Custom Search

Feb 10, 2009

ที่สุดของหนึ่งวันกับ เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์


ที่สุดของหนึ่งวันกับ เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์


ที่สุดของหนึ่งวันกับ เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์
You are here:
ฟรานซิส นันตะสุคนธ์
Positioning Magazine มีนาคม 2548

หาก จะนับชื่อศิลปินไทยที่เรารู้จัก แน่นอนว่า “เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์”
เป็นศิลปินในลำดับต้นที่ถูกนึกมาเป็นชื่อแรกๆ เขาเป็น 1 ใน 3
ของศิลปินสายจิตรกรรมในประเทศไทย
ที่นักสะสมต้องการความเห็นของเขา
ผลงานของเขาอยู่ในแกลเลอรี่ส่วนตัวของเศรษฐี
นักธุรกิจชั้นนำหลายคน
การสร้างงานที่เดินทางมาสู่จุดปลายสุด
ในสาขาอาชีพของความเป็นศิลปินไทย
อันได้แก่ ถวัลย์ ดัชนี, จักรพันธ์ โปษยกฤต
ที่อยู่ในฐานะศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (จิตรกรรม)
ด้วยการยอมรับจากสังคม และผลงานที่ถูกตีราคาสูง

ด้วย ผลผลิตจากบรรยากาศชาตินิยมในช่วงปี 2519
การเกิดขึ้นของภาควิชาศิลปไทยในมหาวิทยาลัยศิลปากร
ภายใต้การกำกับของ ชลูด นิ่มเจริญ ได้สร้างบัณฑิตรุ่นแรกอย่าง
เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ มาผลิตงานศิลปะไทยในช่วงกระแสชาตินิยม

ด้วยเหตุนี้ศิลปะไทยจึงกลาย เป็นจุดยืนของเขาที่ชัดเจนจาก
ที่ว่างที่มีอยู่ในสังคมในขณะนั้น
ด้วยรูปลักษณ์ “ความเป็นไทยแบบร่วมสมัย”
นอกจากนั้นการร่วมและจัดตั้งกลุ่ม “ศิลปไทย 23”
เพื่อต่อต้านกระแสวัฒนธรรมต่างชาติในปี 2523
ก็ทำให้ลักษณะการพูดจาอย่างไม่กลัวเกรงเป็นจุดเริ่มที่ติดตา
และได้กลายเป็นการย้ำจุดยืนของเขาที่ชัดเจน
ในศิลปะไทยต่อสังคมในขณะนั้น
ภายหลังจากนั้นอีก 4 ปีถัดมา
การเดินทางไปเขียนจิตรกรรมฝาผนังที่
วัดพุทธประทีป ตำบลวิมเบิลดัน พาร์คไซด์
(Wimbledon Parkside) ประเทศอังกฤษ
เป็นการมุ่งสู่ความลึกซึ้งทางธรรม
และกลายเป็นอิทธิพลต่องานในแนวทาง
“พุทธศิลป์” (Buddhistic Art)
ที่เขาศรัทธา จนนำไปสู่การสร้าง
งานประติมากรรมและจิตรกรรมที่ยิ่งใหญ่
โดยฝากผลงานทั้งชีวิตทิ้งไว้ให้เป็นพุทธบูชา

“วัดร่องขุ่น” ที่จังหวัดเชียงราย ปัจจุบันมีนักท่องเที่ยว
เมื่อเกือบ 2 ปีก่อนเฉลี่ยต่อเดือนอยู่ที่ 18,000 คน
ก่อนที่จะเพิ่มขึ้นอีกเท่าตัวในปีที่แล้ว โดยคาดว่าปริมาณคน
ที่แห่เข้ามาชมผลงานจะมากขึ้นและเหยียบหลักแสนได้ภายในไม่ กี่ปี
ทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวในจังหวัดเชียงรายเพิ่มขึ้นโดยเฉพาะ
ชาวไทยที่ตั้งใจ มาเยี่ยมชมผลงานของเฉลิมชัย
ซึ่งสิ่งที่เขากล่าวถึงเสมอก็คือต้องการที่จะสร้างงานตลอดชีวิต
เขาบอกว่าเกิดจากความต้องการที่จะสร้างงานระดับโลก
ไม่ได้มีปัญหาเรื่องขาดเงิน

การจัดงานนิทรรศการ “วาดทำบุญ” ที่ผ่านมา 3 ครั้ง
เป็นการจากมาและจากไปแต่ละครั้งของชีวิต เมื่อ 7 ปีที่แล้ว
การพักงานเขียนเพื่อที่จะลงมือสร้างวัดร่องขุ่น
เริ่มมาตั้งแต่ตอนนั้น
แต่ชื่อของเขาก็ยังขายได้มาตลอด
ปัจจุบันงานนิทรรศการของเขาที่ผ่านมา
จึงไม่ใช่การขายผลงานจริง
แต่เป็นเพียงแค่การแสดงผลงานที่ผ่านมา
ตั้งแต่การเป็นชีวิตนักศึกษา เป็นส่วนที่ต่อจาก
ภาพพิมพ์ เสื้อ หนังสือ และการ์ด
ที่จำหน่ายและตั้งใจนำรายได้สมทบทุนสร้างวัดร่องขุ่น
โดยให้ทุกคนร่วมทำบุญ
ในจำนวนจำกัดที่ไม่มากกว่า 1 หมื่นบาท
และจะไม่มีการจารึกชื่อใดๆ ทั้งสิ้น

ด้วย คำกล่าวตอนหนึ่งที่เขากล่าวกับ “POSITIONING”
ว่าเขาไม่ความจำเป็นใดๆ เพื่อที่จะวาดรูปอีก
เขาไม่ได้ต้องการวาดรูปขายหรือเพื่อประทังชีวิต
เพราะสิ่งที่เขามีอยู่ตอนนี้เรียกได้ว่าเกินพอ
การวาดของเขาก็เพื่อศาสนา
วาดในวัดแค่นี้ก็คงพอแล้ว
การจำกัดไม่ให้ใครคนใดบริจาคมากเกินไป
ก็เพื่อหวังจะให้ผลงานนี้เป็นของทุกคนในประเทศ
และเป็นงานของแผ่นดินจริง เขาเล่าว่า
ได้รับการติดต่อจากวัดหลายแห่ง
ทั่วประเทศเพื่อที่จะสร้างผลงน แต่เขาเลือกที่จะไม่ไป
โดยพอใจที่จะอยู่ที่ถิ่นเกิด และหมายมั่นตั้งใจว่า
จะสร้างผลงานที่นี่ตลอดชีวิต
ให้เป็นงานระดับโลก


ปัจจุบัน รายได้จากภาพพิมพ์ เสื้อ หนังสือ และการ์ด ที่มาจากผลงานของเขา
ที่จำหน่ายในวัดร่องขุ่นเดือนหนึ่ง รวมถึงเงินบริจาค
รายได้ตกอยู่เฉลี่ยเดือนละ 1.2 ล้านบาท ถูกบริหารจัดการในรูปแบบบริษัท
และมีคณะกรรมการที่มาจากชุมชนเป็นคนคอยดูแล
โดยที่เฉลิมชัยวางตัวและดำรงอยู่ในฐานะเป็นศิลปินผู้ออกแบบเท่านั้น
เขาเล่าว่าเขาปฏิเสธที่จะรับรู้รายได้ และวิธีการบริหารทั้งหมด
คนงานภายในวัดกว่า 48 คนถูกจัดแบ่งหน้าที่ตามฝ่ายต่างๆ 6 ฝ่าย
ประกอบด้วยลูกศิษย์ที่เป็นช่างฝีมือชาวบ้านจังหวัดเชียงรายทั้งสิ้น
รายได้หมดไปกับเงินเดือนพนักงานราวเดือนละ 2 แสนบาท
และวัสดุอุปกรณ์เพื่อสร้างงานที่ส่งมาจากต่างประเทศราคาแพง
เป็นสิ่งที่สะท้อนมาจากฝ่ายจัดการอีกว่า
พื้นฐานโครงสร้างที่กำลังจะต่อเติมเพิ่มขึ้นอีก 9 หลัง
ถูกปรับและรื้อถอนตามความไม่พอใจของเฉลิมชัย
ซึ่งตกอยู่ราวประมาณ 2-5 ล้านบาทต่อหนึ่งงานที่จ้างจากภายนอก
ที่เป็นฝ่ายทำให้ชายผู้เรียกตัวเองว่า “บ้า” ระดับหนึ่ง กลายเป็นจริง

ขณะที่ส่วนต่างถูกจัดเก็บเพื่อเป็น กองทุน ในยามที่เฉลิมชัย
บอกเล่าออกมาเสมอด้วยความไม่ประมาทว่า
“หากเขาจากไปเมื่อไหร่
ทุกส่วนต้องอยู่ได้ตัวของตัวเอง”
ปัจจุบันเฉลิมชัยเดินทางโดยไม่พกเงิน
มีเพียงหมวก และไม้เท้าปลายแหลมเพื่อ
คอยเก็บเศษขยะชิ้นเล็กชิ้นน้อย
ที่อยู่ในวัดภายใน พื้นที่ราว 3 ไร่ โดยเป็นพื้นที่เมื่อเริ่มแรก
ก่อนที่จะได้รับบริจาคและจัดซื้อบริเวณโดยรอบราว 12 ไร่
อันเป็นพื้นที่ที่ชาวบ้านเล่าว่าแต่ก่อนเคยเป็นป่ารกแต่ 7 ปีถัดมา
ได้กลายสภาพเป็นพื้นที่ร้านค้า และร้านอาหาร ลานจอดรถ
รวมไปถึงบริเวณรอบนอกที่กำลังจะถูกพัฒนา
โดยจำนวนนักท่องเที่ยวเป็นปัญหาสำคัญ รวมไปถึงการดูแลภูมิทัศน์โดยรอบ

ไม่ ว่าบ้านสองหลังในกรุงเทพฯ ที่ซอยอารีย์สัมพันธ์
และบ้านที่สะพานใหม่พื้นที่ที่เขาใช้สิทธิเลือกตั้ง
บ้านที่เชียงใหม่สำหรับโรงเรียนของลูกและที่อยู่ของภรรยา
และบ้านพักใกล้น้ำตกที่เชียงรายถูกดูแล
โดยครอบครัวที่เฉลิมชัยอุปถัมภ์ 3 ครอบครัว
การวางแผน และการจัดการทรัพย์สิน
รวมไปถึงภาพเขียนที่เป็นที่ต้องการของตลาด
เขาเล่าว่าถูกจัดการอย่างเป็นระบบ และเตรียมการมาอย่างดี

ชีวิตที่ เขาคิดว่าเตรียมการมาดี และตั้งอยู่บนความไม่ประมาท
รวมไปถึงการรู้จักมนุษย์ทำให้ชีวิตที่เหลืออยู่ตั้งใจทำงานที่นี่เพียงอย่าง เดียว

วันทั้งวันทำอะไร

ทั้งวันกิจกรรมก็มีอย่างนี้ ตรวจงานไป รับแขกไป

- พอใจไหม

ไม่ มีคำว่าพอใจ ไม่มีอะไรพอใจสักอย่าง คำว่าพอใจคือคำว่าความโลภ
คนที่พอใจคือโลภ ถ้าพอใจหมายความว่า เรายังโลภ เราไม่พอใจ
เราไม่ตื่นเต้นกับคำว่าพอใจ หรือไม่สนใจอะไรสักอย่าง
แต่เรามีความสุขโว้ย ความพอใจ กับความสุขคนละอย่าง
เราทำด้วยความสุขไม่ได้ทำด้วยความพอใจ... หรือไม่พอใจ
ไม่มีอะไรบังคับได้ ดังนั้นไม่ขึ้นอยู่กับใคร
ความไม่พอใจคงเป็นคำพูดของคนที่พอใจ
ถ้าพอใจอาจจะได้เป็นสุขก็ได้ แต่มันไม่เป็นสุขก็ได้...

- คิดไว้แล้วหรือเปล่า ว่าปรารถนาเห็นสิ่งที่ทำเป็นแบบนี้

จริงๆ แล้วมันเป็นเรื่องของภพชาติมากกว่า เราไม่ได้ปรารถนาอะไรหรอก
เราเรียนธรรมะมากๆ เข้าเราก็รู้อยู่แล้ว รู้ตั้งแต่ยังไม่สร้างวัดด้วยซ้ำไป
รู้ว่าคนจะต้องแห่มาดู คนที่แห่มาดูมันมีมนุษย์สองประเภท
มนุษย์หนึ่งคือบ้าวัตถุ บ้าความสวยงาม ติดยึดในตัณหาต่างๆ
ความอยากเห็น อยากพบอยากดูของที่มีค่า ของที่ดีที่มันสมมุติทั้งนั้น
มนุษย์เหล่านี้ถ้าเราทำถึงขีดสุดมันต้องมา แต่มีมนุษย์อีกประเภทคือ
ไม่สนใจเรื่องพวกนี้ สนใจแต่เรื่องธรรมะ สนใจการปฏิบัติ
ก็ปรารถนาอยากจะมาเห็น มีกลุ่มคนอีกพวกหนึ่งที่เรียนรู้ธรรมะ
ก็อยากขอบารมี มาได้ใกล้ชิด มาได้พบ ได้ไหว้ มาได้สัมผัส
เพื่อเสริมบารมีของเขา ซึ่งมันเป็นสัจธรรม มันต้องมีคนมามหาศาลอย่างนี้
เพราะพี่รู้ทั้งทางโลกและทางธรรม พี่เข้าใจทั้งทางโลกและทางธรรม
ดังนั้นพี่เข้าใจทางโลกว่า มนุษย์มีตัณหา มีความอยากเห็นของที่มีค่า
ของสวยงาม ถ้าเราทำให้ถึงขีด มันก็ต้องมาเป็นเรื่องธรรมดา
ไม่ใช่เป็นเรื่องเหลือเชื่อ มันเป็นเรื่องปกติ แต่เราทำได้ถึงเปล่า
การทำให้ถึงได้ เราจะต้องมีศรัทธาจริตสูงมาก
มันไม่ใช่ที่เราจะทำอะไรให้สูงได้ง่าย มันเป็นไปไม่ได้
มนุษย์ทำไม่ได้ มีตังค์มากก็ทำไม่ได้
เพราะบางคนไม่มีศรัทธาจริตมากที่จะทำได้

ดัง นั้นของที่ยิ่งใหญ่ต้องมาจาก หนึ่ง
คนคนนั้นต้องมีความรู้ความสามารถสูง
แล้วเขาต้องมีกำลังเงินสูง คือความรู้ด้านทางโลกสูงมาก
คือความรู้ทางด้านศิลปะสูง เป็นปัจเจกลักษณะเฉพาะตัวแล้ว
เรียนรู้มามากแล้ว อันที่สองคือจะต้องมีเงินมาก
อันที่สามจะต้องมีก็คือ
ต้องมีศรัทธาจริตสูงมาก อันนี้คือเรื่องยิ่งใหญ่เลย
มนุษย์หาคนที่พร้อมสามอย่างไม่ได้
มนุษย์มักจะขาดสิ่งที่สำคัญที่สุดอันดับแรก ก็คือ ศรัทธาจริต
ฝีมือมีแต่ศรัทธาจริตไม่มี เงินมีก็ทำไม่ได้ มีศรัทธาจริตสูงมาก
ฝีมือสูงมาก แต่สตางค์ไม่มีมันก็ทำไม่ได้ ถ้าไปเอาเงินคนอื่นทำ
เรามีศรัทธาจริต เรามีฝีมือสูง แต่ต้องเที่ยวไปขอเงินชาวบ้าน
ชาวบ้านเขาก็กดดัน สุดท้ายก็ไม่ได้แสดงสิ่งที่ปรารถนา
เพราะเงินเราเอาของเขามา เขาอยากให้ทำแบบที่เขาอยากจะได้

- ความรู้ทางโลกสูงที่สุดมาตอนช่วงอายุไหน

น่า จะถึงที่สุดหลังจากกลับมาจากพุทธประทีปมาสัก 5 ปี
กลับมาจากลอนดอนปี 31 หลังจากนั้นปี 35-36
มันมีความพร้อมกันพอดีในปี 35-36 ถือว่ามีความพร้อมทั้งหมด
ทั้งธรรมะดี เรียนธรรมะดีมาก ทางโลกดีมาก

- ความรู้ทางโลกที่สุดคือแค่พอมีพอกิน

ไม่ ใช่ (เน้นเสียง)... ทางโลกคือรวย มีชื่อเสียงแล้วรวยเท่านั้น
อย่าบอกว่าแค่นี้สำเร็จ ไม่สำเร็จหรอก คนละอย่างนะ
สำเร็จทางโลกกับสำเร็จภายในคนละอย่าง ความสำเร็จทางโลกคือ
ต้องรวยและดัง นี่คือความสำเร็จ เก่งด้วยดังด้วย เก่งฉิบหาย
แต่ถ้าเก่งแล้วไม่ดังแล้วรวย ถือว่าไม่สำเร็จหรอก ทางโลกทางวัตถุมันต้องรวย

- ความสำเร็จทางโลกสำหรับอาจารย์เนี่ยเป็นได้ทุกคนหรือเปล่า

เป็น ได้ทุกคน เพียงแต่ว่ามีความปรารถนาเท่าไร คือมีจุดมุ่งหมายของแรงขนาดไหน
ทนไปขนาดไหน กะสนามมามากขนาดไหน
มนุษย์ทุกคนสามารถไปสู่ความสำเร็จไปสู่หนึ่งในสิบของคนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดใน
สายอาชีพได้ทั้งนั้น ถ้าหนึ่งในสิบมันก็ง่ายหน่อย หนึ่งในห้ามันก็ง่ายขึ้น
แต่ว่าหนึ่งในสามก็โคตรอยาก แต่ขึ้นเป็นมือหนึ่ง
เป็นที่โคตรของโคตรยาก แต่พี่นี่ปรารถนาเบอร์หนึ่ง
ดังนั้นเนี่ยเหนื่อยมากกว่าคนอื่น

- ทำอย่างไรจะไปให้ถึงจุดที่สูงที่สุดได้

ไม่ มีใครประสบความสำเร็จในอาชีพแล้วมาอย่างสบาย ต้องสู้กับคนอื่น
อดอยากปากแห้ง ต้องโดนกดดัน ดูถูกดูแคลน พอมีชื่อเสียงขึ้นมาหน่อยก็มีอิจฉาริษยา
สกัดดาวรุ่ง ก็เป็นเรื่องธรรมดา เจอมาหมดแล้ว ยิ่งมีชื่อเสียงมากเท่าไร
ก็จะถูกขวางมากขึ้น แรงขึ้นๆ จากคนในสายอาชีพเป็นเรื่องธรรมดาของคนมีชื่อเสียง
ถามว่าคนที่ประสบความสำเร็จได้ ต้องรู้สัจธรรมของความสำเร็จนั้น
ต้องรู้มันอย่างถ่องแท้ เราถึงอดทนมันได้มากกว่าผู้อื่น
ถ้าเราไม่รู้มันถ่องแท้ เราก็พ่ายแพ้จากคนรอบข้าง
มนุษย์ประสบความสำเร็จได้ด้วยมนุษย์ ถ้าจะล้มเหลวก็ได้ด้วยมนุษย์ เท่านั้นเอง
นี่คือปรัชญา... ถ้าปรารถนาจะเป็นเบอร์หนึ่ง ต้องรู้ว่าต้องเหนื่อย
แล้วต้องอดทนได้ ต้องไม่ใส่ใจกับรอบข้างเพราะนั่นคือธรรมชาติ
อย่าท้อถอย อย่ารู้สึกว่า ทำไมเหนื่อยจังเลย ทำไมแย่จังเลย
ทำไมมันคิดกับเราไม่ดี ทำไมไอ้นั่นมันอิจฉาเรา
ไอ้นั่นมันจะล้มล้างเรา เราจะไม่มีสิทธิ์ที่เป็นคนที่ยิ่งใหญ่ได้
คนที่ยิ่งใหญ่ได้ต้องไม่คิดอะไรสักอย่าง
ไม่ตื่นเต้นและไม่หวั่นไหวไปกับโลกธรรม 8 ใครมาก็... ตอบโต้ (เสียงดัง)
ตอบโต้ไม่สนทันที ไม่พึ่งพาใคร ผู้ที่ยิ่งใหญ่มันต้องมีสายเลือดแห่งการไม่พึ่งพาใคร
ไอ้นั่นสำคัญมาก ไม่มีหนี้บุญคุณใคร แล้วก็เกิดขึ้นด้วยตีนของตัวเอง
ด้วยมือของตัวเอง ดังนั้นมนุษย์เงินเดือนจะไม่มีสิทธิ์เป็นนัมเบอร์หนึ่งจำไว้

- ตกลงหนึ่งในสามที่อาจารย์พูดถึงนี่คือ ถวัลย์ จักรพันธ์ และเฉลิมชัย ใช่ไหม

(พยักหน้า) หนึ่งในสามมันยาก …กว่าที่จะดำรงความเป็นตัวของตัวเอง
จนถึงจุดที่ว่า มันจะมาเหนี่ยวรั้งจากส่วนของตรงนี้

- ตอนนี้คนเขารู้จักอาจารย์ คนที่เขาเข้ามาหา เขาศรัทธาแบบไหน

ความ ศรัทธาทางโลกกับศรัทธาทางธรรมมันไม่เหมือนกัน
คนมันมองส่วนหนึ่งเนี่ยไม่ได้มองตรงธรรมะ แต่มองตรงมีชื่อเสียงว่า
คนคนนี้มันประสบความสำเร็จ มีชื่อเสียง แล้วดังแล้วรวย
สร้างวัดด้วยตัวเองได้ ไม่ง้อใคร แม่งเป็นคนแบบยโส ทระนง
เป็นตัวแทนของคนยากคนจน อันนี้สะใจในสิ่งที่เขาเริ่มต้นมาจากไม่มีอะไร
เริ่มต้นและคืนให้กับแผ่นดิน อันนี้เป็นประเภทหนึ่ง
ศรัทธาในคุณงามความดีของคนคนนี้อย่างเดียวเลย ไม่สนใจธรรมะ
แต่สนใจว่าคนคนนี้โคตรดีเลย อยากให้มีคนอย่างนี้เยอะๆ ที่ได้เงิน
แล้วมาเสียสละตัวเองให้บ้านเกิด ให้ประเทศไทย ถิ่นเกิดของตัวเอง
คิดแต่ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ คิดจริงๆ แล้วทำจริงๆ คนดี
อยากจะมาเพื่อเป็นกำลังใจให้เขา ถ้าเราทำงานไม่หวังผลอะไร
ทำงานด้วยศรัทธาจริตบริสุทธิ์ มันจะเป็นกุศลเป็นเสน่ห์
ความขัดแย้งภายใน

ไม่เคยมีอะไรขัดแย้ง (เสียงดัง)

- วันหนึ่งที่มาทำก็รู้ว่าต้องเตรียมมาพร้อมแล้ว

เตรียมพร้อมมาแล้วในการสร้างเป็นเวลานาน หาเงินหาทองเก็บมา 20 กว่าปี
เก็บจริงๆ ประมาณสิบกว่าปี

- แล้วมีบทเรียนอะไรบ้าง

มนุษย์ เนี่ยมันไม่ยากเลย จริงๆ แล้วแต่ละสายอาชีพมันมี
คนที่ยิ่งใหญ่เดินนำหน้าเราไปหมดทุกสายอาชีพ ที่นี่มนุษย์โง่เพราะว่า
มันไม่รู้ทั้งทางโลกและทางธรรม ในทางโลกมันก็ไม่รู้
เพราะมันไม่เคยศึกษาวิเคราะห์ บุคคลที่ประสบความสำเร็จข้างหน้า
หรือคนที่ล้มเหลวในอาชีพ พี่เป็นนักวิเคราะห์คือถ้าเราต้องการจะเป็นเบอร์หนึ่ง
เราก็ต้องรู้เขาหมด เหมือนรู้เขารู้เรา รู้ทุกอย่างว่าแต่ละคนมันไต่เต้าขึ้นไปอย่างไร
ชีวิตของมันเป็นอย่างไร ความล้มเหลวมันเป็นอย่างไร อะไรเป็นช่องโหว่ที่มันพลาด
ยุคสมัยเดี๋ยวนี้มันเป็นอย่างไร แตกต่างกันอย่างไร วิถีชีวิต วิธีคิดของมันเป็นอย่างไร
ต้องเข้าใจมัน เสร็จแล้วพี่จะเข้าใจทุกอย่างของคนที่สำเร็จแล้วล้มเหลว
คือศึกษาหมด อันนี้คือทางโลก ควบคู่ไปกับการทำงานศิลปะ
แต่ไม่ละเลยที่จะบอกว่า ทำอย่างไรถวัลย์ (ดัชนี)
จึงประสบความสำเร็จ จักรพันธ์ ประเทือง เอมเจริญ ประสบความสำเร็จ
ทำไมพี่ช่วง สู้พี่เทือง หรือสู้พี่วัลย์กับพี่จักรไม่ได้ เพราะอะไร...
สังคมของเขาเป็นอย่างไร วิธีคิดของเขากับสังคม เขาทำอะไร
วิถีชีวิตแบบไหนที่ทำให้พวกเขาร่ำรวยมาก ทำให้คนศรัทธาเขามาก
เพราะอะไร ทำไมมันถึงแพง มันแพงเพราะอะไร เขาขายกับใคร
วิธีการนำเสนองานเขาทำอย่างไร แต่ละคนไม่เหมือนกัน
มันแตกต่างกันมาก เราเห็นเลยว่าวิธีทางแบบนี้ประสบความสำเร็จ
วิถีทางแบบนี้นี่แค่พอแดก แบบนี้อดแดก แทบจะรู้หมด

- วาง position ของตัวเองอย่างไร ที่จะก้าวให้สูงที่สุด

เรา ก็ต้องนำมาวิเคราะห์ เป็นหัวก้าวหน้าตลอดเวลา
เป็นคนที่คิดอะไรที่ก้าวหน้ากว่าศิลปินทั้งหมด ทั้งรุ่นเก่าและรุ่นใหม่
เป็นคนที่ทำอะไรเป็นคนแรก โดยที่ไม่เกรงกลัวคำครหานินทา เช่น
จัดแสดงงานที่โรงแรม บุกโรงแรมเป็นคนแรก
ใช้โทรศัพท์มือถือรุ่นรัฐมนตรีและเศรษฐีใช้คนแรก มีรถเบนซ์คนแรก
ใช้ชีวิตหรูหราฟุ่มเฟือย และแสดงว่าตัวเองรวยเป็นคนแรก อยู่ในวงไฮโซ

- เพราะอะไรถึงคิดอย่างนั้น

เพราะ มันเป็นทางแห่งความสำเร็จทางโลกได้ง่ายๆ เพราะมันเป็นทางได้เงินง่าย
ถ้าจะไปเอาเงินเขา ไปเอาเงินจากคนจนเหรอ...
เราก็ต้องไปเอาเงินจากคนรวย (เสียงดัง) แล้วคนรวยเราก็ต้องเข้าไปหาเขา
ไปรู้จักกับมันเป็นเพื่อนกับมัน สร้างภาพให้รวย ให้เขายอมรับ
แล้วก็หากินกับคนรวย

- ถ้ายังทำตัวเป็นคนจนอยู่

บ้า... ไม่มีแดกซิ อย่าไปฝัน (หัวเราะ) ถ้าจนก็ขายรูปถูก รวยก็ขายรูปแพง
มนุษย์มันวัดกันตรงมีเงินเท่าไร มนุษย์มีเงินมาก มีหน้าร้านสวย
ทุ่มเงินแต่งร้านสวยๆ คนรวยก็เข้าร้าน พอแต่งร้านสวย ใช้เงินมาก
แสดงความรวย คนรวยก็ชอบไป... แต่ถ้าจนคนรวยไม่ไปดูหรอก
เขาคิดว่ามันไม่มีประโยชน์ เขาก็คิดว่าของเราไม่ดีหรอก เพราะเราจน
ต่อให้เราเขียนดีแทบตาย เล่นดนตรีดีฉิบหาย มันไม่ฟังหรอก
มันฟังณัฐ ยนตรรักษ์ (นักเปียโนคลาสสิกชื่อดังของเมืองไทย) ดีกว่า

- อย่างอาจารย์ผ่านมาหมดแล้ว

แน่ นอน มันไม่มีอะไรหรอกมนุษย์ พี่อยากจะทำความสำเร็จของการเป็นมนุษย์
ให้เป็นตัวอย่าง อยากให้เขาเห็นว่า มนุษย์ที่มีความสุขมากที่สุดในการอยู่โลกมนุษย์เนี่ย
มันมีจำนวนน้อยมาก แต่มนุษย์เนี่ยมันมีคนที่เกิดขึ้นมาแล้วรู้เท่าทันโลก
ดังนั้นคนที่รู้เท่าทันโลกก็จะมีความสุขในโลกมนุษย์
มนุษย์เกิดขึ้นมาด้วยความทุกข์อยู่แล้ว แต่มีมนุษย์น้อยคนมากที่เกิดขึ้นมาแล้วบอกว่า
ชนะกิเลส ฉะนั้นเราก็อยากจะทำชีวิตเราให้รู้ว่า
เออ ทางโลกก็ประสบความสำเร็จได้อย่างง่ายๆ อายุ 42 ก็ประสบความสำเร็จ
ซึ่งง่ายมาก การดำรงเป็นหนึ่งในสามของการดำรงอาชีพแต่ละอาชีพ
มันไม่ได้ยาก ดังนั้นมีคนที่ประสบความสำเร็จทางโลก อายุ 40 กว่า 30 กว่าก็ยังมีเลย
แต่สิ่งที่ยากที่สุด ก็คือว่าเมื่อเราประสบความสำเร็จทางโลกแล้ว
เราจะบ้าโลภมากขึ้น ต้องการมากขึ้น พอกพูนกิเลสของตัวเองให้มากขึ้น
พี่มีความรู้สึกว่าการผจญภัยหรือการบุกไปในทางโลกนั้นเป็นเรื่องเล่นๆ
เป็นการเล่นเกมของพี่เล่นๆ ลองของดูเดี๋ยวก็เบื่อ จริงๆ ธรรมชาติของพี่
คือธรรมชาติของคนง่ายอยู่แล้ว เป็นคนติดดินอยู่แล้ว
เป็นคนที่ไม่สนใจเรื่องฟุ้งเฟ้อ บ้าบอคอแตก โดยธรรมชาติพี่คนง่าย
เป็นคนเสมอต้นเสมอปลาย สังเกต เพื่อนฝูงสมัยเด็กๆ
จะบอกว่าไอ้เนี่ยเหมือนเดิม ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง
เราเดินข้างถนนไม่สนใจว่าเป็นคนมีชื่อเสียง นี่คือเราไม่สนใจ
ดังนั้นก็เป็นอย่างนี้มาโดยตลอด ดังนั้นพี่ถึงว่า
วัตถุไม่สามารถเปลี่ยนแปลงให้พี่เป็นคนบ้าวัตถุได้
เพราะพี่เป็นคนที่มีธรรมะที่ดีในภพชาติที่แล้ว
ดังนั้นการผจญภัยหรือการวิ่งในลู่ของกิเลส มันเป็นเกมเล่นๆ ของชีวิตเท่านั้นเอง
เพื่ออยากให้รู้ว่าเราเกิดมาในชีวิตมนุษย์เราก็สามารถประสบความสำเร็จทางโลก
ได้เท่านั้นเอง สบายๆ ไม่ได้ยากอะไรเลย ทางธรรมสิยาก (เน้นเสียง)
ทุกวันนี้การฝึกทางธรรมตัวเองละความโกรธของตัวเองยังยากมากเลย
คืออัตตาในความเป็นตัวตนของตัวเองคือยากมากที่ต้องการสละอยู่
การริษยา โลภ หลง หมดแล้ว เหลือความโกรธความไม่พอใจใน
สิ่งที่เห็นว่าไม่พอใจ สิ่งที่ยากที่สุดและกำลังฝึกฝนมาเกือบ 20 ปีแล้ว
ยังเหลืออีก 40 เปอร์เซ็นต์ ได้แค่ 60 พัฒนามาได้แค่ 60 นี่ยากที่สุด

- ถ้าจะมีคนมองว่าอาจารย์เป็นแบบอย่างชีวิตให้เขา

อยู่ ที่ว่าตัวเองต้องมีเป้าหมายที่แน่นอน ตรงดิ่งไปที่เป้าหมายนั้น
ต้องเข้าใจถึงจิตวิญญาณเข้าใจถึงธรรมชาติของมนุษย์
ถ้าเข้าใจแล้วทุกอย่างก็เป็นเรื่องง่าย ต้องรู้ว่าถ้าเราจะประสบความสำเร็จ
เราต้องประสบความสำเร็จด้วยมนุษย์
ดังนั้นเราต้องมีจิตวิทยาสูงเรียนรู้การเป็นมนุษย์ให้ดีที่สุด
นั้นคือความสำเร็จของอาชีพ ไม่ใช่เก่งแต่วิชาการ
แต่ต้องเก่งเรื่องการเข้าใจมนุษย์ เมื่อเราเข้าใจมนุษย์แล้ว
เราจะอ่านมันออกทั้งหมด ไปสู่เส้นทางความยิ่งใหญ่ของเรา

- ศิลปินจะดำรงความเป็นตัวของตัวเองไม่หลงไปกับกระแส
หรือทำตามคนอื่น จนไปถึงปลายทางที่ว่าได้อย่างไร

นั่น คือคนที่ไม่รู้จักอะไรสักอย่าง ถ้าเราเอาธรรมะดำรงชีวิตทางโลก
เนี่ยมันง่ายมาก มันหมูมาก ถ้าคนเรียนธรรมะมาดี ทำให้คนมุ่งมั่น
เราเชื่อในวัตรปฏิบัติของเรา เราเห็นแสงสว่างอยู่ข้างหน้าแน่นอน
มนุษย์ส่วนใหญ่พ่ายแพ้เพราะว่าไม่เห็นแสงสว่างเป็นที่ตั้ง
คนที่ไม่เห็นแสงสว่างคือคนที่ไม่รู้จักธรรมชาติ ไม่รู้จักธรรมะ
ทุกอย่างมันเป็นไปสู่ความสำเร็จ ไม่ยาก
งั้นโลกนี้คงไม่มีใครประสบความสำเร็จเยอะ ชัยชนะตรงนั้นคือ
ความไม่ท้อถอยความไม่ท้อแท้ ต้องมาจากการมีธรรมะดี
มีสติในการกำหนดรู้ตัวจุดยืนของตัวเองดี
ต้องไม่หวั่นไหวกับทุกอย่างที่เข้ามา ไม่ว่าทางร้าย หรือทางดี
แล้วเช็กสภาพชีวิตของเราอย่างมัชฌิมาปฏิปทา
คือด้วยความเป็นกลาง ถามว่าตรงนี้มาจากไหน
เราต้องเรียนธรรมะมาดี ต้องกดอีโก้ลงได้
มนุษย์ที่ประสบความสำเร็จได้ต้องประกอบด้วยความตั้งมั่น
และแน่วแน่ในความรู้ความสามารถของตัวเอง
ต้องเด็ดขาด เด็ดเดี่ยว แล้วต้องมีความเมตตาสูงมาก
ต้องรู้จักการให้ ไม่ว่าการให้ความรู้ผู้ที่อยู่ข้างล่างกว่าเรา
ให้สมบัติเงินทองช่วยเหลือ เกื้อกูลคนที่อยู่ข้างล่างกว่าเรา
ยิ่งสูงยิ่งให้ ยิ่งสูงขึ้นยิ่งโปรยลงมา
ธรรมชาติของมนุษย์ที่ไม่ประสบความสำเร็จอันนี้จะไม่มี
มันจะบุกเอาข้างหน้าอย่างเดียวแล้วตระหนี่
ไม่โปรยทางลงมาข้างล่าง คนที่เก่งแต่ไปไม่รอด
เพราะว่าขาดตรงนี้ ก็เพราะไม่มีธรรมะ ไม่รู้ธรรมชาติ
ยิ่งสูงเท่าไรยิ่งโปรยทานมากขึ้นเท่านั้น นี่คือวิถีชีวิตของคนที่ยิ่งใหญ่
พี่ใช้ระบบนี้ตลอด แต่พี่หวังสูงมากกว่านั้น
นั่นคือการโปรยทานไปสู่ภพชาติของพี่
โปรยทานไปสู่มวลมนุษยชาติ เป็นสิ่งมากกว่าเยอะ
ซึ่งพี่หวังอย่างนั้น ไม่ปรารถนาอะไรมากกว่านี้อีกแล้ว
เมื่อก่อนนี่เราโปรยทานก็มีเป็นขั้นตอนไปสูงไฮโซ ไปสู่สูงสุด
ไปสู่ยังคณะรัฐมนตรี ไปสู่ยังในวัง นั่นคือเป้าหมายของ
การทำทุกอย่างเพื่อมุ่งไปสู่ตรงนั้น ในตอนนั้นเป้าหมายทางโลกที่สุด
ก็คือมีชื่อเสียงได้รับการยอมรับจากคนระดับ สูง
สูงสุดของประเทศ และสูงสุดของแผ่นดิน
อันนี้คือสูงสุดแล้วไม่มีอีกแล้วในโลกมนุษย์ ได้ใกล้ชิดพระเจ้าอยู่หัว
ได้ใกล้ชิดพระราชวงศ์ ได้รับการยอมรับจาก ครม.
นายกรัฐมนตรีรู้จักหมด คณะรัฐมนตรีรู้จักหมด เศรษฐีรู้จักหมด
ซึ่งมันก็แค่นั้น ชีวิตในโลกมนุษย์ไม่มีแล้ว
เนี่ยคือสูงสุดของโลกมนุษย์ แต่ว่ามันกระจอกสำหรับพี่
พี่ไม่ได้ปรารถนาในตรงนั้น เพราะมันหมดแล้วไม่มีอะไร มันง่าย

- จุดเปลี่ยนทางความคิดแบบนี้เกิดขึ้นมาตอนไหน

ไม่ มีเปลี่ยน (ทันที เสียงดัง) ไม่มีคนสอน ความคิดมันเกิดขึ้นมาเอง
โดยอัตโนมัติ มันเป็นสเต็ปของมัน แน่นอนมันสั่งสมมาจากภพชาติที่แล้ว
รู้ว่าจะต้องเป็นคนอย่างนี้ รู้ด้วยความรู้สึกของตัวเองว่า
ต้องรวยต้องทำได้ทุกอย่างทางโลก ทำได้หมด
แล้วสุดท้ายก็จะคืนทุกอย่างให้แก่แผ่นดิน คืนให้กับมนุษยชาติ
เป็นธรรมชาติของตัวเอง เป็นเรื่องของภพชาติ
การเรียนรู้มาดีในภพชาติที่แล้ว ดังนั้นเกิดมาในชาตินี้เลยง่าย
ไม่มีอะไรยาก ซับซ้อนเหมือนคนอื่น ชีวิตพี่ง่ายมาก

พอมันเรียนวาดรูปเกี่ยวกับธรรมะมาก มันอ่านธรรมะมากขึ้นๆ
พอวาดรูปมันอ่านธรรมะศึกษาไป มันลึกเข้าลึกเข้า
จึงกลายร่างไปเลย ตั้งแต่ปี 2525 มาแล้ว ค่อยๆ เปลี่ยนไป
เรียนรู้ระหว่างทางโลกและทางธรรมควบคู่กันมาตลอดตั้งแต่นั้น
วิ่งคู่กันมาตลอด บางครั้งความรู้ทางโลกมันสูงกว่าก็วิ่งออกไปข้างหน้า
ทางธรรมตามตูดบางทีทางธรรมสูงกว่า ทางโลกก็อยู่ข้างหลัง
เปลี่ยนกันไปเปลี่ยนกันมา พอปี 35 ความรู้ทางธรรมชนะไปสามรอบ
จนเดี๋ยวนี้นี่อายุ 50 ความรู้ทางโลกหมดแล้ว
ทางโลกหยุดนิ่งไม่วิ่งแล้ว เหนื่อยล้าแล้ว หยุดกินน้ำแล้ว

- ตอนนี้หยุดวาดรูปแล้ว

ไม่แล้ว ไม่เอาอะไรเลยสักอย่าง... เดี๋ยวนี้ปรารถนาวิ่งทางธรรมะ...

- รอจังหวะที่จะวาดอีกหรือเปล่า

ไม่ ได้รอ (เน้นเสียง) รออะไร วาดรูปเอาอะไร หาเงินเหรอ วาดทำไม
หรือวาดเอาไปขาย จะวาดไปทำไม ก็วาดอยู่ทุกวัน อยู่วัดเนี่ย อยู่ทุกวัน
จะเอาเงินมาทำอะไร ไม่เคยต้องการมากกว่าที่เป็นอยู่
พอแล้วจะไปเอาอะไรมาก เรารู้จักพอ แค่นี้เราก็พอแล้ว
แค่นี้ก็พอแล้ว ไม่ได้กินมาก ไม่ได้เลี้ยงเด็ก เช่าบ้านให้เด็กอยู่
ชอบรถเฟอร์รารี่ หรือชอบคฤหาสน์หลังใหญ่ หรือชอบกินอาหารฝรั่งเศส
บินไปอยู่โน้นเรียนไปอยู่นี่ ชอบโชว์ออฟ ไม่ใช่... (ลากเสียง)
ไม่ชอบอะไรสักอย่าง กินข้าวไปวันๆ มื้อเล็กๆ
แล้วก็ไม่ได้เอาอะไร ไม่ได้อยากกินข้าวอร่อย ไม่ได้ยึดติดอะไรพวกนั้น
ไม่อยากมีเมียหลายคน แล้วจะเอาเงินไปใช้อะไรหมด

- คุณค่าของศิลปะที่มันส่งออกมาจากภาพ ในตัวของอาจารย์
ตอนเด็กกับเวลานี้มันเปลี่ยนไปไหม

สมัย ก่อนตอนเด็กมันมีปัญหา มันมีความอยาก อยากดัง
อยากเด่น อยากทุกอย่าง อยากให้ดีอยากให้สวย อยากให้ขายได้แพง
แต่ก็ยังมีธรรมะเป็นตัวควบคู่ พอตอนหลังเรียนธรรมะไปด้วย
เขียนไปด้วย ตอนหลังก็เริ่มรู้สึกว่าไม่ต้องปรารถนาอะไรก็ได้เพราะ
ที่ปรารถนาก็มีหมดแล้ว ปรารถนาให้มันขายได้แพง มันก็แพงแล้ว
อย่าปรารถนาให้มันแพงกว่านี้ ไม่รู้จะเอาเงินไปทำอะไร
พอธรรมะดีขึ้นก็หยุดความปรารถนาลง ทีนี้เขียนก็เพราะอยากจะเขียน
เขียนมาแล้วจะทำไง ก็ต้องไปขาย เขียนไว้เยอะๆ แล้วกองไว้ทำอะไร
ก็ต้องไปขาย สู้ไม่เขียน ไปสร้างวัดสิ เห็นมั้ยเปลี่ยนแล้ว...
เราก็สร้าง MUSEUM เก็บสมบัติของเก่าไว้ให้ประชาชน
แทนที่จะเขียนพอร์ต ก็เขียนบนฝาผนังซะสิ
เอามาเขียนลายให้เขานั่งปั้นไม่ดีกว่าหรือ
มันไม่เหมือนกันความคิดมันคนละอย่าง
แต่ถามว่าถ้าเอาชิ้นส่วนมาขาย ก็รวยมหาศาล
แต่ถามว่าเอามาทำอะไร...เงิน ไม่จำเป็น ถามว่าไม่จำเป็นเพราะอะไร
เพราะธรรมะมันดี เพราะรู้แล้วว่าในโลกมนุษย์เกิดมาเดี๋ยวเดียวก็ตาย
เข้าใจอย่างถ่องแท้ เข้าใจถึงจิตวิญญาณ นั่งสมาธิวิปัสสนาญาณ
เข้าถึงความรู้สึกที่จับต้องจิตวิญญาณของตัวเองได้
เราก็ต้องยอมสยบต่อจิตวิญญาณ ย่อมรู้ว่าคุณค่าที่แท้จริงของเราคือ
จิตวิญญาณที่จะเดินทางไปสู่ภพชาติ ซึ่งเป็นของแท้
แต่ร่างกายของเราเป็นของปลอมเป็นของกระจอกงอกง่อย
ทุกอย่างในโลกนี้เกิดมาเป็นสมมุติไม่ใช่ของจริงสักอย่าง
อย่าสนใจทางโลก ทิ้งทางโลกไป
เอาเวลาไปพัฒนาจิตวิญญาณของตัวเองซะ

ตอนนี้กินข้าววัด สามมื้อฟรี ไม่ได้จ่าย วันๆ ไม่มีเวลาจ่ายเงิน
ไม่รู้จักการใช้เงิน ไม่พกเลย รวยแล้วกิน จนแล้วก็ต้องกิน
เรียกวัวลืมตีน ...ตอนจนไม่ยิ้ม รวยแล้วเสือกยิ้ม
มนุษย์มันเกิดขึ้นมายิ้ม มันก็ต้องยิ้ม

เรื่องการ เงินลูกศิษย์ทำหมดเลย ไม่ต้องเข้าไปยุ่ง
ทำกันเองหมดเลย จ่ายเงินเดือนกันเอง
เวลาเราตายก็ทำกันเองได้เลย มีการบริหาร การแบ่ง
ทุกแผนกเรียบร้อย อาจารย์ตายปั๊บ ก็ทำต่อเลย

- ครอบครัวอาจารย์เตรียมยังไง

ก็ เตรียมหมด เงินทองทุกอย่างฝากธนาคารให้เมียจัดการเรียบร้อย
ประกันชีวิตก็ให้ลูก ทุกอย่างหมดเลยทางโลก คือเราตายไปปั๊บ
แม้กระทั่งบริวารยังเตรียมให้ลูกเมีย คือการจัดจ้าง
สร้างบริวาร 3 ครอบครัวมาคอยดูแลครอบครัวพี่
เวลาพี่ตาย พี่มีบ้านอยู่กรุงเทพฯ 1 หลัง เชียงราย 1 หลัง เชียงใหม่ 1 หลัง
เลือกที่จะอยู่ไหนก็ได้ ทุกที่มีบริวารหมด มีครอบครัวหนึ่งคอยดูแล
เขาอยากย้ายไปอยู่บ้านโน้น เงินก็มีให้ ไม่ใช่ว่าตายปั๊บ
บริวารหนีหมด ถ้าเมียไม่มีเงินไปจ้าง ทุกวันนี้เมียมีเงิน
จัดจ้างปกติ เลี้ยงทุกคน เวลาพี่ตาย ลูกน้องพี่ทุกคนต้องเลี้ยง
นี่คือกติกาเลย เลี้ยงทุกคนเหมือนอย่างกับพี่มีชีวิตอยู่

- มันเป็นระบบมากขนาด แม้ว่าอาจารย์ไม่ต้องวาดรูปเพิ่มแม้แต่ใบเดียว
ถ้าตายตอนนี้มันก็ขายต่อได้

ขาย ต่อได้ เลี้ยงวัดได้สบายๆ คือเราวางระบบไว้แล้วว่าอย่ามายึดกับเรา
ถ้ายึดกับเรามันลำบาก อย่างนี้ดี ขายกินขายใช้ ยกลิขสิทธิ์ให้กับวัด
เป็นสมบัติของทุกคน ขายไป สร้างวัดไป ไม่ต้องให้มายึดกับเรา
เงินของเรา ฉะนั้นทุกอย่างมันรู้เอง เรายังไม่รู้ด้วยซ้ำไปว่าขายได้เท่าไร
ไม่ยุ่งเลย ตัดภาระไปให้พวกมันจัดการ

- เก็บไว้ให้เมียเท่าไร

ไม่ บอก... เก็บไว้เยอะพอจะไม่ลำบากมาก ไม่ต้องไปทำงาน
พอใช้จ่ายอย่างสบายๆ ก็มีรูปให้ชุดหนึ่งเอาไว้เวลาตกอับ
มีก๊อกหนึ่ง ก๊อกสอง ก๊อกสาม พี่เป็นคนที่เตรียมพร้อมอะไรยาว
อย่างวัดเตรียมไว้ยาวให้ 90 ปี วางแผนทุกอย่าง บูรณะซ่อมแซมกี่ปี
วางเป็นโครงการให้เรียบร้อยหมด ดังนั้นวางแค่ชีวิตเรา ...
กระจอกมาก (เน้นเสียงดัง) มีก๊อกหนึ่งก๊อกสองให้ลูกเมียเรียบร้อย
ถ้าเกิดเมียตายลูกทำยังไง มีพินัยกรรมโยงมาให้อีก
ถ้าเมียตายลูกจะอยู่ยังไง ถ้าลูกเล็กอยู่ ใครจะเป็นผู้จัดการมรดก
เตรียมมาก่อนหน้านี้เป็น 10 ปีแล้ว ในเซฟเนี่ยมีพินัยกรรมเป็นตั้งๆ

พี่เป็นคนที่พูดเรื่องความตายกับ ครอบครัวทุกวัน เป็นธรรมดา
เป็นความตาย ถ้าตายอย่าร้องไห้อย่าเสียใจ ถ้าเสียใจแป๊บเดียว
เพราะพี่เดินทางไปสู่ที่ดีที่สุด ไม่ได้เดินทางไปสู่ที่แย่ลง
ดังนั้นไม่ต้องห่วงไม่ต้องเสียใจ เงินมีให้ ทุกอย่างมีพร้อมไว้ให้หมด
บอกด้วยว่าควรจะขายอะไรก่อน อะไรหลัง ถ้าเงินใกล้จะหมด
ควรจะขายอะไรก่อน บอกหมด ละเอียดยิบ
ถ้าตายปั๊บเมียก็อยู่ได้อีก 30 ปีสบายๆ

ห่วงไหม ถ้าไปแล้วจบเลย ณ วันนี้ไม่มีใครสานต่อ

ไม่ ห่วง คนเรียนธรรมะขนาดนี้แล้ว ไม่โง่ขนาดนั้นหรอก
ธรรมะมันจัดสรรทั้งหมดแล้ว ไม่ให้เราห่วง
พอเรารู้ความตายเราก็ไม่ประมาท จัดสรรทุกอย่างไว้หมด
พี่ไม่ใช่คนที่กลัวความตาย คนที่กลัวความตายคือคนไม่รู้จักธรรมะ ...
(เสียงดัง) คนมีธรรมะจะไปยึดวัตถุอะไร ตายก็ตายเลย
เมียยังไม่ยึด คนอย่างพี่คือหมดสิ้นแล้ว
ไม่มียึดติดกับอะไรสักอย่างในโลกมนุษย์นี้
จะบอกแล้วว่าเรียนจนรู้จิตวิญญาณแล้ว ยึดตรงจิตวิญญาณอย่างเดียว
นอกนั้นเรื่องขี้หมาทั้งนั้น แต่เราควรจะ
ทำให้เบื้องหลังของเราเรียบร้อยก่อนตาย
อย่าให้คนใกล้ชิด บริวารเดือดร้อน นี่คือวิธี วางแผนให้เรียบร้อย
เพราะมันไม่ยึดมั่นถือมั่นอะไรสักอย่าง ลูกเมีย พ่อแม่
มันก็ไม่ยึดมั่น หน้าที่ตาย ก็ตายไป เราตายไม่เป็นไร
ถึงวาระมันก็ต้องตาย ทุกวันนี้เวลาประชุมกับลูกศิษย์พูดเสมอ
เราอยู่ไม่นานเดี๋ยวเราก็ตาย ใหม่ๆ พูดลูกศิษย์ร้องไห้
มันขอถ่ายรูปกับอาจารย์ กลัวอาจารย์ตาย พอพูดบ่อยๆ
เข้ามันก็ถือเป็นเรื่องธรรมดา เราเป็นคนที่ไม่ตั้งอยู่ในความประมาท
ระบบก็วางไว้ให้มันหมดเพื่อให้พวกมันทำงานกันต่อได้
ดังนั้นอาจารย์ตาย อย่าเสียใจก็เผาอาจารย์ไป
แค่นั้นแล้วก็ทำงานต่อไป ไม่มีอะไรยาก
ในโลกมนุษย์นี้กระจอกมาก... (เสียงดัง) เอาคำพูดนี้ไปลงหน่อย
“ในโลกมนุษย์นี้มันกระจอกมาก”

“ขอให้เจริญทางโลกให้เต็มที่ แล้วให้เจริญทางธรรมค่อยว่ากันทีหลัง…”
เฉลิมชัยกล่าวก่อนเราจะอำลา


Profile

Name : เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์
Born : ปี พ.ศ. 2498
Education :
ระดับปวช. จากโรงเรียนเพาะช่าง กรุงเทพฯ
ปริญญาตรี ศิลปบัณฑิตศิลป์ไทยรุ่นที่ 1 จากคณะจิตรกรรมฯ
มหาวิทยาลัยศิลปากร ไดรับรางวัลในระดับชาติหลายรางวัลในช่วงที่ศึกษาอยู่
Professional Experiences :
2522 : จิตรกรรมไทย ร่วมสมัย โรงแรมเพรสซิเดนท์.
2523 : ผลงานเดี่ยวรวมผลงานพุทธศิลป์ ของเฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ โรงแรมมณเฑียร
พุทธศาสนากับความเชื่อ ไลเนล เวลท์ แกลเลอรี่ ศรีลังกา.
กลุ่มศิลปินไทย 23 หอศิลปพีระศรี.
2532 : 2 ศิลปินไทยในอเมริกา สถาบันวัฒนธรรมเยอรมัน / ซานฟรานซิสโก.
2535 : แสดง ผลงานย้อนหลังของ ปี 2519-2535 ที่โรงแรมอิมพีเรียล ควีนปาร์ค.
2539 : ได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ
จากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวให้เขียนภาพประกอบบทพระราชนิพนธ์พระมหาชนก
2540 : เริ่มต้นออกแบบ และสร้างงาน วัดร่องขุ่น จังหวัดเชียงราย
2541 : เริ่มจัดแสดงงานเพื่อหาทุนสร้างวัดร่องขุ่น “วาดทำบุญ 1 (2541)” ที่ธนาคารไทยพาณิชย์ สำนักงานใหญ่รัชโยธิน “วาดทำ บุญ 2 (2543)” ที่เมอคิวรี่ อาร์ต แกลอรี่ ชิดลม “วาดทำบุญ 3 (2547)” ณ มิวเซียม ฮอลล์ ธนาคารพาณิชย์ จำกัด(มหาชน) สำนักงานใหญ่รัชโยธิน
2547 : รางวัลศิลปาธร เพื่อศิลปินร่วมสมัย สาขาทัศนศิลป์

นอกจากนี้ยังมีในฐานะศิลปินได้มีโอกาสถวายการสอนพระเจ้าหลานเธอ
พระองค์เจ้าสิริภาจุฑาภรณ์อีกด้วย