Custom Search

May 19, 2010

ถ้าไม่มี 'ในหลวง' ก็ยังไม่รู้ว่าเราจะได้มานั่งตรงจุดนี้หรือเปล่า...เช็คจุดยืน 'ยืนยง โอภากุล'


ทำไมเรารัก 'พระเจ้าอยู่หัว'

ในฐานะอดีตนักต่อสู้ นอกจาก ยืนยง โอภากุล จะเผยแพร่ความรู้สึกต่างๆ สะท้อนออกมาทางบทเพลง แต่น้อยครั้งที่เขาจะกล่าวถึงสถานการณ์ความขัดแย้งต่างๆ ของบ้านเมืองแบบ ไทยรัฐออนไลน์มีโอกาสได้พูดคุยถึงเรื่องราวน้อยนิดมหาศาลต่างๆมากมาย ตั้งแต่ประโยคประทับใจที่ดาราชื่อดังอย่าง พงษ์พัฒน์ วชิรบรรจง กล่าวถึง “ในหลวง” บนเวทีมอบรางวัลนาฏราชเมื่อคืนวันที่ 16 พ.ค. ที่ผ่านมา รวมทั้งเรื่องฮอตคือการตายของ เสธ.แดง และเรื่องพฤษภาทมิฬ 2535 –พฤษภาทมิฬ 2553 และเรื่องราวของพระเจ้าแผ่นดินผ่านแอ๊ด คาราบาว

Q: นอกจากแต่งเพลงการเมือง ตอนนี้คุณทำอะไรอยู่ ไม่เห็นออกมาแสดงทัศนะทางการเมืองเลย

A: จริงๆ ผมก็เพิ่งแต่งเพลงให้กับท่านนายกฯอภิสิทธิ์ให้ท่านในวันที่ 4 พ.ค.ที่ผ่านมา แล้วก็ร้องคอนเสิร์ตตามที่ต่างๆ อย่างเมื่อเช้านี้ (วันที่ 18พ.ค.) ช่อง 7 ก็เข้ามาขอร้องให้แต่งเพลงให้ ช่อง 3 และ ช่อง 9 ก็มาขอให้ผมไปร้องเพลงให้ เป็นเพลงที่ร่วมร้องกับอาร์เอสกับแกรมมี่ ซึ่งเขาแต่งกันขึ้นมา งานค่อนข้างยุ่งครับ แต่ก็ติดตามข่าวสารการเมืองอยู่

Q: แล้วมีโอกาสได้ฟังเรื่องราวทอล์กออฟเดอะทาวน์ของ อ๊อฟ-พงษ์พัฒน์ วชิรบรรจง กล่าวถึงในหลวง บนเวทีรางวัล “นาฏราช” ครั้งที่ 1 ประจำปี 2552 เมื่อวันที่ 16 พ.ค.ที่ผ่านมาบ้างไหม...?

A: ได้ฟังจากรายการเรื่องเล่าเช้านี้ของ คุณสรยุทธ สุทัศนะจินดาแล้ว ถือว่าเป็นคำพูดที่ดีมากๆ เพราะอ๊อฟเล่นบทบาทของพ่อและก็พูดได้แหลมคมดีมากๆ และผมก็เห็นด้วย แต่ฟังแล้วก็ไม่ได้ร้องไห้เหมือนคนอื่นๆ เพียงแต่รู้สึกว่าสิ่งที่อ๊อฟพูดมันเป็นช่วงที่สถานการณ์ร้ายแรงซึ่งอ๊อฟเขา สื่อสารออกมาเพื่อจะเตือนให้ผู้คนรู้ว่าเราอยู่ในบ้านของใคร แล้วเราก็ต้องจงรักภักดี ไม่ใช่ว่ามาอยู่บ้านเขาแล้วอยู่ๆ ไม่พอใจเจ้าของบ้านแบบไม่มีเหตุผลก็ออกมาด่า ออกมาไล่เจ้าของบ้านให้ออกไป

ที่ สำคัญสิ่งที่อ๊อฟคิดและพูดออกมามันเป็นเรื่องที่ดีและต้องชื่นชม โดยเฉพาะที่ได้ดารามีชื่อเสียงมากสื่อสารออกไปสู่สาธารณชนกล้าพูดแบบนี้ บ้าง ก็อยากให้ทุกคนช่วยกันออกมาให้สติประชาชนเพราะตอนนี้มันแตกแยกโดนปั่นหัว ซึ่งประชาชนน่าสงสารถูกการเมืองสองฝ่ายปั่นหัวจนเละเทะไปหมด ประชาชนเป็นเหยื่อ เมื่อนักการเมืองพวกนี้มีอำนาจ เขาก็ลืมประชาชนที่มาร่วมต่อสู้

Q: ในฐานะเป็นหนึ่งที่มีโอกาสได้ร่วมต่อสู้ในเหตุการณ์ “พฤษภาทมิฬ 2535” รู้สึกอย่างไรกับสถานการณ์ที่ทวีความรุนแรงระหว่างกลุ่มเสื้อแดงและทหารใน ปัจจุบัน...?

A: สิ่งหนึ่งที่ผมเป็นห่วงก็คือความรุนแรงที่มันมีทีท่าว่าจะขัดแย้งหยั่งราก ฝังลึกไปถึงชนบท ผมภาวนาอยู่ทุกวันว่า อย่าให้เกิดอะไรขึ้นในชนบทเหมือนในกรุงเทพฯ เลย เพราะกลัวว่าคนบงการจะใช้แผนป่าล้อมเมือง ซึ่งเป็นเรื่องที่ผมไม่อยากเห็น

Q: ความขัดแย้งในวันนี้เหมือนตอน “พฤษภาทมิฬ 2535” ที่คุณเคยเจอหรือเปล่า

A: แตกต่างกันมาก เพราะตอนพฤษภาทมิฬประชาชนขับไล่เผด็จการ เป็นการโค่นอำนาจของทหารกลุ่มหนึ่ง ซึ่งไม่ถูกกับทหารอีกกลุ่มหนึ่ง และก็ใช้ทหารอีกกลุ่มหนึ่งที่มีคอนเน็คชั่นที่ดีกว่าก็ใช้พลังของประชาชนลุก ขึ้นมาต่อสู้ แต่นี่ไม่ใช่ ความขัดแย้งวันนี้เป็นเรื่องของประชาชน 2 ฝ่ายที่ถูกกลุ่มการเมือง 2 กลุ่มสอนให้ชนกัน เพื่อนักการเมืองฝั่งนั้นจะได้ตำแหน่งอำนาจเอาไว้ในมือของตัวเอง วันนี้เราต้องมาพูดกันถึงเรื่องประชาธิปไตยใหม่แล้ว เพราะหากจะปล่อยให้ประชาธิปไตยอยู่บนรากฐานของความไม่รู้เรื่องอะไรเลยทาง การเมืองของประชาชนแบบนี้ ประเทศไปไม่รอด เราต้องให้การศึกษาประชาธิปไตยกับประชาชนก่อน ทุกวันนี้ให้แต่ผลประโยชน์ ให้ 30 บาทรักษาทุกโรค ให้เรียนฟรี รักษาฟรี มันไม่ใช่ “ประชาธิปไตย” มันเป็นการปกครองแบบ “ประชานิยม” ไปแล้ว

Q: นักการเมืองก็เอาชุดความคิดแบบนี้เพื่อมาบดขยี้แข่งขันกัน ส่วนประชาชนก็นั่งแบมือรับประชานิยมใครให้มากกว่ากัน รอแบบไม่ทำอะไรกันเลย

A: ใช่ครับ คนที่อยากเป็นรัฐบาลก็แข่งขันกันป้อนให้มากๆ แต่ประชาชนกลับไม่เคยได้รับทัศนะคติที่ดีในแนวทางประชาธิปไตยที่แท้จริงเลย ประชาชนก็กลายเป็นผู้ที่ได้รับผลประโยชน์จากนักการเมืองแทน วันนี้มันก็เลยเกิดเป็นการแบ่งข้างตีกันเละ

Q: ในฐานะนักต่อสู้คนหนึ่ง เคยคิดไหมว่าวันหนึ่งสยามเมืองยิ้มจะเดินทางมาถึงจุดที่แตกหักรบพุ่งสู้กัน ด้วยอาวุธร้ายแรงแบบวันนี้ ทั้งๆ ที่มีบทเรียนมากมาย...?

A: จริงๆ ผมเตือนมาตลอดแต่ไม่มีไครฟัง ไม่ต้องไปโทษใครเลย เพราะไม่มีฝ่ายใดที่จะลุกขึ้นมาให้ความรู้ความเข้าใจกับประชาชนอย่างจริงจัง ในเรื่องของประชาธิปไตยแบบที่อารยะประเทศอื่นๆ เขาทำกัน เพราะวันนี้ประเทศไทยมีระบอบประชาธิปไตยแค่เปลือกๆ เท่านั้น คือทั้งหมดเรายืมของคนอื่นมาหมด แต่แก่นแท้เรามันยังไม่ใช่แบบนี้ เราก็เอาเปลือกนี้มาแสวงหาผลประโยชน์ให้กับคนบางกลุ่มเท่านั้นเอง แต่แก่นมันไม่ใช่ เหมือนอย่างทหารแตงโมข้างนอกเขียว แต่ข้างในจริงๆ ไม่รู้เป็นสีอะไร เมื่อประชาชนยังไม่เข้าใจประชาธิปไตย บ้านเมืองมันก็เป็นแบบนี้แหละ

Q: คิดว่าประเทศไทยจะกลับสู่บ้านที่อบอุ่นแบบที่ พงษ์พัฒน์ วชิรบรรจงกล่าวบนเวทีนาฏราช ต้องใช้เวลานานแค่ไหน...?

A: ไม่สามารถคาดการณ์ได้ เพราะสถานการณ์มันเป็นวันต่อวัน ไม่รู้ว่าเขาเอากันยังไง อย่างวันที่ 3 พ.ค.ที่นายกฯ เสนอแผนปรองดองแล้วผมคิดว่าได้คุยกับทางคนแดนไกลแล้ว ก็น่าจะจบ แต่ทำไมมันถึงพลิกเป็นอย่างนี้ได้ ผมก็ไม่เข้าใจ

Q: ในสายตาคุณเราจะทำอย่างไรให้ประชาธิปไตยกับคนไทยและต้องเป็นประชาธิปไตยจริงๆ ที่ยั่งยืน

A: อันดับแรกผมอยากให้ทุกๆ คนถอยหลังไปใหม่ สิ่งแรกที่ควรจะทำคือ การเลิกการเมืองบนถนน ให้ยุติซะ และสื่อที่เป็นเครื่องมือให้กับกลุ่มบางกลุ่มต้องถอย กลับไปเล่นในสภากัน แล้วยอมรับผลการเลือกตั้ง อย่าออกมาเคลื่อนไหวอีก ใครออกมาเคลื่อนไหวตามท้องถนนแบบละเมิดกฎหมายถือว่า “เลว” ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายไหนก็ตาม “เหลือง” หรือ “แดง” ออกมาเลวหมด วันนี้น่าเสียใจว่าเหตุการณ์ 14 ตุลา หรือ กระทั่ง พฤษภาทมิฬ มันก็ไม่ได้เป็นบทเรียนที่จะสอนความผิดพลาดของทั้ง 2 ฝ่าย วันนี้คนตายมากมาย ผมก็ได้แต่สวดมนต์ภาวนาให้ประเทศรอดพ้นไปได้

Q: หรือแม้กระทั่งการตายของ เสธ.แดง

A: ผมรู้สึกเสียใจ เพราะว่ารู้จักกับเขา หลายคนบอกว่าพอ เสธ.แดงตาย อีกฝ่ายก็ปรบมือหัวเราะชอบใจกันใหญ่ ถามว่ามันมีที่ไหน ใครจะสะใจที่เห็นคนไทยฆ่ากันเอง ถ้าใครสะใจที่ เสธ.แดงตาย ประชาชนตาย ก็ต้องไปเช็คประสาทเช็คสติกันหน่อย เพราะคุณเป็นคนไม่ปกติ แต่ที่แน่ๆ เรื่องราวความวุ่นวายทั้งหมด มันเป็นการแย่งอำนาจกันเป็นใหญ่ของ 2 กลุ่ม 2 ขั้วอำนาจแย่งความเป็นใหญ่ แต่ถ้าจะให้เจาะจงไปว่าเหตุการณ์ป่วนเมืองทั้งหมดนี้เป็นเพราะกลุ่มของอดีต ผู้นำ - ขั้วอำนาจใหม่ หรือ กลุ่มอำมาตย์ชนชั้นศักดินาหรือไม่ ผมก็ไม่สามารถพูดอะไรมากกว่านี้ได้

Q: อย่างตอนนี้เลยเถิดไปเรื่องการเรียกร้องให้สหประชาชาติส่งกองกำลังสันติภาพเข้ามาตรวจสอบ

A: พวกเขาก็พูดกันได้ แต่ก็ไม่แน่ใจว่าเขาจะกล้าเข้ามายุ่งกับเมืองไทยหรือเปล่า เพราะงานของเขาก็ล้นมืออยู่แล้ว

Q: เรื่องที่หลายฝ่ายเรียกร้องให้พ่อออกมาแก้ปัญหาเวลาที่ลูกๆ ตีกันทุกครั้ง คุณรู้สึกอย่างไร

A: ผมไม่เห็นด้วยแน่นอน เพราะมันเหมือนว่าคุณเป็นลูกที่ไม่รู้จักโต ไม่ควรไปรบกวน

Q: นิยาม "พระเจ้าแผ่นดิน" ของแอ๊ด คาราบาว

A: ผู้ที่เป็นห่วงเป็นใยบ้านเมืองมาโดยตลอดและก็พยายามที่จะให้ลูกหลานในบ้าน นี้เมืองนี้เดินตามครรลองเศรษฐกิจพอเพียงไม่ฟุ้งเฟ้อไปกับโลกาภิวัตน์ เพราะโลกาภิวัตน์ คือ ความโลภทางโลก ทำให้เกิดปัญหาหลายอย่างตามมาในเวลานี้ก็มาจากโลกาภิวัตน์ ฉะนั้น ถ้าไม่มีท่าน ผมก็ไม่รู้ว่าเราจะได้มานั่งตรงจุดนี้หรือเปล่า อย่างไรก็ดีอยากให้ลูกทุกๆคนหยุดเรียกร้องให้ท่านออกมาจัดการปัญหาที่เราก่อ ขึ้นมาเอง หยุดการกระทำซะ