Custom Search

Aug 31, 2018

ดร.อาทิตย์ อุไรรัตน์


ที่มา สถาบันพระปกเกล้า
นายอาทิตย์ อุไรรัตน์ เป็นปูชนียบุคคลที่มีบทบาทสำคัญยิ่ง อันเป็นคุณูปการต่อสังคมไทย และได้รับการยกย่องในฐานะนักการเมืองมือสะอาด ที่ปราศจากผลประโยชน์ทับซ้อน นักบริหารมืออาชีพที่มุ่งผลสำเร็จเพื่อส่วนรวม นักการศึกษาที่มุ่งอุดมคติทางการศึกษาที่แท้จริง และนักสังคมประชาธิปไตยที่มีบทบาทสำคัญในการแก้ไขวิกฤตปัญหาของชาติอยู่เสมอ โดยในยามที่สังคมไทยประสบภาวะวิกฤตทางการเมือง ก็มักจะได้รับความคิดเห็นและแนวทางในการแก้ไขปัญหาที่ดีต่อประเทศชาติ ปรากฏทางสื่อสารมวลชนอยู่เป็นประจำ ภายหลังจากการวางมือทางการเมือง นายอาทิตย์ อุไรรัตน์ ได้กลับไปบริหารกิจการและธุรกิจส่วนตัวของครอบครัว เช่น โรงพยาบาลพญาไท มหาวิทยาลัยรังสิต โดยเฉพาะมหาวิทยาลัย เขาสามารถบริหารให้เป็นสถาบัน อุดมศึกษาชั้นนำของประเทศที่เปิดสอนในสาขาวิชาที่ขาดแคลน เช่น สาขาแพทยศาสตร์ และสาขาวิศวกรรมยานยนต์ เป็นต้น ตลอดจนนายอาทิตย์ อุไรรัตน์ ในฐานะอธิการบดี ได้ประสานความร่วมมือกับต่างประเทศ เพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษาในสาขาวิชาเหล่านี้ให้เป็นมาตรฐานสากลเทียบเท่ากับต่างประเทศ จนเป็นที่ยอมรับของนานาประเทศ

นอกจากนี้ ยังรับเป็นวิทยากรบรรยายพิเศษในโอกาสต่าง ๆ ให้กับสถาบันการศึกษา องค์กรต่าง ๆ ทั้งภาครัฐ และภาคเอกชนทั้งในและต่างประเทศ

ประวัติ นายอาทิตย์ อุไรรัตน์ เกิดวันอาทิตย์ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2481 เป็นบุตรชายของนายประสิทธิ์ และคุณหญิงพัฒนา อุไรรัตน์ สมรสกับนางบุญนำ (ฉายะบุตร) มีบุตรธิดา 3 คน คือ นายอภิวัฒิ อุไรรัตน์ ดร. อรรถวิท อุไรรัตน์ และนางอภิรมณ อุไรรัตน์ โชตินฤมล


ประวัติการศึกษา

ประถมศึกษา โรงเรียนบัณฑิตวิทยา จังหวัดน่าน และโรงเรียนถนอมวิทยา จังหวัดลพบุรี

มัธยมศึกษา โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา

อุดมศึกษา

- ปริญญาตรี รัฐศาสตร์บัณฑิต สาขาการทูตและการต่างประเทศ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

- ปริญญาโท มหาบัณฑิต สาขาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศจาก Fletcher School of Law and Diplomacy, Tufts University, Massachusetts U.S.A. มหาบัณฑิต สาขาการบริหารรัฐกิจจาก California State University, Los Angeles, U.S.A. M.S. (Public Service) California State University, Los Angeles, U.S.A.

- ปริญญาเอก ดุษฎีบัณฑิต ทางรัฐศาสตร์ สาขารัฐประศาสนศาสตร์ จาก University of Colorado, Boulder, Colorado, U.S.A.

บทบาททางด้านการเมือง
นายอาทิตย์ อุไรรัตน์ เข้าสู่ถนนการเมืองครั้งแรกด้วยการลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นผู้ว่า กรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2518 สังกัดพรรคพลังใหม่ ที่มี นพ.กระแส ชนะวงศ์ เป็นหัวหน้าพรรค การเลือกตั้งครั้งนี้ นายอาทิตย์ อุไรรัตน์ ไม่ประสบผลสำเร็จ พ่ายแพ้ให้กับนายธรรมนูญ เทียนเงิน จากพรรคประชาธิปัตย์ ต่อมาปี พ.ศ. 2519 ได้ลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร เขตป้อมปราบ – ปทุมวัน สังกัดพรรคพลังใหม่และพ่ายแพ้ให้กับ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ขณะนั้น แม้จะไม่ประสบผลสำเร็จในการลงสมัครรับเลือกตั้งติดต่อกันถึงสองครั้ง แต่ก็ไม่เคยย่อท้อ ยังคงเดินบนถนนสายการเมือง โดยได้รับแต่งตั้งเป็นรองเลขาธิการรัฐมนตรีในรัฐบาล พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันท์ ในปี พ.ศ. 2523 ต่อมาปี พ.ศ. 2526 นายอาทิตย์ อุไรรัตน์ ลงสมัครรับเลือกตั้งสมาชิก สภาผู้แทนราษฎร จังหวัดฉะเชิงเทรา แต่ก็ไม่ได้รับการเลือกตั้ง ในปี พ.ศ. 2531 ได้ย้ายไปสังกัดพรรคกิจประชาคมดำรงตำแหน่งเลขาธิการพรรค โดยมีนายบุญชู โรจนเสถียร เป็นหัวหน้าพรรค ในปีนี้เขาประสบผลสำเร็จได้เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นสมัยแรก ต่อมาปี พ.ศ. 2532 ได้มีการรวมตัวพรรคการเมืองเข้าด้วยกัน 4 พรรค คือ พรรคก้าวหน้า ที่มีนายอุทัย พิมพ์ใจชน เป็นหัวหน้าพรรค พรรคกิจประชาคม ที่มีนายบุญชู โรจนเสถียร เป็นหัวหน้าพรรค พรรครวมไทย ที่มีนายณรงค์ วงศ์วรรณ เป็นหัวหน้าพรรค และพรรคประชาชน ที่มีนายเฉลิมพันธ์ ศรีวิกรม์ และนายวีระ มุสิกพงศ์ เป็นแกนนำรวมเข้าเป็นพรรคเดียวกันชื่อพรรคเอกภาพ[3] โดยมีนายอาทิตย์ อุไรรัตน์ เป็นโฆษกพรรค และปีถัดมา เขาได้รับการแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ คณะรัฐมนตรี คณะที่ 46 ในรัฐบาล พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ เป็นนายกรัฐมนตรี[4]

เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2534 เกิดเหตุการณ์ยึดอำนาจการปกครองประเทศโดยคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.)[5] เป็นสาเหตุให้ความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลง ในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2535 ได้มีการเลือกตั้งทั่วไป นายอาทิตย์ อุไรรัตน์ จึงย้ายสังกัดจากพรรคเอกภาพมาเป็นสมาชิกพรรคเสรีธรรมในตำแหน่งรองหัวหน้าพรรคที่มีนายณรงค์ วงศ์วรรณ เป็นหัวหน้าพรรค และลงสมัครรับเลือกตั้ง และได้เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดฉะเชิงเทราอีกสมัย ในปีนี้นับว่า นายอาทิตย์ อุไรรัตน์ เป็นผู้มีบทบาทในการเมืองอันสำคัญยิ่งขึ้น คือ การได้รับการแต่งตั้งให้เป็นประมุขฝ่ายนิติบัญญัติ คือ ตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 3 เมษายน 2535 สมัย พล.อ.สุจินดา คราประยูร เป็นนายกรัฐมนตรี

ต่อมาได้เกิดเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ จนนายกรัฐมนตรีต้องลาออก เป็นเหตุให้ต้องเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีคนใหม่ ท่ามกลางปัญหาวิกฤติทางการเมืองในขณะนั้น นายอาทิตย์ อุไรรัตน์ ประธานสภาผู้แทนราษฎรจะต้องเป็นผู้เสนอรายชื่อบุคคลผู้สมควรได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี โดยเหตุการณ์ทางการเมืองมีทีท่าว่าจะวิกฤติมากยิ่งขึ้น เมื่อฝ่ายการเมืองเสียงข้างมากพยายามจะเสนอชื่อ พล.อ.อ.สมบุญ ระหงษ์ หัวหน้าพรรคชาติไทยเป็นนายกรัฐมนตรี ท่ามกลางกระแสการประท้วงและต่อต้านจากประชาชนผู้ไม่เห็นด้วย แต่ด้วยนายอาทิตย์ อุไรรัตน์ มักจะตัดสินใจแก้ไขปัญหาบนพื้นฐานผลประโยชน์ของส่วนรวมเป็นสำคัญ อีกทั้งเพื่อยุติปัญหาความขัดแย้งที่มีอยู่ จึงฝ่าทางตันด้วยการเสนอชื่อนายอานันท์ ปันยารชุน ให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอีกสมัย จากการตัดสินใจในครั้งนั้น ทำให้นายอาทิตย์ อุไรรัตน์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้รับฉายา “วีรบุรุษประชาธิปไตย”[6]

เมื่อปัญหาวิกฤติทางการเมืองคลี่คลาย นายกรัฐมนตรีได้ประกาศยุบสภาให้มีการเลือกตั้งใหม่ นายอาทิตย์ อุไรรัตน์ ร่วมกับนายพินิจ จารุสมบัติ ร่วมกันก่อตั้งพรรคเสรีธรรม และลงสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดฉะเชิงเทรา สังกัดพรรคเสรีธรรม และได้รับการเลือกตั้งให้เข้าสู่สภาอีกสมัย พร้อมลูกพรรคอีกจำนวนหนึ่ง ซึ่งนายอาทิตย์ อุไรรัตน์ ได้รับแต่งตั้งให้เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข คณะรัฐมนตรี คณะที่ 50[7] ในรัฐบาลนายชวน หลีกภัย เป็นนายกรัฐมนตรีสมัยแรก โควตาพรรคเสรีธรรม

ปี พ.ศ. 2539 มีการเลือกตั้งทั่วไป นายอาทิตย์ อุไรรัตน์ ได้ย้ายสังกัดจากพรรคเสรีธรรมมาเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ เมื่อเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นที่ปรึกษาอาวุโสและรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ต่อมาปี พ.ศ. 2542 ได้รับการแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวง วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม คณะรัฐมนตรี คณะที่ 53[8] ในรัฐบาลนายชวน หลีกภัย เป็นนายกรัฐมนตรี สมัยที่สอง

ปัจจุบัน นายอาทิตย์ อุไรรัตน์ ได้ประกาศวางมือทางการเมืองไปแล้ว หากแต่ในยามที่บ้านเมืองเกิดวิกฤติปัญหา สังคมไทยก็มักจะได้รับแนวคิดที่เป็นแนวทางในการแก้ไขปัญหาของชาติดังสมญานาม “วีรบุรุษประชาธิปไตย” อยู่เสมอ













Aug 26, 2018

"โอม-ชาตรี"เล่าถึงที่มาคอนเสิร์ต รำลึก"เต๋อ-เรวัต"ผู้สร้างวงการเพลงไทย


เพราะเคยร่วมงานและประทับใจในตัวพี่ชายคนเก่ง เต๋อ-เรวัต นักร้อง นักแต่งเพลง ผู้บุกเบิกและสร้างตำนานแห่งวงการเพลงไทย ซึ่งในปีที่ผ่านมาเป็นปีครบรอบ 20 ปีแห่งการจากไป เพื่อเป็นการรำลึกถึง “ผู้สร้างของผู้สร้าง” โปรดิวเซอร์คู่ใจอย่าง “โอม-ชาตรี เลยขอนำผลงานเพลงชิ้นสุดท้ายของเต๋อจากอัลบั้ม อะไลฟ์ มาเล่นในคอนเสิร์ต

เพราะเคยร่วมงานและประทับใจในตัวพี่ชายคนเก่ง เต๋อ-เรวัต พุทธินันทน์ นักร้อง นักแต่งเพลง ผู้บุกเบิกและสร้างตำนานแห่งวงการเพลงไทย ซึ่งในปีที่ผ่านมาเป็นปีครบรอบ 20 ปีแห่งการจากไป เพื่อเป็นการรำลึกถึง “ผู้สร้างของผู้สร้าง” โปรดิวเซอร์คู่ใจอย่าง “โอม-ชาตรี คงสุวรรณ” เลยขอนำผลงานเพลงชิ้นสุดท้ายของเต๋อจากอัลบั้ม อะไลฟ์ ที่ยังไม่เคยมีใครได้ฟังที่ไหนมาเล่นในคอนเสิร์ต “ทรู และ จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ พรีเซ็นต์ ชาตรี ไลฟ์ เรวัต ฟอร์เอฟเวอร์” ที่จะมีขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 7 พ.ค. เวลา 17.00 น. ณ รอยัล พารากอน ฮอลล์ ชั้น 5 สยามพารากอน วันนี้ “ศิรินทร์” เลยชวนพี่โอมมานั่งพูดคุยถึงจุดเริ่มต้นของคอนเสิร์ตนี้ พร้อมอัพเดทชีวิตและผลงานในปัจจุบัน รวมถึงแชร์มุมมองในวันที่เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทต่อวงการเพลงมากที่สุด เป็นอย่างไร ติดตามในบทสัมภาษณ์กันได้เลยจ้า

จุดเริ่มต้นของคอนเสิร์ตครั้งนี้มีที่มาอย่างไร?

ก่อนที่พี่เต๋อจะจากเราไป ผมกับพี่เต๋อได้ร่วมกันทำอัลบั้ม “อะไลฟ์” ซึ่งเป็นอัลบั้มที่พี่เต๋อเลือกเอาเพลงที่ดีที่สุดมาเรียบเรียงดนตรีใหม่และเปลี่ยนวิธีการร้องให้หนักแน่นขึ้น แต่ก็ไม่ทันได้ปล่อยออกมาให้ฟังกัน กระทั่งครบรอบ 20 ปีแห่งการจากไปของพี่เต๋อ ผมก็เลยคุยกับพี่ ๆ น้อง ๆ ศิลปินที่เคยทำงานร่วมกับพี่เต๋อว่าอยากจะเอาผลงานชิ้นนี้ กลับมานำเสนอในรูปแบบคอนเสิร์ตร่วมสมัยผ่านมุมมองของพี่เต๋อ เสมือนว่าพี่เต๋อมากำกับโชว์บนเวทีนี้ด้วย แฟนเพลงรุ่นเก่าก็จะดื่มด่ำกับเสียงเพลงและบรรยากาศเก่า ๆ ส่วนแฟนเพลงรุ่นใหม่ก็จะได้เห็นพลังทางดนตรีของพี่เต๋อด้วยครับ”

ความประทับใจที่มีต่อพี่เต๋อ เมื่อครั้งทำงานร่วมกันเป็นอย่างไรบ้าง?

ประทับใจทุกอย่างครับ (ยิ้ม) พี่เต๋อเป็นสุดยอดผู้นำที่มีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่เพื่อนร่วมงาน เป็นผู้ชายรักครอบครัว มีความหนักแน่นในการตัดสินใจ มีความตั้งใจที่จะเปลี่ยนแปลงวงการเพลงให้ดีขึ้น เวลามีปัญหาพี่เต๋อจะไม่เสียเวลาบ่น แต่จะสร้างสิ่งเหล่านั้นให้ดีขึ้น พี่เต๋อไม่สอนแต่จะทำให้เห็น ให้เราได้เรียนรู้ตลอดเวลา พี่เต๋อคือบุคคลตัวอย่างที่เวลาทำอะไรสักอย่างต้องทำให้ดีและมีคุณภาพ จะไม่เสียเวลากับสิ่งที่ไม่สร้างสรรค์ พี่เต๋อคือนักดนตรีที่สร้างผลงานร่วมกับงานด้านการตลาด ถ้าพี่เต๋อไม่จากเราไปซะก่อนคงสร้างความสำเร็จใหญ่โตอีกหลายอย่างและวางรากฐานที่ดีให้งานเพลงยุคใหม่ของบ้านเรา พี่เต๋อคือผู้สร้างของผู้สร้าง สร้างคนหนึ่งให้ไปสร้างคนอื่นต่อไปเรื่อย ๆ อย่างแท้จริงครับ”

วงการเพลงบ้านเราในปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไปมากน้อยแค่ไหน?

วงการเพลงเปลี่ยนไปเยอะตามยุคสมัย รายได้จากการทำเพลงเปลี่ยนไปอยู่ในโซเชียลมีเดียสปอนเซอร์ก็เปลี่ยนไปสนับสนุนงานในรูปแบบนั้น เราต้องกำหนดว่าเราอยู่ในแนวทางไหนของอาชีพนี้ ต้องเข้าใจในความเป็นไป จะไปย้อนแย้งกับสิ่งที่เป็นไปก็คงทำได้ยาก สำหรับผมวงการเพลงยังคงมีสีสัน แต่ช่องทางการสร้างรายได้เปลี่ยนไป ยอดวิว ยอดแชร์เป็นการสะท้อนการมีส่วนร่วมกับมวลชน การมีคนดูเยอะ ๆ มีคอมเมนต์โต้ตอบกลับมา วัดความสำเร็จได้ในทางหนึ่ง เป็นกลไกการตลาดรูปแบบหนึ่งที่จับต้องได้ แต่ที่จะวัดว่าศิลปินดัง ดี มีคุณภาพ ยังต้องใช้มาตรฐานอื่น ซึ่งบ้านเรายังไม่มีบรรทัดฐานที่ชัดเจน อาจจะต้องใช้เวลาอีกพอสมควรครับ แค่เล่นแล้วมีความสุข มีรายได้บ้าง ไม่ต้องไปตั้งเงื่อนไขเยอะ แต่ถ้าเรามีเงื่อนไขเยอะก็ต้องปรับความเข้าใจให้ไปกับโลก”

ในมุมมองของเราศิลปินต้องปรับตัวอย่างไรกันบ้าง?

ผมมองว่าศิลปินแบ่งออกเป็น 2 รุ่น คือศิลปินรุ่นก่อนที่ยังอยู่เป็นเสาหลักของวงการและศิลปินรุ่นใหม่ที่เกิดขึ้นทุกวัน ซึ่งความต่างด้านประสบการณ์และความคิดของศิลปินทั้ง 2 ยุคกลายเป็นเสน่ห์ในการทำงานร่วมกัน ทำให้เพลงบ้านเรามีสีสัน คนรุ่นเก่าต้องทำความคุ้นเคยเทคโนโลยีใหม่ อุปกรณ์การทำงานด้านดนตรีที่ทันสมัยขึ้น และเปิดใจยอมรับที่จะอยู่ร่วมกับคนรุ่นใหม่ จะได้รู้ว่าทำไมคิดแบบนี้ เขาฟังเพลงแนวไหนอยู่ก็ลองฟังกับเขา จะได้ไม่ตกเทรนด์ ข้อดีของเทคโนโลยีคือมันครอบคลุมทั่วโลก ส่วนข้อเสียคือทำให้คนลืมที่จะพัฒนาตัวเอง ดังนั้นเมื่อเราเปิดใจรับเอาสิ่งใหม่เข้ามาแล้วก็ต้องไม่ลืมที่จะพัฒนาตัวเองควบคู่กันไปด้วย อายุเป็นเพียงตัวเลข คนรุ่นเก่าต้องไม่ทำตัวแก่นะครับ (หัวเราะ)”

เหตุผลที่ทำให้ยังทำเพลงอยู่จนถึงทุกวันนี้?

เพราะมีใจรักในเสียงดนตรีและอยากอยู่ตรงนี้ต่อไป ทุกวันนิ้สิ่งที่เปลี่ยนไปเยอะที่สุดของวงการเพลงคือเทคโนโลยี ถ้ามัวแต่คิดว่ามันไกลตัวจนเราตามไม่ทันก็จะตามไม่ทัน แต่ถ้าเราพัฒนาตัวเองตามความเปลี่ยนแปลงโดยไม่ตั้งแง่ก็จะไปกับเขาได้ โชคดีที่ผมตามเทคโนโลยีเรื่อย ๆ เลยไม่รู้สึกว่ากำลังวิ่งไล่ตาม สนุกกับเสียงดนตรีภายใต้ชื่อบริษัท “มิสเตอร์ มิวสิค” ที่เน้นงานด้านมิวสิกโปรดักชั่น พยายามหาวัตถุดิบใหม่ ให้เวลาตัวเองทบทวนสิ่งต่าง ๆ และยอมรับสิ่งใหม่ เวลาทำเพลงจะได้รู้สึกเหมือนตอนหนุ่ม ๆ กลับคืนสู่วงการด้วยการเล่นคอนเสิร์ต แต่งเพลงที่เป็นตัวเราเองเก็บไว้รอจังหวะหยิบยื่นให้คนรุ่นใหม่ชื่นชมและยอมรับในตัวเรา เหมือนเป็นการแนะนำตัวเองกับคนในอีกเจนเนเรชั่นหนึ่ง ได้รู้จักด้วยครับ”

วงการเพลงต่อจากนี้จะเป็นไปในทิศทางไหน?

ไปตามสากลนี่แหละครับ เขาเป็นยังไงเราก็เป็นอย่างนั้น พื้นฐานวัฒนธรรมบ้านเรามีความเป็นผู้ตามสูง ตามกระแสโลกทุกอย่าง ต่อไปเพลงอาจจะเป็นแนวทางต่างประเทศแต่ร้องเป็นภาษาไทย งานที่เป็นเอกลักษณ์ของเราจริง ๆ จะมีน้อย ดังนั้นผู้ตามที่ดีควรเรียนรู้และเอาสิ่งเหล่านั้นมาพัฒนา ผมเชื่อว่าในอนาคตเด็กรุ่นใหม่ก็คงอยากจะเอาวัฒนธรรมบ้านเราไปเผยแพร่สู่สากลได้ เพียงแต่วันนี้เรายังเพลินกับการเป็นผู้ตามและรักความสบายอยู่ ทำให้วงการเพลงบ้านเรานิ่ง ๆ แต่ถ้าเมื่อไหร่เราตั้งเป้าหมายอยากจะทำให้งานออกมาดี วงการเพลงจะกลับมารุ่งเรืองอีก ดูอย่างเกาหลีเมื่อก่อนเพลงบ้านเขาก็ไม่ได้เฟื่องฟูขนาดนี้ แต่ที่เขาประสบความสำเร็จ เพราะศิลปินทำงานหนัก ตั้งเป้าหมาย และตั้งใจฝึกซ้อมหนักหน่วง ผมก็เชื่อว่าเราก็สามารถทำเหมือนเขาได้เช่นกันครับ”

ในฐานะรุ่นพี่มีอะไรอยากจะแนะนำศิลปินรุ่นน้องไหม?

บ้านเราเป็นวงการที่เปิดรับมากกว่าที่จะนำเสนอ ในเมื่อรับแล้วก็อยากให้น้อง ๆ เอามาพัฒนาและสร้างผลงานต่อไป แสดงความสามารถของเราให้เต็มที่ อย่ารอโอกาสแต่จงมีความกระหายที่จะหยิบยื่นงานของเราสู่คนฟัง ใช้โซเชียลมีเดียให้เป็นประโยชน์ก็จะสามารถพัฒนาวงการเพลงของเราให้ดียิ่ง ๆ ขึ้นไปได้ ที่สำคัญอย่าเอาเรื่องเงินมาเป็นเงื่อนไขในการทำงานมากเกินไป ไม่อย่างนั้นเราอาจจะเบื่อและหมดไฟไปก่อนได้ หวังว่าพลังคนรุ่นใหม่จะทำให้วงการของเราพัฒนาแบบก้าวกระโดดได้ในไม่ช้าครับ”

สุดท้ายฝากอะไรถึงคอนเสิร์ตและแฟน ๆ ที่ยังคงรักและติดตามเรามาตลอดสักนิด?

ผมเชื่อว่าโอกาสดี ๆ ไม่ได้มีบ่อย คอนเสิร์ตครั้งนี้ถือเป็นโอกาสสำคัญที่เราจะมาร่วมย้อนรำลึกถึงพี่เต๋อกันครับ ผมอยากจะเชิญชวนแฟน ๆ ทุกท่านมาร่วมสัมผัสบรรยากาศสุดพิเศษนี้ด้วยกัน พวกเราจะทำโชว์ออกมาให้ดีที่สุด แล้วมาเจอกันวันอาทิตย์ที่ 7 พ.ค. 60 นี้ ที่รอยัล พารากอนฮอลล์ สยามพารากอน เวลา 17.00 น. แล้วก็ฝากผลงานอื่น ๆ ในอนาคตของผมด้วย ยังไงก็อยากให้ทุกคนเป็นกำลังใจให้ศิลปินไม่ว่าจะรุ่นไหนก็ตามด้วยครับ”


จากการนั่งพูดคุยกับ “โอม-ชาตรี” ในครั้งนี้ เราได้เห็นถึงความตั้งใจในการจัดคอนเสิร์ตสำคัญครั้งนี้ รวมทั้งได้เห็นมุมมองของนักดนตรีตัวจริง ที่แม้ไม่ใช่คนหนุ่มรุ่นใหม่ แต่ก็ยังพัฒนามุมมอง ความคิด และการทำงานให้สดใหม่อยู่เสมอ จึงไม่แปลกใจว่าทำไมเขาถึงยังคงยืนหยัดในวงการเพลงได้จนถึงปัจจุบัน ฝากแฟน ๆ เป็นกำลังใจและรีบจองตั๋วไปสนุกในคอนเสิร์ตนี้ด้วยนะ.

ศักดา อินคา กล่าวความในใจถึง พี่ เต๋อ เรวัต พุทธินันทน์























หมากเกมนี้
คำร้อง สุรักษ์ สุขเสวี
ทำนอง ชาตรี คงสุวรรณ



ยิ่งใกล้ยิ่งเจ็บ 
คำร้อง โอภาส พันธุ์ดี 
ทำนอง โสฬส ปุณกะบุตร



‘ดี้ นิติพงษ์’ จี้ ‘ทอท.-ดวงฤทธิ์’ เคลียร์ปมชนะออกแบบสุวรรณภูมิ เฟส 2




กรณีการออกแบบสุวรรณภูมิ.ภาคสอง
อย่าปล่อยให้เป็นเรื่องขำนะจ๊ะ...
เรื่องน้องด้วงจะไปลอกใครมา เพื่อมาออกแบกสนามบินสุวรรณภูมิตอนสอง...อันนี้ฉันเคารพ ฉันไม่ตัดสินว่าน้องด้วงมันลอกมา หรือไม่ได้ลอกมา...
น้องด้วงมันซวยที่ไปด่าเขาไว้เยอะ...แล้วบัดนี้เธอเจอเข้าบ้าง มันก็จะได้รู้ว่า มันเจ็บปวดแค่ไหน...
แต่ประเด็นสำคัญที่เราปล่อยปละละเลยไม่ได้คือเรื่องซับซ้อน...
บริษัทที่ได้ที่หนึ่ง จากบอร์ดใหญ่ตัดสิน...
แต่บริษัทที่หนึ่งฟาวล์ เพราะเปิดซองจากการท่าฯ ไม่มีใบห่าเหวที่ว่าสำคัญตามระเบียบ...ที่ต้องกรอกตามใบนั้น...
ก็มันไม่มี...บริษัทที่ได้ที่หนึ่ง ตามบอร์ดแรก แต่ไม่มีเอกสารงี่เง่าที่เป็นตัวตัดสินผิดถูก...ต้องเขียนเอง พิมพ์เสนอเอง ไม่ใช่ตามเอกสารของการท่าอากาศยานฯ
เฮ้ย...นี่กูอยู่กับระบบอะไรนี่...
แล้วก็ได้ยินมาหลายคดี...ว่า ราชการ รัฐวิสาหกิจ...ใช้วิธีตุกติกแบบนี้ เพื่อจะให้คนที่ต้องการ พรรคพวก ได้รับงาน
เฮ้ย...ไอ้ทิดเอิบ แม่ประไพ...
งานนี้ กระทรวงการคลัง หุ้นใหญ่ของการท่าอากาศยาน ฯลฯ ต้องชี้แจงให้เคลียร์ว่ะ...
ฉันกระอักกระอ่วนมาก...
ดวงฤทธิ์ ก็เป็นน้องที่เจอกัน นับถือกันเฮฮา..
แต่อันนี้...เป็นเรื่องใหญ่..
ด้วงต้องเคลียร์ให้ได้ว่ะ..
เพราะมีหลายคำถาม...
เพื่อนรู่นเดียวกัน เป็นใหญ่ในสุวรรณภูมิ
ตอนนี้เด้งไปดอนเมือง...
ฯลฯ
พี่ชอบด้วงมาตลอดเลย...
มึงมันเท่มาตลอดเลย...เป็นไอดอล

ด้วงช่วยแก้เรื่องนี้หน่อย ให้มันชัดนะ..อันนี้พูดแบบพี่น้อง..
สรุปนะ...
พี่ไม่ซีเรียสเท่าไหร่นักดอก กับที่คนบอกว่าไปลอกญี่ปุ่น..อะไรมา...
ถึงจะมีคนจำนวนมาก ไม่ปลื้ม...
พี่เห็นในรูป ก็แก้ตัวแทนน้องไม่ออกเหมือนกันว่ะ...

แต่เรื่องที่สำคัญกว่านั้นคือ...
การท่าอากาศยานฯ ต้องมาแถลงให้ชัดเจนว่า...
ทำไม อีกบริษัทหนึ่งถึงถูกปรับฟาลว์ เพราะแบบฟอร์ม ไม่ใช่แบบฟอร์มของเอโอที....
และบริษัทนั้นก็ บอกได้แต่ว่า ... ก็ในซองใบสมัคร มึงไม่ส่งแบบฟอร์มห่านั่น ที่ว่าซีเรียส ผิดพลาดไม่ได้...แต่มึงไม่ส่งให้เขา
เขาก็เลยต้องไปพิมพ์เอง...
เรื่องนี้....ยอมไม่ได้
มีเอกชนเยอะมากที่พูดตรงกันว่า...ฝั่งราชการชอบทำแบบนี้...

เพื่อจะล็อก หาช่องโหว่...เพื่อให้พรรคพวกเดียวกันมาได้ประโยชน์
ไม่เบื่อกันมั่งเหรอ...
จะเป็นคนโกงรุ่นใหม่อนาคตใหม่อะไรแบบนี้กันเหรอ...
เฮ้อ.....



Nitipong Hornark
25/8/2561









“ยอดเยี่ยม เทพธรานนท์” ถาม ออกแบบ “อาคาร 2 สุวรรณภูมิ” มีโกง-ลอกแบบกันไหม?
เผยแพร่: 26 ส.ค. 2561 11:59 ปรับปรุง: 26 ส.ค. 2561 13:20 โดย: MGR Online

สถาปนิกชื่อดัง “ยอดเยี่ยม เทพธรานนท์” ถาม สังคมวิจารณ์แบบก่อสร้างอาคารผู้โดยสาร 2 สุวรรณภูมิ ของกลุ่ม “ดวงฤทธิ์ บุนนาค” ลอกแบบมาหรือไม่ หลังโซเชียลดรามาแบบเหมือนอาคารหนึ่งในญี่ปุ่น อีกทั้งบริษัทที่ชนะแต่ถูกตีตกเตรียมฟ้องศาลปกครอง

เฟซบุ๊กส่วนตัวของ นายยอดเยี่ยม เทพธรานนท์ สถาปนิกชื่อดัง กรรมการอำนวยการบริษัท อินเตอร์ แพค จำกัด ได้ตั้งคำถามเกี่ยวกับโครงการประกวดออกแบบโครงการก่อสร้างอาคารผู้โดยสารหลังที่ 2 ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ มูลค่าโครงการ 3.5 หมื่นล้านบาท ซึ่งที่ประชุมคณะกรรมการ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) เมื่อวันที่ 22 ส.ค. มีมติให้กลุ่มนิติบุคคลร่วมทำงาน DBALP-NIKKEN SEKKEI หรือ กลุ่มนายดวงฤทธิ์ บุนนาค สถาปนิกชื่อดัง เป็นผู้ชนะการประกวด โดยมีผู้ยื่นซองประมูลจำนวน 4 ราย และเกิดดรามาว่าไปลอกแบบจากพิพิธภัณฑ์สะพานไม้ Yusuhara ในประเทศญี่ปุ่น ระบุว่า เท่าที่มีข้อมูลอาจสรุปได้ว่า มีการจัดประกวดแบบ โดยทาง ทอท. ได้เชิญสมาคมสถาปนิกสยามฯ เข้าเป็นกรรมการตัดสินด้วย และมีผู้สนใจเข้าประกวดจำนวน 4 ราย

การตัดสินการประกวด ปรากฏว่า กลุ่มบริษัทที่ปรึกษากลุ่มบริษัทร่วมทำงานเอส เอ ประกอบด้วย สแปน คอนซัลแตนท์, ไชน์ เทค เอ็นจิเนียริ่ง คอนซัลแตนท์, อะซูซา เซคเคอิ และ สกายปาร์ตี้ (กลุ่ม S.A.) ชนะการประกวด แต่เมื่อเปิดเอกสารการเสนอราคา กลับมีปัญหา เพราะกลุ่ม S.A. ไม่ได้ใช้เอกสารต้นฉบับมากรอกราคา จึงเชิญผู้แพ้ที่แบบได้ที่ 2 คือ กลุ่มนายดวงฤทธิ์ มาเปิดซอง ปรากฏว่าเอกสารไม่มีปัญหา จึงต่อรองค่าออกแบบจาก 349 ล้านบาท เหลือ 329 ล้านบาท หลังจากประกาศแล้ว ก็มีคำถามต่างๆ เกิดขึ้นในสังคมมากมาย คือ ทำไมไม่เอาแบบที่ดีที่สุดไปสร้าง เอกสารที่บอกว่าไม่ถูกต้อง ไม่ใช่ประเด็นหลัก หากมองประโยชน์ของชาติ ประโยชน์ของ ทอท. และ ประโยชน์วิชาชีพ เป็นที่ตั้ง รวมทั้งมีการวิจารณ์ว่า แบบของนายดวงฤทธิ์ นั้น ลอกแบบของผู้อื่นมา และมีการนำภาพเหมือนในหลากหลายมุมมาแสดง แต่นายดวงฤทธิ์บอกว่าไม่ได้ลอก

“ด้วยความรู้สึกที่ไม่เข้าใจ และรู้สึกว่าไม่โปร่งใส่ในสิ่งที่เกิดขึ้น ทำให้กลุ่ม S.A. Group จึงเตรียมการที่จะฟ้องศาลปกครอง สังคมนักออกแบบ รู้สึกว่าแบบของนายดวงฤทธิ์นั้น ลอกแบบของญี่ปุ่นมา แม้นายดวงฤทธิ์ จะปฏิเสธ 100% แต่ก็ยังไม่เป็นที่ยอมรับของผู้คนอีกไม่น้อย มีการวิจารณ์กันไม่หยุด ขออนุญาตเรียนถามผู้มีข้อมูลและผู้รู้ ก็คือ ถ้าเป็น กลุ่ม S.A. นายดวงฤทธิ์ ทีมดำเนินการ บอร์ดบริหารใหญ่ของ ทอท. นักวิชาชีพ และประชาชนไทย จะรู้สึกอย่างไร คิดว่างานนี้มีการโกง หรือมีการลอกแบบกันไหม” นายยอดเยี่ยม กล่าว

นายยอดเยี่ยม กล่าวเพิ่มเติมว่า ความพลาดและความผิด ถ้ามีผลต่อประเทศชาติ เราต้องตั้งมั่นและแก้ไข สิ่งที่เกิดขึ้นนี้ จะเป็นกรณีศึกษาที่สำคัญ หากเรื่องนี้จบลงแบบเงียบๆ หรืองงๆ หรือจบลงอย่าหักด้ามพร้าด้วยเข่า ก็จะมีกรณีเช่นนี้เกิดขึ้นในอนาคตอีกมากมาย และหลายคนคงจะเกิดอาการหมดแรง และหมดหวัง การค้นหาความจริง และ พิสูจน์ข้อมูล เพื่อประโยชน์ประเทศชาติ เป็นสิ่งสำคัญมาก ในฐานะที่เคยเป็นกรรมการระเบียบพัสดุพักหนึ่ง อยากให้ท่านกรรมการตัดสิน ช่วยกรุณาอธิบายความสำคัญ และความจำเป็นที่กำหนดให้เอกสารเสนอราคา เป็นเอกสารที่ต้องเป็นต้นฉบับจาก ทอท. เท่านั้น เพราะกรณีนี้เป็นการประกวดแบบ มิใช่เป็นการประกวดราคา สาระสำคัญจึงมิได้อยู่ที่จำนวนเงิน ที่ทาง ทอท. ได้กำหนดไว้ก่อนหน้านี้แล้ว และเป็นที่รู้กันทุกคน หากท่านกรรมการฯ อธิบายประเด็นนี้ให้ชัดเจน และตอบคำถามต่างๆ ได้ เชื่อว่า สังคมจะเข้าใจ หวังว่า สิ่งที่เกิดขึ้นนี้ มิได้มาจากความโลภ ของผู้เกี่ยวข้องทั้งหลาย ทั้งผู้รับ ผู้แบ่ง และผู้จ่าย แม้จะมีคนส่งข่าวเรื่องนี้มาให้ก็ตาม เพราะหากเป็นเพราะความโลภ จะทำลายทั้งตนเองและประเทศชาติ





ทอท.ชี้แจงดราม่าผลตัดสินบริษัทสำรวจออกแบบ 'อาคารผู้โดยสารหลังที่ 2 สุวรรณภูมิ' ย้ำ 'SA Group' ผ่านเกณฑ์ได้คะแนนอันดับ 1 แต่ขาดคุณสมบัติเนื่องจากไม่มีเอกสารต้นฉบับใบเสนอราคา บอร์ดจึงเคาะเลือก 'ดีบีเอแอลพี-นิคเคน เซคเค'
Aug 23, 2018



สืบเนื่องจากในโซเชียลมีเดียวิพากษ์วิจารณ์เรื่องผลการประกวดและว่าจ้างบริษัทที่เสนอราคาเป็นอันดับ 2 สำหรับโครงการก่อสร้าง 'อาคารผู้โดยสารหลังที่ 2 สนามบินสุวรรณภูมิ' เนื่องจากผู้เสนอราคาที่ชนะอันดับ 1 ขาดเอกสารต้นฉบับใบเสนอราคา

ในวันนี้ (23 ส.ค.) ฝ่ายประชาสัมพันธ์ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. ได้เผยแพร่คำชี้แจง ระบุว่า การประชุมคณะกรรมการ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. ครั้งที่ 9/2561 เมื่อวันที่ 22 ส.ค. เวลา 9.00 น. ณ สำนักงานใหญ่ ทอท ซึ่งมีนายประสงค์ พูนธเนศ ประธานกรรมการ ทอท. เป็นประธาน ที่ประชุมมีมติ อนุมัติให้ ทอท.จ้างกลุ่มนิติบุคคลร่วมทำงานดีบีเอแอลพี-นิคเคน เซคเค หรือ DBALP-NIKKEN SEKKEI เป็นผู้รับจ้าง งานสำรวจออกแบบโครงการก่อสร้างกลุ่มอาคารผู้โดยสารหลังที่ 2 ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (ทสภ.) เป็นเงิน 329,560,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม)
ทอท.ได้ดำเนินการจัดหาผู้รับจ้างงานจ้างสำรวจออกแบบโครงการก่อสร้างอาคารผู้โดยสารหลังที่ 2 ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ โดยวิธีประกวดแบบ วงเงินการจัดหา 329,569,514.44 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) ตามระเบียบและข้อกำหนดของ ทอท.ว่าด้วยการพัสดุ (เนื่องจากในวันที่ออกประกาศประกวดแบบ กฎหมายว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างและบริหารพัสดุภาครัฐยังไม่มีผลบังคับใช้) โดย ทอท.ได้แต่งตั้งคณะกรรมการจัดหาพัสดุงานจ้างสำรวจออกแบบโครงการก่อสร้างอาคารผู้โดยสารหลังที่ 2 ทสภ.ประกอบด้วย พนักงาน ทอท.จำนวน 4 คน โดยมีผู้แทนจากสมาคมสถาปนิกสยาม 1 คน ร่วมเป็นกรรมการ และมีผู้แทนจากสภาสถาปนิกจำนวน 2 คน เข้าร่วมสังเกตุการณ์ และเมื่อวันที่ 6 พ.ย. 2560  
ขณะที่ มีผู้ยื่นซองประมูลจำนวนรวม 4 ราย ได้แก่ 
(1) กลุ่มนิติบุคคลร่วมทำงาน ดีบีเอแอลพี-นิเคนเซกเก-อีเอ็มเอส-เอ็มเอชพีเอ็ม-เอ็มเอสอี-เออาร์เจ (กลุ่มนิติบุคคลร่วมทำงาน ดีบีเอแอลพี-นิเคนเซกเก) ประกอบด้วย บริษัท ดวงฤทธิ์ บุนนาค จำกัด บริษัท อีเอ็มเอส คอนซัลแตนท์ จำกัด บริษัท เอ็มเอชพีเอ็ม จำกัด บริษัท มัลติ ซิสเต็ม เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด บริษัท เออาร์เจ สตูดิโอ จำกัด บริษัท นิคเคน เซคเค จำกัด (NIKKEN SEKKEI LTD) 
(2) กลุ่มบริษัทที่ปรึกษา บริษัท เดอะ โบว์มอนท์ พาร์ทเนอร์ส จำกัด ประกอบด้วย บริษัท เดอะ โบว์มอนท์ พาร์ทเนอร์ส จำกัด บริษัท อินเด็กซ์ อินเตอร์เนชั่ลแนล กรุ๊ป จำกัด บริษัท อีจีส เรล (ประเทศไทย) จำกัด บริษัท ซีอีแอล เอ็นจีเนียส์ จำกัด บริษัท ซีอีแอล อาร์คิเทคส์ แอนด์ เอ็นไวรอนเม้นท์ จำกัด บริษัท อลานา เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด และ Egis Avia และ Egis Rail S.A. 
(3) กลุ่มบริษัทที่ปรึกษา บริษัท วาร์ดา แอสโซซิเอทส์ จำกัด ประกอบด้วย บริษัท วาร์ดา แอสโซซิเอทส์ จำกัด บริษัท ไวส โปรเจ็คคอลซัลติ้ง จำกัด และบริษัท จงลิม อาร์คิเทคเจอร์ จำกัด 
(4) กลุ่มบริษัทที่ปรึกษา SA Group ประกอบด้วย บริษัท สแปน คอนซัลแตนท์ จำกัด บริษัท ไซน์-เทค เอ็นจิเนียริ่ง คอนซัลแตนท์ จำกัด บริษัท อะซูซา เซคเคอิ จำกัด และบริษัท สกายปาร์ตี้ จำกัด
คณะกรรมการจัดหาพัสดุฯ ได้ประเมินข้อเสนอด้านเทคนิคของผู้ยื่นซองประมูลทั้ง 4 ราย ซึ่งตามข้อกำหนดและรายละเอียดงานจ้างฯ (TOR) ข้อ 14.5 กำหนดให้ผู้ผ่านข้อเสนอเทคนิคจะต้องได้รับคะแนนตั้งแต่ร้อยละ 80 ขึ้นไป และจัดลำดับเพื่อเชิญมาต่อรองราคาต่อไป โดยทั้ง 4 กลุ่มบริษัทได้ผ่านเกณฑ์ดังกล่าวตามลำดับคะแนนคือ 
ลำดับที่ 1 กลุ่มบริษัทที่ปรึกษา SA Group 
ลำดับที่ 2 กลุ่มนิติบุคคลร่วมทำงาน ดีบีเอแอลพี-นิคเคน เซคเค 
ลำดับที่ 3 กลุ่มบริษัทที่ปรึกษา บริษัท วาร์ดา แอสโซซิเอทส์ จำกัด 
ลำดับที่ 4 กลุ่มบริษัทที่ปรึกษา บริษัท เดอะ โบว์มอนท์ พาร์ทเนอร์ส จำกัด 
ทอท.เชิญ SA Group เปิดซองราคาเป็นรายแรก แต่ขาดเอกสารต้นฉบับใบเสนอราคา
โดยเมื่อวันที่ 14 ส.ค. 2561 ทอท.ได้เชิญกลุ่มบริษัทที่ปรึกษา SA Group ซึ่งได้คะแนนเทคนิคสูงเป็นลำดับแรกมาเปิดซองข้อเสนอด้านราคา แต่เนื่องจากกลุ่มบริษัทที่ปรึกษา SA Group มิได้ยื่นต้นฉบับใบเสนอราคาตามที่ ทอท.กำหนดใน TOR ข้อ 13.3.1 ซึ่งระบุว่า "ผู้เสนองานต้องใช้ ต้นฉบับใบเสนอราคา ที่ได้รับจาก ทอท.นี้เท่านั้น ใบเสนอราคานอกเหนือจากนี้จะไม่รับพิจารณาโดยเด็ดขาด" 
ทั้งนี้ สาเหตุที่ ทอท.ได้กำหนดเงื่อนไขดังกล่าวไว้ใน TOR เนื่องจากเอกสารต้นฉบับใบเสนอราคา เป็นเอกสารสำคัญที่ผู้เสนอราคาต้องใช้ในการเสนอราคา เพราะนอกจากจะมีข้อเสนอด้านราคา ซึ่งต้องระบุเป็นตัวเลขและตัวอักษรแล้ว ยังมีเงื่อนไขที่เป็นสาระสำคัญอื่น ๆ ระบุไว้ ได้แก่ ระยะเวลายืนราคา คำรับรองว่าจะเริ่มทำงานตามสัญญาทันทีที่ได้รับแจ้งจาก ทอท.และจะส่งมอบงานตามเอกสารประกวดแบบภายในระยะเวลาที่กำหนดโดยผู้มีอำนาจกระทำแทนจะต้องลงนามรับรองข้อเสนอดังกล่าว 
คณะกรรมการจัดหาพัสดุฯ จึงไม่พิจารณาเอกสารข้อเสนอราคาของกลุ่มบริษัทที่ปรึกษา SA Group
จากนั้น คณะกรรมการจัดหาพัสดุฯ จึงได้เชิญกลุ่มนิติบุคคลร่วมทำงาน ดีบีเอแอลพี-นิเคนเซกเก ซึ่งได้คะแนนเทคนิคสูงเป็นลำดับที่ 2 มาต่อรองราคาตามเงื่อนไขของข้อกำหนดและรายละเอียดงานจ้าง (TOR) ข้อ 14.6 ซึ่งกลุ่มนิติบุคคลร่วมทำงาน ดีบีเอแอลพี-นิเคนเซกเก ได้เสนอเอกสารข้อเสนอด้านราคามาครบถ้วนตามเงื่อนไขและข้อตกลงในการประมูลฯ และข้อกำหนดและรายละเอียดงานจ้างฯ (TOR) โดยเสนอราคาค่าออกแบบเป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น 349,000,000.-บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) และคณะกรรมการจัดหาพัสดุฯ ได้ดำเนินการต่อรองราคาแล้ว 
กลุ่มนิติบุคคลร่วมทำงาน ดีบีเอแอลพี-นิเคนเซกเก ยินดีลดราคาให้คงเหลือค่าจ้างออกแบบ รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 329,560,000.-บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) ทอท.จึงได้นำเสนอคณะกรรมการ ทอท.เพื่อขออนุมัติผลการจัดจ้างดังกล่าว 
SA Group ร้องเรียนคณะกรรมการจัดหา ระบุว่าไม่ได้รับเอกสารต้นฉบับใบเสนอราคา
สำหรับกรณีที่กลุ่มบริษัทที่ปรึกษา SA Group ได้มีหนังสือร้องเรียน ถึงคณะกรรมการจัดหาพัสดุฯ ลงวันที่ 15 และ 17 ส.ค. 2561 โดยมีสาระสำคัญว่า กลุ่มบริษัทที่ปรึกษา SA Group มิได้รับเอกสารต้นฉบับใบเสนอราคา ในชุดเอกสารสำหรับการเสนองานจาก ทอท. และงานจัดจ้างสำรวจออกแบบซึ่งใช้เกณฑ์ตัดสินด้วยข้อเสนอด้านเทคนิคเป็นหลัก การที่มิได้แนบเอกสารต้นฉบับใบเสนอราคา จึงไม่เป็นสาระสำคัญของข้อเสนอด้านราคา นั้น ทอท.ได้มีหนังสือ ลงวันที่ 21 ส.ค. 2561 ชี้แจงข้อเท็จจริงให้กลุ่มบริษัทที่ปรึกษา SA Group ทราบแล้วว่า การดำเนินงานของ ทอท.เป็นไปด้วยความรอบคอบและถูกต้อง รวมทั้งเป็นไปตามเงื่อนไขและข้อตกลงการจัดหาฯ และ TOR แล้ว
สำหรับโครงการก่อสร้างอาคารผู้โดยสารหลังที่ 2 ทสภ.ประกอบด้วย (1) งานก่อสร้างอาคารผู้โดยสาร หลังที่ 2 บริเวณด้านทิศเหนือของอาคารเทียบเครื่องบิน A มีพื้นที่ประมาณ 348,000 ตารางเมตร เป็นอาคารแบบ Multi-Terminal สามารถรองรับผู้โดยสารได้ 30 ล้านคนต่อปี แบ่งเป็นผู้โดยสารภายในประเทศ 12 ล้านคนต่อปี และผู้โดยสารระหว่างประเทศ 18 ล้านคนต่อปี พร้อมทั้งปรับปรุงลานจอดอากาศยานให้สอดคล้องกับอาคารผู้โดยสารโดยมีหลุมจอดประมาณ 14 หลุมจอด
(2) งานก่อสร้างปรับปรุงอาคารเทียบเครื่องบิน A, B และ C
(3) งานก่อสร้างอาคารบริการท่าอากาศยานครบวงจร (Airport Multiplex Building: AMB) ด้านทิศใต้ของอาคารผู้โดยสารหลังใหม่ พื้นที่อาคารประมาณ 84,000 ตารางเมตร สามารถจอดรถยนต์ในอาคารได้ประมาณ 1,000 – 1,500 คัน และมีลานจอดรถยนต์ภายนอกอาคารอีกประมาณ 1,500 – 2,000 คัน
(4) งานระบบขนส่งผู้โดยสารอัตโนมัติ โดยเป็นระบบรถไฟฟ้าเพื่อเชื่อมต่อการเดินทางของผู้โดยสารระหว่างอาคารผู้โดยสารหลัก (MTB) และอาคารเทียบเครื่องบิน A ในปัจจุบัน ไปยังอาคารผู้โดยสารหลังที่ 2 และเชื่อมต่อการเดินทางจากอาคารผู้โดยสารหลังที่ 2 กับสถานีรถไฟฟ้า Airport Rail Link มีระยะทางรวมทั้งระบบยาวประมาณ 2.5 กิโลเมตร
(5) งานระบบลำเลียงกระเป๋าสัมภาระผู้โดยสาร เพื่อรองรับผู้โดยสาร 30 ล้านคนต่อปี และเชื่อมต่อกับระบบของอาคารผู้โดยสารหลังปัจจุบัน
(6) งานก่อสร้างระบบถนนภายในท่าอากาศยานเพื่อใช้เป็นเส้นทางเข้า-ออกอาคารผู้โดยสารหลังที่ 2
(7) งานก่อสร้างระบบสาธารณูปโภคเพื่อให้สอดคล้องกับโครงการฯ 
ผู้รับจ้างมีระยะเวลาในการออกแบบ 10 เดือน คาดเริ่มก่อสร้างปลายปี 62
ทั้งนี้ เมื่อมีการลงนามในสัญญาแล้ว ผู้รับจ้างจะมีระยะเวลาในการออกแบบ 10 เดือน จากนั้น ทอท.จะนำแบบไปประมูลงานก่อสร้าง ซึ่งคาดว่าจะเริ่มการก่อสร้างได้ในปลายปี 2562 และแล้วเสร็จในปลายปี 2564 เมื่อแล้วเสร็จจะเพิ่มขีดความสามารถในการรองรับผู้โดยสารของ ทสภ.ได้อีก 30 ล้านคนต่อปี ซึ่งผู้โดยสารจะได้รับประโยชน์จากระดับการให้บริการที่ดีของ ทสภ.จากการมีสิ่งอำนวยความสะดวกและโครงสร้างพื้นฐานที่เพียงพอรองรับความต้องการ ทำให้มีความสะดวกสบายและรวดเร็วในการใช้บริการท่าอากาศยาน

Aug 15, 2018

มิคกี้ ปิยะวัฒน์ เปี่ยมเบี้ย



ที่มา https://www.thairath.co.th/content/650367
มิคกี้ ปิยะวัฒน์ เปี่ยมเบี้ย คนเบื้องหลังของศิลปินแกรมมี่ในยุคก่อน ที่ถูกจับมาเป็นคนเบื้องหน้า เจ้าของเพลงเพราะที่คุ้นหูของใครหลายคน ไม่ว่าจะเป็นเพลง 
อย่าให้เขารู้, อย่าเสียดาย, ครึ่งใจ, เดิมพันชีวิต, อย่ามองฉันเป็นคนอื่น และอีกมากมายเพลงดัง  มิคกี้ เป็นนักร้องหนุ่มเสียงเสน่ห์แหบแต่นุ่ม ที่มาพร้อม
ผมยาวเดรดล็อก แม้จะไม่ได้แจงเกิดในลุคใสๆ ตามยุคสมัย แต่เขาก็แจ้งเกิดด้วยเสียงที่เป็นเอกลักษณ์และเพลงฮิต เพลงของมิคกี้ยังคงติดหูของคนหลายวัย 
ได้ยินเมื่อไหร่ก็ยังร้องตามได้เมื่อนั้น อยู่ๆ มิคกี้ ก็หายไปจากเบื้องหน้าวงการเพลง 10 ปีที่ผ่านมาเขาหายไปไหน วันนี้ บันเทิงไทยรัฐออนไลน์ ตามหาจนเจอกับ ซุป'ตาร์
วันวาน มิคกี้ ปิยะวัฒน์ ภาพแรกที่ได้เจอต้องบอกเลยว่าเปลี่ยนลุคไปจากวันวานมากทีเดียว ว่าแล้วไปพูดคุยให้หายคิดถึงกัน  จุดเริ่มต้นของการมาเป็นนักร้อง? 
"คือมาเรียนหนังสือที่กรุงเทพฯ ก็หางานหาเงินส่งตัวเองด้วย เพราะครอบครัวส่งมาให้แค่ส่วนนึง ก็เลยไปเล่นดนตรี เพราะในใจอยากจะเล่นเปียโนเก่งๆ คีย์บอร์ด
เก่งๆ ก็มีวงดนตรี แต่เป็นคนไม่ค่อยชอบร้องเพลงนะ แต่นักร้องนำชอบลาออก ก็เลยมีความคิดว่า มือกลอง มือเบส มือกต้าร์ หรือมือคีย์บอร์ดจะต้องร้องเพลงให้ได้
คนละ 2 เพลง ไม่อย่างนั้นจะตกงาน จริงๆ ก็ไม่ได้อยากจะเป็นนักร้องตั้งแต่แรก แต่ว่าสถานการณ์มันบังคับให้เราต้องมาเป็นนักร้อง จริงๆ ความฝันของเราคือการเป็นนักร้อง
จริงๆ ความฝันของเราคือการเป็นนักเปียโนอันดับ 1 ของประเทศไทย ไม่ใช่การมาเป็นนักร้องเลย (ยิ้ม)
ส่วนจุดเริ่มต้นของการได้มาทำงานในวงการเพลงคือเราเล่นดนตรีกลางคืนมาใช่มั้ย ก็ร้องอยู่กับวงเดอะวิงส์ แล้วผู้ใหญ่ท่านหนึ่งคือป๋าเจี๊ยบ ได้ฟังเราร้องเพลงกก็ถามว่าทำไมไม่ไปเป็นนักร้อง
ก็เลยบอกป๋าแนะนำให้หน่อยครับ เลยได้มาเจอพี่เต๋อ เรวัต พุทธินันทน์ ก็มาร้องเทสต์ผ่านไป 6 เดือน
 แกรมมี่ก็ยังไม่เรียก จนป๋าเเจี๊ยบคุยกับพี่เต๋อให้อีกรอบ เลยได้มาเป็นคนเทสต์ศิลปินที่จะมาเป็นนักร้องให้แกรมมี่ ได้เงินเดือนละ 3,500 บาท ซึ่งเราก็ทำ เพราะอยากมีโอกาสเป็นศิลปินด้วย
จนได้ร้องไกด์ให้ศิลปินหลายคน ไม่ว่าจะเป็นพี่เบิร์ด ธงไชย, เจ เจตริน, อ่ำ อัมรินทร์, นัท มีเรีย, ปีเตอร์ ฯลฯ ร้องทั้งไกด์และคอรัส เลยทำให้เราคลุกคลีกับ
เพลงมากขึ้น ทำตรงนี้อยู่ 3 ปีกว่า แต่พี่เต๋อก็ให้เราร้องเพลงโฆษณา ร้องเพลงละครนู่นนั่นนี่ไป ค่อยๆ สร้างประสบการณ์ให้เรา ไม่อย่างนั้น ถ้าปล่อยให้ออกไปร
ร้องเพลงเลย คนก็ไม่สนใจ พอทุกอย่างพร้อม ก็ได้ออกอัลบั้ม ในระหว่างที่จะออกอัลบั้มพี่เต๋อก็พาไปทำผมเดรดล็อก 12 ชั่วโมง พี่เต๋อปรับลุคให้ ทำผมเสร็จ จับมาใส่แว่นให้ดูเป็นผู้ชายทำงาน ดูอบอุ่น...


ที่มา https://gmlive.com


อย่าให้เขารู้

วรัชยา พรหมสถิต (เนื้อร้อง)
อภิไชย เย็นพูนสุข (ทำนอง)


เพลง : เดิมพันชีวิต 
ศิลปิน : มิคกี้ 
คำร้อง : สีฟ้า 
ทำนอง : ชาตรี คงสุวรรณ 
เรียบเรียง : ชาตรี คงสุวรรณ 




เพลง : ครึ่งใจ 
ศิลปิน : มิคกี้ 
คำร้อง : เกียรตินคร ประชากุล 
ทำนอง : เกียรตินคร ประชากุล 
เรียบเรียง : เรืองกิจ ยงปิยะกุล;กุลวัฒน์ พรหมสถิต 

















Aug 14, 2018

ดี้ นิติพงษ์ ซัด หม่อมเต่านา ‘อย่าสั่งสอนพ่อโชว์ผ่านสาธารณะ มันไม่ใช่วิถีคนไทย’


ที่มา:https://www.posttoday.com/politic/news/560090
นักแต่งเพลงชื่อดัง แสดงความคิดเห็นไม่เห็นด้วยหลังจากที่ ม.ล.มิ่งมงคล วิจารณ์พ่อของตนเองให้ระวังคำพูด เมื่อวันที่ 7 ส.ค. ดี้ นิติพงษ์ ห่อนาค นักแต่งเพลงชื่อดัง แสดงความคิดเห็นถึงสถานการณ์ทางการเมืองผ่านเฟซบุ๊ก
Nitipong Honark  ในประเด็นของการวิจารณ์ หม่อมราชวงศ์จัตุมงคล โสณกุล หรือ“หม่อมเต่า” หัวหน้าพรรครวมพลังประชาชาติไทย (รปช.) โดย ม.ล.มิ่งมงคล โสณกุล หรือหม่อมเต่านา บุตรของตนเอง 
เนื้อหาระบุว่า  ข่าวการเมืองตอนนี้..อีลุ่ยฉุยแฉก ใครอยากพูดอะไรก็พูด และก็ไม่มีใครรู้จริงสักคน...ก็เอาที่สบายใจเขานะแม่ประไพ... มันเป็นละครโรงใหญ่ ที่ยังไม่รู้ว่าจะเล่นวันไหน เดือนไหน..แต่ตัวละครก็ออกมาแสดงต่างๆ นานา พรรคเก่า ๆ ทำท่ามั่นใจว่าอีกฝ่ายต้องแพ้หมดรูป
พรรคเก่า ๆ ทำท่ามั่นใจว่าอีกฝ่ายต้องแพ้หมดรูป พรรคใหม่ๆ ก็มั่นใจว่าประชาชนเบื่อไอ้พรรคเก่าสองขั้ว... เอาที่สบายใจจ้ะ...เอาที่มึงสบายใจ แต่ประชาชนอย่างกู นอยด์... เพราะฉะนั้น ตอนนี้ กูวางเฉยจ้ะแม่เอ๋ยพ่อเอ๋ย เรามาดูมาเวทแอนด์ซีกัน ล่าสุด พรรคใหม่ รปช ไม่รู้ย่อถูกมั้ยเอาหม่อมเต่า เป็นรักษาการณ์หัวหน้าพรรค เพื่อจะไปจดทะเบียนได้ เอ้า ลูกสาว ก็มีความคิดของตัวเอง ก็วิพากษ์วิจารณ์พ่อ...ในมุมหนึ่งก็ดูดีสำหรับสิทธิของมนุษย์ ฉันมันคนโบราณ...ฉันนับถือความแตกต่างทางความคิดได้
แต่ต้องผ่อนปรน และมีวัฒนธรรมการนับถือบุพการี ไฟในอย่านำออก ไฟนอกอย่านำเข้า
ไฟนอกอย่านำเข้า.. มีอะไรขัดคอ อยากตักเตือนกัน ไปคุยกันในครอบครัวอย่าประจานพ่อแม่ทางโซเชี่ยลมีเดียอย่าสั่งสอนพ่อ...โชว์ผ่านสาธารณะอีห่า...มันไม่ใช่วิถีคนไทยว่ะ
ย้ำนะ...ในบ้าน พ่อแม่ลูก ผัวเมีย คิดต่างกันได้..แต่ประจาน เหยียดหยัน สั่งสอนพ่อแม่ในที่สาธารณะ..สากลนิยม...ก็ยังไม่นิยม จบโพสต์การเมือง

Nitipong Honark