Custom Search

Jun 2, 2010

กรรมเหนือหมอดู

วัดทองนพคุณ

คอลัมน์ รื่นร่มรมเยศ
เสฐียรพงษ์ วรรณปก


ผมเป็นศิษย์โหร แต่มิได้เป็นโหร
หลวงพ่อเจ้า
คุณพระภัทรมุนีหรือมหาอิ๋น
เจ้าอาวาสวัดทองนพคุณ ธนบุรี (สมัยนั้น)
เป็นโหราจารย์ชั้นยอด
สมัยนั้นมีโหราจารย์ที่ดังอยู่เพียงสองท่านเท่านั้น คือ
สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อยู่ ญาโณทยมหาเถระ)
ซึ่งต่อมาเป็นสมเด็จพระสังฆราช
อีกรูปหนึ่งคือพระภัทรมุนี

แต่โหรสมัยก่อนเขามิได้ทายส่งเดช
อย่างห
ลวงพ่อเจ้าคุณพระภัทรมุนี
ท่านเป็นที่ปรึกษาทางจิตใจให้แก่ศิษย์มากกว่าเป็นหมอดู
เรื่องประเภทไหนควรทายไม่ควรทายท่านมี "จรรยาบรรณ"


บางทีกว่าจะทายได้สักราย
ท่านคำนวณแล้วคำนวณอีกถึงสองสามวันก็มี
ไม่แน่ใจท่านก็ไม่ทาย
มีเรื่องเล่าว่า หนุ่ม
สาวคู่หนึ่งจูงมือมาให้
หลวงพ่อกำหนดวันแต่งงานให้ท่านดูๆแล้ว
บอกว่าท่านไม่สามารถให้ฤกษ์ได้ ขอให้ไปหาสมเด็จฯวัดสระเกศ
สองคนก็ไปหาสมเด็จฯ และก็ได้ฤกษ์ไป มีผู้ถามสมเด็จฯภายหลังว่า

ทำไมเจ้าคุณอิ๋นไม่ให้ฤกษ์ สมเด็จฯบอกว่า

"เจ้าคุณท่านดูแล้วสองคนนี้จะอยู่ด้วยกันไม่ตลอด
แต่อาตมาถือว่าเขาเป็นคู่กันต้องได้แต่งงานกัน
ส่วนต่อไปนั้นจะเป็นอย่างไรเป็นอีกเรื่องหนึ่ง จึงให้ฤกษ์แต่งไป"

ถูกทั้งสองรูป รูปหนึ่งมองว่าถ้าจะแต่งงานกันก็ควรไปได้ตลอด
อีกรูปหนึ่งมองว่า ดวงมันเป็นคู่กันก็ต้องได้แต่งงานกัน
ส่วนจากนั้นไป จะอยู่ด้วยกันยืดหรือไม่
เป็นเรื่องของทั้งสองคน แล้วแต่จะม
อง

เมื่อผมสอบเปรียญเก้าประโยคได้แล้ว
หลวงพ่อพยายามชักจูงให้ผมเรียนโหราศาสตร์
ผมก็ยืนยันว่า ไม่อยากเป็น "หมอดู"
หลวงพ่อบอกว่า
โหร มิใช่หมอดู เราศึกษาโหราศาสตร์ให้เชี่ยวชาญ
เพื่อนำไปใช้ในการแก้ปัญหาชีวิต
ไม่จำเป็นต้องพยากรณ์ใคร คล้ายจะบอกว่า
โหราศาสตร์ กับพยากรณ์ศาสตร์แยกกันได้

แต่ผมก็เห็นโหรส่วนมากท่านก็พยากรณ์ทั้งนั้น

ผมแย้งว่าพระพุทธเจ้าท่านตำหนิเป็น "ติรัจฉานวิชชา" มิใช่หรือ
ท่านตอบว่า ถ้าเอาคำจำกัดความว่า ติรัจฉานวิชชาคือ
วิชชาที่ขวางต่อการบรรลุมรรคผลนิพพาน

เณรเรียนนักธรรมบาลี ก็เข้าเกณฑ์นี้ทั้งนั้น
ผมจำนนท่าน แต่ผมก็ไม่ยอมเรียนอยู่ดี
ไม่งั้นป่านนี้เป็นหมอดูแม่นๆ ไปแล้ว
หลวงพ่อเล่าว่า
ปราชญ์โบราณท่านเรียนโหราศาสตร์ทั้งนั้น
สมเด็จพระจอมเกล้าฯรัชการที่สี่
สมเด็จมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส เป็นต้น
ก็ทรงเชี่ยวชาญโหราศาสตร์ทั้งนั้น

แต่ก็ไม่เห็นท่านใช้โหราศาสตร์พยากรณ์ใครเป็นอาชีพ
แล้วท่านก็เล่าเรื่องที่ต่างๆ ให้ผมฟังแล้ว
ก็ตื่นเต้นด้วยความดีใจ
ที่ได้รับรู้เรื่องราวเก่าๆ ชนิดจะไปหาอ่านที่ไหนไม่ได้

ก่อนทรงศึกษาโหราศาสตร์นั้น พระวิชรญาณ
(สมเด็จพระจอมเกล้าฯรัชการที่สี่)
ทรงได้รับพยากรณ์จากหลวงตาเฒ่ารูปหนึ่งดูเหมือนชื่อ
ทอง แห่งวัดตะเคียนว่า จะได้ราชสมบัติแน่นอน
รับสั่งว่าให้เป็นจริงเถอะ จะสมนาคุณอย่างงามเลย
แล้วในที่สุดก็ทรงได้ขึ้นครองราชย์จริงๆ
ทรงรำลึกถึงหลวงตาเฒ่าวัดตะเคียนขึ้
นมา
ตั้งพระทัยจะไปนมัสการ ก็ทรงทราบว่า
หลวงตาเฒ่ามรณภาพไปนานแล้ว
จึงทรงปฏิสังขรณ์เป็นการบูชาคุณหลวงตาเฒ่า
แล้วพระราชทานนามวัดใหม่ว่า

วัดมหาพฤฒาราม (แปลว่า วัดที่สร้างถวายพระผู้เฒ่า)

วัดมหาพฤฒาราม


เมื่อทรงเชี่ยวชาญในโหราศาสตร์แล้ว

ก็มิได้ทรงใช้วิชาโหราศาสตร์ทำนายทายทักอะไร
นอกจากทรงวิพากษ์วิจารณ์ดวงพระชาตาของพระราชโอรสบางองค์
ดังทรงวิจารณ์ดวงพระชาตากรมหมื่นพิชิตปรีชากร
ที่โหรทั้งหลายว่าเป็นดวงแตก เอาดีไม่ได้

ว่าถ้าถอดดวงให้ละเอียดแล้ว
กลับเป็นดวงดีอย่างยิ่งเป็นต้น
และทรงสามารถใช้โหราศาสตร์แก่เคล็ดได้อีกด้วย
ดังทรงเห็นว่าดวงพระชาตาพระอนุชาธิราชแข็งมาก
จะได้เป็นใหญ่ในแผ่นดิน

เมื่อถูกอัญเชิญลาสิกขาเพื่อไปครองราชย์
พระองค์จึงทรงสถาปนาพระอนุชาธิราช
ให้เป็นกษัตริย์พระองค์หนึ่งพระนามว่า
พระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว
ว่ากันว่าทรงแก้เคล็ดทางโหราศาสตร์