Custom Search

Dec 30, 2020

[Live] Nanake555 All Star 11 แขกรับเชิญ มาทุกคน !!

https://th-th.facebook.com/nanake555/

Merry Christmas น้อง ๆ
วันนี้พวกพี่ๆมารวมตัวกัน เพื่อสวัสดีปีใหม่น้องๆ
กับ11 แขกรับเชิญพิเศษจากเพจ nanake555 ทุกๆคอนเท้นต์*
(ยกเว้นอดัมที่หนีกลับต่างจังหวัด)
พี่ป๋อง พี่หอย จาก #คุยให้เด็กมันฟัง
หมอโอ หมอโอ๋ จาก #หงี่เหลาเป่าติ้ว
นิ้วกลม จาก #เน็กแนว
และ แขกพิเศษ coming home กวางอรการ #เซฟกวาง
แล้วมาลุ้นจับฉลากของขวัญจากพวกพี่ๆกันนะ!!

"ดร.ประสม"กับ 10 ปีสึนามิ

ชื่นชุมนุมนักเรียนเก่า เราเทพศิรินทร์
ภาพจาก หนังสือตรงเส้นขอบฟ้า 


ขออนุญาตรำลึกถึง "ดร.ประสม สถาปิตานนท์"
สุดยอดลูกแม่รำเพยอีกท่านหนึ่ง อดีตพิธีกร-ผู้เชี่ยวชาญ
เรื่องกอล์ฟแถวหน้าของเมืองไทย เมื่อครั้งยังมีชีวิตพร้อมครอบครัว
ผ่านการเปิดตัวหนังสือของลูกสาว ในเว็บบล็อคสื่อดังแห่งหนึ่ง
ก่อนลาโลกด้วยมหันตภัยส่งท้ายปีเมื่อ 26 ธ.ค.47
"เมื่อวันที่ชีวิต เดินเข้ามาถึงจุดเปลี่ยนจนบางครั้งคนเราไม่ทันได้ตระเตรียมหัวใจ
ความสุขความทุกข์ ไม่มีใครรู้ว่าจะมาเมื่อไหร่
จะยอมรับความจริงที่เจอได้แค่ไหน เพราะชีวิตคือชีวิต เมื่อมีเข้ามาก็มีเลิกไป
มีสุขสมมีผิดหวัง หัวเราะหรือหวั่นไหว เกิดขึ้นได้ทุกวัน อยู่เรียนรู้ อยู่ที่ยอมรับมัน
เติมความคิดสติเราให้ทัน อยู่กับสิ่งที่มีไม่ใช่สิ่งที่ฝัน และทำสิ่งนั้นให้ดีที่สุด สุขก็เตรียมไว้
ว่าความทุกข์คงตามมาอีกไม่ไกล จะได้รับความจริงเมื่อต้องเจ็บปวดไหว"
บทเพลง Live And Learn ที่ร้องโดย กมลา สุโกศล ที่สร้างกำลังใจให้กับ ดร.ปาริชาติ สถาปิตานนท์
อาจารย์ประจำคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งสูญเสียสมาชิกของครอบครัวไปทั้งหมด ๔ คน
ในมหันตภัยคลื่นยักษ์สึนามิเมื่อปลายปี ๒๕๔๗ (เช้าของวันที่ ๒๖ ธ.ค.๒๕๔๗)
ประกอบด้วย ดร.ประสม สถาปิตานนท์ ผู้เป็นพ่อ
ขณะเดียวกันเธอสูญเสียคุณแม่(กรรณิการ์)
พร้อมๆ กับ น้องสาว ๒ คน(ฉันท์-กชกร,ฉม-นวมลลิ์)
ทั้งนี่เธอได้ถ่ายทอดเรื่องราวของความสูญเสียครั้งใหญ่
ในชีวิตออกมาเป็นหนังสือ ตรงเส้นขอบฟ้า
เพื่อนำรายได้เข้าโครงการ รักลูกเพื่อสินามิ
ดร.ปาริชาติ กล่าวว่า ก่อนหน้านี้น้องสาว(ฉม) ได้บัตรฟรีไปดูคอนเสิร์ตของคุณกมลาร้องเพลงนี้แล้วทุกคนกรี๊ด
พอเราได้ฟังแล้วมีความรู้สึกว่าเป็นบทเพลงที่มีพลังทำให้เห็นชีวิตว่าแท้จริงแล้วก็เหมือนกับการเรียนรู้
รู้จักที่จะยอมรับสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นมาในชีวิต และสิ่งต่างๆ เหล่านี้คือ การทดสอบที่โลก หรืออะไรก็แล้วแต่
ส่งมาหยั่งความแข็งแกร่งของมนุษย์ครั้งแล้วครั้งเล่า และใครจะรู้เล่าว่าต่อมาไม่นานเท่าไหร่
เพลงนี้กลับมาช่วยปลุกปลอบให้กำลังใจอย่างที่สุด
จากเหตุการณ์อันเลวร้ายที่สุดของชีวิต ทำให้เข้าใจสัจจะธรรมเรื่องความตายว่าเป็นเรื่องของกฎธรรมชาติ
เมื่อมีเกิดก็ต้องมีดับจนเป็นเรื่องปกติ วันหนึ่งการสูญเสียได้เกิดขึ้นแล้วเราก็ต้องพยายามทำในสิ่งที่ดีที่สุดให้ได้
หลักธรรมที่นำมาใช้ในสองส่วนนี้คือ
ส่วนแรกเชื่อในคำสอนของแม่ชี ศันสนีย์ เสถียรสุต
เสถียรธรรมสถาน การที่เราได้มีโอกาส
มาร่วมบำเพ็ญกุศลในครั้งนี้
ขอให้ท่านปล่อยจิตตามสบายแล้วพิจารณา
ให้เห็นความจริงของชีวิตว่า
เมื่อมีการเกิดเราก็มิอาจปฏิเสธการตายได้
เราได้การตายมาพร้อมกับการเกิด
อยู่ที่ว่าเราไม่อาจรู้ว่าจะตายเมื่อไรและโดยวิธีใด
ขอจงอย่าประมาท ให้พิจารณาถึงความตายอยู่เนืองๆ
เพื่อเราจะได้ไม่มีชีวิตอยู่อย่างตายทั้งเป็น
เพราะมัวแต่หลงอารมณ์ ขอให้ทำชีวิตที่เหลือ
ให้เป็นอนุสาวรีย์แห่งความดี ความงาม
และความจริงของบิดามารดา
และน้องสาวที่ล่วงลับไปแล้ว และจงมีชีวิตที่สงบเย็น
และเป็นประโยชน์อย่างกว้างขวางไมมีที่สิ้นสุดไม่มีประมาณ
แม่ชียังบอกว่าทุกข์มีไว้ให้เห็นไม่ได้มีไว้ให้เป็น
ดังนั้น วันนี้พยายามจะทำตัวเองไม่ให้เป็นทุกข์
พยามยามทำความเข้าใจที่มาที่ไปว่า
เกิดอะไรอย่างมีเหตุมีผลของเหตุการณ์สึนามิ
พอเราตั้งคำถามว่าเกิดอะไรขึ้น
เป็นสิ่งที่ไม่ได้เกิดเฉพาะครอบครัวเรา
เราก็จะเริ่มเห็นว่าสิ่งนั้นก็เกิดกับครอบครัวคนอื่นด้วย
ดร.ปาริชาติ บอกด้วยว่า
ความสูญเสียและความทุกข์เกิดขึ้น
กับทุกคนและทุกครับครัว
ไม่ว่าครอบครัวเรา ครอบครัวคนอื่น ไม่ใช่แค่สิบ
แต่มีผู้ประสบภัยแบบเราเป็นหมื่นครอบครัว
ไม่ใช่เฉพาะประเทศไทยแต่หลายประเทศ
ที่ได้รับผลกระทบจากคลื่นสึนามิ
พอมองย้อนกลับมายังครอบครัวของเรา จึงกลายเป็นเรื่องเล็ก ที่เกิดท่ามกลางเรื่องอื่นๆ อีกมากมาย
และพอเราคิดได้แบบนี้ทำให้เรามีสติไม่ตกอยู่ในความทุกข์
มีสติไม่จำเป็นต้องนั่งสมาธิปฏิบัติธรรมเสมอไป
การมีสติแล้วมีสะท้อน ก็คือ เป็นการตั้งคำถามกับตัวเองว่า
ที่ผ่านมาเป็นอย่างไง เราได้เรียนรู้อะไรใหม่บ้าง
เราจะทำอะไรให้มันดียิ่งขึ้นได้ เมื่อตั้งคำถามก็พยายามหาคำตอบ
ตัวสะท้อนเป็นภาวะที่สำคัญเป็นจังหวะที่ทำให้เราได้อยู่กับตัวเอง
พออยู่กับตัวเองได้มากจึงถามตัวเองว่าจะทำอะไรต่อไป
ต้องการทำอะไร เป้าหมายของเราคืออะไร
ทุกวันนี้ก็ไม่ลืมที่ทำอาหารที่ทุกคนชอบใส่บาตรทุกเช้า
"คนเราเกิดมาสุดท้ายก็เอาอะไรไปไม่ได้เลย
บางคนอาจจะไปยึดกับลาภยศสรรเสริญ
ชื่อเสียงเงินทอง ในที่สุดเราก็ไม่สามารถเอาอะไรไปได้
เพราะฉะนั้น ปฏิเสธไม่ได้ว่าหลายคนยังยึดติดอยู่
แต่ถ้าใครลองเจอเหตุการณ์แบบตัวเอง
ก็คงไม่อยากยึดติดอะไรอีกแล้ว
พระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต บอกว่า ความยิ่งใหญ่คือ
ความไม่ยั่งยืน ความไม่ยั่งยืนเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่และแน่นอน
ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ คือ ชีวิตที่อยู่ด้วย ทาน ศีล เมตตา และกตัญญู" ดร.ปาริชาติ กล่าวทิ้งท้าย
"เมื่อมีการเกิด เราจะปฏิเสธการตายมิได้ เราได้การตายมาพร้อมกับการเกิด
อยู่ที่ว่าเราไม่อาจรู้ว่าจะตายเมื่อไรและโดยวิธีใด ขอจงอย่าประมาท"

เรื่อง สุทธิคุณ กองทอง/ภาพ ณัฐพงศ์ จีรังสวัสดิ์


Photo by T2


Arch CU Alumni

 



Dec 28, 2020

28 ธันวาคม วันคล้ายวันปราบดาภิเษกสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชพระมหากษัตริย์แห่งกรุงธนบุรี


คาราบาว - เจ้าตาก [Official Audio]


ที่มา https://www.silpa-mag.com/this-day-in-history/article_5162


วันจันทร์ที่ 28 ธันวาคม พ.ศ.2563

วันที่ 28 ธันวาคมของทุกปี นับเป็นวันสำคัญของประวัติศาสตร์ชาติไทย
เนื่องจากเป็นวันคล้ายวันปราบดาภิเษก สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช
(วันที่ 28 ธันวาคม 2310) พระมหากษัตริย์แห่งกรุงธนบุรีเพียงพระองค์เดียว
และในปี พ.ศ. 2563 ครบ 253 ปี แห่งการสถาปนากรุงธนบุรี
ร่วมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี
พระมหากษัตริย์ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐต่ออาณาประชาราษฎร์และชาติบ้านเมืองเป็นอเนกประการ
ทั้งนี้ สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชได้รับการยกย่องจากพระปรีชาสามารถ
ในการรบทางบก ตั้งแต่ช่วงรับราชการในกรุงศรีอยุธยา
แต่ในมุมมองของเหล่านายทหารกองทัพเรือ
ส่วนหนึ่งก็ยอมรับในพระปรีชาสามารถในการทัพทางทะเลด้วย
ช่วงเวลาก่อนกู้กรุงศรีอยุธยาไปจนถึงช่วงหลังการปราบดาภิเษกแล้ว
ล้วนมีบันทึกเหตุการณ์การรบทางเรือทั้งจากพระราชพงศาวดารเอง
หรือแม้แต่ร่องรอยในการบันทึกเรื่องราวอื่นนอกเหนือจากในพระราชพงศาวดาร

Dec 26, 2020

พ.ต.ต. มงคลรักษ์ จุฑานนท์ เจ้าของฟาร์มแมวหรูระดับ 'SUPERCAT'






เรื่องโดย: Sawitree

ถ่ายภาพโดย: Topforest

ที่มาhttp://www.magazinedee.com/home/main/contentdetail/id/213/

...มงคลรักษ์ จุฑานนท์ หรือ "คุณปุ้ย" 

เป็นลูกชายคนโตของ พล.ต.อ.จงรัก จุฑานนท์

อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ

หลังจากเรียนจบจากวิทยาลัยนานาชาติ

เอก Multimedia Design มหาวิทยาลัยศิลปากร

ก็ทำงานในวงการออกแบบดีไซน์อยู่ประมาณ 2 ปี

ก่อนที่ปัจจุบันจะเจริญรอยตามคุณพ่อ

ด้วยการเข้ารับราชการตำรวจ

สังกัดกองทะเบียนประวัติอาชญากร

แผนกสเก็ตช์ภาพคนร้าย

(เรียกว่ายังไม่ทิ้งทักษะด้านศิลปะที่ตัวเองถนัด)

แต่อีกด้านหนึ่งของคุณปุ้ยที่ไม่ค่อยมีใครรู้คือ

การทำธุรกิจฟาร์มแมวที่เกิดขึ้นจาก "ใจรัก" ล้วนๆ



ผลงานภาพวาด โดย ...มงคลรักษ์ จุฑานนท์



Dec 25, 2020

Merry Christmas 2020

 Elvis Presley, Martina McBride - Blue Christmas
(Official HD Video)

Dec 14, 2020

สถาบันเกอเธ่ ประเทศไทย - เรื่องราวแห่งความสำเร็จ : สถาบันเกอเธ่ประเทศไทย (Goethe-Institut, Thailand) 60 ปี



เขียนโดยมาร์ติน ชัค์ท

ที่มา https://www.goethe.de/ins/th/th/ueb/60j/21764013.html

ปีค.ศ. 2020 (พ.ศ. 2563) เป็นปีฉลองครบรอบ 60 ปีสถาบันเกอเธ่ ประเทศไทย ซึ่งก่อตั้งขึ้นในปีค.ศ. 1960 (พ.ศ. 2503) นับเป็นสถาบันเกอเธ่แห่งแรกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และปัจจุบันเติบใหญ่เป็นอันดับสามของสถาบันเกอเธ่ที่มีอยู่ทั่วโลก สถาบันเกอเธ่มีบทบาทในการสื่อภาพรวมของประเทศเยอรมนีโดยการให้ข้อมูลข่าวสารด้านสังคม ชีวิตผู้คน และการเมือง พร้อมส่งเสริมการแลกเปลี่ยนระหว่างประเทศไทยและเยอรมนีรวมทั้งยุโรป ผ่านการเรียนการสอนภาษา, การทำกิจกรรมด้านวัฒนธรรม, ความร่วมมือในการจัดเทศกาลต่างๆ การสร้างผลิตและการแลกเปลี่ยนผู้ทำงานศิลปะแขนงต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ภาพยนตร์ นาฏศิลป์ คีตศิลป์ การละคร นิทรรศการ วรรณคดี ไปจนถึง การแปลภาษาสถาบันฯ ทำงานร่วมกับหน่วยงานการศึกษาของไทย มหาวิทยาลัย และโรงเรียนในทุกภาคของประเทศไทย

ในสถาบันฯ ครูผู้สอนภาษาเยอรมันได้รับการอบรมอย่างสม่ำเสมอเพื่อเพิ่มพูนความรู้ความสามารถให้ทันสมัย ในขณะเดียวกันผู้เข้าเรียนภาษาก็ได้เข้าร่วมทำกิจกรรมทางภาษาและวัฒนธรรมเยอรมันจนเกิดความคุ้นเคย ส่วนศิลปินหรือคนทั่วไปผู้ที่ชื่นชอบสนใจประเทศเยอรมนี สถาบันฯ ก็คือ ประตูสู่โลกในชีวิตจริงของคนเยอรมัน
 
ปีค.ศ. 1960 (พ.ศ. 2503) สถาบันเปิดทำการครั้งแรกในตึกที่ตั้งอยู่ตรงหัวมุมถนนพญาไทกับถนนศรีอยุธยา ยุคนั้น กรุงเทพฯ ยังไม่มีตึกสูงเสียดฟ้า เป็นเมืองหลวงที่น่าอยู่ มีคูคลองไหลทะลุถึงกันหลายสาย มีบ้านไม้ ไสตล์โคโลเนียลหลังงามตั้งเรียงรายอยู่ริมคลอง สถาบันเกอเธ่เปิดทำการแรกเริ่มในสภาพแวดล้อมรื่นรมย์เช่นนั้น ผู้อำนวยการท่านแรกของสถาบันฯ อาศัยและใช้ชีวิตอยู่ในกรุงเทพฯ มานานหลายปีแล้วโดยประกอบอาชีพเป็นครู ซึ่งในสมัยนั้นงานหลักของสถาบันฯ ก็คือการสอนภาษาเยอรมัน แม้สถาบันฯ ได้ใช้ตึกหลังนั้นเป็นที่ทำการแค่ไม่กี่ปี แต่ก็มีเรื่องราวแปลกๆ ที่ผูกอยู่ในหน้าประวัติศาสตร์ของสถาบันฯ ซึ่งขาดไปเสียไม่ได้ และดูเหมือนกลายเป็นธรรมเนียมไปแล้วด้วยซ้ำ นั่นก็คือเรื่องผีเฝ้าบ้าน โดยชาวบ้านลือกันว่า มักเห็นร่างชายไม่คุ้นหน้าคุ้นตาตนหนึ่งยืนสูบบุหรี่อยู่ที่หน้าต่างบ้านตอนดึกดื่น
 
ในยุคนั้น สถาบันฯ เปิดสอนภาษาเยอรมันภาคค่ำเป็นหลัก แต่ไม่นานนักก็เริ่มชัดเจนว่าต้องหาตึกที่ใหญ่กว่านี้ เพื่อรองรับแผนกกิจกรรมด้านวัฒนธรรม กระทั่งไปพบบ้านใหญ่หลังหนึ่งบนถนนพระอาทิตย์ เขตพระนคร ย่านตัวเมืองเก่าแรกตั้งกรุง ซึ่งไม่ไกลจากถนนข้าวสาร แหล่งรวมนักท่องเที่ยวแบกเป้
ทำเลที่มีบริเวณโดยรอบเช่นนี้เอื้อต่อการตั้งสถาบันทางวัฒนธรรมอย่างยิ่ง เนื่องจากในบริเวณใกล้เคียงมีสถาบันและ สถานที่สำคัญระดับชาติหลายแห่งตั้งอยู่ด้วยซึ่งเป็นประโยชน์ต่อการแสวงหาความร่วมมือระหว่างสองชาติ อาทิเช่น พิพิธภัณฑ์แห่งชาติ หอศิลป์แห่งชาติ โรงละครแห่งชาติ มหาวิทยาลัยศิลปากร (มหาวิทยาลัยศิลปะ) และมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แต่ข้อสำคัญก็คือ การที่ได้อยู่ใกล้กับมหาวิทยาลัยก็แน่นอนว่า ย่อมมีนักศึกษาและผู้สนใจจำนวนมากหลั่งไหลเข้ามาเรียนภาษาเยอรมันที่สถาบันฯ
 
บ้านพระอาทิตย์นี้มีต้นไม้สูงใหญ่อายุหลายปีหลายต้นขึ้นปกคลุมให้ร่มเงาร่มรื่น ตัวบ้านใหญ่โต เนื้อที่กว้างขวางเสียจนเดินแล้วเมื่อยขา และที่สะดุดตาก็คือ มียอดโดมประดับบนหลังคาทรงสูง ในแบบเดียวกับสถาปัตยกรรมกอธิค ตัวบ้านก่ออิฐฉาบปูนทาสีขาวทั้งหลัง หน้าต่างกระจกทรงสูงชะลูด ทั้งหมดดูเชื้อเชิญให้คนภายนอกเข้ามาเยี่ยม เจ้านายไทยเชื้อพระวงศ์ผู้เป็นเจ้าของบ้านพำนักอยู่ในวังข้างๆ ถนนหน้าบ้านมีรถรางวิ่งผ่านไปมา ที่นี่เป็นสถานที่ที่คนไทยทุกรุ่นทุกวัยได้เข้ามาสัมผัสกับภาษาและวัฒนธรรมเยอรมันเป็นครั้งแรก
แม้กระทั่งทุกวันนี้ สถาบันเกอเธ่เก่าที่ถนนพระอาทิตย์ก็ยังคงเป็นสถานที่ที่หมู่คนไทยรุ่นอาวุโสเล่าขานถึงด้วยความชื่นชม
 
กรุงเทพฯ ในทศวรรษ 1960 คนไทยมีโอกาสน้อยมากที่จะได้รับฟังดนตรีคลาสสิกหรือดนตรีแจ๊ส แต่ที่สถาบันเกอเธ่มีสถานที่เหมาะสำหรับจัดคอนเสิร์ตแบบอบอุ่นและเป็นกันเองที่ห้องชั้นบน ห้องนี้ยังใช้เป็นห้องซ้อมดนตรีสำหรับวงออร์เคสตร้า Pro Musica Orchestra (โปร มูซิกา ออร์เคสตร้า) ซึ่งก่อตั้งขึ้นในปีเดียวกัน
 
ในช่วงต้นทศวรรษ 1970 กิจการสอนภาษาเยอรมันของสถาบันเกอเธ่ขยายตัวอย่างมหาศาล จนต้องเช่าบ้านบนพื้นที่ของบ้านพระอาทิตย์เพิ่มอีกหลังหนึ่ง ในยุคนั้น ภารกิจสำคัญของสถาบันฯ ก็คือ การฝึกอบรมภาษาเยอรมันเพิ่มเติมให้แก่ครูไทยผู้สอนภาษาเยอรมัน และการสนับสนุนการเรียนการสอนภาษาเยอรมันในโรงเรียนและมหาวิทยาลัย ในช่วงหลายปีนั้น สถาบันฯ ก็ได้ริเริ่มบทบาทการเป็นศูนย์กลางวัฒนธรรมสมัยนิยมในประเทศไทย งานกิจกรรมทุกงานหมายถึงการได้พบปะกับผู้มีชื่อเสียงด้านศิลปกรรมและด้านวัฒนธรรมแขนงต่างๆ
สถาบันฯ เสนอตัวเป็นเวทีสนทนาเชื่อมวัฒนธรรมตะวันตกกับวัฒนธรรมเอเชีย
 
แล้วสถาบันเกอเธ่เองก็เป็นองค์กรที่เต็มไปด้วยจิตใจปฏิรูปใหม่ ในยุคนั้นศิลปินต่างประสบความยากลำบากในการจัดแสดงผลงานของตน สถาบันฯ ก็เอื้อฟื้อห้องในบ้านพระอาทิตย์ให้ศิลปินใช้เป็นห้องแสดงนิทรรศการ ส่งให้ศิลปินกลายเป็นดาวรุ่งพุ่งแรง ปัจจุบัน หลายคนมีชื่อเสียงโด่งดังถึงระดับนานาชาติ ในปีค.ศ. 1971 (พ. ศ. 2514) สถาบันฯ ได้จัดแสดงงานจิตรกรรมของ ถวัลย์ ดัชนี ศิลปินหนุ่มผู้ถูกประณาม แต่ต่อมาเขากลายเป็นหนึ่งในศิลปินที่มีชื่อเสียงที่สุดในประเทศไทย วันนี้ผลงานของเขาติดตั้งอยู่ในแทบทุกห้องแสดงของ MOCA (พิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัย) บ้านของเขา “บ้านดำ” ในเชียงรายกลายเป็นสถานที่แสวงบุญสำหรับผู้รักศิลปะ แต่นอกเหนือจากกิจกรรมด้านศิลปะแล้ว หนึ่งในภารกิจหลักของสถาบันเกอเธ่ในช่วงเวลาดังกล่าวก็คือ การก่อตั้งวงดุริยางค์ซิมโฟนีในประเทศไทยซึ่งก่อตั้งขึ้นจากวง Pro Musica Orchestra (โปร มูซิกา ออร์เคสตร้า) ที่มีอยู่แล้ว โดยใช้ชื่อว่า Bangkok Symphony Orchestra (วงดุริยางค์ซิมโฟนีกรุงเทพฯ)
และเช่นกัน ที่นี่ในตึกบ้านพระอาทิตย์ก็ไม่พ้นมีเรื่องคนเห็นผีให้ได้ขนลุกกัน ว่ากันว่าวิญญาณร่างนั้นปรากฏตัวในห้องประชุม พวกพนักงานพากันนับถือท่าน ว่าเป็นเจ้าที่เจ้าทางผีบ้านผีเรือนให้ความคุ้มครองที่ใครกราบไหว้บูชาแล้วจะได้ในสิ่งที่ประสงค์
 
ปีค.ศ. 1985 (พ.ศ. 2528) เป็นปีฉลองก่อตั้งสถาบันฯ ครบรอบ 25 ปี ก็มีการกำหนดวันทำบุญขึ้น และนิมนต์พระภิกษุสงฆ์มาทำพิธีตามธรรมเนียมทางพุทธศาสนาเพื่อเป็นสิริมงคลแก่สถาบัน หลังจากวันนั้นไม่นานก็มีผู้หยิบยื่นข้อเสนอสร้างอาคารใหม่ในเขตทุ่งมหาเมฆในบริเวณใกล้เคียงกับสถานทูตเยอรมัน เพื่อสนองความต้องการของผู้สนใจวัฒนธรรมเยอรมันที่เพิ่มมากขึ้น นักธุรกิจคนนึงชื่อ คาร์ล แวร์เนอร์ ดรูส อาศัยอยู่ในประเทศไทยมาเป็นเวลานานและได้ลงทุนทำธุรกิจที่นี่จนมีทรัพย์สินมั่งคั่ง เขาต้องการทำสิ่งที่ดีให้สังคม ที่ดินผืนดังกล่าวนั้นเขาได้สัญญาเช่าที่ดินระยะยาว เขาจึงประสงค์บริจาคสิทธิใช้ที่ดินพร้อมกับการก่อตั้งมูลนิธิวัฒนธรรมไทย - เยอรมัน (TDKS) ซึ่งเป้าหมายของมูลนิธิวัฒนธรรมไทย - เยอรมัน ก็คือการส่งเสริมมิตรภาพเยอรมัน - ไทย ซึ่งหมายถึงการดำเนินกิจการในรูปแบบของการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม ดังนั้นจึงเป็นเรื่องเหมาะสมที่สุดที่สถาบันเกอเธ่จะได้รับข้อเสนอให้ลงเรือลำเดียวกัน
 
บนที่ดินที่มีสัญญาเช่าระยะยาวผืนนั้นมีบ้านสไตล์โคโลเนียลตั้งอยู่แล้ว ซึ่งมีสไตล์คล้ายคลึงกับสโมสรเยอรมันแห่งหนึ่งบนถนนสาทรสมัยก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง นอกจากนี้ ก็ยังมีเนื้อที่อีกเหลือเฟือสำหรับสร้างตึกใหม่ แถมสถาบันเกอเธ่ยังสามารถรับการสนับสนุนด้านทุนเงินกู้จากดรูสได้อีกด้วย แม้การเปลี่ยนแปลงทำเลที่ตั้งอาจส่งผลให้สถาบันฯ สูญเสียกลุ่มเป้าหมายและพันธมิตรในพระนครไปบ้าง แต่ความเป็นไปได้ที่จะตั้งต้นยุคใหม่ก็อยู่เหนือความพะวักพะวน ดังนั้นในปีค.ศ. 1986 (พ.ศ. 2529) ขณะที่นายกรัฐมนตรีเยอรมนี เฮลมุท โคห์ล อยู่ระหว่างการเยือนประเทศไทย ท่านจึงได้รับเชิญมาทำพิธีเปิดแพรคลุมป้ายมูลนิธิ ถือเป็นฤกษ์ประเดิมการก่อสร้างอาคารใหม่ที่วางแผนไว้
 
ส่วนที่เหลือให้เล่าต่อก็คือเรื่องราวแปลกๆ ที่แฝงอยู่ในหน้าประวัติศาสตร์ของสถาบัน: ในปีค.ศ. 1988 (พ.ศ. 2531) หลังจากเปิดตึกที่ทำการใหม่ไปได้ไม่นาน วิญญาณผู้คุ้มครองสถาบัน ณ ที่แห่งใหม่ก็ปรากฏตัวในร่างของ "ฝรั่ง" สวมชุดแต่งกายสไตล์โคโลเนียล โดยมีคนเห็นท่านที่ท้ายสระว่ายน้ำ พนักงานเชื่อกันว่าเป็นวิญญาณของที่ปรึกษาข้าราชการต่างชาติในรัชกาลที่ 5 ซึ่งเคยอาศัยอยู่ในตึกหลังเก่าแล้วลื่นล้มเสียชีวิตในห้องน้ำ
 
ในปีค.ศ. 1999 (พ.ศ. 2542) ซอยที่ตั้งของสถาบันได้รับการเปลี่ยนชื่อเป็นซอยเกอเธ่ ที่ซึ่งทุกวันนี้คนขับรถแท็กซี่หลายคนในกรุงเทพฯ รู้พิกัดดี โดยไม่ต้องใช้จีพีเอส และไม่ต้องสอบถามหาหนทางจากแหล่งใดทั้งสิ้น แทบไม่ต้องหาอะไรมาพิสูจน์ยืนยันกันแล้ว ด้วยชัดเจนว่าสถาบันเกอเธ่เป็นสถาบันหนึ่งที่อยู่คู่กรุงเทพฯ มาหลายทศวรรษแล้ว ชื่อนี้เป็นชื่อที่ทุกคนรู้จักคุ้นหูกันดี สถาบันเกอเธ่มีห้องเรียน ห้องสมุด โรงอาหาร และร้านอาหารเยอรมัน "Ratsstube" (ราทชตูเบอ) ปัจจุบัน สถาบันฯ เป็นศูนย์กลางที่มีชีวิตชีวาในหมู่นักเรียนนักศึกษาภาษาเยอรมัน และกิจกรรมแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม หอประชุมได้รับการปรับปรุงครั้งใหญ่ให้ทันสมัยและเปิดตัวอีกครั้งในปีค.ศ. 2016 (พ.ศ. 2559) เสนอความเฟี้ยวฟ้าวด้วยเทคโนโลยีชั้นเลิศที่ให้เสียงอะคูสติกยอดเยี่ยม กับพื้นที่ที่ลงตัวอย่างเหลือเกินสำหรับจัดแสดงคอนเสิร์ต ฉายภาพยนตร์ และแสดงละครเวที สถาบันเกอเธ่เป็นสถานที่ของการปะทะสังสรรค์ระหว่างเยอรมนีกับประเทศไทย ซึ่งมีประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์เต็มเปี่ยมด้วยมิตรภาพที่ดำเนินมาอย่างยาวนาน และในอนาคตสถาบันฯ ก็จะส่งเสริมการสนทนาแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมของทั้งสองประเทศให้ยั่งยืนต่อไป

Dec 12, 2020

วาฬเกยตื้น - GUNGUN

 

Song : วาฬเกยตื้น
Artist: GUNGUN
Written by : GUNGUN
Arranged by : GUNGUN
All instruments : GUNGUN
Produced by : GUNGUN
Drums : Nodtiez
Mixed and Masterd : วรการ ธัญญเจริญ[ Lifebeat Studio ]

Dec 11, 2020

Tuscan cookbooks


"The important elements are the ingredients." Chef Cesare







Chef Cesare Casella offers a delightful and tasty trip through the Tuscany region of Italy. Delicious recipes intermingle with wonderful photographs and Casella's essays about his life, Tuscany, and great food. The 160 decadent recipes and arranged into menus by season, and each menu has an interesting "diary entry" about life in Italy. The recipes are well written, easy to follow, and are very doable for most cooks. Best recipe in the book? Hands down, the "Risotto di Granchi Teneri," Soft-Shell Crab Risotto which alone is easily worth the purchase price of the book.











Cesare Casella, Italian chef extraordinaire, is out to prove that this food can
be both simple to prepare and surprisingly healthy. Italian mothers and
grandmothers wouldn't have it any other way!
In Casella's previous culinary creation, Diary of a Tuscan Chef, we joined the
author on a food pilgrimage to Tuscany. Now, in Italian Cooking for Dummies,
the trek explores every region and its associated dishes. Casella and
coauthor Jack Bishop embrace us as close friends with whom they have
eaten pasta for years.
One step at a time, the authors lovingly explain how to make Italian food at
home, discussing ingredients and techniques. Scattered within each of the
eight chapters are recipes for 29 pasta dishes, 7 risottos, 22 heavenly
desserts--in fact, 150 delicious dishes altogether. In traditional For Dummies
style, life is made easier by icons alerting you to timesaving tips or
potentially disastrous situations--like leaving risotto unattended, which can
lead to a big sticky vat of goo!
There is something here for every taste: meats, fish, pizzas, and vegetarian
dishes, as well as desserts and salads. Pasta Wheels with Walnut Sauce
makes a nutty alternative to pasta dishes made with tomato-based sauces.
The Spinach Gnocchi are surprisingly simple to create and will be gobbled
down in no time. Calzone with Mixed Vegetables is a healthy alternative to
pepperoni pizza.
Desserts are very well represented--here is traditional Creme Caramel, and a
delightful Pink Grapefruit Granita.
So enjoy life and eat like the Italians do; Italian Cooking for Dummies shows
you how. --Naomi Gesinger




A native of Lucca and the chef-owner of Beppe, Cesare Casella is the realthing when it comes to Tuscan food. In True Tuscan, Casella offers authentic recipes and Beppe favorites, as well as history and legends, culinary andotherwise, of Italy's most adored region.

Tuscany has one of the richest cultural and culinary histories of all of Europe.
From Catherine di Medici, who introduced the French to the fork and highheels, to Italian cowboys, this region boasts an intriguing and exciting heritage, and an equally thrilling cuisine.

In True Tuscan, Casella presents the Tuscany he knows--the time-honoredrecipes of his ancestors spiced with historical facts and gossip.Casella is not afraid to update and improve, as his Beppe dishes make clear,but he is devoted to the Tuscan spirit, which he is uniquely qualified tocelebrate and explore.These 125 tempting and satisfying recipes cover every course, from antipastito dolci, and feature authentic flavors that promise to surprise and delight youand your guests.


True Tuscan cookbook

From Catherine de' Medici
-- who introduced the fork
and high heels to the
French -- to Italian cowboys,
Tuscany boasts an intriguing,
exciting heritage
and an equally thrilling cuisine.
In True Tuscan, renowned restaurateur 
Chef Cesare presents the time 
honored recipes of the Tuscany he knows. 
At fifteen, Chef Cesare began working at Il Vipore, 
his parents' trattoria just
outside Lucca. He earned a culinary degree
from the town's hotel school, and
in 1979 he took over the kitchen of Vipore,
ultimately transforming the
humble trattoria.

By 1993 the restaurant had its first Michelin star.
During these years Chef Cesare developed
his trademark herb-infused style of cooking. 

Chef Cesare is not afraid to update and 
improve upon tradition, as his recipes
make clear, but he is devoted to the Tuscan spirit,
which he is uniquely
qualified to celebrate and explore.
These 125 tempting and satisfying recipes
-- spiced with historical facts and
gossip -- cover every course, from antipasti to dolci,
and feature authentic
flavors that promise to surprise
and delight you and your guests.


ISBN13: 9780060555559;
Pages: 256; $24.95


Chef Cesare Casella



Cesare Casella, born on 3/1/1960,
is an acclaimed Italian chef who grew up
among the pots and pans of Vipore,
the small trattoria his parents, Rosa and
Pietro, owned outside of Lucca, Italy.

At age 14, Cesare enrolled in
the Culinary Institute Ferdinando Martini, in
Montecatini, and sharpened his practical cooking skills
while studying the
history of food.
After graduating, Cesare set about turning
Vipore from a local favorite into
both a regional and international destination.
He began developing his trademark herbal cuisine
(thanks in part to a garden
with over 40 types of aromatic herbs)
and updating traditional Italian recipes
with new ideas and twists.

By 1991, Cesare had earned Vipore a Michelin star
and a reputation that
attracted clients from Henry Kissinger to Tom Cruise.
In 1993, Chef Casella was named
Executive Chef of Coco Pazzo in New York City.
Soon there after, he launched its sister restaurant,
Il Toscanaccio.
In March 2001, he opened his first solo New York restaurant, Beppe, in honor of his grandfather,

Giuseppe Polidori.

Beppe has earned critical praise and
commercial success for authentic,

rule-bending Tuscan cuisine.
Chef Casella then launched “Republic of Beans”,

an Italian import company of
heirloom beans, grains and spices.

Through his collaboration with
Thanksgiving Farms, in upstate New York,

Chef Casella helps to raise
Chianina (Italian cows), pigs,
and grow certified organic produce.

In 2005, Chef Casella opened
the critically-acclaimed Italian restaurant,
Maremma. This Italian trattoria pays homage

to the beautiful region of
Maremma in the southwest of Tuscany,
and its traditionally-Italian and
seasonally-driven menu
features house-made cured meats and sausage,
pastas and other organic products.
In 2006, the French Culinary Institute appointed 
Chef Casella as the first dean
of Italian Studies in both New York City and Parma, Italy.

Chef Casella designed and wrote
the extensive curriculum for the joint
programs and will continue to oversee
the comprehensive training of all
chefs and instructors involved.
The Italian Culinary Academy launched in
October of 2006 in New York City
and in January of 2007 in Parma.

The academy is part of the International Culinary Center, previously known as
the French Culinary Institute.
Chef Casella has written three cookbooks,
Diary of a Tuscan Chef(Doubleday),
Italian Cooking for Dummies (IDG) and,
most recently, True Tuscan (Harper Collins).
He has also been featured in many publications,
including Gourmet,
BonAppetit and Food & Wine.
He has been the subject of a series of The New York Times’
'The Chef' columns.
His frequent television appearances include segments on
ABC and CBS news
programs, The Food Network’s Tyler’s Ultimate and
Molto Mario as well as Martha Stewart Living.

He appears regularly at the James Beard House and
DeGustibus in New York
City, as a featured guest chef, and is an active member
and supporter of City
Harvest, Slow Food USA, Chef’s Collaborative,
Seafood Alliance and the
Gruppo Ristoratori Italiani(GRI), an organization
which seeks to promote Italian cuisine





Dec 7, 2020

7 ธันวาคม พ.ศ. 2563

 พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ


ภาพพระสาทิสลักษณ์ จาก สำนักข่าวเจ้าพระยา

พระประวัติ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ
พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุธนารีนาถ มีพระนามเดิมคือ
หม่อมหลวงโสมสวลี กิติยากร ประสูติเมื่อวันเสาร์ที่ 13 กรกฎาคม 2500
ณ โรงพยาบาลกายส์ เขตเซาท์วาร์ก กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ
เป็นธิดาคนโตของหม่อมราชวงศ์อดุลกิติ์ กิติยากร
พระเชษฐาในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง
กับท่านผู้หญิงพันธุ์สวลี กิติยากร (พระนามเดิม: หม่อมเจ้าพันธุ์สวลี ยุคล)
เหตุที่ประสูติในลอนดอนสืบเนื่องมาจากพระบิดา คือ หม่อมราชวงศ์อดุลกิติ์
ได้ไปศึกษากฎหมายในอังกฤษหลังพระราชทานน้ำสังข์แล้ว
จนเมื่อพระองค์มีพระชันษาได้ 2 ปี จึงได้กลับมายังประเทศไทย

พระนาม โสมสวลี อันหมายความว่า “น้ำผึ้งพระจันทร์”
นั้นเป็นชื่อที่ได้รับพระราชทานมาจาก
พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร
มหาภูมิพลอุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร
เข้าใจว่าคงจะนำมาจากสร้อยพระนามขอ
 พระวิมาดาเธอ พระองค์เจ้าสายสวลีภิรมย์
กรมพระสุทธาสินีนาฏ ปิยมหาราชปดิวรัดา
ครอบครัวและพระสหายในโรงเรียนราชินีมักเรียกสั้น ๆ ว่า “คุณโสม”
ส่วนพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว
(เมื่อครั้งดำรงพระอิสริยยศเป็น สมเด็จพระยรมโอรสาธิราชฯ)
ทรงเรียกว่า “โสม” เฉยๆ มีพระขนิษฐาเพียงคนเดียวคือ หม่อมหลวงสราลี กิติยากร
หรือ “คุณน้ำผึ้ง” ซึ่งเป็นนักแสดงและพิธีกร

หม่อมหลวงโสมสวลี กิติยากร ได้รับโปรดเกล้าฯ
ให้เข้าศึกษาในระดับอนุบาลที่โรงเรียนจิตรลดา รุ่นที่ 5
เมื่อปี 2504 รุ่นเดียวกับสมเด็จพระเจ้าลูกเธอพระเจ้าน้องนางเธอเจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี
กรมพระศรีสวางควัฒน์ วรขัตติยราชนารี
แต่เมื่อสำเร็จการศึกษาในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4

หม่อมราชวงศ์อดุลกิติ์ ย้ายไปเป็นผู้พิพากษาศาลจังหวัดเชียงใหม่ ในปี 2510
พระองค์ก็ทรงลาออกจากโรงเรียนเดิมและย้ายไปประทับที่เชียงใหม่โดยเข้าเรียน ที่โรงเรียนเรยีนาเชลีวิทยาลัย
เป็นเวลา 2 ปี และเมื่อบิดาได้ย้ายกลับมายังกรุงเทพมหานคร
ทรงเข้าศึกษาในโรงเรียนสาธิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยระยะหนึ่ง แต่ด้วยมิสะดวกต่อการรับส่ง

จึงได้ย้ายมาศึกษาอยู่ที่โรงเรียนราชินี เนื่องจากเป็นเส้นทางเดียวกับเส้นทางที่ไปยังที่ทำงานของบิดา



พระกรณียกิจ
พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุธนารีนาถ ทรงบำเพ็ญพระกรณียกิจด้านต่างๆ
แบ่งเบาพระราชภาระ สมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร
สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง
สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา เจ้าฟ้ามหาจักรีสิรินธร มหาวชิราลงกรณวรราชภักดี
สิริกิจกาลินี พีรยะพัฒน รัฐสีมาคุณากรปิยะชาติ สยามบรมราชกุมารี สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ
เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน์ วรขัติยราชนารี
และสมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี
ในการเสด็จแทนพระองค์ไปทรงประกอบพระกรณียกิจต่างๆ
จนลุล่วงด้วยดี สมกับที่ทรงวางพระราชหฤทัยตลอดมา



“ภา..ไม่รู้จะเอาหัวพี่ดี้ไปทำอะไร...”
ครั้งหนึ่ง...นานมากแล้ว...
ฉันเคยมีวาสนาได้ร่วมโต๊ะเสวยกับองค์ภาฯ
เนื่องในวันเกิดของพระสหายท่านหนึ่งซึ่งก็บังเอิญเป็นเพื่อนกับฉันด้วย..
เพื่อนแกล้งฉันจัดที่นั่งให้ฉันนั่งติดกับองค์ภาฯ...
ฉันกราบพระบาทครั้งหนึ่งจึงนั่งเก้าอี้...
กับข้าวไทยๆ บนโต๊ะ หน้าตาน่าอร่อยมาก...
แต่เป็นมื้อที่ไม่อร่อยเลย...แม่ประไพ...
เอ้า...ทรงขยับจานกับข้าวมาให้ฉันตัก...
เอ้า...ทรงตักกับข้าวใส่จานให้ฉันอีก...
ฉันก็ตักข้าวใส่ปาก...แต่เป็นเพราะทำอย่างอื่นไม่ได้มากกว่านั้น...
“พี่ดี้...ไม่ต้องเกร็งนะ เกร็งหรือเปล่า..”. เพื่อนที่นั่งตรงข้ามโต๊ะถามยิ้มๆ
.....
.....
“เอิ่ม...ก็ไม่ได้เกร็ง...แต่ว่า...ถ้าเป็นสมัยโบราณ...
มาทำตัวตีเสมอเจ้าแบบนี้...เป็นโดนตัดหัวแน่นอน...”.
ฉันก็ตอบแก้เก้อไป
มีเสียงสรวลคิกๆ...
“ภา..ไม่รู้จะเอาหัวพี่ดี้ไปทำอะไร...”