Custom Search

Jul 29, 2009

ตายอย่างมีศักดิ์ศรี


วรากรณ์ สามโกเศศ
มติชน

วันที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2552


การตายของ Sir Edward Downes วาทยกรมีชื่อเสียงคนหนึ่งของอังกฤษและภรรยา Lady Joan
เมื่อเร็วๆ นี้ในสวิตเซอร์แลนด์
ท่ามกลางการเฝ้าดูของลูกชายและลูกสาว
ปลุกให้มีการถกเถียงกันในเรื่องความตายขึ้นมาอีกครั้งหนึ่งในโลก

Sir Edward มีอายุ 85 ปี ตาบอดเกือบสนิทและหูแทบไม่ได้ยิน
ส่วน Lady Joan อายุ 75 ปี อยู่ในขั้นสุดท้ายของโรคมะเร็ง
ทั้งสองจับมือกันและดื่มยากล่อมประสาทอย่างแรงเพื่อให้ตายตามความปรารถนา
หรือที่เรียกว่า euthanasia ชนิด voluntary (สมัครใจ)

euthanasia มีรากมาจากภาษากรีก คือ eu หมายถึง good, well
ส่วน thanatos หมายถึง death รวมกันจึงหมายถึง good death
หรือวิธีการทำให้ชีวิตจบลงอย่างไม่เจ็บปวด

Sir Edward และ Lady Joan ได้แสดงความปรารถนาที่จะจากโลกนี้ไป
แต่ไม่อาจทำในอังกฤษได้เพราะคนรู้เห็นอาจถูกตั้งข้อหาว่าร่วมประกอบ อาชญากรรม
จึงเดินทางไปยังคลีนิคฆ่าตัวตายชื่อ Dignitas ในเมืองซูริค
ซึ่งมีคนจากทั่วโลกประมาณ 100 คน ในแต่ละปีเดินทางไป
และจ่ายเงินคนละ 9,300 เหรียญ (350,000 บาท)
สำหรับค่าความช่วยเหลือให้ตายสมใจ

กฎ หมายสวิตเซอร์แลนด์ไม่เอาผิดผู้ช่วยให้เกิดการฆ่าตัวตายตราบที่ผู้ช่วยมิได้
ผลประโยชน์จากการตายนั้น ส่วนการฆ่าตัวตายนั้นในโลกตะวันตกส่วนใหญ่
ถือว่าไม่ใช่คดีอาญา หากแต่ผิดศีลธรรมตามคำสอนของทุกศาสนาในโลก

นับถึงปัจจุบัน euthanasia หรือการฆ่าเพื่อลดความเจ็บปวด
ทั้งสมัครใจและไม่สมัครใจ(อยู่ในสภาพที่บุคคลอื่นเห็นว่าควรจบชีวิตลง)
ในบางลักษณะถูกต้องตามกฎหมายในเบลเยียม ลักซัมเบิร์ก เนเธอร์แลนด์
สวิตเซอร์แลนด์ รัฐโอเรกอน รัฐวอชิงตันในสหรัฐอเมริกา และประเทศไทย
(ดูพระราชบัญญัติสาธารณสุขแห่งชาติ 2550 ซึ่งมีน้อยคนรู้และหยิบเรื่องนี้ขึ้นมาพูด)

euthanasia อาจกระทำในรูปแบบของ passive หรือ non-active
หรือ active รูปแบบของ passive euthanasia
นั้นกระทำกันอยู่ทุกวันในโรงพยาบาล เช่น เลิกให้ยาฆ่าเชื้อ
หรือเลิก chemotherapy สำหรับคนป่วยโรคมะเร็ง
หรือเลิกยาลดการปวด ฯลฯ ซึ่งรู้ว่าจะนำไปสู่การเสียชีวิต

non-active euthanasia ได้แก่ การถอดการใช้เครื่องมือสนับสนุนการมีชีวิต
เช่น เครื่องช่วยหายใจหรือเครื่องมือสนับสนุนชีวิตอื่นๆ
ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ถกเถียงกันมากและอื้อฉาวที่สุดว่าจะตัดสินใจ อย่างไร
ใครเป็นคนตัดสินใจ

เคยมีคดี Quinlan ในสหรัฐอเมริกาในยุคทศวรรษ 1970
ที่พ่อแม่ขอให้หมอถอดเครื่องช่วยหายใจออกเพราะอยู่ในสภาพ "เป็นผัก"
(persistent vegetative state) และชนะคดีในศาล
เมื่อถอดออกเธอก็มีชีวิตอยู่ต่อมาถึง 9 ปี

ประเภทสุดท้ายของ euthanasia คือ active ซึ่งก็คือกรณีของ
Sir Edward และ Lady Joan ซึ่งเป็นเรื่องของการมีผู้ช่วยทำให้ตนเองตาย
(assisted suicide) ส่วนการฆ่าตัวตายนั้น
เป็นเรื่องที่เป็นไปตามที่เกิดขึ้นกันอยู่ทุกวัน

ประเด็น ของกฎหมายอังกฤษในเรื่อง euthanasia แบบตั้งใจหรือ
assisted suicide อยู่ตรงที่ว่าผู้รู้เห็นและผู้ร่วมมือด้วย
เช่น ลูก หรือญาติ ต้องรับโทษในคดีอาญาร่วมฆ่าคนตายหรือไม่
ตำรวจอังกฤษได้ไต่สวนคดีเช่นนี้จำนวนมากและไม่เคยส่งฟ้องใคร
ถึงแม้จะร่วม เดินทางไปด้วยก็ตาม เสมือนเอาหูไปนาเอาตาไปไร่
รัฐสภาอังกฤษพยายามออกกฎหมายเพื่อให้บุคคลผู้รู้เห็นและติดตามเดินทางไปด้วย
เหล่านี้ได้รับการยกเว้นจากการเป็นผู้ร่วมกระทำคดีอาญาอย่างชัดแจ้งเสีย
แต่กฎหมายไม่ผ่านสภาขุนนาง (สภาสูง)

มีผู้เสนอว่าถ้าปรารถนาจะให้ เกิด assisted suicide
เขาก็ควรกระทำได้โดยประกาศว่าไม่ได้ถูกกดดันให้จบสิ้นชีวิตตนเองลง
มีหมอ 2 คนยืนยันว่ามีสติสัมปชัญญะและป่วยในขั้นถึงตายแน่นอน
จากนั้นก็ให้ระยะเวลาสักพักเพื่อไม่ให้เปลี่ยนใจ
แล้วจึงให้มีผู้ช่วยทำให้ตายอย่างไม่เจ็บปวด

ข้อถกเถียงเรื่อง euthanasia ไม่ว่าสมัครใจหรือไม่สมัครใจ
มีมานานแล้วทั้งในยุโรปและสหรัฐอเมริกา
ในปี 1828 มีการออกกฎหมายห้าม euthanasia
ในหลายรัฐของสหรัฐอเมริกา แต่หลังสงครามกลางเมืองในทศวรรษ 1860
หมอจำนวนหนึ่งและประชาชนจำนวนไม่น้อยเริ่มคล้อยตาม
เรื่อง euthanasia แบบสมัครใจจนเป็นที่ยอมรับมากขึ้นเป็นลำดับ
แต่ถึงกระนั้นก็ตามก็มีกฎหมายอนุญาตในไม่กี่ประเทศในโลกในปัจจุบัน

ใน ปี 1995 กฎหมายสำคัญเกี่ยวกับ euthanasia
อีกซีกหนึ่งของโลกก็ผ่านสภาออกใช้ใน Northern Territory
(ดินแดนทางเหนือที่ยังไม่ได้เป็นรัฐ) ของออสเตรเลีย มีคนไข้ 4 คน
หาประโยชน์จากกฎหมายฉบับนี้ อย่างไรก็ดี
อีก 2 ปีต่อมา Federal Parliament ของประเทศก็ให้ยกเลิกกฎหมายนี้

กฎหมายลักษณะเดียวกันมาเกิดแทนใน ยุโรป เช่น
ในปี 2002 เนเธอร์แลนด์ และเบลเยียมก็ออกกฎหมายผ่อนปรน
ให้หมอผู้ช่วยให้เกิดการฆ่าตัวตายไม่มีโทษทาง อาญา
สวิตเซอร์แลนด์เป็นประเทศที่ออกกฎหมายไม่เอาผิดหมอที่ช่วยให้เกิดการสิ้น
ชีวิตตามความประสงค์ของคนไข้ตราบที่หมอไม่ได้ประโยชน์ตั้งแต่ ค.ศ.1937

ประชาชนในประเทศอื่นๆ ซึ่งเป็นส่วนใหญ่ของโลกยังตะขิดตะขวงใจ
ในเรื่อง euthanasia แม้แต่ในกรณีสมัครใจด้วยเหตุผล

(ก) จะทำให้มาตรฐานการรักษาพยาบาลของบุคลากรทางการแพทย์
ลดต่ำลงโดยเฉพาะแพทย์ เนื่องจากถึงรักษาไม่ดีเต็มที่
ในที่สุดคนไข้ก็สมัครใจตายไปเองอย่างไม่ก่อ ปัญหามากมาย
ซึ่งในกรณีปกติแพทย์ต้องรักษาอย่างสุดชีวิตจนนาทีสุดท้าย
ดังนั้น จึงอาจตั้งใจทำงานอย่างเต็มที่มากกว่า

(ข) กลุ่มศาสนาบอกว่าเป็นสิ่งผิดศีลธรรมและรับไม่ได้ euthanasia
ก็คือฆาตกรรม ถึงแม้สมัครใจก็คือการฆ่าตัวตายชนิดหนึ่งที่ทางศาสนารับไม่ได้

(ค) การตัดสินใจว่าจะยอมให้ชีวิตของตนเองจบลงเป็นของคนไข้
ภายใต้ความมีสติสัมปชัญญะ การประเมินว่าผู้ป่วยอยู่ในสภาพนี้หรือไม่
เป็นเรื่องยากโดยเฉพาะในยามที่ ป่วยไข้

(ง) คนไข้อาจถูกกดดันให้เกิด euthanasia แบบสมัครใจ
เนื่องจากเกรงภาระค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นกับครอบครัว
และโรงพยาบาลเองอาจมีส่วนกดดันคนไข้เพื่อประโยชน์ด้านธุรกิจของตน

euthanasia ทั้งสองลักษณะยังไม่ไปไหนในโลกปัจจุบัน
ถึงแม้ว่ามีสถิติชัดเจนว่าในเวลาอัน ใกล้โลกจะเผชิญกับสภาวะ "คนแก่ล้นโลก" ก็ตาม
ในเวลาจากนี้ไป 40 ปี ประเทศพัฒนาแล้วจะ
มีประชาชนอายุสูงกว่า 60 ปีถึงหนึ่งในสามประเทศกำลังพัฒนา
จะมีสัดส่วนนี้ร้อยละ 20 สำหรับประเทศไทย
ปัจจุบันมีประชากรวัย 60 ปีขึ้นไปอยู่ร้อยละ 12
ในเวลาอีก 25 ปี (พ.ศ.2578)สัดส่วนนี้จะพุ่งขึ้นไปถึงร้อยละ 25

โลกต้อง ตัดสินใจเร็วๆ ว่าจะทำอย่างไรกับ euthanasia
ทั้ง 2 ลักษณะมีคนไม่น้อยปรารถนาจะตายอย่างมีศักดิ์ศรี
ในลักษณะที่ตนเองต้องการ ไม่ต้องการตายแบบมีสายท่อระโยงระยาง
รอบตัวแถมมีหน้ากากออกซิเจนปิดหน้าปิด จมูก
และถึงอย่างไรอีกไม่นานก็ตายแน่
ลูกหลานก็ไม่ต้องการตัดสินใจที่ลำบาก
ถ้ามีข้อกฎหมายอนุญาต euthanasia
แบบสมัครใจอย่างชนิดระบุไว้ล่วงหน้า ทุกคนก็จะ win-win
หน้า 6