Custom Search

May 26, 2010

แนวทางการเยียวยาและฟื้นฟูบูรณะประเทศ


ประเวศ วะสี
มติชนออนไลน์

วันที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2553




ประเทศชาติก็เหมือนชีวิตร่างกายที่อาจเจ็บป่วย
หรือวิกฤตจนเข้าไอซียูได้
ต่างกันที่ชีวิตแต่ละชีวิตอาจตายได้
แต่ประเทศชาติตายไม่ได้
เหตุมิคสัญญีกลียุคที่มีผู้บาดเจ็บล้มตาย
และการเผาผลาญบ้านเมืองก่อให้เกิด
ความสะเทือนใจอย่างใหญ่หลวง
เรารู้มานานว่าเราไม่มีพลังป้องกันมิคสัญญี
แต่เรามีพลังที่จะฟื้นฟูบูรณะ



เรื่องใหญ่ที่สุดของเราคือ การเยียวยาและฟื้นฟูบูรณะประเทศ
และใช้โอกาสแห่งการเยียวยาและ
ฟื้นฟูบูรณะประเทศขับเคลื่อนประเทศไทยไปสู่
อนาคตของเราร่วมกัน


สำหรับเฉพาะหน้านี้ข้อเสนอมาตรการในการเยียวยา
และฟื้นฟูบูรณะ ๕ ประการดังต่อไปนี้


๑. ตั้งคณะกรรมการอิสระเพื่อสัจจะและสมานฉันท์
( Truth and Reconciliation )

ต้องรู้ความจริงจึงสมานฉันท์ได้ ข้อมูลข่าวสารที่ออกมาจาก
ฝ่ายต่างๆจะขัดแย้งไม่ลงตัวกันและไม่ไว้ใจซึ่งกัน และกัน
จึงควรมีคณะกรรมการอิสระเพื่อแสวงหาความจริง

ต่างหากไปจากกระบวนการทางกฎหมาย
ความจริงนี้เพื่อนำไปสู่การขอโทษ ( Apology )
และการให้อภัย ( Forgiveness )
การขอโทษและการให้อภัยเป็น
พลังอันมหาศาลของมนุษย์เพื่อนำไปสู่การคืนดี


ในหนังสือชื่อ “Solving Tough Problems”
โดย Adam Kahane
ปัญหาความรุนแรงในประเทศอื่นที่ร้ายแรงยิ่งกว่าเราก็ยังแก้ได้
ในเรื่องนี้อาจต้องขอร้องให้คุณอานันท์ ปันยารชุน
ซึ่งเคยเป็นประธานคณะกรรมการอิสระเพื่อความสมานฉันท์แห่งชาติ
ที่แต่งตั้งโดย นายกฯทักษิณ รับเป็นประธาน


๒. ทำให้ทุกชุมชนเป็นชุมชนไม่ทอดทิ้งกันทั่วประเทศภายใน ๑ เดือน
ให้ทุก อบต. และเทศบาลจัดให้มีการสำรวจทั้งชุมชนให้เสร็จภายใน ๒ สัปดาห์ว่า
ใครอยู่ในข่ายถูกทอดทิ้งบ้าง เช่น คนชรา คนจน คนพิการ เด็กกำพร้า
แล้วจัดให้มีอาสาสมัครดูแลหมดทุกคน รวมทั้งมีกองทุนสวัสดิการชุมชน
หรือกองทุนสุขภาพชุมชนที่ สปสช. อบต. (เทศบาล)
และกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ออกสมทบ


องค์กรวิชาการต้องเข้ามาสนับสนุนอาสาสมัครให้ทำหน้าที่อย่างมีคุณภาพ
ควรกำหนดให้แต่ละจังหวัดมีมหาวิทยาลัยอย่างน้อยหนึ่งแห่ง
เข้าไปสนับสนุนความเข้มแข็งของชุมชนท้องถิ่น
โดยวิธีนี้จะเกิดเป็นสังคมไม่ทอดทิ้งกันเต็มประเทศภายใน ๑ เดือน


๓. สร้างสัมมาชีพเต็มพื้นที่ การไม่มีงานทำ การไม่มีรายได้
ทำให้ขาดความมั่นคงในชีวิตและเป็นปัญหาใหญ่ทั่วโลกด้วย
ระบบเศรษฐกิจที่เอาจีดีพีเป็นตัวตั้ง การมีสัมมาชีพเต็มพื้นที่
เป็นปัจจัยใหญ่ที่สุดของความร่มเย็นเป็นสุข
สัมมาชีพหมายถึงอาชีพที่ไม่เบียดเบียนตัวเอง
ไม่เบียดเบียนผู้อื่น ไม่เบียดเบียนสิ่งแวดล้อม
และมีรายจ่ายน้อยกว่ารายได้ คำว่าสัมมาชีพ
จึงรวมทั้งเศรษฐกิจ จิตใจ สังคม ศีลธรรม และสิ่งแวดล้อม


ทิศทางและนโยบายของประเทศต้องมุ่งส่งเสริมการสร้างสัมมาชีพเต็ม
พื้นที่อย่างเป็นเอกภาพ ชุมชนท้องถิ่นคือผู้ปฏิบัติหลัก
องค์กรอื่นๆทั้งสิ้นต้องสนับสนุนชุมชนท้องถิ่น
ให้สามารถสร้างสัมมาชีพเต็ม พื้นที่องค์กรภาคธุรกิจ อันได้แก่
สภาหอการค้าไทย สภาอุตสาหกรรมไทย
และสมาคมธนาคารไทย พร้อมทั้งเครือข่ายในทุกจังหวัด
ควรเข้ามาสนับสนุนให้เกิดสัมมาชีพเต็มพื้นที่


๔. ชุมชนท้องถิ่นเข้มแข็ง – สร้างพระเจดีย์จากฐาน
ไม่มีพระเจดีย์องค์ใดสร้างได้สำเร็จจากยอด
เพราะจะพังลง ๆ เนื่องจากไม่มีฐานรองรับ
พระเจดีย์ต้องสร้างจากฐาน
ฐานที่แข็งแรงจะรองรับพระเจดีย์ให้มั่นคงยั่งยืน
ในรอบ ๑๐๐ ปีที่ผ่านมาเราพัฒนาทุกอย่างที่ยอด
จึงล้มเหลวและเป็นผลให้บ้านเมืองวิกฤต
ฐานพระเจดีย์ของสังคมคือชุมชนท้องถิ่น
ถ้าชุมชนท้องถิ่นเข้มแข็งทุกด้านก็จะ
รองรับสังคมทั้งหมดให้มั่นคงและยั่งยืน


เรามีตัวอย่างทั้งระดับหมู่บ้านและตำบลที่มีการพัฒนาอย่างบูรณาการ
ด้วยกระบวนการประชาธิปไตยทำให้การพัฒนา ๘ เรื่องเชื่อมโยงกัน คือ
เศรษฐกิจ-จิตใจ-สังคม-วัฒนธรรม-สิ่งแวดล้อม-สุขภาพ-การศึกษา-ประชาธิปไตย
ชุมชนและท้องถิ่นใดที่พัฒนาอย่างบูรณาการทั้ง ๘ เรื่อง
เกิดศานติสุขประดุจสวรรค์บนดิน
การสร้างศานติสุขประดุจสวรรค์บนดินนี้
สามารถขยายตัวไปได้ทั่วทุกปริมณฑลของประเทศ


อนึ่ง ผู้นำชุมชนท้องถิ่นที่เป็นคนดีๆและมีความสามารถมีจำนวนมาก
ถ้าเปิดโอกาสและส่งเสริมสนับสนุนอย่างเต็มที่
ผู้นำชุมชนท้องถิ่นที่เป็นคนดีๆและมีความสามารถจำนวนมากเหล่านี้จะร่วมกัน
เป็นพลังพาชาติออกจากวิกฤตไปสู่ความเจริญรุ่งเรือง
เพราะฉะนั้นควรทำอย่างน้อยดังต่อไปนี้


(๑) กระทรวงมหาดไทยที่ยังกุมอำนาจเหนือชุมชนท้องถิ่น
ควรปลดปล่อยชุมชนท้องถิ่นไปเป็นอิสระ
สามารถคิดเองทำเองให้เต็มตามศักยภาพ
กระทรวงเปลี่ยนบทบาทไปสนับสนุน


(๒) ระบบต่างๆ เช่น เศรษฐกิจ การศึกษา สุขภาพ
ความยุติธรรม การเมือง การปกครอง การสื่อสาร ฯลฯ
ไปเชื่อมโยงกับชุมชนท้องถิ่นแบบเกื้อกูลหนุนช่วยซึ่งกันและกัน


(๓) กำหนดให้แต่ละจังหวัดมีมหาวิทยาลัยอย่างน้อยหนึ่งแห่ง
เข้ามาสนับสนุนความ เข้มแข็งของชุมชนท้องถิ่น
ถ้ามหาวิทยาลัยสนับสนุนความเข้มแข็งของชุมชนท้องถิ่น
ประเทศไทยจะเปลี่ยน การศึกษาจะเปลี่ยน


๕. สภาประชาชน - “สามเหลี่ยมเขยื้อนภูเขา” - ปฏิรูปประเทศไทย
ประเทศวิกฤตเพราะขาดความเป็นธรรม
ต้องปฏิรูปใหญ่ประเทศไทยให้เกิดความเป็นธรรมทุกด้าน
เรื่องนี้เป็นเรื่องยาก ไม่มีรัฐบาลใดทั้งในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต
จะทำได้สำเร็จ และเมื่อไม่สำเร็จวิกฤตการณ์
ก็จะเกิดซ้ำซากและรุนแรงมากขึ้น


ต้อง “ออกแบบ” ในการทำงานที่มีพลังที่จะเขยื้อนเรื่อง
ที่จะเขยื้อนได้ยากประดุจเขยื้อน
ภูเขาแบบนี้เรียกว่า “สามเหลี่ยมเขยื้อนภูเขา” ซึ่งประกอบด้วย
(๑) การสร้างความรู้ที่ตรงประเด็น
(๒) การขับเคลื่อนทางสังคม
(๓) อำนาจรัฐเข้ามาบรรจบกัน


อำนาจทั้ง ๓ นี้อย่างใดอย่างหนึ่งหรือแม้ ๒ อย่าง
ก็เขยื้อนเรื่องยากไม่สำเร็จ ที่แล้วมามักแย่งกันมีอำนาจรัฐ
ซึ่งนอกจากทำงานไม่สำเร็จแล้วยังแตกแยกรุนแรง
คุณทักษิณเป็นตัวอย่างของผู้มีอำนาจรัฐสูงสุด
ก็ไม่สามารถพัฒนาไปได้ตลอดรอดฝั่ง


สภาประชาชนตามที่หลายฝ่ายกำลังคิด
ควรเป็นอำนาจทางสังคมและทางความรู้
อย่าคิดไปมีอำนาจรัฐจะมีไปทำไมในเมื่อคนที่มีก็ยังทำไม่สำเร็จ
แต่สภาประชาชนควรเป็นอำนาจทางสังคมและอำนาจทางความรู้
สภาประชาชนควรเป็นการรวมตัวของประชาชนอย่างอิสระ
ในรูปแบบที่หลากหลาย เช่น
ตามพื้นที่ หรือตามประเด็น หรือตามอาชีพ
สภาประชาชนจะมีพลังต่อเมื่อได้รับการสนับสนุนทางวิชาการคือ
เรื่องข้อมูลข่าว สาร ความรู้
และการสังเคราะห์ประเด็นนโยบาย
ฉะนั้นควรมีข้อกำหนดให้องค์กรทางวิชาการ
เข้ามาสนับสนุนสภาประชาชน


ต้องมีการกำหนดให้อำนาจรัฐรับข้อเสนอ
ทางนโยบายจากสภาประชาชนไป ปฏิบัติ
ทั้งในระดับตำบล ระดับจังหวัด และระดับชาติ
ข้อเสนอใดดีและปฏิบัติได้ให้นำไปปฏิบัติทันที
ข้อเสนอใดดีแต่ยังไม่พร้อมปฏิบัติได้ให้นำไป
ทำรายละเอียดร่วมกันจนถึงขั้น
ปฏิบัติได้ ให้สภาประชาชนติดตามตรวจสอบและ
สนับสนุนให้อำนาจรัฐปฏิบัติตามนโยบายที่สภา
ประชาชนเสนอ โดยการทำงานร่วมกันใน “สามเหลี่ยมเขยื้อนภูเขา”
นี้จะเป็นพลังสร้างสรรค์อย่างยิ่ง สันติอย่างยิ่ง
ไม่ต้องลงไปเป็นการเมืองบนท้องถนน
ซึ่งหลุดไปเป็นอนาธิปไตยได้ง่ายจะ
เป็นกลไกให้ทำเรื่องยากๆสำเร็จเป็นลำดับๆ
บ้านเมืองจะเป็นธรรมมากขึ้นๆ เกิดบูรภาพและ
ดุลยภาพมีความมั่นคงยั่งยืน
เป็นสังคมศรีอาริยะหรือสังคมศานติสุข


ทั้ง ๕ ประการที่เสนอมานี้อาศัยแนวคิด “มัชฌิมาปฏิปทา”
ไม่แยกข้างแยกขั้วไม่เป็นปฏิปักษ์ ไม่โค่นล้ม
เป็นสันติวิธีที่คนไทยเอาหัวใจแห่งความเป็นมนุษย์เข้ามาทำงานร่วมกัน
ในเรื่องที่ยากต้องอาศัยการเรียนรู้ร่วมกันในการปฏิบัติ
( Interactive learning through action ) จึงจะสำเร็จ


มาตรการทั้ง ๕ ประการที่เสนอนี้ล้วนอยู่บนฐาน
ของการเรียนรู้ร่วมกันในการปฏิบัติ


ในการเรียนรู้ร่วมกันในการปฏิบัตินี้
เมื่อทำไปๆสิ่งหนึ่งจะผุดบังเกิดขึ้น คือ
ความเชื่อถือไว้วางใจกัน (Trust)
ความเชื่อถือไว้วางใจกันเป็นทุนอันยิ่งใหญ่
เพื่อความสุขและความสำเร็จที่
เงินเท่าใดๆก็ซื้อไม่ได้
แต่เกิดจากการทำงานร่วมกันด้วยใจ


เพื่อนคนไทยครับ
แนวทางการพัฒนาด้วยแนวคิด “มัชฌิมาปฏิปทา” นี้
เมื่อเข้าใจให้มากปฏิบัติให้มากก็จะขยายพื้นที่แห่งสันติ-อหิงสา
และจำกัดพื้นที่แห่งวิหิงสาไปโดยปริยาย
ประเทศไทยมีทรัพยากรต่างๆมากมาย


ถ้าเราใช้แนวคิด “มัชฌิมาปฏิปทา”
มาใช้ในการพัฒนา ไม่เป็นการยากเลยที่
คนไทยจะสร้างอนาคตที่ดีของเราร่วมกันและสร้างประเทศไทย
ให้เป็นประเทศที่น่าอยู่ที่สุด