความสัมพันธ์แบบพี่น้อง แบบนับถือกัน แล้วค่อยๆ เปลี่ยนมาเป็นใกล้ชิด ศรัทธาเขามากขึ้นเรื่อยๆ จนมาถึงขั้นที่เราสามารถอยู่ด้วยกันไปตลอดได้ แก้วเลยคิดว่า แม้มัน จะไม่ใช่ความรู้สึก รักวี้ดวิ้วเหมือนอย่างที่แก้วเคยรู้จัก แต่ก็เป็นความรักอีกประเภทหนึ่งระหว่างแก้วกับเขา
Lesson VII : Tough Periodแต่แล้วเมื่อเปลี่ยนมาเป็นมาดามรู้ธรรมเข้าจริงๆ โลกสีชมพูหลังแต่งงานกลับดูท่าจะมาถึงยากเย็นเหลือเกิน แต่ก่อนไม่เคยคิดว่ามีช่องว่างระหว่างกันมากขนาดนี้ พอแต่งงานถึงได้รู้ว่า โอ้โห มีช่องว่างที่ใหญ่มากๆ น้องแก้วใส่เกียร์เดินหน้าชนิดพี่โญ อ้าปากตามไม่ทัน จากที่รู้สึกว่าเขาคือฮีโร่ เวลาที่คุยงาน อุ๊ย คิดได้ไงวะ ทำไมฉันไม่เคยมองมุมนี้มาก่อน พอมาถึงวันที่นอนเตียงเดียวกัน ฮีโร่คนนี้กลายเป็นผู้ชายธรรมดาคนหนึ่งไปเลยเอาตั้งแต่เขาเป็นคนดูแลตัวเองดีมาก ตื่นมาออกกำลังกาย ดูแลสุขภาพ ทาครีมสิบแปดชนิดก่อนนอน แต่งตัวนานด้วย ชุดมีเท่านี้ เสื้อยืด กางเกงยีน แต่ต้องหยิบมาเรียงเอาไว้ก่อน เทียบสียังไงดี แล้วก็มีระเบียบมาก หนังสือพิมพ์ต้องวางเรียง สันตรงกันเป๊ะ มีความเป็นแม่บ้านมากกว่าแก้วอีกส่วนแก้วเขาก็จะเป็นคนที่รักเพื่อนมาก พี่โญขอคืน เขาจะชอบไปเที่ยวกับเพื่อน กว่าจะกลับมาเป็นอันว่าทะเลาะกันคืออย่างนี้ คุณแก้วขอลัดคิวฌาปนกิจตัวเองก่อน แก้วยังชอบออกไปเจอเพื่อนข้างนอกบ้าง ซึ่งเวลาเที่ยวกลางคืน แก้วไม่กลับตีสาม แต่กลับเช้า เพราะเพื่อนๆ แก้วเป็นเจ้าของร้าน แต่เราไม่เคยรู้ว่าเขารอ ทีนี้พอถึงบ้าน เห็นพี่โญนั่งรอหัวโด่อยู่ แรกๆ เลยทะเลาะกันใหญ่โต เพราะแก้วไม่เข้าใจว่าผิดตรงไหน ฉันไม่ได้ทำอะไรเสียหายทุกคนในประเทศไทยรู้ว่าฉันแต่งงานกับภิญโญ รู้ธรรม ไม่เห็นต้องงอนเลย นอกจากนี้ก็มีเรื่องโทรศัพท์ คุยกับเพื่อนครั้งละนานๆ เขาจะไม่พอใจแต่ไม่พูด งอนขึ้นห้อง
พอเขางอนหนักเข้าและหลายครั้งที่แก้วไม่รู้ว่ามันเรื่องอะไร เลยวีนใส่เขาบ้าง เพราะเราอึดอัด ไม่เข้าใจ แต่เขายังไม่ยอมพูด นิ่งอย่างเดียว สามเดือนแรกหลังแต่งงานแทบบ้า โกรธจนตัวสั่น อยากอาเจียน สิ่งเดียวที่ทำให้ รอดมาได้คือ แก้วคิดว่าเราตัดสินใจแต่งงานกับคนคนนี้แล้ว อย่างไรก็ไม่ยอมเลิกเด็ดขาด ท่องไว้ตลอดว่าฉันไม่เลิกกับเขา ฉันรักผู้ชายคนนี้ และต้องไม่ออกจากบ้าน กลั้นใจไม่ยอมกลับไปบ้านตัวเอง ทั้งที่อยากกลับใจจะขาด อีกวิธีที่ช่วยได้คือเปิดดูอัลบั้มแต่งงาน ดูวิดีโอวันแต่งงาน พวกนี้จะช่วยให้เราสงบขึ้นได้คือพี่เป็นคนโมโหแล้วไม่ชอบโวยวาย พี่โญขอคิวก่อนที่อีกฝ่ายจะหายใจไม่ทัน เพราะฉะนั้นจะนิ่ง แต่พออยู่ด้วยกันไปสักระยะเหมือนเราเอากลับไปคิดและรู้จักปรับตัวไปเอง พี่ลดดีกรีความหึงความหวงความห่วงลง เขาก็เที่ยวน้อยลง ที่สำคัญคือ เราต้องรู้จักบอกในสิ่งที่ตัวเองต้องการว่าอยากได้อะไร วันวีคเอนด์นี่ทำอย่างนี้ด้วยกันไหม ถ้าได้ก็ดี ไม่ได้ไม่เป็นไร ฉันจะไปทำอย่างอื่นแทน แต่อย่าอยู่ด้วยความคาดหวังว่าอีกฝ่ายต้องเป็นอย่างนี้อย่างนั้น เพราะเราคาดหวังและมันไม่เป็นไปตามนั้น สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาแน่ๆ คือความผิดหวังและการทะเลาะกันซึ่งพอทะเลาะ เขางอน แล้วแก้วต้องง้อ มันจะง้อยังไง เรื่องนี้เป็นเรื่องยากที่สุดสำหรับชีวิตแต่งงานเลย เพราะแก้วเป็นคนแข็งๆ ให้ไปกิ๊วๆ ดีกันนะตัวเอง แก้วทำไม่ได้ ก็ง้อแบบแข็งๆ ไปเรื่อย เป็นอะไร งอนอะไร โกรธทำไมอีก คุณแก้วโอด
จริงๆ แบบนี้เขาเรียกว่าขู่ให้คืนดี ไม่ใช่ง้อ เราเลย เอ้า ดีก็ดีวะ คนขี้งอนขอค้าน นี่ง้อแล้วนะ ภรรยาชักฉุน อีกอย่างคือเวลาที่ตัวเองถูกง้อแล้วจะกลับไปคืนดีกับเขา มันไม่รู้ว่าจะหันไปดีกันได้ยังไง ยิ้มหรือว่าทำแบบไหนชีวิตแต่งงานเราต้องผสมกัน มีทั้งส่วนที่ฉันชอบ ส่วนที่เธอชอบ จะให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเปลี่ยนทั้งหมดคงไม่ได้ บางเรื่องผสมความต้องการของพี่ ไม่ต้องคิดไกล อย่างเรื่องให้สัมภาษณ์อย่างนี้ ถ้าเป็นพี่คนเดียว บอกเลยว่าไม่มีทางคุยแน่ๆ แต่ในเมื่อภรรยาอยากให้ทำและมันอาจเป็นประโยชน์กับคนอื่นได้บ้างก็ตามใจ หรือบางอย่างที่เธอไม่ต้องมายุ่งกับฉัน เช่นเรื่องทำเล็บ ก็ต้องแยกกันไปเสียบ้างอย่ามัวคิดว่าแต่งงานแล้วเราต้อง settle down คำนี้แปลว่าอะไร แปลว่าตายแหงแก๋เป็นปลาแห้งหรือเปล่า พี่ไม่เชื่อว่าชีวิตแต่งงานเป็นแบบนั้น ชีวิตมันคือการผจญภัย เราเริ่มผจญภัยมาได้ปีกว่าๆ จากนี้มันจะต้องมีเหตุการณ์ต่อไปเรื่อยๆ มีสุขบ้าง ทุกข์บ้าง นิ่งบ้าง สนุกบ้าง ถ้าน้ำท่วมโลกจะเป็นอย่างไร เขาจะทิ้งพี่ไหม เพราะเขาว่ายน้ำเก่งกว่า หรือพี่จะทิ้งเขา ยังไม่มีใครรู้ หรือง่ายๆ ถ้าเรามีลูกจะเป็นอย่างไร ทุกคำถามมันมีคำตอบรอให้ค้นหา เรายังต้องศึกษาและเรียนรู้กันไปอีกเยอะที่สำคัญ ในเมื่อเราตัดสินใจแล้วว่าจะอยู่กับคนคนนี้ไปตลอดชีวิต อยู่บ้านเดียวกัน นอนเตียงเดียวกัน เพราะฉะนั้นเราก็น่าจะทำให้ชีวิตเราสองคนต่างมีช่วงเวลาที่มีความสุขที่สุด เราจะยู่ด้วยกันไปอีกนานแค่ไหนก็ไม่รู้ เวลาชั่วชีวิตก็มีอยู่สั้นๆ แค่นี้ แล้วจะเสียเวลากับสิ่งที่เป็นทุกข์ไปทำไมนานๆ” คุณแก้วสรุปทฤษฎีของตัวเอง
อย่างที่เล่ามาทั้งหมด เราทะเลาะกันไหม ทะเลาะ เอาใจไหมก็เอาใจ ขัดใจไหม มีนะมีทุกอารมณ์ แต่ด้วยพื้นฐานทั้งหมด เรายังเป็นเพื่อนกัน บวกลบคูณหารทุกอย่างแล้ว เรายังอยากอยู่ด้วยกันเสมอ จริงไหม พี่โญว่าพลางหันไปยักคิ้วให้ภรรยาส่งท้ายแม้รักในแบบของเขาอาจมีลีลาไม่เหมือนความรักในแบบที่คุณเคยรู้จักมา แต่เชื่อว่าในความแตกต่าง สิ่งหนึ่งที่คงเหมือนกันคือ ความรักย่อมต้องการความเข้าใจและความอดทนเป็นอค์ประกอบสำคัญเสมอ








รักออกแบบไม่ได้ (2541)
"ฉันผูกใจ ไว้ที่ ความมีเพื่อน
ผูกเงื่อน งดงาม ผูกความหมาย
ผูกความ เป็นเพื่อน ในเงื่อนตาย
ผูกสาย รักเพื่อน ด้วยเงื่อนนี้
ต่างสายเลือด ผูกด้าย ผูกสายร่วม
สายเลือดรวม ผูกใจ ไว้

ทุกที่เงื่อนรัก ผูกไว้ ผูกใยดีโดยไม่มี เงื่อนไข อะไรเลย"

ชมพู่ อ่านบทกลอนให้เพื่อน ๆ กลุ่มโอ ปริม ฝุ่น ปืน อาทและรุ่นพี่อีกสองคนได้รับฟัง
วันนั้นเป็นวันเกิดของ ฝุ่น และเป็นวันเริ่มจุดผกผันใ
นมิตรภาพของ กลุ่มโอ เนื่องจากวันนั้น
หลังการฉลองวันเกิดให้ ฝุ่น แม่ของ ปริม ได้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุรถยนต์ในอีกไม่กี่ชั่วโมงต่อมา

"กลุ่มโอ" คือการรวมตัวกันของนักศึกษา 5 คน ในคณะมัณฑนศิสป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร
จุดร่วมจุดหนึ่งที่พวกเขามีตรงกันก็คือ ทั้งห้าคนมีเลื
อดกรุ๊ปโอ ความบังเอิญของกรุ๊ปเลือดที่ตรงกันไม่ใช่แรงผลักให้พวกเขามาเป็นเพื่อนกัน ทั้ง ปริม ฝุ่น ชมพู่ ปืน อาท จับกลุ่มกันตั้งแต่วันแรก ๆที่เข้ามาเป็นนักศึกษาที่วังท่าพระแล้ว

เคยอ่านเจอในนิตยสารสตาร์พิคส์ ถ้าจำไม่ผิดเป็นการตอบจดหมายในคอลัมน์ We Read Your Mailของคุณทิวลิป ประมาณว่า บทภาพยนตร์ที่ดีถึงแม้จะมีงานผลิตที่ไม่ดีนักก็ยังคงทำให้หนังเรื่องนั้น
ยังคงน่าสนใจอยู่ ในมุมกลับกันต่อให้งานผลิตมีความ "อลัง" ขนาดไหนก็ตาม แต่ถ้าบทภาพยนตร์ไม่ได้เรื่อง หนังเรื่องนั้นแทบไม่มีเสน่ห์ในการชวนให้ติดตามชมเลย
และโควทดังกล่าวก็ใช้ได้อีกครั้งหลังจากได้ชม "รักออกแบบไม่ได้" เมื่อเกือบเก้าปีที่แล้ว
ถึงแม้ว่าทันทีที่หนังเริ่มฉายไปได้สักหนึ่งในสาม จะเริ่มนึกถึงละครเรื่อง "เก้าอี้ขาวในห้องแดง"ขึ้นมาก็ตาม แต่ความทรงจำในละครเรื่องนี้ไม่แจ่มชัดนัก ดังนั้นเลยเข้าใจมาจนถึงวันนี้ว่า
ผู้เขียนบทคงได้แรงบันดาลใจมาจากละครเรื่องนี้ด้วย
"โอ-เนกาทีฟ" คือชื่อบทภาพยนตร์ดั้งเดิมของภาพยน
ตร์เรื่องนี้ธีมหลักได้ปรากฎอยู่ในบทกลอนของชมพู่ที่เธอได้อ่านให้เพื่อน ๆ รับฟังเป็นหนังแนว Coming of Ageที่เข้าขั้นมาก ๆการวางน้ำหนักตัวละครในเรื่องมีความสมดุลมาก การเดินเรื่องรับส่ง จากจุดเริ่มต้น จุดขัดแย้ง จุดคลี่คลาย เป็นไปอย่างราบรื่นไร้ร้อยตะเข็บ จะว่าไปมันเหมือนกับสูตรสำเร็จตายตัว แต่ก็ยังค่อนข้างแปลกใจที่หนังไทยที่ได้มีโอกาสชมทำไมถึงมีอยู่ไม่กี่เรื่องที่เดินตาม
สูตรสำเร็จตายตัวนี้ได้
ที่ชอบแบบออกนอกหน้ามาก ๆ คือ การใช้ภาพนิ่งประกอบไปกับการเล่าเรื่อง ซึ่งตัวหนังใช้วิธีแบบนี้ไว้อย่างน้อย 2 ครั้ง และใช้ภาพถ่ายคู่กันของ ปริมกับอาท เล่าเรื่องด้วยตัวของมันเองเป็นอย่างดีในฉากจบ มันไม่ได้มีอะไรใหม่ แต่มันโชว์ความ "ถึง" ของผู้กำกับว่า จังหวะใดควรใส่วิธีการดังกล่าวไว้ตรงไหนถึงได้สร้างความน่าจดจำให้กับผู้ชมประทับใจมาจนถึงทุกวันนี้ภิญโญ รู้ธรรม ได้สร้างมาสเตอร์พีซเอาไว้ตั้งแต่งานกำกับเรื่องแรกของเขาเลยทีเดียว"ธิดาช้าง" งานเรื่องต่อมาของเขายังไม่มีโอกาสได้ชม

สำหรับผมคงเป็นเรื่องแรกและเรื่องเดียวที่ขอชื่นชม ทาทา ในแง่ของการเป็นนักแสดง(นอกจากที่ผมจะได้ชื่นชมกับงานเพลงในบทบาท สาวน้อยมหัศจรรย์ ชุดแรกของเธอ)และแน่นอนที่สุดว่าผมปลื้ม เร แม็คโดนัลด์ มากที่สุด บุคลิกของ อาท ที่รับบทโดย เร นั้น
น่าจะใกล้เคียงกับตัวตนจริง ๆ ของเขามาก ๆ เพียงแต่ว่า อาท มีความเป็นขบฎต่อสังคมมากกว่า
เร ตัวจริง
เชื่อว่าหลาย ๆ ท่าน เคยมีประสบการณ์ร่วมทั้งทางตรงและทางอ้อมแบบเดียวกันกับความสัมพันธ์ของเพื่อนกลุ่มโอกลุ่มนี้มาแล้ว"มีเพื่อนรัก ก่อนมีคนรัก" แม่ของปริม บอกปริมไว้ในวันแรกของการใช้ชีวิตนักศึกษาของเธอ
ฝุ่น ปืน ปริม ชมพู่ อาท
(มนัสวี ชาคริต ทาทา ศรีพรรณ เร)





ผู้กำกับ: ภิญโญ รู้ธรรม
อำนวยการสร้าง: ยุทธนา มุกดาสนิท
บทภาพยนตร์:วานิช จรุงกิอนันต์ -ยุทธนา มุกดาสนิท
นักแสดงนำ: ทาทา ยัง, เร แม็คโดนัลด์,ชาคริต แย้มนาม,
มนัสวี กฤตานุกูลย์,ศรีพรรรณ ชื่นชมบูรณ์,
เพ็ญพักตร์ ศิริกุล, คมสันต์ นันทจิตร
เพลงประกอบ: สราวุธ เลิศปัญญานุช
กำกับภาพ: วันชัย เล่งอิ๊ว
ตัดต่อ: สุนิตย์ อัศวินิจกุล
จัดจำหน่าย: แกรมมี่ฟิลม์
วันที่เข้าฉาย: 30 ตุลาคม พ.ศ. 2541

เล็ก ๆ น้อย ๆ
(1) นิตยสารแฮมเบอร์เกอร์ ปีที่ 1 ฉบับที่ 4 ตุลาคม 2545 เลือกให้ รักออกแบบไม่ได้ เป็นหนังวัยรุ่นยอดเยี่ยมที่สุดตลอดกาล
(2) 2 รางวัลพระสุรัสวดี, 6 รางวัลชมรมวิจารณ์บันเทิง, 9 รางวัลภาพยนตร์แห่งชาติ
5 รางวัล Cinemag Spirit Award
(3) บทภาพยนตร์ดั้งเดิมเป็นของ ยุทธเลิศ สิปปภาค ดัดแปลงโดย วานิช จรุงกิจอนันต์ และยุทธนา มุกดาสนิท
(4) ปริม เป็นตัวละครที่ได้รับการอินสไปร์ขึ้นจาก เข็ม (ตีสิบ)
(5) ชาคริต ร้อง รักโลกาภิวัฒน์ ในเอนดิ้งเครดิท เวอร์ชั่นนี้ไม่ได้บรรจุอยู่ในซาวนด์แทร็ค
(6) หลายคนเข้าใจว่า กลุ่มโอ เรียนคณะจิตรกรรม

)