Custom Search

Mar 28, 2009

การบำรุงบิดามารดา



คอลัมน์ รื่นร่ม รมเยศ
เสฐียรพงษ์ วรรณปก
มติชน
วันที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2552

คราวนี้มาว่าถึงการบำรุงบิดามารดา
อันนับเป็นสูตรแห่งความสำเร็จในชีวิตประการหนึ่ง
ได้ยินคำว่า "บำรุง" คงนึกไปถึงการเลี้ยงดูปูเสื่ออย่างดี
เลี้ยงให้อ้วนท้วนสมบูรณ์อะไรทำนองนั้น
ความจริงการบำรุงก็คือการเลี้ยงดู อ้วนหรือไม่อ้วนไม่เห็นท่านบอกไว้
อย่างผมนี่ผอมโดยกำเนิดอยู่แล้ว
ถึงลูกจะเลี้ยงดีปานใดก็คงไม่อ้วนขึ้นมาได้ ถ้าไปกำหนดว่าลูกต้องเลี้ยงพ่อแม่ให้อ้วน
ลูกผมแกคงน้อยใจที่ทำไม่ได้ความเป็นพ่อแม่เป็นได้สองชั้น คือ
เป็นโดยธรรมชาติ แต่งงานมีลูกออกมาก็เป็นพ่อแม่โดยอัตโนมัตินี่อย่างหนึ่ง
เป็นโดยคุณธรรม คือให้กำเนิดมาแล้วเลี้ยงลูกให้เจริญเติบโตนี่อีกอย่างหนึ่ง
พ่อแม่จึงนับว่ามีบุญต่อลูกถึงสองชั้นพระพุทธองค์ตรัสว่า
"พ่อแม่เป็นพรหม เป็นเทวดาองค์แรก เป็นอาจารย์คนแรก เป็นผู้ควรบูชาของบุตร"
เพราะเหตุใดจึงว่าเช่นนั้น เพราะพ่อแม่เป็นผู้ให้ลูกมีโอกาสลืมตาดูโลก (ทัสเสตาโร)
ถ้าอุแว้ออกมา พ่อแม่ใจร้ายจับหักคอโยนทิ้งก็คงไม่มีโอกาสได้เห็นโลกใช่ไหมครับ
นี่แลคือเหตุผลประการหนึ่ง
ประการที่สอง พ่อแม่เป็นผู้เลี้ยงดูลูก อดหลับอดนอน
ป้อนน้ำป้อนข้าวตั้งแต่ตีนเท่าฝาหอย ทะนุถนอมด้วยความรักสุดชีวิตจิตใจ
ยุงไม่ให้ไต่ไรไม่ให้ตอม (โปสกา)
ประการที่สา เลี้ยงดูต่อเนื่องมาจนลูกเติบโต
คอยปกปักรักษาป้องกันอันตราย ให้การศึกษาเล่าเรียน
แต่งงานแต่งการให้เป็นฝั่งเป็นฝา บางรายยังอุปถัมภ์ต่อเนื่องไปจนถึงลูกของลูก
(ก็หลานนั่นแหละ) หรือถึงเหลนก็มี (อาปาทกา)การบำรุงพ่อแม่ทำอย่างไรจึงจะถูกหลัก
พระพุทธเจ้าตรัสสอนไว้เสร็จทำตามเป็นใช้ได้ มีดังนี้ครับ-เลี้ยงดูท่าน
ไหนๆ ท่านก็เลี้ยงเรามาจนโต เวลาท่านแก่เฒ่ามาก็เลี้ยงท่านตอบ-ช่วยกิจการของท่าน
เอาเป็นธุระช่วยเหลือกิจการของท่าน ไม่เพิกเฉยดูดาย-ดำรงวงศ์สกุล มีครอบครัว
มีบุตรสืบสกุลวงศ์ให้ยาวนานหรือพยายามรักษาชื่อเสียงของวงศ์สกุล
ไม่นำความเสื่อมเสียมาให้แก่วงศ์สกุล-ทำตัวให้เป็นทายาทที่ดี มรดกใดๆ
ที่พ่อแม่ภาคภูมิใจมอบให้แก่ลูกไม่เท่ามรดกแห่งความดี
ถ้าลูกประพฤติตนเป็นพลเมืองดี ตั้งหน้าทำมาหากินโดยสุจริตชอบธรรม
ก็นับว่าทำตนสมเป็นทายาทที่ดีของสกุลวงศ์
มีลูกเช่นนี้พ่อแม่ตายตาหลับ-เมื่อท่านตายไป ทำบุญอุทิศให้
ลูกที่ดีไม่เพียงแต่ปรนนิบัติขณะท่านยังมีชีวิตอยู่เท่านั้น
ท่านล่วงลับไปแล้วก็แสดงความกตัญญูกตเวทีให้ปรากฏ
ด้วยการทำบุญอุทิศให้ ตามหลักศาสนานี่คือการ "ตอบแทน" เล็กๆ น้อยๆ
ต่อพ่อแม่ผู้มีพระคุณมหาศาลเท่านั้น บุญคุณอย่างอื่นอาจทดแทนหายกันได้
แต่พระคุณที่พ่อแม่มีต่อลูกไม่มีทางทดแทนได้พ่อแม่มีบุญคุณมหาศาล
เกินกว่าจะทดแทนให้หมดไปได้ มิใช่พูดลอยๆ นะครับ มีพระพุทธวจนะตรัสไว้ที่หนึ่งว่า
ถึงลูกจะมีอายุ 100 ปี แบกพ่อแม่ ป้อนข้าวป้อนน้ำ
ให้พ่อแม่ถ่ายอุจจาระปัสสาวะรด ปรนนิบัติอย่างดีตลอด 100 ปี
ก็ไม่สามารถทดแทนคุณของพ่อแม่ได้คงไม่มีใครทำอย่างนั้นจริงๆ ดอก
สมมุติว่ามีคนทำจริงถึงขนาดนั้น ก็ยังไม่ชื่อว่าได้ตอบแทนคุณพ่อแม่ได้หมด
ยกเว้นอย่างเดียวคือ การช่วยพ่อแม่ที่เป็นมิจฉาทิฐิให้กลายเป็นสัมมาทิฐิ
หรือโปรดพ่อแม่ให้บรรลุธรรมได้นั่นแหละ จึงจะนับว่าได้ตอบแทนคุณพ่อแม่ได้หมด
ดังกรณีพระสารีบุตรเถระพระสารีบุตรนอกจากจะได้ชื่อว่าเป็นคนมีปัญญามากแล้ว
ยังได้รับยกย่องว่าเป็นผู้มีความกตัญญูเป็นเลิศ
ท่านนับถือพระอัสสชิเป็นอาจารย์องค์แรกที่ชักนำให้ท่านเข้ามาบวชในพระพุทธศาสนา
รู้ว่าอาจารย์อัสสชิอยู่ ณ ทิศใด เวลาจะนอน ท่านจะหันศีรษะไปทางทิศนั้น
เพื่อถวายความเคารพแก่อาจารย์ ท่านทำถึงขนาดนั้นนะครับที่ท่านทำอย่างนี้
คิดอีกทีท่านคงไม่ทำเพื่อตัวท่านเองเท่านั้น หากทำเพื่ออนุชนรุ่นหลังด้วย
หมายความว่า แสดงตัวอย่างให้คนรุ่นหลังได้ปฏิบัติตาม
เพื่อเชิดชูคุณธรรมคือความกตัญญูกตเวที
ถ้าโลกนี้มีคนที่รู้คุณคนและตอบแทนคุณคนมากเท่าใด
ก็จะมีแต่ความดีงามและสงบสุขมากเท่านั้นพระสารีบุตรท่านเป็นบุตรพราหมณ์มิจฉาทิฐิ
การที่ท่านมาบวชเป็นสาวกของพระพุทธเจ้า พ่อแม่มิได้เห็นดีเห็นงามด้วยนัก
ตอนหลังท่านชักนำน้องชายให้ออกบวชถึงสองคน
พ่อแม่ยิ่งไม่พอใจ แต่ไม่รู้จะทัดทานอย่างใดจึงหาทางป้องกัน
ยังเหลือลูกชายคนเล็กอีกคนชื่อ เรวตะ จึงจับแต่งงานตั้งแต่ 7 ขวบ
แต่ก็รั้งเรวตะไม่ได้ แต่คราวนี้มิใช่พี่ชายใหญ่พาไปบวช
บุญกุศลเก่าของเรวตะชักพาไปเอง ญาติผู้ใหญ่คนหนึ่งกล่าวอวยพร
หันไปพูดกับเจ้าสาวว่า ขอให้หนูอายุยืนเหมือนยายนะจ๊ะ
เรวตะถามว่า ยายคนไหน เขาชี้ไปที่ผู้หญิงแก่หง่อมคนหนึ่ง
จึงถามประสาเด็กว่า แล้วภรรยาผมต่อไปจะเป็นอย่างนี้หรือ
ได้รับคำตอบว่า ใครอยู่จนถึง 100 ปี เป็นอย่างนี้ทุกคน
จึงเกิดความกลัวอย่างหนัก หาโอกาสหนีไปบวชในที่สุด
เข้าใจว่าบิดาพระสารีบุตรเสียชีวิตไปก่อนหน้านั้นแล้ว
เพราะตอนที่จัดงานแต่งงานให้เรวตะ น้องชายคนเล็กของท่าน
ไม่มีพูดถึงบิดาท่านเลยเมื่อพระสารีบุตรจวนจะนิพพาน (ตาย) นึกถึงมารดาว่า
ยังเป็นมิจฉาทิฐิอยู่ จึงกราบทูลลาพระพุทธเจ้ากลับไปเยี่ยมมารดาที่บ้านเกิด
เพื่อเทศน์โปรดโยมมารดาครั้งสุดท้าย ไปถึงอาการท่านกำเริบหนักแล้ว
ท่านนอนพักอยู่ที่ห้องที่ท่านเกิด มารดาเห็นแสงวูบวาบๆ ตลอดทั้งคืน
เช้าขึ้นมาถามพระลูกชายว่าแสงอะไร พระลูกชายบอกว่า
เทวดามานมัสการท่าน โยมมารดาพอทราบว่า
พระลูกชายของตนใหญ่กว่าเทวดาก็มีความปีติยินดีเป็นล้นพ้นพระสารีบุตรรู้ว่า
ถึงตอนนี้โยมมารดามีจิตใจเลื่อมใสและเชื่อความสามารถของลูกชายแล้ว
(ก่อนนี้ไม่เชื่อเลย พระลูกชายมาหาถึงกับตะเพิดไล่ก็เคยมี)
จึงได้แสดงธรรมให้โยมมารดาฟัง
เทศน์จบโยมมารดาก็ได้บรรลุโสดาปัตติผลปลดเปลื้องหนี้ค่าน้ำนม
ทดแทนบุญคุณของผู้บังเกิดเกล้าหมดสิ้นแล้ว
ท่านก็นิพพานครับ ลูกที่ทำได้ดังพระสารีบุตรนี้เท่านั้น
จึงจะทดแทนพระคุณอันมหาศาลของพ่อแม่ได้
หน้า 6