
วัน เสาร์ ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2550
เอ่ยชื่อ หม่ำ จ๊กมก เชื่อว่าคงทำเอาหลายคนถึงกับท้องคัดท้องแข็งกันได้
แค่เพียงนึกถึงหน้าตาเหลี่ยมๆ และมุกหน้าตายของหนุ่มที่ราบสูง ผู้เจนเวทีคาเฟ่
และเป็นโลโก้ของบริษัท เวิร์คพอยท์ อยู่ในขณะนี้
แต่ หม่ำ หรือในชื่อจริงว่า เพ็ชรทาย วงศ์คำเหลา ไม่ได้มีดีแค่สร้างเสียงหัวเราะ
ให้ประชาชนเท่านั้น แต่เขายังแสดงให้เห็น
ว่าเด็กผู้ชายที่หนีออกจากบ้านตั้งแต่อายุ 16-17 ปี
แถมเรียนไม่จบ ม.6 แต่กลับสามารถประสบความสำเร็จในชีวิต
ในทุกๆ เรื่องที่เขาหยิบจับเลยก็ว่าได้ รวมถึงการผันตัวเองมาเป็นผู้กำกับหนัง
บอดี้การ์ดหน้าเหลี่ยม และ แหยม ยโสธร ก็สามารถทำรายได้ลอยลำร้อยล้านได้สบายๆ
และเวลานี้ เขานำ บอดี้การ์ดหน้าเหลี่ยม ภาค 2
กลับมาเรียกเสียงหัวเราะจากแฟนๆอีกครั้งผู้กำกับหน้าเป็น
-บอดี้การ์ดหน้าเหลี่ยม ภาค 2 ทำไมใช้ทุนสร้างถึงร้อยล้าน
มันเริ่มมาจากไอเดียก่อน มันเป็นโจทย์เป็นตั้ง ตั้งมาจากภาคแรก
คือเรามองดูแล้วว่าภาคแรกแอ็คชั่นมันอาจจะน้อยไป ภาคแรกขาดอะไรไปบ้าง
ภาคนี้มันก็น่าจะทำให้ได้ดีกว่าเดิม โปรดักชั่นใหญ่ขึ้นมโหฬารขึ้น
ดูดีเป็นสากลขึ้น ก็เลยลองเอาโปรเจคท์นี้ไปคุยกับเสี่ย เล่าให้เสี่ยฟัง
ว่าประมาณนี้นะเสี่ย เสี่ยหันหน้ามาถามว่า เท่าไร ผมบอก 100 นึง
เสี่ยเบิกตาโพลง แล้วก็บอกว่า แล้วแต่มึง...ไปทำมาไป ผมก็ไม่ได้รู้สึกกดดันอะไร
เสี่ยบอกให้ทำก็ทำเลย
-อย่างไรที่ว่าเป็นสากลมากขึ้น
ภาพรวมทั้งหมดแหละ อย่างแอ็คชั่น มันก็ต้องดูดีกว่าเดิม จะมาเหยาะแหยะไม่ได้แล้ว
มุกตลกมันก็ต้องทำให้คนหมู่กว้างเข้าใจได้ด้วย ฝรั่งขึ้นหน่อย ยุโรปนิดๆ
อเมริกันหน่อยๆ เอเชียอย่างมากมาย งงไหม (หัวเราะ) คือมันต้องคิดให้หนัก
หนังเรื่องนี้ผมคิดไว้แค่ให้คนแถบเอเชียดูแล้วเข้าใจ ก็โอเคแล้ว
ประเทศเพื่อนบ้านเราใกล้ๆ ต้องดูรู้เรื่อง แต่ภาคต่อไป
ผมอาจจะมีมุกแบบที่ทุกคนดูได้ทั่วไป กว้างกว่านี้ก็ได้...ไม่แน่
-การทำงานภาคนี้พิเศษกว่าภาคแรกขนาดไหน
เราคิดก่อนว่าภาคนี้ต้องดูแล้วรู้สึกดีกว่าภาคที่หนึ่ง พอเราได้ตรงนี้แล้ว
เราก็ดูภาคหนึ่ง ว่าอันไหนที่มันขาดหายไป ก็ต้องเอามาใส่ในภาคนี้
อย่างภาค 2 เนี่ย เรารู้อยู่แล้ว ว่าความยิ่งใหญ่มันอยู่ที่ตรงไหน เราก็รู้แล้ว
ว่างบมันต้องสูงตามมาแน่นอน แต่การทำให้หนังมันดูอลังการมากขึ้น
มันจะทำให้หนังน่าเชื่อถือขึ้นด้วย หน้าหนังมันก็แรงขึ้น แล้วได้ฮาด้วย
มันก็ยิ่งเป็นบวกเข้าไปใหญ่ นั่นเป็นวิธีคิดของผม
ถ้าคนอยากจะทำหนังที่ทำให้คนดูมีความสุขความบันเทิงก็สามารถคิดทำได้
แล้วก็ทำได้ง่ายด้วย แต่ต้องรู้จักที่จะทำให้คนดูรู้สึกสนุกสนานกับหนังของคุณด้วย
ไม่ใช่สักแต่ว่าทำ ไม่เคยถามคนดูว่าอยากดูหนังอะไร
ทุกวันคนดูก็เครียดอยู่แล้ว
ยังให้ไปดูหนังแล้วเครียดอีก
หนักกว่าเดิม
-การศึกษา-ตัวชี้วัด? การเรียนตอนนี้ไปถึงไหนแล้ว
ตอนนี้ผมสอบ กศน.จะจบชั้น ม.6 แล้ว และกำลังจะต่อปริญญาตรี
คาดว่าอาจจะเรียนต่อด้านนิติศาสตร์ เพราะผมอยากรู้เรื่องกฎหมาย
ที่อยากเรียนด้านนี้ คงเป็นเพราะพื้นฐานตัวเองเป็นคนชอบเรียนรู้
ผมเป็นคนไม่ชอบอยู่นิ่ง
-มองการศึกษาจำเป็นแค่ไหน เพราะคนอาจจะมองว่าก่อนหน้านี้ หม่ำ
ไม่จำเป็นต้องเรียนสูง ก็ประสบความสำเร็จได้
หน้าที่การงานกับการเรียน มันคนละอย่างกันนะ
มันไม่มีใครจะประสบความสำเร็จไปทุกสิ่งหรอก
ผมเองก็ยังไม่ได้ประสบความสำเร็จอะไร แต่ที่ผมไปเรียน
เพราะเป็นคนที่อยู่ว่างๆ ไม่ได้ ถ้ามีเวลาก็รู้สึกว่าน่าจะใช้ให้มันเกิดประโยชน์
ให้รางวัลกับตัวเอง ถึงวันนี้ได้วุฒิมา ผมก็ยังตอบไม่ได้นะ
ว่าผมจะเอาวุฒิไปทำไม แต่แค่อยากจะหาสิ่งใหม่ๆ ให้ตัวเอง
-วันนี้มองว่าประสบความสำเร็จในชีวิตแล้วหรือยัง
มันก็เป็นเรื่องของการทำงานทุกวันมากกว่า มันไม่ใช่เรื่องอมตะ
ผมรู้แต่ว่าผมเป็นคนทำงานแล้วให้ความเอาใจใส่กับการทำงาน
รักอาชีพตัวเอง ไม่ดูถูกอาชีพของตัวเอง ผมไม่ได้ถ่อมตัวเองนะ
ทุกคนคิดไม่เหมือนกัน ผมเป็นคนที่ต้องทำงานให้ดีที่สุด
ให้เวิร์คพอยท์ไว้ใจเรา
ให้สหมงคลฟิล์มไว้ใจเรา
บางคนถามว่าผมเป็นลูกรักของ 2 บริษัทนี้ไหม
จริงๆ ไม่ใช่ แต่ผมแค่ทำงานให้เขาอย่างเต็มที่
เมื่อเขาเห็น เขาก็ให้ความเอ็นดู
-ถ้ามีคนอยากจะเลียนแบบ หม่ำ จ๊กมก ต้องทำอย่างไร
โอ้ย...เลียนแบบไม่ได้หรอก มันต้องมองตัวเองก่อน
อย่างที่บอก หลายคนว่าผมวาสนาดี ถึงมาได้ขนาดนี้
แต่มันไม่ใช่ มันเป็นเพราะผมทำงานให้โชควาสนาเห็นมากกว่า
ถ้าเราไม่เคยทำ แล้วจะเอา เอาอย่างเดียว มันเอาเปรียบกันเกินไปหรือเปล่า
แต่นี่ผมทำให้เขาเห็น เขาก็เอ็นดู ฉะนั้นคุณต้องเป็นตัวของตัวเอง
ทุกอย่างขึ้นอยู่กับการต่อสู้ ฝ่าฟัน ขยันหมั่นเพียร
เรามีความมุมานะแค่ไหน ผมอยู่วงดนตรีลูกทุ่ง
จนกระทั่งมาเป็นตลกคาเฟ่ได้ ก็ 20 ปี เหมือนมวยที่ต่อยไม่หยุด
มันก็เลยเก๋า
-ตลกแถวหน้าต้องมีคุณสมบัติอย่างไรบ้าง
นักแสดงตลกมีเยอะนะ แต่คนที่จะเป็นตลกจริงๆ มันมีน้อย คนที่เป็นตลกจริงๆ
ต้องมีจิตวิญญาณ สามารถปรับสภาพได้ทุกที่ ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน
ต้องสามารถปรับเปลี่ยนสีตัวเอง และพยายามเล่นวันพรุ่งนี้เสมอ
มุกต้องใหม่ทุกวัน บางทีผมเล่นมุกล้ำหน้าไป 2-3 เดือนเลยนะ
ที่สำคัญต้องรักอาชีพของตัวเอง และพัฒนามุกตลอด ต้องมีพรสวรรค์
จิตวิญญาณ พรแสวง โชค วาสนาด้วย
-พูดถึงการทำหน้าที่ตลกในรายการของเวิร์คพอยท์
กับเวิร์คพอยท์ ผมอยู่มาจนเป็นพี่เป็นน้องแล้ว อยู่มา 20 ปี ไว้ใจกัน
ถามว่าเวิร์คพอยท์ประสบความสำเร็จเพราะผมไหม มันก็คงจะรวมๆ กัน
ถ้าไม่มีเวิร์คพอยท์ก็ไม่มีผม มันเหมือนถูกประทับตราร่วมกัน มันบอกลำบาก
ทำงานด้วยกันนานๆ มันเป็นเรื่องของจิตใจ
-มีหุ้นใหญ่อยู่ในเวิร์คพอยท์จริงไหม
ก็มีทุกคนแหละ ทั้งเท่ง โหน่ง แต่ผมเป็นพี่ใหญ่
คนก็มองว่าผมต้องมีหุ้นใหญ่กว่าเพื่อน
มันก็แหง คนอยู่มาขนาดนี้ บริษัทก็เข้ามหาชนแล้ว
-จะอิ่มตัวกับงานที่เวิร์คพอยท์เมื่อไร
ก็คงวันที่ลูกผมเรียนจบนั่นแหละ ผมบอกลูกสาว เรียนจบให้ส่งน้องด้วย
เขาก็รับปาก ไม่ใช่ว่าผมเกรงใจพี่ตา ถ้าหากว่าผมรู้สึกว่าสุขภาพไม่ไหว
มันก็ต้องพัก ไม่จำเป็นต้องเกรงใจ แต่ผมยังสนุกกับงานอยู่
-หม่ำแฟมิลี่ เคยเหลิงกับความดังของตัวเองไหม
เค้ย...(เสียงสูง) เคยมีช่วงหนึ่ง ตอนนั้นผมยังเล่นตลกอยู่คณะของพี่เทพ โพธิ์งาม
แล้วก็กำลังดัง ก็ติดแทงสนุกเกอร์ เสียเงินวันละ 4-5 หมื่นบาท อยู่ประมาณ 2-3 ปี
แต่ดีที่ลูกของผมเป็นตัวช่วยให้พลิกผันได้เหมือนกันนะ
ตอนนั้นลูกคนโตกำลังจะขึ้น ป.1 ผมก็กลัวว่าลูกจะโตมาลำบากเหมือนกัน
ต้องไปแบกของ ก็เลยเลิกเลย ถ้าไม่มีลูกให้ผมได้คิด ก็คงจะเสียคนไปแล้ว
จากนั้นผมก็เริ่มเก็บตังค์
-มีผู้หญิงเข้าหาบ้างหรือเปล่า
มี แต่เราก็รู้สึกว่าเขาเป็นน้อง คือมันเป็นสิทธิของเขาที่เขาจะคิดอะไรกับเรา
แต่เราก็ต้องมองว่าเขาเป็นน้อง เรื่องนอกลู่นอกทาง ผมเลิกไปนานแล้ว
เพราะถ้าพลาดมามันไม่ดี ลูกเราก็โตเป็นสาวแล้ว เวลามีผู้หญิงมาทักทาย
มาขอจับมือ ขอหอม ผมจะกลัวมากเลยนะ กลัวโดนปาปาราซซี
ตอบคำถามเมียไม่เท่าไร
แต่กลัวต้องตอบคำถามลูกสาว เราก็ต้องระวังตัว
-ดูเป็นคนรักลูก รักภรรยานะ
เราได้เขามาเป็นส่วนหนึ่งของการบริหารจิตใจเราแล้ว เราก็ต้องรับผิดชอบเขา
มันเหนือคำว่าหน้าที่ เหนือคำว่าเป็นห่วง มันบอกเป็นคำไม่ได้
แต่ผมก็ค่อนข้างแคร์กับครอบครัวมาก อาจจะเพราะช่วงเหลิงนั่นแหละ
ที่บอกให้ทำแบบนี้ ว่าเรายังมีคนรออยู่ข้างหลัง
เขารออะไรบางอย่างที่เป็นความสุขกับครอบครัว เราไม่ใช่ชายโสดแล้ว
ตอนช่วงที่ผมระเริงไป ทำอะไรไม่ได้คิด มันมีสิ่งที่ทำให้รู้สึกผิดมากกับตัวเอง
วันนี้ก็เลยต้องให้ผิดน้อยที่สุด เรื่องนอกใจ ถ้าจะมีก็แค่มอง แต่ก็แค่นั้น
เพราะถ้าทำแล้วมีปัญหา จะทำไปทำไม เต็มที่ก็แค่แทะโลมทางสายตา
-ลูกสาวคนโตที่ไปเรียนเมืองนอกเป็นอย่างไรบ้าง
อีก 3 ปีเขาก็เรียนจบแล้ว เขาไปเรียนที่โตรอนโต ด้านภาพยนตร์
ส่วนว่ากลับมาจะมาช่วยผมทำหนังไหม อันนี้อยู่ที่เขา ผมไม่บังคับ
การศึกษาเหมือนเป็นแค่การชี้แนะมากกว่า เพราะบางคนเรียนจบมาก็ไม่ได้ทำงาน
ตามสายที่ตัวเองเรียน ผมก็แล้วแต่เขา
-ส่งลูกไปเรียนนอก เพราะอยากให้เรียนรู้ชีวิต
เขาอยากไปเอง เป็นคนหาที่เรียน หาวีซ่าไปเอง พอผมรู้ว่าเขาจะไป
น้ำตาร่วงเลย เป็นห่วง แต่ไม่กล้าพูด พูดแล้วมันเหมือนเป็นการปิดกั้น
แค่เขาไปเดือนเดียว ก็เหมือนใจมันจะขาด
ส่วนลูกคนเล็กตอนนี้ก็เรียนที่โรงเรียนนานาชาติ แถวพัทยา
ที่พี่สาวเขาเป็นคนแนะนำให้นั่นแหละ
-หม่ำมีวิธีเลี้ยงลูกแบบไหน
ผมเลี้ยงลูกแบบเพื่อน แบบพี่ แต่ถ้านอกลู่นอกทางเมื่อไร
ผมก็จะดุเป็นทหารเลย
-ถึงวันนี้มีอะไรที่ยังอยากทำบ้าง
ผมอยากให้ลูกเป็นฝั่งเป็นฝา ลูกมีงานทำเมื่อไร ผมก็คงเลิกทำงานแล้ว
อยากให้ลูกมีผู้ชายดีๆ มาชอบ มารัก ผมไม่หวงหรอก มันเป็นเรื่องธรรมชาติ
แต่ก็บอกเขาว่าให้เรียนจบก่อนนะ ค่อยมาบอกพ่อ
-เรื่องที่ภูมิใจที่สุดของหม่ำ
ก็คงจะเป็นลูกทั้งสองคนของผมนี่แหละ ภูมิใจที่เขาเกิดมาเป็นลูกผม
แล้วก็ภูมิใจในภรรยาของผมด้วย
-เรื่องที่เสียใจที่สุดล่ะ
เสียใจที่พ่อกับแม่ผมไม่ได้มีโอกาสเห็นผมในทุกวันนี้
เมื่อก่อนญาติพี่น้องผมมองว่าผมเป็นตัวปัญหาของครอบครัว
เลยเป็นสาเหตุให้ผมหนีออกจากบ้านตั้งแต่อายุ 17
ซึ่งพ่อผมได้มีโอกาสเห็นความสำเร็จของผมรางๆ ตอนที่ผมเป็นตลกดาวรุ่งอยู่
เพิ่งได้ออกรายการ ก็เสียใจที่ยังไม่ได้ทดแทนบุญคุณเขา
นี่คงพิสูจน์ให้เห็นแล้ว ว่าโชคชะตาของคนเราพลิกได้เสมอ
ถ้าเพียงแต่เรามีความมุ่งมั่น เพียรพยายาม
วันหนึ่ง ดิน อย่างคุณอาจจะได้เป็น เพชร เหมือน เพ็ชรทาย วงศ์คำเหลา ก็ได้ ใครจะรู้...